งาน ‘ชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี ๒๕๕๓’



ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ
ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์
วันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓
เวลา ๑๓.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.


สำนักช่างวรรณกรรม ประกาศเกียรติ มกุฎ อรฤดี
มกุฏ อรฤดี นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓

พิธีกร : ขอเรียนเชิญคุณมกุฏ กล่าวความในใจ ในฐานะนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓ ด้วยครับ

มกุฏ อรฤดี : ขอบคุณครับ

ผมไม่ได้เตรียมถ้อยคำไพเราะมากล่าวสำหรับงานนี้ แต่อยากจะพูดจากสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่ทราบว่าจะพูดออกหรือเปล่า ---ขอดู(รางวัล)ก่อน ที่จริงผมอยากจะมอบคืนให้คุณสุชาตินะ เพราะว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นเกียรติยศที่เกือบจะรู้สึกว่าไม่ควรจะรับหรอก เพราะผมเขียนหนังสือน้อย และทุกครั้งที่คุณสุชาติบอกว่า ส่งต้นฉบับมาสิ ผมก็ไม่เคยทำได้สักทีหนึ่ง จนกระทั่งมารู้ว่าหนังสือก็จะเลิกอีกแล้ว

ผมรู้ว่าหนังสือจะเลิกอีกแล้ว รู้ประโยคสุดท้ายของ ดร.สรณัฐว่า ทำงานวิจัย ทำอะไรต่างๆเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมแล้วไปหาต้นฉบับในรอบยี่สิบปีนั้นยังไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ท้ายที่สุด นักวิจัย ที่จะทำงานวิจัยเรื่องวรรณกรรมจะต้องไปหาฅนฅนหนึ่งชื่อสุชาติ สวัสดิ์ศรี และได้เอกสารทั้งหมดจากที่นั่น แล้วหอสมุดแห่งชาติอยู่ที่ไหน หอสมุดแห่งชาติเก็บอะไร เกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ คำถามนั้นมีมานาน นานมาก นานจนกระทั่งเรารู้สึกว่า ขณะนี้หายนะกำลังจะเกิดแล้ว เมื่อรัฐบาลมีนโยบายบริจาคหนังสืออิสระ

ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องมาพูดที่นี่ ในวันนี้ เพราะเหตุนี้ เหตุที่ผมมารับรางวัลนี้ เพราะเวลานี้แหละ ผมบอกคุณเวียงตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมไม่ได้อยากรับรางวัลหรอกนะ เพราะว่าผมไม่รู้สึกตัวว่าผมเป็นนักเขียนที่เก่ง แต่ผมอยากได้โอกาสนี้ โอกาสที่จะมาพูดกับท่านทั้งหลาย นักเขียนทั้งหลายว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางหายนะ

ขอให้เชื่อผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้าหลังจากนี้ เมื่อนโยบายนี้ นโยบายบริจาคหนังสือเสรีของรัฐบาล ใช้อย่างเป็นผลหลังจากกฤษฎีกาประกาศใช้---ขณะนี้ยังกำลังเป็นร่างกฤษฎีกา เรายังมีโอกาสที่จะแก้ไขได้ด้วยการล้มกฤษฎีกานี้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่กฤษฎีกานี้ประกาศใช้ หายนะจะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ

ทำไม---ทำไม----เพราะว่าเมื่อถึงเวลานั้น หนังสือต่างๆจะประเดประดังกันไปยังห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ โดยที่ไม่มีใครคัดเลือก ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราไปทำงานวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิด เราเพิ่งกลับมาจากจังหวัดกระบี่เมื่อวานซืนนี้เอง ไปทำงานวิจัยหนังสือหมุนเวียนมัสยิด เพื่อที่จะตอบคำถามแก่รัฐบาลว่า ถ้าบริจาคหนังสือเสรีแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น---ฉิบหายคือคำตอบ

ประเทศนี้จะฉิบหายในเวลาไม่เกินสิบปี เพราะนักการเมืองย่อมจะต้องพิมพ์หนังสือแจกไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อหาเสียงให้แก่ฅนของตนโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะนักการเมืองพิมพ์หนังสือ---ว่าจ้างโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือจำนวนสิบบาท ญาติของนักการเมืองมีสิทธิ์ที่จะไปเบิกจากภาษีที่บริจาคไปโดยไม่มีชื่อของนักการเมืองเลย แต่หนังสือเหล่านั้นจะไปถึงมือเด็ก และเป็นเครื่องมือหาเสียงดีที่สุด

นี่แค่เฉพาะนักการเมือง แล้วสินค้าทั้งหลายล่ะ สินค้าทั้งหลายก็จะส่งหนังสือไปทางโรงเรียนต่างๆ ตามห้องสมุดด้วยโครงการบริจาค แต่มีการโฆษณาสินค้าในหนังสือที่ไปบริจาคนั้นเต็มไปหมด---แล้วเด็กจะได้รับอะไร เด็กก็จะได้รับขยะจากการส่งไป ด้วยการบริจาค ด้วยความรู้สึกว่า ได้รับของฟรี รัฐบาลต้องการอย่างนั้น

ผมได้ไปเห็นหนังสือ เรียกว่า สมุดบันทึกการอ่าน ซึ่งสำนักพิมพ์แจกไปยังโรงเรียน สำหรับเด็กเล็กชั้นประถม ในนั้นเต็มไปด้วยโฆษณาเต็มไปหมด ทั้งโฆษณาของสำนักพิมพ์เอง และโฆษณาสินค้าที่นอกเหนือจากหนังสือ สมองเด็กเล็กๆถูกยัดเยียดสิ่งซึ่งเขารับไม่ไหว เขาแยกไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรชั่วอะไรดี นักการเมืองฅนไหนดีนัก การเมืองฅนไหนชั่วเขาไม่รู้ แต่เขาเห็นว่า หนังสือที่เขาได้นั้นฟรี เพราะฉะนั้นกลับไปบอกแม่ว่า เออฅนนั้นให้ของฟรีเรานะ---หายนะกำลังจะบังเกิดแก่ประเทศนี้ครับ

ผมมาที่นี่ เพราะผมรู้ว่าวันนี้มีนักเขียนมาก มีผู้สื่อข่าวพอสมควร มีนักคิดนักอ่านเยอะ ผมอยากจะมาบอกว่า---ช่วยกันหน่อยเถอะครับ ลำพังเพียงผมฅนเดียวทำไม่ไหว ถ้าเราไม่ช่วยกันเมื่อถึงเวลานั้น มันก็อาจจะสายเกินกว่าที่เราจะแก้ไขอะไรได้อีก

รัฐบาลทำอะไรได้เยอะแยะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเริ่มเข้าไปทำงานให้รัฐบาล พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๖ รัฐบาลทำอะไรได้มาก รัฐบาลมีเงินนับพันล้าน เพื่อที่จะเปิดห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าหนึ่งแห่ง แต่รัฐบาลไม่มีสมองหรืออาจจะมี คิดว่าจะทำอย่างไรที่ให้ระบบกลไกนั้นมันเป็นเอกภาพ

หอสมุดแห่งชาติง่อย มีงบประมาณน้อยกว่างบประมาณห้องสมุดหนึ่งแห่งในห้างสรรพสินค้า หนังสือบางเล่มในหอสมุดแห่งชาติที่เป็นหนังสือราคาแพงหอสมุดแห่งชาติไม่มี หนังสือค้นคว้า---หอสมุดแห่งชาติไม่มี ระบบการยืมออก หอสมุดแห่งชาติไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่าง หอสมุดแห่งชาติไม่มีหมด ตามมาตรฐานหอสมุดแห่งชาติของประเทศอื่นๆในโลก แม้แต่ประเทศเขมรและลาว

---เรานิ่งเฉยไม่ได้นะครับ เด็กของเรากำลังเดินตามหลังเรามา แต่ระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ เต็มไปด้วยขวากหนาม เต็มไปด้วยกับดักของนักการเมือง ทุกยุคทุกสมัยเหมือนกันหมด นักการเมืองเห็นแก่ตัว นักการเมืองเห็นแก่ได้ นักการเมืองเห็นแก่หาเสียง แต่นักการเมืองไม่พยายามมองเห็นภาพรวมว่า ฅนอย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำงานด้านวรรณกรรมมาตลอดชีวิต ทำไมไม่เชิญเขามาตั้งสถาบันสักสถาบันหนึ่ง ว่าด้วยวรรณกรรม

เขาพยายามทำนิตยสารว่าด้วยวรรณกรรม แต่รัฐบาลนึกไม่ออกว่านิตยสารเหล่านี้ มีประโยชน์สำหรับฅนในชาติของตนอย่างไร---นึกไม่ออก เมื่อรัฐบาลนึกแค่นี้ไม่ออก รัฐบาลก็ไปเอาเงินของสสส. มาทำหน่วยงานโน้น หน่วยงานนี้ หน่วยงานนั้น เต็มไปหมดในขณะนี้ มันเป็นงานปลีกย่อยเหมือนภาพคอลลาจ(Collage)ที่อาจารย์บอกเมื่อกี้ ถ้าเผื่อว่านักสร้างภาพคอลลาจมองไม่เห็นภาพรวม เขาย่อมจะไม่เห็นภาพ ก็จะเห็นได้แค่ตั๋วรถเมล์ เห็นเศษกระดาษ เห็นภาพปุปะ ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย และท้ายที่สุด คุณไม่เห็นหรอกว่า ภาพใหญ่นี้เป็นอย่างไร

น่าเสียดายที่เราปล่อยปละละเลยกันมานาน คุณสุชาติกับผมพยายามเมื่อปี ๒๕๔๖ คิดจะทำนิตยสารในนามของรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดทำไม่ได้ ต่อมาคุณสุชาติก็พยายามดิ้นรนในฟากของคุณสุชาติ ผมก็พยายามดิ้นรนในฟากของผม เราต่างก็หมดแรงไปฅนละเล็กฅนละน้อย---หมดแรงไปฅนละเล็กฅนละน้อย และในท้ายที่สุด เราคิดว่าเรา---คุณสุชาติก็อาจจะหมดแรง ผมก็อาจจะหมดแรง แต่ผมยังมีความหวังอยู่ว่า ท่านที่นั่งอยู่ที่นี่คงจะมีแรงทำต่อไป

หลังจากพูดวันนี้แล้วผมอาจจะหยุดทำงาน อาจจะไปถือศีล อาจจะไปบำเพ็ญตบะ หรืออาจจะไปทำอะไรสักอย่าง เพราะว่ามันเป็นงานใหญ่เกินกว่าที่ฅนฅนหนึ่ง หรือฅนกลุ่มหนึ่งจะทำได้โดยลำพังทรัพย์สินของตนเอง---

ประเทศนี้น่าเป็นห่วง ถ้าเรามองในแง่ของปัญญาชนที่เป็นนักเขียนทั้งหลาย ผมอยากจะบอกว่า ลองขยับออกมาจากที่ที่ท่านยืนอยู่ ที่ที่ท่านนั่งอยู่สักก้าวหนึ่ง แล้วมองดูประเทศนี้โดยภาพรวม อย่ามองดูเพียงปีละสองครั้งที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพราะนั่นคือกับดักอันหนึ่งที่ทำให้ระบบหนังสือของประเทศนี้ฉิบหายไปทีละน้อย---ทีละน้อย และในที่สุด ก็จะถึงแก่วาระเสื่อม

คำถามก็คือว่า ขณะนี้ตลาดหนังสือยึดครองไปด้วยอะไร แล้วหนังสือที่มีสาระ วรรณกรรมที่ดี อย่างที่ท่านทั้งหลายพยายามทำนั้นอยู่ที่ไหน แล้วคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของตลาดมวลโดยรวม เราไม่มีใครมาช่วยคิดเรื่องแบบนี้

เราจะไปพึ่งหวังสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยนั้นย่อมไม่ได้ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าพิมพ์และจัดจำหน่าย จะมาคิดเรื่องสติปัญญาเรื่องอะไรอย่างอื่นนั้นจะต้องมาทีหลัง พอคิดถึงเรื่องจำหน่ายก็ต้องคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุน เรื่องการป้อนหนังสือออกไป เรื่องประมูลหนังสือ เรื่องการบริจาคหนังสือ แต่เขาไม่คิดว่า บริจาคหนังสือหรือประมูลหนังสือนั้นจะส่งผลเสียระยะยาวอย่างไร

ผมพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ต้นฉบับเพิ่งเสร็จเมื่อวานนี้ แล้วก็พิมพ์ออกมาวางขายหนึ่งร้อยยี่สิบบาท ข้างหน้า ช่วยไปซื้อหน่อย แล้วก็บริจาคเงินให้---ไม่ใช่บริจาค นำเงินมอบให้ ผมรังเกียจคำว่าบริจาค---

รัฐบาลบอกว่าให้บริจาคหนังสือ เสนอเสร็จ มติครม.ผ่านให้บริจาคหนังสือหักภาษีได้ สัปดาห์รุ่งขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯประกาศอีก---จัดตั้งสถาบันพัฒนาครู โดยขอให้ครูบริจาคเงิน เหมือนกับเราตั้งสถาบันหรือกองทุน มอบทุนให้เด็กเรียนดีแต่ยากจน แต่ไปขอบริจาคเงินจากเด็กเรียนดีแต่ยากจน ครูเงินเดือนน้อย รัฐบาลจะตั้งกองทุน ไปขอเงินบริจาคจากครู---เขาคิดอะไรกัน ผมคิดว่าสมองเขากลับตาลปัตรไปหมด เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นชอบ เอ้ย เห็นชอบเป็นชั่ว---

---มาเพื่อปรับทุกข์ มาเพื่อที่จะบอกว่า เราช่วยกันอีกหน่อย พื้นที่ว่างในที่ต่างๆก็ขอให้พยายามคิดพยายามเขียน พยายามบอกพยายามกล่าว ทุกครั้งถ้าไปเจอรัฐบาลก็อย่าคิดเพียงแต่ว่า ถ้าเผื่อรัฐบาลป้อนอะไรให้เล็กน้อย เช่นโครงการบริจาคหนังสือนั้น สำนักพิมพ์ทั้งหลายที่พวกเราก็เป็นเจ้าของอยู่ เราเห็นว่า เออก็ดีนะเป็นโอกาสที่ดี แต่ขอให้มองไปไกลกว่าก้าวข้างหน้าหนึ่งก้าว มากกว่านั้นก้าวไกลออกไปอีกว่า ไอ้ฉิบหายที่มันเป็นกับดักอยู่นั้น มันจะส่งผลต่อเราหรือเปล่า แน่ล่ะในช่วงอายุของเรา ในช่วงอายุของคุณสุชาติกับของผมนี่ อาจจะไม่ทันได้เห็น แต่ว่าในช่วงอายุของพวกคุณจะได้เห็นแน่ๆถ้ากฎหมายนี้ออกมา---จะได้เห็นแน่

เราเริ่มแสดงให้เห็นแล้ว ด้วยการที่เราส่งหนังสือไปยังมัสยิด เราเริ่มไปคลุกคลีตีโมงกับมัสยิด และถามว่าถ้าเผื่อว่า ผู้มีเจตนาดี แต่จิตใจร้ายทั้งหลาย นำหนังสือไปบริจาคตามโรงเรียนต่างๆ และหนังสือนั้นมันสอดไส้ด้วยอะไรก็ไม่รู้ มันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ใครจะเป็นฅนดูแลควบคุม ใครจะเป็นฅนกลั่นกรอง ใครจะเป็นฅนเลือกสรร

บรรณารักษ์ในห้องสมุดโรงเรียนในประเทศไทยในชั้นประถมที่มีอยู่ประมาณเกือบสี่หมื่นแห่ง สามหมื่นกว่าแห่ง---ไม่มี ไม่มีบรรณารักษ์ในโรงเรียน แล้วหนังสือบริจาคโครมตูมไป แล้วเด็กจะเลือกอะไร ถ้าเรามีของดีหมด ก็ดีไป เด็กหยิบชิ้นไหนก็เป็นของดี แต่ถ้าเป็นของชั่วห้าสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะ---เกิดอะไรขึ้น

แค่นี้นะ---ก็ขอให้ช่วยกัน ผมขอบคุณคุณสุชาติมาก และผมเข้าใจว่าที่คุณสุชาติให้รางวัลผมวันนี้ ผมเข้าใจว่าคุณสุชาติคงอยากให้ผมพูดสิ่งนี้ล่ะ---ผมก็คิดว่าใช่ คุณสุชาติพูดคำว่าใช่ ใช่ของเรามันตรงกัน ใจเราตรงกัน ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งคุณสุชาติบอกว่า เอ้ย มกุฏน่ะอย่าไปถามถึงมันเลย ไม่อยากพูดถึง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมก็ยังพูดถึงคุณสุชาติอยู่นะ

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะ---คราวหน้าผมจะทำรางวัลอะไรสักอย่างหนึ่งให้คุณสุชาติ แล้วผมก็จะมอบให้คุณสุชาติบ้างเหมือนที่คุณสุชาติมอบให้ผม---ขอบคุณมากครับ


ถอดเสียงโดย นิชานันท์ นันทศิริศรณ์
   
   
กลับไปหน้าหลัก > กลับไปต้นบทความ