พัฒนาการอ่านในประเทศไทย ด้วยการดูงานห้องสมุดสิงคโปร์

โดย มูฮมัด บิน มูดอ/มกุฏ อรฤดี



คนไทยดูงานห้องสมุดสิงคโปร์ ปีละประมาณ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ประเทศไทยสูญเสียเงินตราเพื่อดูงานห้องสมุดสิงคโปร์
ในรอบ ๑๐ ปี ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท

เมื่อมีรัฐบาลใหม่ คนในรัฐบาล หรือรัฐมนตรี อย่างน้อย ๒-๓ คน หรือมากกว่านั้น จะนำคณะผู้เดินทางประกอบด้วยข้าราชการ และนักการเมือง หรือผู้ติดตามนักการเมือง ไปดูงานด้านห้องสมุดของสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดใหญ่ในศูนย์การค้า แล้วกลับมาให้สัมภาษณ์ หรือมีข่าวต่อเนื่องว่าจะพัฒนาการอ่านของประเทศไทยอย่างนั้นอย่างนี้

รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า

ถ้าการดูงานห้องสมุดสิงคโปร์ คือการไปนำ "เมล็ดพันธุ์การอ่าน" มาเพาะปลูกในเมืองไทย การณ์ก็ปรากฏว่าเมล็ดพันธุ์ที่นำกลับมานั้นลีบฝ่อเหี่ยวแห้งสูญพันธุ์หมด ปลูกเพาะไม่ขึ้นแม้แต่ต้นเดียว หรือไม่เช่นนั้นบางคนอาจแอบเอาเมล็ดพันธุ์มาใส่หม้อต้มกินแทนที่จะนำไปปลูก ทุกครั้งครา จึงต้องมีผู้อาสาไปขนเมล็ดพันธุ์กันใหม่ทุกคราวที่มีรัฐบาลใหม่ และดูเหมือนจะตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่เสนอ มิใยว่าตลอดระยะเวลาตามปกติที่รัฐบาลชุดนั้นๆ บริหารประเทศ จะมีนักการเมือง สมาชิกสภาต่างๆ ตลอดจนข้าราชการน้อยใหญ่ ไปดูงานห้องสมุดในสิงคโปร์แทบไม่เว้นแต่ละวัน

จนถึงกับมีคำกล่าวล้อๆ ว่า งบประมาณบริหารระบบหนังสือและการอ่านของชาติสิงคโปร์นั้น เก็บเอาจากค่าเดินทางเข้าประเทศของคนไทยที่ไปดูงานห้องสมุดสิงคโปร์ก็พอแล้ว ไม่ต้องใช้จ่ายเงินภาษีประจำปีของรัฐบาลเลย

เมื่อมีผู้ไปดูงานห้องสมุดสิงคโปร์ตั้งแต่ผู้บริหารราชการบ้านเมืองระดับรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และข้าราชการชั้นสูงชั้นปกติธรรมดาทั้งหลาย มากมายถึงเพียงนั้น แต่เหตุไฉนเป้าหมายและวัตถุประสงค์การดูงานห้องสมุดจึงไม่บรรลุผลตามที่มักประกาศป่าวร้องหรือโฆษณาทั้งก่อนและหลังการเดินทางแม้สักครั้งเดียว ตลอดระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ระบบหนังสือและการอ่านของประเทศไทยไม่ได้พัฒนาไปไหน โดยเฉพาะในฟากราชการและการเมือง หรือหากจะพูดตรงๆ ก็อาจกล่าวได้ว่า กลับทรุดโทรมเสื่อมลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

สถิติคนไทยอ่านหนังสือเพียงปีละ ๘ บรรทัด ยังนำมาอ้างให้หัวเราะกันเล่นได้เสมอ และไม่มีใครอาจหาญออกมาโต้แย้งว่าเป็นเรื่องเท็จ เพราะสถิติที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๕ เล่ม นั้น ยังกังขาอยู่ว่าเป็นตัวเลขที่เกินความจริงหรือไม่ หรือจะนับจากหนังสือแบบเรียนด้วย และโดยเฉพาะหากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติน่าเชื่อถือตัวเลขการอ่านของคนไทยใน พ.ศ.๒๕๔๘ คือ ประชากรอายุตั้งแต่ ๖ ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ ประมาณ ๕๙.๒ ล้านคน มีผู้อ่านหนังสือประมาณ ๔๐.๙ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๖๙.๑๐ แต่ครั้นสำรวจใน พ.ศ.๒๕๕๑ ปรากฏว่าสถิติการอ่านกลับลดลงเหลือร้อยละ ๖๖.๓๐

นี่คือสัญญาณอันตรายของประเทศชาติ

สำหรับเมืองหลวงของประเทศซึ่งมักจะถือว่า หอสมุดแห่งชาติเป็นที่เชิดหน้าชูตาและมักแข่งขันกันว่าเมืองหลวงประเทศใดจะได้รับยกย่องว่าเป็นเมืองหนังสือหรือเมืองแห่งการอ่าน สถิติของหอสมุดแห่งชาตินับเป็นเรื่องสำคัญ

แต่สถิติของหอสมุดแห่งชาติไทยก็ไม่อาจยึดถือได้ว่า ประชากรในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยอ่านหนังสือกันปีละกี่เล่ม หรือเฉลี่ยคนละกี่เล่ม เพราะหาตัวเลขไม่ได้ว่า คนกรุงเทพฯ รู้จักหอสมุดแห่งชาติกี่คน และคนที่รู้จักอยากเข้าหอสมุดแห่งชาติ ด้วยเหตุผลใด หรือเมื่อเข้าหอสมุดแห่งชาติแล้ว ยืมหนังสืออะไรกลับบ้านได้บ้าง ในแต่ละปีคนกรุงเทพฯเข้าหอสมุดแห่งชาติกี่ครั้ง และมีคนกรุงเทพฯจำนวนเท่าใดที่ไม่เคยรู้จักหอสมุดแห่งชาติ ไม่เคยเข้าหอสมุดแห่งชาติเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดอายุขัย

เมื่อกล่าวเกี่ยวพันไปถึงหน่วยงานสำคัญเรื่องการอ่านและการจัดการระบบหนังสือของชาติ ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติ แต่ถ้ามีคำถามย้อนกลับมาเพียงคำถามเดียวว่า

หอสมุดแห่งชาติได้รับงบประมาณประจำปีกี่ล้านบาท

เพียงเท่านั้นก็ต้องหยุดกึก พูดอะไรต่อไม่ได้ อาจจะเออออไปด้วยซ้ำ ว่าการที่ข้าราชการและคนทำงานในหอสมุดแห่งชาติมีชีวิตอยู่ได้จนเกษียณอายุราชการก็นับว่าเข้มแข็งและสามารถมากแล้ว

มีใครสักกี่คนในประเทศไทยที่ต้องเสียภาษีให้รัฐ หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่น่าจะเกี่ยวข้องและนายกรัฐมนตรี จะรู้ว่างบประมาณพัฒนาหน่วยงานหอสมุดแห่งชาตินั้น น้อยกว่างบประมาณห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพียงแห่งเดียว

น่าเศร้าหรือไม่ ที่มีข้อเท็จจริงว่า หอสมุดแห่งชาติประเทศไทย มีงบประมาณซื้อหนังสือตามต้องการเข้าหอสมุดไม่เพียงพอ และหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่พิมพ์ในประเทศไทยไม่มีให้ค้นหาในหอสมุดแห่งชาติ

น่าเศร้าหรือไม่ ที่ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับหอสมุดแห่งชาติในฐานะองค์กรหลักของชาติ ซึ่งควรจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบดำเนินงานด้านบริการหนังสือ และดูแลการผลิตสิ่งพิมพ์ของชาติ แต่ไม่มีอำนาจเรียกสิ่งพิมพ์ใดๆ เพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานหรือสถิติของชาติ และไม่เคยมีรัฐบาลไหนหรือสภานิติบัญญัติใดเลยเคยคิดร่างกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่หอสมุดแห่งชาติ นับตั้งแต่มีหอสมุดแห่งชาติมานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว

น่าเศร้าหรือไม่ ที่มีพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ เพียง ๒ มาตรา กล่าวถึงหอสมุดแห่งชาติ (ซึ่งก็ไม่ใช่กฎหมายของหอสมุดแห่งชาติเอง) บัญญัติว่า มาตรา ๓๒ ให้ผู้โฆษณาส่งหนังสือพิมพ์โดยไม่คิดราคาและค่าส่งไปยังที่ทำการเจ้าพนักงานการพิมพ์สามฉบับ และหอสมุดแห่งชาติสองฉบับในวันที่ออกโฆษณา

มาตรา ๕๙ ผู้โฆษณาคนใดละเลยไม่ส่งสิ่งพิมพ์ให้แก่หอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๒๐ หรือไม่ส่งหนังสือพิมพ์ให้แก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ หรือหอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๓๒ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินสิบสองบาท

ดังนั้น ต่อให้ขนคนไทยไปดูงานห้องสมุดสิงคโปร์จนครบหมดทุกคนทั้งประเทศจำนวน ๖๓,๓๘๙,๗๓๐ คน (ตัวเลขกระทรวงมหาดไทย ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑) พร้อมๆ กัน จนเกาะสิงคโปร์จมหายลงในทะเลเพราะรับน้ำหนักคนไทยไม่ไหว ก็ไม่อาจพัฒนาระบบหนังสือและการอ่านของประเทศไทยได้เลย หากผู้บริหารประเทศซึ่ง (ไม่มีใคร) รับผิดชอบเรื่องการอ่านและระบบหนังสือของชาติไม่เข้าใจว่า ต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน

หัวใจของหอสมุดแห่งชาติ และระบบการอ่านของสิงคโปร์นั้น เริ่มต้นจาก

เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๙๓ นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสวันชาติสิงคโปร์ ข้อความสำคัญที่บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ คือ

"อนาคตอยู่ในมือของประเทศซึ่งประชาชนใช้ข่าวสาร ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของชาติประสบความสำเร็จรุ่งเรือง ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติแบบเดิม

ข่าวสาร คือเงินตราแห่งอนาคต ความรู้ คืออำนาจ

ทั้งสองอย่างนี้อาจกระจายออกและสูญไปได้รวดเร็ว เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติคงขีดความสามารถในการแข่งขัน แข็งแกร่ง และรุ่งเรืองอยู่ได้ในโลกอนาคต

"ห้องสมุด" ในฐานะขุมทรัพย์ทางข่าวสารและความรู้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้สมัยก่อนเราลงทุนไปกับงานห้องสมุดน้อยกว่าที่ควรเป็น มีประชากรเพียงร้อยละ ๑๒ เท่านั้น ที่ใช้บริการห้องสมุดอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การเข้าไปใช้ประโยชน์ได้มาก

ไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องล้าหลังอยู่

เพื่อจะรักษาสภาพปัจจุบัน และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังกันเสียที"

ในปีนั้นเอง รัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้ง "คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐" มี ดร.ตัน ชินนำ เป็นหัวหน้าคณะ เริ่มทำงานศึกษาปัญหาและวิธีแก้ปัญหาเพื่อร่างกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบ และขอบข่ายการทำงานโดยมองการณ์ไกลล่วงหน้าไปในช่วง ๕ ปี

ในต้นปี ๑๙๙๔ คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐ จัดทำรายงานชุด "ห้องสมุดปี ๒๐๐๐ : การลงทุนสร้างชาติแห่งการเรียนรู้" ขึ้น

รายงานดังกล่าวนี้เสนอเป็นพระราชบัญญัติเข้าสู่สภานิติบัญญัติเป็นวาระแรก เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ค.ศ.๑๙๙๕

วันที่ ๑ มีนาคม ปีเดียวกัน พิจารณาพระราชบัญญัติ วาระที่ ๒ และ ๓

ครั้นวันที่ ๑ กันยายน ค.ศ.๑๙๙๕ ก็ประกาศใช้พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ (สิงคโปร์) ค.ศ.๑๙๙๕ (ดูรายละเอียดได้ในภาค "บทความ" www.bflybook.com)

นับแต่นั้นมา หอสมุดแห่งชาติและระบบจัดการการอ่านของชาติสิงคโปร์ก็กลายเป็นสินค้าออกที่แพร่หลาย จนมีผู้กล่าวว่า หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหอสมุดดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะศึกษาวิธีการจากหอสมุดชาติต่างๆ มาประมวลจัดระบบใหม่ให้เหมาะแก่ประเทศและประชากรอันหลากหลายของตน แต่นอกเหนือจากหอสมุดแห่งชาติก็คือ การจัดระบบหนังสือและระบบห้องสมุดต่างๆ ในประเทศเป็นเอกภาพ มีหน่วยงานกลางเป็นผู้รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้หอสมุดแห่งชาติและคนสิงคโปร์ได้เปรียบคนชาติอื่นก็คือ สิงคโปร์ใช้ภาษากลางหรือภาษาสากลของโลก ทั้งอังกฤษ จีน และภาษาอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น มลายู สิงหล ฮินดู ฯลฯ นั่นก็คือ มีหนังสือให้คนสิงคโปร์อ่านไม่ว่าคนนั้นจะอ่านเขียนภาษาใด หนังสือเรื่องสำคัญๆ ทุกยุคทุกสมัย นักเขียนสำคัญของชาติใดก็ตาม นักอ่านสิงคโปร์รู้จักได้ในชั่วข้ามคืนเช่นเดียวกับเจ้าของภาษานั้น เพียงแวะไปที่หอสมุดแห่งชาติหรือห้องสมุดท้องถิ่น

กล่าวกันว่า แม้ประเทศสิงคโปร์จะไม่มีนักเขียนและนักแปลของตนเลยสักคนเดียว วงการหนังสือและการอ่านของสิงคโปร์ก็ไม่เดือดร้อนอะไร

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น คนไทยเกือบทั้งประเทศต้องอ่านหนังสือภาษาไทย

ดังนั้น การจะพัฒนาระบบหนังสือและการอ่านในเมืองไทยได้ จำเป็นต้องพัฒนาการเขียนและการแปลอย่างเร่งด่วน เข้มแข็ง และจริงจัง อีกทั้งต้องทำความเข้าใจด้วยว่า กระบวนการเขียนนั้นใช่ว่ามีนักเขียนก็พอแล้ว เพราะการมีนักเขียนแต่ไม่มีบรรณาธิการต้นฉบับผู้สามารถก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้เด็กเขียนข้อความในอินเตอร์เน็ตอย่างอิสระสาระแก่นสารจะมีเพียงใดไม่รู้ แล้วนำมาพิมพ์เป็นเล่ม มาปลาบปลื้มยกย่องกันเอง หรือมีนักแปลเต็มบ้านเต็มเมือง แต่แปลหนังสือให้คนไทยอ่านรู้เรื่องไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจว่าโครงสร้างประโยคภาษาไทยต่างจากภาษาต้นฉบับอย่างไร หรือถอดอรรถรสทางภาษา เนื้อหา และจุดมุ่งหมายของผู้เขียนต้นฉบับเดิมออกมาไม่ได้ เช่นนี้ก็ยากจะทำอะไรต่อไป

ฯลฯ

ถ้าผู้บริหารการศึกษาของรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยยังคิดว่า การจะพัฒนาการอ่านการเรียนรู้ของคนในชาติ คือการขึ้นเครื่องบินไปดูห้องสมุดสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดในห้างสรรพสินค้า ก็บอกได้ว่า ดูไปเถิด อีกล้านปีประเทศไทยก็พัฒนาการอ่าน การเรียนรู้ และระบบหนังสือไม่ได้

หนทางที่ถูกที่ควรและต้องทำ คือ

จงไปดูห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษาในประเทศไทย และเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นของตนเอง

เริ่มต้นด้วยคำถามแรกว่า ห้องสมุดโรงเรียนประถมของไทยจำนวนเกือบ ๔๐,๐๐๐ แห่งนั้น มี (ครู) บรรณารักษ์จริงๆ กี่คน และทำอะไรอยู่บ้าง

หลังจากนั้นจึงค่อยๆ คิด ว่าจะถามอะไรเป็นคำถามที่สอง ที่ร้อย ที่พัน ที่หมื่น และจะตอบอย่างไร

คำตอบอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่สิงคโปร์ หรือประเทศไหนในโลกทั้งนั้น



ที่มา มติชนรายวัน วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ หน้า ๗



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ