ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๙. ฌ็อง-โดมินิก โบบี้

เกิดที่ปารีส ปี ค.ศ. ๑๙๕๒ ตามสมัยนิยมการมีลูก (เมื่อเศรษฐกิจฟื้นฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒) เคยเที่ยวงานนิทรรศการสำหรับเด็กซึ่งประธานาธิบดี เรอเน่ โกตี้จัดขึ้น เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายเคยถูกลงโทษให้มาโรงเรียนในวันหยุด หลังจากเรียนหนังสืออยู่ไม่นาน และหลงชื่นชมเมาเซตุง แนว มาร์แซล พรูสต์ชั่วขณะ ก็เริ่มเรียนรู้เรื่องการหนังสือพิมพ์โดยฝึกปฏิบัติงานกับฟิลิป เตสซง ที่หนังสือพิมพ์ le Quotidien de Paris เริ่มงานวันเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีฌอร์จส์ ปอมปิดู ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาได้ร่วมหัวจมท้ายกับหนังสือพิมพ์ชื่อ le Matin de Paris แล้วไปร่วมงานกับทีมนิตยสาร Paris Match เพื่อผู้คนจะได้ตามรอยไม่ถูก อันเป็นสิ่งซึ่งชอบกระทำ

           ในปีค.ศ. ๑๙๙๑ อาศัยความสับสนอลหม่านอันสืบเนื่องจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย จึงได้เข้ายึดตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสาร ELLE ดำรงตำแหน่งนี้จนนิตยสารอายุครบ ๕๐ ปี อยากเป็น (นักการทูตและนักเขียนอย่าง) ปอล มอร็องด์ หรือ (นักแปล นักเขียนและคอลัมนิสต์เหมือน) อเล็กซองดร์ วิยาแลตต์

           นับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ ใช้ชีวิตที่ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวถึงมาก่อนเยี่ยงคนพิการเต็มตัวในความเห็นของบางคน และในฐานะสายพันธุ์ใหม่ตามความเห็นของเจ้าตัว เป็นพ่อของเด็กน่ารัก ๒ คน ซึ่งเขาอุทิศ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ให้


 
           ข้างต้นนี้เป็นประวัติของฌ็อง-โดมินิก โบบี้ซึ่งเขาเขียนเอง (ด้วยวิธีเลิกเปลือกตาขึ้นเช่นเคย) เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ในโอกาสที่ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ จะออกวางตลาด ตีพิมพ์ในนิตยสาร ELLE ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ข้อความในวงเล็บเป็นส่วนที่ผู้เขียนขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น จากลีลาการเขียนประวัติของตนเองอย่างมีอารมณ์ขันเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว่าโบบี้ไม่ได้หมดอาลัยตายอยากต่อการอยู่ในชุดประดาน้ำของเขาเลย เขายังสนุกในชีวิตของเขา จากข้อมูลที่โกล๊ดและซ็องดรีนให้ไว้ โบบี้มีโครงการอีกมากมาย เขาคิดจะเขียนหนังสือเล่มต่อไป และหวังจะออกวารสารวัฒนธรรมและศิลปะในนามของสมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว (A.L.I.S.)

           ฟิลิป แวน เอ๊กอู๊ท นักสัทบำบัดอาวุดสซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลปิติเย่-ซาลแปตตริแยร์ที่ปารีส เคยให้สัมภาษณ์ว่า วงการแพทย์รู้สึกว่าไม่อาจช่วยเหลือคนไข้อัมพาตทั้งตัวได้ ก็ในเมื่อผู้ป่วยเหล่านี้ไม่เคลื่อนไหว พวกเขาก็ไม่ได้เสี่ยงอันใด บ่อยครั้ง คนไข้อัมพาตทั้งตัวซึ่งญาติรับกลับไปดูแลที่บ้านจะมีอาการดีขึ้นได้ง่ายกว่าที่โรงพยาบาล ดีขึ้นอย่างไร เช่นถ้าผู้ป่วยสามารถกระดิกนิ้วได้ ๑ นิ้ว แม้จะดูว่าเป็นพัฒนาการเพียงเล็กน้อย แต่นั่นคือความสำเร็จยิ่งใหญ่ของผู้ป่วย นิ้วที่กระดิกได้นั่นคือผู้ป่วยอาจกดปุ่มบังคับเก้าอี้ล้อเลื่อนด้วยตนเองได้ เขาก็จะเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นั่นคือผู้ป่วยอาจชี้ตัวหนังสือเพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ เขาก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นและทำงานสร้างสรรค์ได้

           สมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวมีจุดมุ่งหมายหลายประการ

  • ให้ผู้ป่วยติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ทางคอมพิวเตอร์ซึ่งสั่งงานด้วยสายตา
  • ช่วยเหลือแนะนำครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล
  • ทำประวัติผู้ป่วย รวบรวมจำนวนและแจ้งต่อแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการฟื้นฟูทางกายภาพและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพื่อให้ชีวิตมีความหมายขึ้น
  • จัดทำวารสารเชิงศิลปะและวัฒนธรรม

           เมื่อตัดสินใจตั้งสมาคมและรับเป็นประธานนั้น โบบี้เขียนว่า

เมื่อข้าพเจ้าต้องเป็นประธานสมาคม ข้าพเจ้าก็ต้องการเป็นโดยแท้จริง มิใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์สำหรับนำออกมาแสดงในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม (วันชาติฝรั่งเศส) หรือวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน (วันที่ระลึกการยุติสงครามโลกครั้งที่ ๑) เท่านั้น

           สมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว A.L.I.S. ตั้งอยู่ที่หมายเลข ๓๘, boulevard Jean-Jaures, ๙๒๑๐๐ Boulogne-Billancourt, France

           ในฐานะบรรณาธิการบริหาร โบบี้คงเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน อานน์-มารี เปริเย่ร์ ผู้อำนวยการบริหารนิตยสาร ELLE ยังให้คงชื่อและตำแหน่งของโบบี้ไว้ตลอดระยะเวลาที่เขาป่วยเป็นอัมพาต และจากคำอาลัยของคณะบรรณาธิการ ตีพิมพ์ฉบับวันที่ ๑๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ซึ่งผู้เขียนขอถ่ายทอดไว้ดังนี้

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้
นักสำรวจ

           กาลครั้งหนึ่งยังมีนักสำรวจคนหนึ่ง มือไม่ได้ถือหวาย ศีรษะไม่ได้สวมหมวกทหารล่าอาณานิคม เขารักเสรีและหัวเราะง่าย สนใจใคร่รู้เรื่องทั้งหลายทั้งปวงในสากลจักรวาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วันหนึ่ง หลังจากได้ผ่านการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและน่าสนใจหลายหลาก เขาก็ตัดสินใจ ตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนแห่งอิตถีเพศซึ่งมีชื่อว่า แอล เขาใส่ใจใคร่รู้ทุกเรื่องในอาณาเขตแห่งนี้

           คุณคาดเดาได้ถูกต้องแล้วแหละ พวกเรารักเขา

           วันที่ ๘ ธันวาคมในอีก ๕ ปีต่อมา เขาออกเดินทางครั้งใหม่ ไปในแดนไกลโพ้นเปี่ยมอันตรายยิ่งกว่าเดินทางครั้งไหนๆ เราสูญเสียเขาไปสามสัปดาห์เต็ม จากนั้นเสียงของเขาก็แว่วมาถึงเรา เสียงเงียบอันประหลาดยิ่ง ผ่านออกมาทางดวงตา มิใช่ทางปาก เสียงนี้ทำให้เราโล่งใจ เสียงซึ่งบรรยายภาพแห่งชีวิต ชีวิตบริสุทธิ์ด้วยเหลืออยู่เพียงชีวิตเท่านั้น เสียงนี้เล่าประเพณีประหลาดของท้องถิ่นอันไม่มีผู้ใดรู้จัก นั่นคือการเป็นอัมพาตทั้งตัว อีกทั้งยังพูดถึงความหวังของผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นนี้ คอมพิวเตอร์จะช่วยให้พวกเขาติดต่อกับผู้คนในแหล่งอื่นได้ นักสำรวจ ของเราเป็นตัวอย่างอันดี เขาเขียนคำบอกคู่มือแห่งเสรีภาพชื่อชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เมื่อหนังสือมาถึงมือเรา เสียงนี้ก็เงียบไปจากแดนไกลโพ้นที่เขาออกรังวัด นักสำรวจยังไม่ยอมกลับมา นี้คือความผิดพลาดใหญ่หลวงของเขา ขอบคุณฌ็อง-โดมินิก ขอบคุณที่ได้ให้เราเหลือล้น ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแต่ไหนแต่ไรมารู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใด คำว่า ของขวัญ พูดได้อีกอย่างว่า ยังไม่ได้จากไป

           คณะบรรณาธิการ

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ เขาเป็นบรรณาธิการบริหารของเราระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๙๑ ถึงวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕

           คณะบรรณาธิการตีพิมพ์บทความต่างๆ ของโบบี้ รวมทั้งจดหมายจากผู้อ่านซึ่งเขียนถึงเขา หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์โบบี้ของเอริก ออร์เซ็นน่าในฉบับวันที่ ๓ มีนาคม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านและโบบี้ได้เป็นผู้พูดแทนการไว้อาลัยชวนหลั่งน้ำตาของคณะบรรณาธิการ ผู้อ่านเองก็จะได้เข้าถึงอารมณ์ขันและตัวตนของเขา มีบทความบทหนึ่งของโบบี้ซึ่งสมควรจะถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ บทความชื่อ "ใต้แผ่นดิน เหมือนในท้องฟ้า" ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ELLE เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๘๘

หลายเพลามาแล้วผมก็อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เหมือนกัน อย่างฌ็อง-ลูป์ เครเตียง นักบินอวกาศนั่นไง เราให้ชาวรัสเซียยืมตัวเขาไปเล่นสนุกด้วยบ่อยๆ ผมเองก็พร้อมที่จะไปแทนเขาเมื่อเขาต้องการ คืนก่อนทีวีถ่ายทอดสดให้เราชมภารกิจที่ชื่อว่า "อารากาตซ์" นักบิน ๓ คนใช้ชีวิตอยู่ในยายโซยุส ช่างสะดวกสบายเสียจริงพวกเขาทำอะไรกันบ้าง ประการแรก ยิมนาสติกไร้น้ำหนัก ซึ่งก็ง่ายกว่าการยกน้ำหนักในโรงยิมแถวบ้านเสียอีก ชิมลิ้นวัวกับมะเขือเทศหมัก (สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งฝรั่งเศสมอบแก่ปฏิบัติการนี้เชียวนะ) ตรวจสอบหน้าปัทม์ ๒-๓ แห่งเพื่อให้รู้สึกว่ามีการทำงาน พวกสปอนเซอร์จะได้พอใจ (ชาวรัสเซียเพิ่งรู้จักการโฆษณา ช่างโชคดีเสียนี่กระไร!) แล้วก็พูดจายั่วเย้ากระเซ้าแหย่ข้ามเขตแดน เช่นว่า "บอกภรรยาผมให้ปิดไฟด้วย เมื่อกี้ตอนผ่านมอสโคว์ ผมเห็นไฟเปิดทิ้งไว้ตอนเธอออกไปทำงาน" นี่น่ะหรือที่ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า สภาวะอันสุดจะทนทาน วันเดียวกันนั้น ผมเกิดมีความคิดขึ้นมาอย่างไม่น่ามีว่าจะเดินทางจากปารีสไปแซ็งต์-แฌร์แม็ง-อ็อง-เลย์ ทั้งๆ ที่รถไฟใต้ดินสายด่วนสไตร์อยู่ ผมบอกคุณได้ว่าการนั่งเบียดเสียดกันอยู่ ๖๐ คนในรถบรรทุกของทหารซึ่งแล่นส่ายไปส่ายมานั้นเป็นสภาวะอันสุดแสนจะทนทานยิ่งกว่าเสียอีก แม้ว่าจะไม่มีใครเอา อีเล็คโทรดส์มาแปะบนตัวเราก็ตาม และแม้แต่จะข้ามผ่าน เลอ เวสิเนต์ เราต้องใช้เวลาเท่าๆ กันที่นักสำรวจอวกาศทั้งสามนั่นบินรอบโลกได้ ๑ รอบ---ใช่ มันคงไม่สนุกนักหรอกที่ต้องอยู่ร่วมห้องเหาะได้กับคน ๒ คน ซึ่งไม่เคยได้ยินใครพูดถึง ฌ็อง-ปิแยร์ ฟูโกลต์ แต่ในแง่ของความอดทน ผมสาบานได้ว่าการไปจ่ายของในห้างสรรพสินค้า วันก่อนวันคริสต์มาสยังเหนื่อยกว่า บนยานนั่นน่ะ ที่ผมอิจฉาฌ็อง-ลูป์ของเรา ก็เพราะผมรู้มาว่า มีการทำขนมปังพิเศษถึง ๑,๒๐๐ แผ่นหลังจากผ่านการวิจัยทดลองถึง ๑ ปี ขนมปังนี้เก็บได้ ๑ เดือนเต็ม และไม่มีเศษขนมปังร่วงจากแผ่นด้วย พูดสั้นๆ มันเป็นความฝันของมนุษย์ทุกคนทีเดียวแหละ เมื่อใดองค์การน่าซ่า คิดค้นแยมที่ไม่ไหลเลอะเทอะได้ ผมยินดีเดินทางไปดาวอังคารทันที! ขณะที่เราใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่นี้ ก็มีคนพูดโอ้อวดให้ฟังถึงการผจญภัยของเวโรนิก เลอแกว็งซึ่งลงไปย่อูในเหวลึกที่อเวรงตามลำพังถึง ๑๐๐ วัน นี่ก็คือ การทดสอบสถานการณ์อันสุดจะทนทานอีกแบบหนึ่ง เพราะเวโรนิก เราจึงสามารถทราบความสูงต่ำของอุณหภูมิที่ผิวหนังบริเวณทรวงอกได้เป็นครั้งแรก นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเหนือความมืดบอดทางปัญญา ในแง่ของอุณหภูมิที่ผิวหนังบริเวณทรวงอก ผมคงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากแต่สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำ ผมยินดีทำแทนเวโรนิกผู้กล้าหาญ กล่าวคือ นอนเมื่ออยากนอน ตื่นเมื่ออยากตื่นโดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก ไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวี จึงอ่านหนังสือได้ ๘๐ เล่ม มีนวนิยายทุกเรื่องของแสต็งดาล ขณะที่เรากำลังเสียใจเพราะแบร์นารด์-อ็องรี เลวี่ไม่ได้รับรางวัลกงกูรต์ เมื่อถูกตัดจากโลก เธอก็ไม่ต้องรับรู้เรื่องที่พวกเป็นกลางกลับใจ เรื่องการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ๕-๖ ครั้ง เรื่องทีมฟุตบอลฝรั่งเศสพ่ายและเรื่องเพลงวัยรุ่นปัญญาอ่อนของเกลนน์ เมเดรอสและเอลซ่า ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ความหมาย ในขณะที่เกิดเรื่องเหล่านี้ ผู้เสียสละเพื่อวิทยาศาสตร์ของเรา "ลิ้มรส" นวนิยายของแสต็งดาลเรื่อง "ลา ชาร์เตรอส เดอ ปาร์ม" อย่างมีความสุข มือหนึ่งทอดหอยแซ็งต์-ฌาคส์ในน้ำมัน ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วหละ ที่พวกเขาเรียกกันว่า "สถานการณ์อันสุดจะทนทาน" นั้นคืออะไร ความสุขไงเล่า!

           บทความที่คณะบรรณาธิการเลือกมาตีพิมพ์นี้ คงไม่ได้เลือกโดยปราศจากความตั้งใจอันเปี่ยมความหมาย สภาวะอันสุดจะทนทาน หรือสถานการณ์อันสุดจะทนทานที่กล่าวข้างต้นนี้ นั่นก็คือสภาวะที่กระหน่ำโบบี้เต็มตัวเป็นเวลานานถึง ๑๕ เดือน หากจะใช้คำของเขาเอง เขาเป็นยิ่งกว่าซุปเปอร์ฮีโร่ในสภาวะอันสุดจะทนทานนั้น เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามภาระงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วลิ้มรสความสุขต่างๆ จากอาหารหรืองานประพันธ์ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับฌ็อง-ลูป์ เครเตียง และเวโรนิก เลอแกว็ง หากเขาเป็นผู้สร้างสรรค์งานประพันธ์ทั้งๆ ที่เคลื่อนไหวได้เพียงดวงตาข้างซ้าย เขามิได้ลิ้มรสใดๆ ทั้งสิ้นถ้าไม่มีผู้หยิบยื่นให้ และยิ่งกว่านั้นความสุขจากรสอาหารคือสิ่งที่ร่างกายของเขารับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

           "สถานการณ์อันสุดจะทนทานนั้นคืออะไร ความสุขไงเล่า!" โบบี้เขียนไว้เช่นนี้เมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๘ ในบทสัมภาษณ์ เอริก ออร์เซ็นน่าถามโบบี้ว่าความสุขในทุกวันนี้ของเขาคืออะไร โบบี้ตอบว่า ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนเราจะเข้าถึงสภาวะสงบสุขเยี่ยงนิพพานได้เมื่อมีใครเอาน้ำแร่มาปะพรมบนใบหน้า กายภาพบำบัดก็เป็นแหล่งที่มาแห่งความปีติ ร่างกายคล้ายรู้สึกเป็นสุขอีกครั้ง สัทบำบัดเปลี่ยนเราให้กลายเป็นมนุษย์ถ้ำผู้ค้นพบภาษาที่ต้องออกเสียง ทั้งหมดนี้ก็ค่อนข้างจะทำให้เกิดกำลังใจ บางครั้งประโยคธรรมดาเพียงประโยคเดียวก็ช่วยให้เราฆ่าเวลาว่างเปล่าทั้งวันได้ คุณรู้จักประโยคนี้ของออสการ์ ไวลด์ ไหม "สุภาพบุรุษย่อมไม่ทำร้ายความรู้สึกของเพื่อน มนุษย์โดยไม่ได้ตั้งใจ" แต่ความสุขยิ่งใหญ่ก็คือช่วงที่ได้ฟังเพื่อนๆ หรืออาสาสมัครอ่านหนังสือให้ฟัง ผมจำได้เป็นพิเศษถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของปอล มอร็องด์ซึ่งมีผู้อ่านให้ฟังบน ระเบียงว่างเปล่าด้วยลมหนาวจากทะเลนอกเหนือไปจากการปะพรมน้ำอบ การอ่านหนังสือหรือจดหมายแล้ว ก็ยังมีช่วงเวลาอิ่มทิพย์เมื่อผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว กับบรรดาผู้ชิดใกล้ของผม สายตาประสานกันโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรหัสและนิ้วอุ่นด้วยเลือดเนื้อซึ่งพยายามจะบีบนวดยืดคลายนิ้วตายกระด้างของผมอย่างอดทน

           โบบี้พูดถึงสภาวะสงบสุข ความปีติ ความสุขยิ่งใหญ่และช่วงเวลาอิ่มทิพย์ ความสุขเหล่านี้เกิดขึ้นแก่เขาได้ก็ต้องอาศัยผู้อื่นทั้งสิ้น เขามิได้กล่าวว่าการเขียนหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นความสุข ทว่าการเขียนหนังสือของเขาเกิดขึ้นจากอารมณ์อันเป็นที่มาแห่งความสุข นั่นคือความรักระหว่างพ่อลูก

           ผมอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แก่ลูกๆ ของผม ผมต้องการสอนบทเรียนแก่พวกเขาว่าด้วยการไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดโดยง่าย เรามีการแลกเปลี่ยนกัน ผมดึงพลังที่ใช้ในการเขียนจากความรักที่ลูกๆ มีต่อผม

           ขอบคุณ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ขอบคุณสำหรับบทเรียนบทนี้ บทเรียนที่ใช้พลังสมองของคุณไปเกือบหมดสิ้น บทเรียนแสนงามที่ทำให้คุณเป็นอมตะ และทำให้เราซึ้งใจยิ่ง

           ในบทนำ ผู้เขียนได้ยกข้อความจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ๓ บท ได้แก่ "ภาพถ่าย" "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" และ "รอยนาคราช" ในทั้ง ๓ บทนั้นโบบี้เขียนถึง "เหตุบังเอิญ" เรื่องแรก คือภาพถ่ายของเขาในวัน ๑๑ ขวบ เขาเคยเห็นภาพนี้และเห็นครั้งล่าสุดเมื่อเขาไปเยี่ยมพ่อในสัปดาห์เดียวกับที่เส้นโลหิตในสมองแตก แต่เขาไม่ได้สนใจจะรู้ว่าภาพนั้นถ่ายที่ใด หลังจากเป็นอัมพาต พ่อได้ส่งภาพนี้มาให้ หลังภาพนั้นมีลายมือพ่อเขียนไว้ตั้งแต่ครั้งกระโน้นว่า "แบร์ก-ซูร์-แมร์, เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๓" โรงพยาบาลที่โบบี้พักรักษาตัวอยู่ชื่อโรงพยาบาลริมทะเล ตั้งอยู่ที่เมืองแบร์ก-ปลาช หรือแบร์ก-ซูร์-แมร์ในชื่อเดิม เรื่องที่สอง "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" โบบี้มีโครงการเขียนนวนิยายโดยใช้โครงเรื่องการแก้แค้นเช่นเดียวกับเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต ของอเล็กซ็องดร์ ดูมาส์ โบบี้ตั้งใจจะทำให้เป็นนวนิยายสมัยใหม่ และผู้ดำเนินการแก้แค้นเป็นผู้หญิง โบบี้กล่าวถึงเหตุบังเอิญว่า ในเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต มีตัวละครที่เป็นอันพาตทั้งตัว สื่อสารด้วยการกะพริบตา และกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า เขาถูก "ทวยเทพแห่งวรรณคดีและแห่งประสาทวิทยา" ตัดสินโทษเขาที่คิดจะลอกเลียนวรรณคดีเอกเรื่องนี้ โดยให้เขามีสภาพไม่ต่างจากตัวละครตัวนั้น

           ผู้แต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เขียนว่า "ผมเพิ่งอ่าน เคาน์แห่งมงเต-คริสโต อีกครั้ง" ก่อนที่จะเกิด "อุบัติเหตุ" เส้นโลหิตในสมองแตก จากข้อความนี้อาจกล่าวได้ว่าเขาเพิ่งอ่านและมีโครงการเขียนเรื่องดังกล่าวในปีที่เกิดเหตุ คือเมื่อเขาอายุ ๔๓ ปี การตั้งชื่อบทนี้ว่า "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" และจัดลำดับเรียงต่อจากบท "ภาพถ่าย" ก็เพื่อบอกแก่ผู้อ่านว่า ข้อความหลังภาพถ่ายแสดงเหตุบังเอิญครั้งแรก ย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เขายังอายุเพียง ๑๑ ขวบ

           เรื่องที่สาม ในบทชื่อ "รอยนาคราช" โบบี้ไม่ได้กล่าวว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่เขาจงใจเขียนให้ผู้อ่านรู้สึกทีเดียว ในเรื่อง ที่เมืองลูร์ดส์เขาปฏิเสธที่จะเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อไปคารวะพระแม่มารีย์ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เขาพูดว่า

"ดีอย่างไร อันตรายด้วยซ้ำ คิดดูสิ คนสุขภาพดีๆ ไปถึงตอนแม่พระปรากฏกายพอดี เผื่อมีปาฏิหาริย์แล้วเขาเกิดกลายเป็นอัมพาตไปล่ะ"

           การไปเที่ยวเมืองลูร์ดส์ครั้งนั้น โบบี้ไปกับคู่รักเก่า "ในช่วงประมาณปลายทศวรรษที่ ๗๐" ถ้าเขาไปใน ค.ศ. ๑๙๗๘ หรือ ๑๙๗๙ โบบี้ก็มีอายุ ๒๖-๒๗ ปีในขณะนั้น เขาได้กล่าวประโยคซึ่งเขาย่อมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงแก่ตัวเขาในอีก ๑๗-๑๘ ปีต่อมา

           นอกจากสามบทนี้แล้ว ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ยังมีเหตุบังเอิญอีก ๒ เรื่อง เป็นเหตุบังเอิญซึ่งโบบี้ไม่ได้ประจักษ์ เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้สิ่งซึ่งเขากล่าวถึงเข้าข่ายเหตุบังเอิญนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เรื่องแรกคือเรื่องที่กล่าวถึงในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์"

           ในบทนี้ซึ่งจัดลำดับไว้เป็นบทก่อนบทสุดท้าย โบบี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เขาในวันศุกร์ที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ คือวันที่เกิด "อุบัติเหตุ" เส้นโลหิตในสมองแตก เช้าวันนั้น บริษัทขายรถบีเอ็มดับบลิวส่งรถพร้อมคนขับมาให้เขาทดลองนั่ง ตอนเย็นหลังเลิกงาน โบบี้ให้คนขับพาไปยังมงแตนวิลล์ซึ่งอยู่ห่างจากปารีส ๔๐ กิโลเมตร เพื่อรับเตโอฟีลลูกชายมาค้างด้วยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างทางขาไป ขณะผ่านหน้าโรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ที่อำเภอการ์ชส์ โบบี้ย้อนคิดถึงอดีต

"---ผ่านโรงพยาบาลนี้ทีไรก็อดคิดถึงเรื่องค่อนข้างเศร้าวัยเด็กไม่ได้ ตอนนั้นผมอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนกงดอร์เซ่ต์

           ครูพละพาพวกเราไปยังสนามกีฬาเดอ ลา มาร์ช ที่อำเภอโวเครสซงเพื่อเล่นกีฬากลางแจ้งซึ่งผมเกลียดที่สุด วันหนึ่งรถที่พวกเรานั่งไป ชนชายคนหนึ่งซึ่งวิ่งออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าเต็มแรง เสียงชนฟังประหลาด เสียงเบรคดังสนั่น ชายคนนั้นตายคาที่ ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวบนกระจกหน้ารถ เป็นเวลาบ่ายในฤดูหนาวเหมือนวันนี้ กว่าจะจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยก็ค่ำ มีคนขับอีกคนมาพาพวกเรากลับปารีส ที่ท้ายรถ พวกเราร้องเพลง "เพนนี่ เลน" ด้วยเสียงสั่น เพลงคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์อีกนั่น แหละ---"

           โบบี้เขียนว่า "เพลงคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์อีกนั่นแหละ" เพราะเพลงแรกที่เขาได้ยินในรถบีเอ็มดับบลิวตอนเช้า คือเพลง อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์ ซึ่งเนื้อร้องคล้ายจะทำนายล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่เขา ที่ผู้เขียนกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเหตุบังเอิญอีก เนื่องจากในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ หลังจากที่ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ออกวางตลาดนั้น ระบบการทำงานของหัวใจของโบบี้ก็เริ่มล้มเหลว เขาถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ที่อำเภอการ์ชส์แห่งนี้ และสิ้นใจที่นี่

           เรื่องหลัง โบบี้จบ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ของเขาว่า

"---ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายซึ่งปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม คงต้องไปแสวงหาที่อื่น ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           โบบี้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของเขาในประโยคจบแล้วใช่ไหม แล้วนอกเหนือจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ก็ยังมีบทความชื่อ "ใต้แผ่นดินเหมือนบนท้องฟ้า" ซึ่งกล่าวถึงในต้นบทนี้ โบบี้อยากอยู่ใน "สภาวะอันสุดจะทนทาน" เช่นเดียวกับฌ็อง-ลูป์ เครเตียง และเวโรนิก เลอแกว็ง ขณะนั้นโบบี้อายุ ๓๖ ปี
           ภาพถ่ายที่เมืองแบร์ก เมื่ออายุ ๑๑ ขวบ
           การเห็นอุบัติเหตุถึงตายต่อหน้าต่อตา ที่หน้าโรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ เมื่ออายุ ๑๕-๑๖ ปี
           ถ้อยคำที่ว่า เผื่อมีปาฏิหาริย์แล้วกลายเป็นอัมพาต ที่หน้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองลูร์ดส์ เมื่ออายุ ๒๖-๒๗ ปี
           เนื้อเพลง อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์ ของคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์ ซึ่งได้ฟังในเช้าวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ และเพลงเพนนี เลน ซึ่งร้องปลอบใจตนเองเมื่อวันที่เห็นอุบัติเหตุครั้งที่เป็นวัยรุ่น

           ประโยคจบเรื่องที่ว่า "คงจะต้องไปแสวงหาในที่อื่น ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ" ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่า มีคำทำนายบอกชะตาชีวิตของโบบี้ไว้ล่วงหน้า ทั้งที่เป็นเหตุบังเอิญจริงๆ กับที่เกิดจากคำพูดและความปรารถนาโดยไม่จริงจังของเขาประหนึ่งว่าเขาจะเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ หยั่งรู้ล่วงหน้าโดยไม่ตระหนักว่าชะตาชีวิตของตนจะเป็นเช่นไร

           ในฐานะนักวิจารณ์ซึ่งวิจารณ์โดยอ้างอิงตัวบทเป็นหลัก ผู้เขียนจึงได้สรุปในตอนจบของบทนำ หลังจากที่อ้างถึงย่อหน้าจบเรื่อง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ว่า โบบี้ได้ไปแล้วจริงๆ ไปสู่เสรีภาพที่เขาแสวงหา เขาได้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของอย่างตระหนักรู้ใช่ไหม "ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           ไม่ใช่เพียงผู้เขียนคนเดียวที่สรุปเช่นนี้ เมื่อมาถึงปารีส ในสำเนาบทความและบทวิจารณ์หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ซึ่งสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ให้มา ก็มีอยู่ ๒-๓ บทที่สรุปเช่นเดียวกับผู้เขียนว่า โบบี้ได้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของเขาไว้ล่วงหน้าอย่างตระหนักรู้ ทว่าทั้งโกล๊ดและซ็องดรีนไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของผู้เขียน ตั้งแต่เมื่อได้พบกันครั้งแรกและผู้เขียนแปล "วิญญาณในดวงตา" ให้โกล๊ดฟัง เมื่อมาถึงตอนจบโกล๊ดก็กล่าวแย้งทันที ในความรู้สึกของโกล๊ด โบบี้ไม่ได้คิดว่าตนเองจะตาย เธอจำได้ว่าบรรยากาศในห้องทำงานหรือห้องในโรงพยาบาล ขณะถึงย่อหน้าสุดท้ายจบเรื่องนั้น เป็นไปอย่างรื่นเริง โบบี้ดีใจที่เขียนได้จนจบ โกล๊ดก็เช่นกัน "บรรยากาศไม่ได้เศร้า หรือแสดงว่ามีการอำลาเลยสักนิดเดียว" โกล๊ด กล่าว

           ผู้เขียนบอกโกล๊ดว่า เมื่อโบบี้กล่าวคำพูดเรื่องการอาจกลายเป็นอัมพาตที่หน้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองลูร์ดส์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นอันพาตในวันหนึ่ง

           โกล๊ดถอนใจ เธอพูดว่า โบบี้เป็นสุภาพบุรุษ เขาอาจจะไม่ต้องการให้เธอรู้สึกก็ได้ว่าเขากำลังกล่าวคำอำลา ผู้เขียนบอกโกล๊ดว่า จะตัดคำว่า "อย่างตระหนักรู้" ออกไป หากมีการพิมพ์อีก ซ็องดรีนก็รู้สึกเช่นเดียวกับโกล๊ด เธอกล่าวว่าโบบี้ยังมีโครงการอีกมาก ในปลายเดือนสิงหาคมแม้เขาจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย แต่สุขภาพของเขายังทรงตัวเช่นเดิม เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพในเดือนมกราคมปีถัดมา ซ็องดรีนจึงไม่คิดว่าโบบี้กล่าวคำอำลาผู้อ่านล่วงหน้าด้วยประโยคจบเรื่อง ซึ่งเขาแต่งบทนี้ในเดือนพฤศจิกายนของปีก่อน ข้อโต้แย้งของโกล๊ดและซ็องดรีนทำให้ผู้เขียนได้เห็นข้อเท็จจริงดั้งเดิมว่า การอ้างอิงตามตัวบทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ในขณะนั้นผู้เขียนไม่มีข้อมูลอื่น การได้พูดคุยกับโกล๊ดและซ็องดรีนจึงเป็นประโยชน์ยิ่งนัก อ็องเดร โมรัวส์ (ค.ศ. ๑๘๘๕-ค.ศ.๑๙๖๗) ราชบัณฑิตฝรั่งเศสเขียนในความนำชีวประวัติ ออนอเร่ เดอ บัลซัค ซึ่งให้ชื่อว่า โพรมีธิอุสหรือชีวิตของบัลซัค ว่า

---คงจะมีบางคนพูดว่า "ชีวิตของบัลซัคจะมีความหมายใดต่อเรา งานประพันธ์ของเขาต่างหากที่สำคัญ" ข้อถกเถียงเก่าแก่นี้ไร้ความหมายเสมอมาสำหรับข้าพเจ้า เราทุกคนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายผลงานของนักประพันธ์ด้วยชีวประวัติของเขา และเราก็รู้ด้วยว่า เหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตของผู้สร้างสรรค์งานนิพนธ์ก็คืองานประพันธ์ของเขานั่นเอง ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลยิ่งใหญ่ คนหนึ่งย่อมเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งในตัวของมันเองอยู่แล้ว---

           แน่ละโบบี้ไม่ใช่บัลซัค แต่สิ่งที่น่าสนใจจากข้อความของโมรัวส์ ก็คือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นั้น เป็นประสบการณ์โดยตรงของโบบี้ เขียนด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง โดยโบบี้เอง ในขณะที่งานนิพนธ์ของบัลซัคเป็นเรื่องแต่งซึ่งเขาสร้างตัวละครบางตัว โครงเรื่องบางเรื่องจากประสบการณ์บางช่วงในชีวิตของเขาแต่เสนอในฐานะเรื่องแต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นเสมือนชีวประวัติของผู้แต่ง ดังนี้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปในชีวิของเขาในช่วงที่แต่งซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กล่าวถึงในเรื่อง จึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าถ้อยคำในเรื่อง

           เหตุบังเอิญทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของโบบี้ในเรื่องศาสนาเปลี่ยนไป กล่าวคือ เขาไม่เชื่อในพระเจ้าและก็ยังไม่เชื่อเช่นเดิม เมื่อเอริก ออร์เซ็นน่าถามว่า ศาสนามีบทบาทในชีวิตปัจจุบันของเขาหรือไม่ โบบี้ตอบว่า

"ผมไม่เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ สำหรับผม มนุษย์คือผู้ที่คิดเรื่องพระเจ้าขึ้นมา และไม่ใช่พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมขาดความรู้สึกซาบซึ้งเมื่อเพื่อนๆ สวดอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ ให้มาช่วยผม โลกที่ผมเติบโตขึ้นมามีแต่เรื่องของความหวังมากกว่าความแน่นอนตายตัว ถ้าไม่เช่นนั้นผมก็คงจะพูดเหมือนกับคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัวคนหนึ่ง เขาพูดว่า "ผมเป็นสมองอยู่ในขวดโหล"

           สำหรับโบบี้แล้ว เหตุบังเอิญเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ไม่ใช่ชะตาลิขิต ผู้เขียนกล่าวถึงอารมณ์ขันของโบบี้หลายครั้ง ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นี้ ผู้อ่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ตลอด และมีบางครั้งที่อาจจะส่งเสียงหัวเราะออกมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้อ่านขณะอ่านด้วย

           บทที่ทำให้ผู้เขียนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ คือ บทชื่อ "ที่พิพิธภัณฑ์เกรแว็ง" บทนี้โบบี้หักมุมจบด้วยอารมณ์ขัน เสียดสีการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลด้วยความรัก

           โบบี้เล่าความฝันของเขา เขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เกรแว็งที่ปารีส ในฝัน หุ่นขี้ผึ้งในห้องต่างๆ ก็คือบรรดาพยาบาลและผู้ช่วยทั้งหลายที่โรงพยาบาลริมทะเล มีทั้ง "พวกเปี่ยมน้ำใจ พวกไม่ปรานีปราศรัย พวกอารมณ์อ่อนไหว พวก "ข้าไม่สน" พวกขยัน พวกขี้เกียจ---" โบบี้ตั้งฉายาให้บุคคลเหล่านี้ พยาบาลคนหนึ่งมีฉายาว่า เทอร์โมนิเต้อร์

"---ผมชอบเทอร์โมนิเต้อร์มากกว่าพวกเขา การใส่ใจดูแลคนป่วยของหล่อนนั้น นับเป็นตัวอย่างได้ ถ้าหล่อนจะไม่ลืมเครื่องมือชิ้นนี้ไว้ในซอกรักแร้ของผมบ่อยๆ"

           ผีเสื้อโบยบินไปในห้องต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ และมาถึงห้องจำลองห้องนอนของเขาที่โรงพยาบาลริมทะเล ที่นั่น คู่ชีวิต เพื่อนสนิทแวดล้อมอยู่รอบเตียงว่างเปล่า ชุดประดาน้ำบรรยายความรู้สึกอ่อนไหวของเขา

---ภาพบุคคลเหล่านี้ซึ่งดูคล้ายมีชีวิต ทำให้ผมสัมผัสความรู้สึกอ่อนหวานเต็มตื้น ความเศร้าที่แบ่งปันร่วมกัน อีกทั้งความรักหนักแน่น ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมิตรแท้กลุ่มนี้มาเยี่ยมผม แล้วก็ถึงย่อหน้าจบบท

           ผมยังอยากท่องเที่ยวต่อไปในพิพิธภัณฑ์เพื่อดูว่ายังมีสิ่งชวนฉงนใดๆ สำหรับผมอีกหรือไม่ แต่ในทางเดินสลัว ยามคนหนึ่งเล็งไฟฉายส่องผมเต็มหน้า ผมต้องหรี่ตาลง เมื่อตื่นขึ้นมา พยาบาลจริงตัวเล็กๆ แขนกลม ชะโงกหน้าอยู่เหนือผม มือถือไฟฉายขนาดจิ๋ว "ยานอนหลับของคุณ จะกินเดี๋ยวนี้หรืออีกหนึ่งชั่วโมงคะ"

           ผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า ชะประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นบทเรียนสอนบุคคลแวดล้อมให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนไข้อัมพาตอย่างไร และอารมณ์ขันของโบบี้นั้นลึกและหยิกเจ็บขนาดไหน

           คำพูดของศาสตราจารย์ฟอร์ตูนาโต้ อิสราแอล แห่งสถาบันล่ามและแปล ESIT มหาวิทยาลัยปารีสสาม วิทยาเขตโดฟีน ซึ่งได้กล่าวแก่ผู้เขียนเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่า "หนังสือเล่มนี้นับเป็นวรรณคดี" คงจะเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ยืนยันคุณค่างานประพันธ์ของฌ็อง-โดมินิก โบบี้ "หนังสือเยี่ยงวีรกรรม" ดังที่เอ็ดมันท์ ไวท์ กล่าวไว้ ขอขอบคุณฌ็อง-โดมินิก โบบี้ อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับ "ของขวัญที่ให้ไว้" คำว่า "ของขวัญ" (present / present) ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสและในภาษาอังกฤษมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า ยังไม่ได้จากไป

ปารีส
๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๐


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >