จงนับก้อนเมฆ แล้วเวลาจะมาถึง







เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นในชีวิตเราเสมอ
หากมีเวลาเพียงพอเราจะรู้สึกถึงมัน

…

สองสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสนั่งคุยเรื่องหนังสือ
กับพี่แป๊ด-ระหว่างบรรทัด ในบทสนทนาขนาดยาว
มีหนังสือชื่อ “ไหม” ของ อเลซซานโดร บาริกโก
แทรกตัวเข้ามา

หลังจากนั้นไม่กี่วัน เพื่อนคนหนึ่งก็พูดถึง “ไหม”
ถามว่า-เคยอ่านไหมไหม?
ตอบไป-อยากอ่าน แต่ไม่ได้อ่านสักที
จริงๆ แล้วหนังสือเล่มบางๆ แบบนี้ ชอบนักล่ะ

ไม่กี่วันถัดมา เพื่อนคนนั้นติดใจ “ไหม”
จึงไปซื้อ “ไร้เลือด” ของผู้เขียนคนเดียวกันมาอ่านอีก
และเริ่มกล้าพูดเกือบจะเต็มปากเต็มคำว่า “ชอบ”
นักเขียนคนนี้

ตั้งใจเอาไว้ว่ากลับไปจะรีบไปหามาอ่าน
ได้ข่าวว่า เล่มบาง

…

วันนี้ เดินทางไปรับ “ของ” ในห่อสีน้ำตาลที่ที่ทำการไปรษณีย์
พนักงานยื่นห่อยู่ยี่มาให้ ของข้างในมีหลายชิ้น ยังไม่ได้แกะดู
ใส่มันลงไปในกระเป๋า และเดินต่อ

มานั่งลงในร้านน้ำชาเงียบๆ แห่งหนึ่ง บรรจงแกะห่อกระดาษสีน้ำตาล
ในนั้นมีหนังสือสองเล่ม หนึ่งในนั้นคือ “ไร้เลือด” ของ บาริกโก
ตื่นเต้น แปลกใจ และตัดสินใจพัก “ขี่ม้าชมดอกไม้” ของ
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ที่อ่านค้างไว้ แล้วแง้ม “ไร้เลือด” อ่านก่อน

ผมเดินทางจากบ้านไร่เก่าโทรมในหน้าแรกไปจนถึงเตียงนอน
ในหน้าสุดท้ายภายในร้านน้ำชาแห่งนั้น-อย่างไม่รีบร้อน

บางฉากบางตอนทำให้ตกใจ
บางบรรทัดทำเอาเกือบน้ำตาไหล
บางความคิดก็ทำให้ต้องหยิบดินสอมาขีดเน้นความสำคัญ

ภาษาเรียบง่าย แต่เหตุการณ์และเรื่องราวช่างมีพลัง

อ่านจบแล้วมีความหวัง
อ่านจบแล้วอยากเขียนหนังสือ

…

เจ้าของ “ไร้เลือด” เล่ามาในจดหมายว่า
วันนั้นตั้งใจจะ “คัด” หนังสือเพื่อนำไปบริจาคให้เด็ก
แต่ในจำนวนหนังสือเกินร้อยเล่มนั้น เธอ “ตัดใจ” บริจาคได้แค่
หกเล่มเท่านั้นเอง นับได้ว่ารักหนังสือไม่ใช่น้อย และระหว่าง
สางหยากไย่ในกรุหนังสือของตัวเอง ก็เกิดความคิดว่า
น่าจะลองให้ “ไร้เลือด” เปลี่ยนเจ้าของดูเสียหน่อย
เพราะเธอคิดว่าอาจจะเหมาะกับเจ้าของใหม่ เดาเอาว่าคงชอบ

“บางที “ไร้เลือด” อาจจะทวีคุณค่ามากขึ้นเมื่อเปลี่ยนคนอ่าน”
เธอแนบข้อความมาว่าอย่างนั้น

…

ไม่กี่วันก่อน เพื่อนที่ชื่นชอบ อเลซซานโดร บาริกโก
เพิ่งบอกกับผมว่า “เราคิดว่าหนังสือไม่ควรอ่านคนเดียว”
(บังเอิญอีกแล้วใช่ไหม?)

บางที หนังสือบางเล่มก็ต้องรอบางคนนำมันมาสู่เรา
และช่วงเวลานี้ก็เหมือนมีใครสักคนพยายามให้ผม
ทำความรู้จักกับ อเลซซานโดร บาริกโก โดยจงใจ

ผมดีใจที่เป็นคนที่สองที่ได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกันนี้
และอยากส่งต่อให้คนที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก…
เขียนมาถึงตรงนี้ ก็นึกไปถึงคำท้ายเล่มที่บรรจุไว้ในหนังสือ
ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อทุกเล่ม เขาเขียนเอาไว้ว่า

“เรามิได้ทำหนังสือให้ท่านอ่านเพียงวันนี้
เดือนนี้ หรือปีนี้ แต่หวังจะให้อยู่เนิ่นนาน
มิใช่ในชั่วเวลาสิบปี ยี่สิบปี หรือห้าสิบปี
ทว่าอยากให้อยู่ถึงร้อยปีหรือกว่านั้น
เหมือนวรรณกรรมและหนังสือดีๆ ทั้งหลาย
ที่มักจะอยู่ในความทรงจำของผู้อ่าน
สืบทอดต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า
จดจำกันสืบไปไม่รู้เลือน
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด
หนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์นี้ก็เช่นกัน
ด้วยเราเชื่อมั่นประการหนึ่งว่า
การทำหนังสือดีก็เหมือนการสร้างโบสถ์วิหาร”

เป็นเจตนาเพื่อ “ส่งต่อ” เช่นกัน ใช่ไหม?

…

เวลาได้อ่านหนังสือดีๆ นี่มีความสุขนะครับ
และผมก็คิดว่า หากคนที่ส่งต่อหนังสือดีๆ มาให้ได้รู้ว่า
คนรับมีความสุขจากการอ่าน เขาก็คงมีความสุขเหมือนกัน

ขอส่งต่อ “ไร้เลือด” ให้คนที่ยังไม่เคยอ่านครับ



ที่มา เว็บไซต์ roundfinger วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ