รอยประทับ
ที่อยู่ในใจ

รองศาสตราจารย์ ดร. นงนภัส ตาปสนันท์

 

 

เหตุมีอยู่ว่า พลิกหนังสือพิมพ์อ่าน เจอประกาศชักชวนให้ส่งนวนิยายเข้าประกวดชิงรางวัลซีไรท์สำหรับปีนี้ ส่งผลให้เกิดคลื่นรบกวนความคิดในสมองที่มีมานานแล้ว จึงอยากเปลี่ยนคลื่นนี้เป็นตัวอักษรเสียที เพราะเคยคุยเคยถามผู้คนในวงวรรณกรรมไทยบางท่าน ที่เกี่ยวข้องกับนวนิยายไทยมากกว่าตัวผู้เขียนว่า เคยอ่านเรื่อง รอยประทับ หรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่เคย...ไม่รู้จัก” ดังนั้น ก็ขอให้ถือว่าเรื่องนี้เป็น “คลื่นส่วนตัว” ที่เพียงแต่อยากแนะนำคนไทยที่ยังชอบอ่านบันเทิงคดีที่มีคุณภาพทั้งภาษา สาระ และแง่คิด ให้อ่านนวนิยายที่ดีมากเล่มหนึ่งในทศวรรษนี้

           ถ้าให้สรุปโดยย่อที่สุดของนวนิยายเรื่อง รอยประทับ ก็อาจจะได้เท่านี้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติช่วงหนึ่งของกลุ่มมิชชันนารีฝ่ายโปรเตสแตนต์เพรสไบทีเรียน ที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาและสร้างกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทั้งด้านการแพทย์และการศึกษาแก่ชาวสยาม ตั้งแต่ราวต้นรัชกาลที่ ๕ จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แนวเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์เช่นนี้ ผู้เขียนคือ “นฤมล เทพไชย” ใช้กลวิธีเช่นไรมาเดินเรื่อง ทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นนวนิยายที่น่าอ่าน ทำให้เรื่องจริงดูเหมือนเป็นนิยายที่ไกลโพ้น ขณะที่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชนะสิบทิศ, สี่แผ่นดิน, ทวิภพ, รัตนโกสินทร์ หรือ เรือนมยุรา เป็นต้น ต่างก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนสร้างตัวละครจากจินตนาการให้มาโลดแล่นอยู่ในสมัยย้อนยุค จนทำให้ผู้อ่านผู้ชมเคลิบเคลิ้มไปได้เหมือนกัน ว่าชีวิตของตัวละครต่างๆ เหล่านั้นมีตัวตนในยุคนั้นสมัยนั้นจริงๆ เป็นนวนิยายที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปได้

           รอยประทับ ในใจของผู้อ่านที่ได้จากเรื่องนี้อย่างแรก น่าจะเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า “ชีวิตคือการต่อสู้” โดยมีเกร็ดเรื่องจริงในประวัติสยามประเทศช่วงหนึ่งมาให้ผู้อ่านได้ติดตามอย่างเพลิดเพลิน จะเห็นได้ว่าต่างจากแก่นเรื่องนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีผู้นิยมส่วนใหญ่ ซึ่งมักใช้แก่นเรื่องประเภท “ทวงถามตามหาความรัก” โดยมีลักษณะของการใช้ “มายา” เข้ามาทำให้เรื่องตื่นเต้นขึ้น แล้วเรื่องประเภทชีวิตคือการต่อสู้นี้มันจะชวนอ่านได้อย่างไร คงแห้งแล้งรันทดหดหู่ดูไม่น่าอ่านเสียละมากกว่า แต่หาใช่เช่นนั้นไม่ (หากไม่เชื่อ และไม่ควรเชื่อ ก็ต้องอ่านเอง)

           เรื่องเปิดฉากขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๖ ผู้อ่านจะได้ความรู้สึกเหมือนย้อนยุคไปในสมัยคาวบอยแถบตะวันตกกลางของสหรัฐฯ ที่สงครามระหว่างชาวผิวขาวกับพวกอินเดียแดงยังไม่สงบ และได้ไปรู้จักกับบรรพบุรุษของอัลธา ที่ต่อมาจะเป็นตัวละครเอกให้เรื่องดำเนินไป ซึ่งในขณะนั้น เด็กหญิงอัลธา หรือ “แซทส์” ตามที่คนในครอบครัว “ราเม” เรียกมีอายุเพียงขวบเศษ ชีวิตต้องสู้ในภาคแรกจึงเป็นภาพของครอบครัวอเมริกันยุคบุกเบิกที่มี “เคท” แม่ของอัลธาซึ่งตกพุ่มหม้ายด้วยสามีตายจากไปอย่างกะทันหัน ต้องเดินหน้าสู้ชีวิตต่อไปพร้อมด้วยลูกเล็กๆ อีรุงตุงนังอีก ๔ คน แต่ชีวิตก็ไม่ได้โหดร้ายตลอดไป เพราะเคทได้สามีใหม่ที่มีน้ำใจอย่างคาลวินและเด็กๆ ก็ได้มีพ่อเลี้ยง ตามมาด้วยน้องชายฝาแฝด ซึ่งทำให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุขต่อศรัทธาในพระเจ้า แม้จะยากจน

           แต่ในเมื่อนี่แหละคือชีวิต ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดังตัวอย่างชีวิตของเคทที่มีอันให้ต้องสูญเสียลูกชายฝาแฝดไปในปีที่โรคคอตีบระบาดหนัก ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียของรักกลับมาทับโถมความรู้สึกของเคทอีกครั้ง จนเธอเกิดความหวั่นไหวในศรัทธาต่อพระเจ้า ไยพระองค์จึงทรงโหดร้ายไม่เหลียวแล ปล่อยให้เธอประสบกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า หากซาตานมีจริง เธอก็พร้อมจะยอมเป็นทาสซาตาน ขอเพียงให้ได้ชีวิตลูกน้อยของเธอคืนมา และนี่คือหัวใจไขชื่อเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ซึ่งอยู่ในบทที่ ๓ อันมีชื่อว่า “รอยประทับ”เพราะในขณะที่เคทจมอยู่กับความทุกข์ สาธุคุณคาร์ได้อ่านบทสรรเสริญพระเจ้าที่ชื่อ “รอยประทับ” ซึ่งจารึกโดยนักบุญนิรนามให้เธอฟัง ทำให้เธอได้สติไม่รู้สึกว่าต้องสู้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เคยคิดว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเธอไปนั้นมลายหายไปสิ้น เพราะที่จริงแล้วพระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งสาวกของพระองค์เลย ดังตัวอย่างของนักบุญนิรนามที่

“...ฝันว่าเดินบนหาดกับพระเจ้า เบื้องหน้าสุดขอบฟ้า ภาพชีวิตในอดีตปรากฏวาบเป็นฉากๆ แต่ละตอน เขาสังเกตเห็นรอยเท้าสองคู่ประทับบนหาดทราย เป็นรอยเท้าของเขาเองและของพระเจ้า...หลายต่อหลายครั้ง บนทางชีวิตที่ผ่านมามีเพียงรอยประทับอยู่คู่เดียว จำเพาะเจาะจงในยามที่ชีวิตตกอับชอกช้ำและเศร้าโศกแสนสาหัส เขาจึงนึกคลางแคลงใจนัก เอ่ยถามพระผู้เป็นเจ้าว่า “...ข้าฯไม่เข้าใจเลย ในยามที่ข้าฯต้องการพระองค์เป็นที่สุด เหตุใดพระองค์กลับทอดทิ้งข้าฯ” พระเจ้าตรัสว่า “ลูกน้อยเอ๋ย ข้ารักเจ้า ข้าไม่จากเจ้าไปไหน ยามที่เจ้าเจ็บปวดทรมาน ที่เจ้ามองเห็นรอยเท้าประทับเพียงคู่เดียวนั้น เป็นเพราะข้าเข้ามาโอบอุ้มเจ้าไว้” (หน้า ๖๓-๖๔)

           สาธุคุณคาร์มอบหนังสือเล่มน้อยนี้ให้กับเคท และเคทก็ได้ใช้บท “รอยประทับ” นี้ปลุกปลอบใจลุกสาว “อัลธา” ของเธอที่ออกเรือนไปกับเฟรด และต้องสูญเสียลูกคนแรกที่คลอดออกมาได้เพียงสัปดาห์เดียว เฟรดสามีของอัลธานั้นเป็นมิชชันนารีที่เริ่มงานแรกพร้อมกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ด้วยการไปสอนศาสนาให้แก่นิคมอินเดียนแดง หลังจากสูญเสียลูกน้อยและทุกอย่างเข้าที่แล้ว เฟรดและอัลธาก็เตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศสยาม ซึ่งเฟรดสมัครไปเป็นมิชชันนารี และแน่นอนที่เคทมอบหนังสือเล่มน้อยของสาธุคุณคาร์ที่มีบท “รอยประทับ” ให้อัลธานำติดตัวไปด้วย

           จากบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในดินแดนตะวันตกกลางของสหรัฐฯ ช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ผู้อ่านจะได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมากับอัลธาสู่ดินแดนสยามสมัย ร.ศ. ๑๑๕ เป็นภาพการย้อนยุคที่ถ่ายทอดผ่านทางตัวละครชาวต่างชาติ ซึ่งเข้ามา ณ ดินแดนสยามสมัยนั้นที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนรุ่นปัจจุบันที่แทบจะไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ไทยกันนัก เพราะสำหรับอัลธา ภาพของ “...หญิงชาวสยามคนนั้นยืนเท้าสะเอว มีน้ำสีแดงๆ เหมือนสีเลือดไหลออกจากปาก ดูน่ากลัว” (หน้า ๑๐๔) ย่อมเป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้อ่านคนไทยวัยกลางคนหน่อย แต่เด็กๆ ในปัจจุบันอาจโยงนัยของประโยคกับภาพที่เห็นไม่ได้

           จากชีวิตของอัลธาในดินแดนสยาม ผู้อ่านจะได้ติดตามการทำงานของมิชชันนารีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจุดประสงค์หลักจะเป็นไปเพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวสยาม แต่เหล่ามิชชันนารีก็ได้ช่วยสร้างสาธารณประโยชน์นานาประการให้แก่ชาวสยามโดยรวมด้วย โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุขและการศึกษา และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองหลวงคือบางกอก แต่ออกไปยังหัวเมืองต่างๆ ด้วย เช่นครอบครัวของเฟรดกับอัลธา ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่แรกเมื่อมาถึงแผ่นดินสยามให้ไปประจำที่ศูนย์ราชบุรี จาก “ชีวิตต้องสู้” ของอัลธาในดินแดนสยามนี้เอง ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของสยามประเทศโดยไม่น่าเบื่อ มีทั้งรสชาติของการผจญภัย ความรักที่ผูกพันอยู่บนพื้นฐานของการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขแด่ผู้อื่น การพลัดพราก สุขและทุกข์สลับกันไปอันเป็นธรรมดาของชีวิต และความรักในแผ่นดินสยามของชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง

           ผู้เขียนคือ “นฤมล เทพไชย” เขียนนวนิยายเรื่องนี้จากความทรงจำของ “แมรี่ เลาเกอซัน” และการค้นคว้าเพิ่มเติมของตัวเธอเอง และเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติของลักษณะนวนิยายที่มีตัวละครมากตัว มีโครงเรื่องหลักที่ดำเนินไปบนพื้นฐานชีวิตของตัวละครเอกคือ อัลธา มีโครงเรื่องรองที่เข้ามาเกี่ยวพันไม่ว่าจะเป็นชีวิตของครอบครัวมิชชันนารีคนอื่นๆ ในสยาม ชีวิตของชาวบ้านที่เพชรบุรี เช่น แม่ผิน การถ่ายทอดมุมมองของชาวสยามในยุคโน้นต่อชาวต่างชาติ หรือในทางกลับกันก็ตาม ล้วนแต่แทรกแง่คิดของความต่างวัฒนธรรมที่ใช้อารมณ์ขันเป็นสื่อ ซึ่งทำให้เรื่องราวสนุกสนานยิ่งขึ้น อย่างความคิดของยายเฒ่าชาวบ้านนอกของเพชรบุรี เมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าของลายแมนกับแมรี่ลูกๆ ของอัลธา นางก็อุทานด้วยความเวทนาว่า

“โถ! น่าสงสาร ตัวเล็กเท่านี้ ตาบอดเสียแล้ว” (หน้า ๒๕๙)

           อาจมีผู้กังขาว่า รอยประทับ จะเป็นนวนิยายที่โฆษณาชวนเชื่อหลักธรรมของคริสต์ศาสนา และการทำงานของกลุ่มมิชชันนารีหรือไม่ ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ตอบได้เลยว่าไม่ใช่เลย ผู้เขียนเองได้ถ่ายทอดความเข้าใจชาวสยามของกลุ่มมิชชันนารีที่เข้ามาในยุคแรกๆ ผ่านทางตัวละครที่ชื่อ สาธุคุณดันแลป ซึ่งอธิบายแก่เฟรดและอัลธาว่า “ชาวสยามก็เหมือนกับชาติอื่นๆ ทั้งที่ดี ดีเอามากๆ ทั้งแย่ จนแย่เอามากๆ...ทำอย่างไรได้ เพราะแม้แต่พระเยซูก็ยังมีสาวกที่ชื่อยูดาห์...แต่โดยเนื้อแท้ชาวสยาม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านสามัญชน หรือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นพวกที่สุภาพ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจกว้าง....อาจจะเป็นเพราะศาสนาพุทธสอนไว้” (หน้า ๑๑๔) นอกจากนั้น สาธุคุณดันแลปยังเข้าใจในกุศโลบายทางการเมืองของสยาม และยอมรับในขอบเขตการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวสยามด้วย ดังคำพูดที่กล่าวแก่สองสามีภรรยาว่า

“โชคดีที่คุณมาช่วงนี้ พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีนโยบายเปิดประเทศรับวิทยาการแผนใหม่ ต้อนรับหมอสอนศาสนาเต็มที่ นี่ทำให้ง่ายขึ้น แต่...พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยวิทยาการแผนใหม่มากกว่าสนใจพระเจ้า...นี่ยาก...สำหรับชาวสยาม พระเจ้าอยู่หัวคือเจ้าชีวิต เจ้าว่างามก็ว่างามไปตามเจ้า” (หน้า ๑๑๕)

           ซึ่งเมื่อเฟรดสงสัยว่า แม้แต่เรื่องการหันมาหาพระเจ้าด้วยหรือ สาธุคุณดันแลปตอบว่า “จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก” (หน้าเดียวกัน) ขณะที่อัลธาพบว่าเป็นสิ่งที่แปลก ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกตอนหนึ่งถึงความเข้าใจของกลุ่มเผยแพร่คริสต์ศาสนาต่อชาวสยามและต่อการเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม มาจากคำพูดจาก จอห์น เอกิ้น สามีคนที่สองของอัลธา ในยามบั้นปลายชีวิตหลังจากอุทิศตนทำงานเพื่อพระเจ้าในแผ่นดินสยามมานานหลายสิบปี เขาอธิบายแก่ลูกๆ และภรรยาว่า

“ยิ่งออกไปชนบทที่ห่างไกล พ่อก็ยิ่งได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวสยามซึ่งยากจนเดือดร้อน ทำให้ได้คิดว่า ทางแห่งคุณงามความดีนั้น ทำได้หลายรูปแบบ ขอให้เราช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ได้สร้างความดี ทำแต่ประโยชน์เหล่านี้ก็นับได้ว่ามีคุณค่าเช่นกัน แต่การที่ใครจะหันมาเชื่อถือในศาสนานั้น ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว คือ ศรัทธา” (หน้า ๓๒๒)

           สำหรับคริสต์ศาสนิกชนเช่นอัลธาเป็นต้น จึงได้กำลังใจจากบท “รอยประทับ” ที่เธอนำมาเปิดอ่านอีกหลายๆ ครั้งในแผ่นดินสยาม ขณะที่ชาวพุทธทั้งหลายก็อาจให้พุทธวจนะที่แปลว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และความเชื่อในกฎแห่งกรรมมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เรื่องของศรัทธาความเชื่อจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่มากับการหล่อหลอมจากเชื้อชาติและวัฒนธรรมด้วย สิ่งที่น่าจะเป็นรอยประทับอีกรอยหนึ่งที่ได้จากการอ่านนวนิยายเล่มนี้ ก็คือการได้เกิดความคิดเปรียบเทียบถึงข้อดีต่างๆ ของหลักศาสนาใดๆ ก็ตาม ในอันที่จะนำมาช่วยเหลือเกื้อกูลเยียวยาจิตใจของตนเองและผู้อื่นด้วย

           เคยคิดเล่นๆ ว่า สักวันหนึ่งคงมีโอกาสได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง "รอยประทับ" ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป ขณะนี้ ก็คงต้องดู “ทองเนื้อเก้า” “ทัดดาว บุษยา” ไปก่อน หรือ “บ้านทรายทอง” อีกรอบละกระมัง ส่วน “ซีไรท์” นั้นไม่กล้าฝันไกลให้ผู้เขียน

           เพราะ “อยากให้เรื่องนี้ได้ซีไรท์” เป็นมาตรฐานส่วนตัวที่อาจไม่ตรงกับของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรท์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านก็ได้

           หมายเหตุ: ข้อความที่ตัดตอนมาจากนวนิยายเรื่อง รอยประทับ ของ นฤมล เทพไชย สำนักพิมพ์กะรัต, ๒๕๓๑ จำนวน ๓๘๒ หน้า
 


* วรรณวิจารณ์ ใน จุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ (หน้า ๖)

   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >