ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๗. โกล๊ด ม็องดิบิล อีกครั้ง

วันจันทร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้เขียนออกจากที่พักเวลาเที่ยงสิบห้า ขึ้นรถเมล์สาย ๖๑ ไปยังบ้านของโกล๊ด ม็องดิบิลเป็นครั้งที่ ๒ ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ล่วงหน้าเมื่อ ๒-๓ วันก่อน โกล๊ดเชิญผู้เขียนรับประทานอาหารกลางวัน เราจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องการไปเมืองแบร์กของผู้เขียน ข่าวคราวซ็องดรีน ความเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ และเป็นโอกาสที่ผู้เขียนจะได้คืนสิ่งของทั้งหลายทั้งปวงที่เธอให้ยืมมา

           โดยทั่วไป ที่หน้าประตูอาคารที่พักอาศัยในฝรั่งเศสจะมีแผงหมายเลขรหัส ผู้ไม่รู้รหัสย่อมเปิดประตูไม่ได้ โกล๊ดไม่ได้ให้รหัสแก่ผู้เขียน เพราะโดยปกติอาคารที่เธอพักอาศัยไม่ล็อคประตูเวลากลางวัน แต่เมื่อผู้เขียนไปถึงหน้าอาคารนั้น ปรากฏว่าประตูปิดล็อค อาจเป็นเพราะมีการขุดซ่อมถนนในบริเวณนั้น ผู้ดูแลอาคารคงเกรงว่าอาจมีคนงานละลาบละล้วงเข้าไป ผู้เขียนจึงต้องเดินกลับมายังถนนใหญ่เพื่อโทรศัพท์ถามรหัส โกล๊ดขอโทษขอโพย แล้วบอกรหัสซึ่งใช้อยู่ขณะนั้น รหัสนี้จะเปลี่ยนสาม-สี่ครั้งในหนึ่งปี ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ผู้เขียนเดินขึ้นบันได ๖ ชั้น โกล๊ดยืนยิ้มหวานคอยต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าห้องชุดของเธอ ไม่ได้พบกัน ๒ สัปดาห์ ดูเธอสะโอดสะองขึ้นมาก เมื่อผู้เขียนทัก เธอก็ยิ้มอย่างพอใจ บอกว่าใครๆ ก็พูดเช่นนี้ เนื่องจากลูกสาวไม่อยู่เธอจึงไม่ได้ซื้อขนมปัง ผลก็คือน้ำหนักตัวลดลง

           โกล๊ดถามว่าเมื่อวานนี้เป็นอย่างไรบ้าง
           "เป็นวันที่วิเศษสุดวันหนึ่ง" ผู้เขียนตอบเธอ "ซ็องดรีนน่ารักที่สุด เธอเตรียมอาหารกลางวันไว้ต้อนรับด้วย พาชมโรงพยาบาล ดิฉันได้ดูทุกอย่างที่ต้องการจะดู"
           "แล้วเมืองแบร์กเล่า"
           "ก็เป็นไปอย่างที่โบบี้เขียนไว้ทุกประการ แม้กระทั่งระหว่างการเดินทาง รถก็เริ่มติดที่เมืองอั๊บวิลล์"
           "จริงสิ วัลยา คุณไปเมืองแบร์กช่วงเดียวกับที่โบบี้กล่าวถึง เหมือนดิฉันเลย คือระหว่างกรกฎา-สิงหา ฤดูร้อนคนเยอะแยะ พอถึงฤดูหนาวก็เป็นอีกบรรยากาศ"

           เนื่องจากโบบี้เขียนหนังสือในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม เขาจึงบรรยายเมืองแบร์กในฤดูร้อนเป็นหลัก กล่าวถึงฤดูหนาวเพียงเล็กน้อย

           โกล๊ดหัวเราะเมื่อผู้เขียนแหย่ว่า เธอเข้ากันได้ดีกับซ็องดรีนเพราะเป็นนักสูบบุหรี่เหมือนกัน โกล๊ดออกตัวว่าเธอยังสูบน้อยกว่า (ซ็องดรีนเล่าให้อิซาแบลกับผู้เขียนฟังว่า เธอเองนั้นเริ่มสูบบุหรี่เมื่อมาทำงานที่แบร์ก รวมทั้งเริ่มดื่มเหล้าองุ่นด้วย ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแตะ อาจเป็นเพราะเธอรู้สึก ว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว และการอยู่คนเดียวห่างญาติพี่น้องทำให้เธอรับบุหรี่และกิมหมาน้อยเป็นเพื่อน – ประการหลังนี้ผู้เขียนคิดเอาเอง – เนื่องจากไม่อาจสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลได้ เธอจึงสูบติดต่อกันหลายมวนเสมอนอกโรงพยาบาล เธอรู้ว่าเธอทำลายสุขภาพผู้อยู่ในรัศมีควันบุหรี่ แต่ขณะนี้ยังไม่อาจเลิกสูบได้)

           เมื่อพูดถึงเรื่องที่ซ็องดรีนยอมพบผู้เขียนเพราะโกล๊ดรับรอง โกล๊ดก็ขยายว่า ตอนแรกซ็องดรีนจะปฏิเสธ แต่เมื่อโกล๊ดบอกเธอว่าผู้เขียนไม่ได้ถามซอกแซกเรื่องส่วนตัวเลย ซ็องดรีนจึงตอบรับ ฟังโกล๊ดเล่าแล้วรู้สึกสบายใจ ครั้งแรกที่พบโกล๊ด ผู้เขียนถามเฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวกับงานเขียนจริงๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่อยากรู้และสงสัยตั้งแต่อยู่กรุงเทพแล้วว่า โบบี้และโกล๊ดแก้ปัญหาในการเขียนคำบอกกันอย่างไร

           อย่างคำว่า gitane mais หรือบุหรี่สีน้ำตาลมวนเปลือกข้าวโพด ที่เคยกล่าวถึง คำว่า mais แปลว่า "แต่" คำว่า mais (ตัว i มีจุดข้างบน ๒ จุด) จึงจะแปลว่า "ข้าวโพด" แล้วโกล๊ดรู้ได้อย่างไรว่าโบบี้ต้องการเขียนคำว่า "ข้าวโพด" ไม่ใช่ "แต่" อันที่จริงผู้เขียนก็ตั้งข้อสงสัยมากไปเอง บริบทความและรูปประโยคย่อมทำให้โกล๊ดรู้ว่าหมายถึง ข้าวโพด ที่ผู้เขียนอยากรู้ก็คือโบบี้ต้องบอกไหมว่ามีจุดสองจุดบนตัว i

           โกล๊ดบอกว่าเธอมีนัดเพื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่กับบุคคลสำคัญคนหนึ่ง เวลา ๕ โมงเย็น เธอบอกชื่อและตำแหน่งของบุคคลสำคัญผู้นั้น แต่ขอให้ผู้เขียนเก็บเป็นความลับจนกว่าหนังสือจะออก เธอมีเวลาให้ผู้เขียนได้จนถึง ๔ โมงเย็น และถ้าผู้เขียนไม่รังเกียจอาหารอิตาเลียน ใกล้บ้านเธอนี้มีร้านอร่อยอยู่ร้านหนึ่ง

           ผู้เขียนจึงคืนวีดิโอ สำเนาบทความจากหนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆ ปึกโตและหนังสือแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ฉบับภาษาอังกฤษซึ่งพิมพ์ในอเมริกา แต่โกล๊ดยกหนังสือเล่มนี้ให้ เธอบอกว่าเธอยังมีอีกเล่มหนึ่ง สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ให้เธอมาภาษาละ ๓ เล่ม ผู้เขียนจึงขอให้โกล๊ดเซ็นให้ โกล๊ดเลือกเซ็นบนหน้าคำอุทิศ เธอลากเส้นลงมาจากใต้ชื่อของเธอ แล้วเขียน ว่า

---แด่ความทรงจำและมิตรภาพที่มีต่อวัลยา
สำหรับอาหารกลางวันและเสียงหัวเราะของเรา
ขอบคุณ
โกล๊ด
๒๑/๐๗/๙๗

           เมื่อโกล๊ดได้เห็นบทความ "วิญญาณในดวงตา" ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เธอก็พอใจเป็นอันมาก ผู้เขียนบอกเธอว่าต้องการถ่ายเอกสารสำหรับเธอ ซ็องดรีนและสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์และขอให้เธอพาผู้เขียนไปดูหลุมศพของโบบี้ด้วย จากนั้นเราก็ลงบันได ๖ ชั้นไปยังร้านอาหารอิตาเลียน

           สลัดผักสด เนื้อลูกวัวราดซอสครีมเคียงด้วยผักขมผัดเนย อร่อยไม่เลว ที่น่าขำก็คือ โกล๊ดอดใจไม่ได้ เธอขอขนมปังบาแกตต์และรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนปฏิเสธกาแฟหลังอาหาร เพราะไม่ใช่เจ้าภาพ แต่เป็นแขกรับเชิญ

           ขณะรับประทานอาหาร โกล๊ดอยากรู้ว่าผู้เขียนคิดอย่างไรกับรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ ผู้เขียนตอบว่าเขาเลือกเชิญคนได้ถูกต้องทั้ง ๔ คน เพราะแต่ละคนเกี่ยวข้องกับโบบี้อย่างลึกซึ้งในสถานการณ์ที่ต่างกันไป เรื่องสุขภาพของโบบี้ก็ต้องถามนายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ เรื่องเขียนหนังสือ ก็ต้องเป็นโกล๊ด ม็องดิบิล เรื่องโบบี้ในภาพยนตร์สารคดีก็ต้องให้ ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ผู้ถ่ายทำ เรื่องจิตใจตลอดจนความเป็นโบบี้ ก็ต้องถามจากแบร์นารด์ ชาปุยส์ เพื่อนสนิทที่สุดของเขา ตัวปิโวต์เองกลับดูเป็นคนนอกหัวข้อสนทนาด้วยซ้ำ และการที่ปิโวต์อยากให้โกล๊ดและชาปุยส์หลั่งน้ำตานั้นก็เป็นเรื่องของการอยากสร้างจุดขาย

           โกล๊ดเห็นด้วย เธอเสริมว่าเธอพอใจคำพูดของแขกรับเชิญทั้งสามคน สำหรับตัวเธอเอง เธอคิดว่าได้แสดงออกอย่างสำรวม ไม่มากไปน้อยไป แม้จะยังอยู่ในอารมณ์เศร้าเหตุเพราะโบบี้เพิ่งจากโลกนี้ไป ผู้เขียนบอกว่าในภาพยนตร์สารคดี เธอดูแจ่มใส มีชีวิตจิตใจ และขอชื่นชมความอดทนของเธอ บรรดานักข่าวและคอลัมน์นิสต์พากันเขียนว่าในช่วงเวลา ๒ เดือนที่เขียนหนังสือ โบบี้เลิกเปลือกตาสองแสนครั้ง แต่ไม่มีใครเขียนต่อว่าโกล๊ดท่องตัวอักษรไม่น้อยกว่าล้านตัวในช่วงเวลาเดียวกัน

           โกล๊ดบอกว่าอย่างไรก็ตาม งานส่วนของโบบี้เป็นงานสร้างสรรค์ และเขาทำงานในสภาพที่ยากลำบากกว่าเธอนับร้อยเท่า เธอเป็นเพียงผู้จดตามการเลิกเปลือกตาของเขาเท่านั้น

           ผู้เขียนพูดให้โกล๊ดฟังถึงคำว่า "จมูกคดงอ" ในหนังสือโบบี้ ซึ่งเดิมผู้เขียนรู้สึกงงเพราะภาพโบบี้ในนิตยสาร ELLE เป็นภาพด้านข้างที่เห็นจมูกโด่งปกติ เมื่อดูหนังของเบแน็กซ์แล้วจึงได้เห็นจมูกซีกที่คดงอในเงาสะท้อนตู้กระจกซึ่งประดิษฐานรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี ผู้เขียนพอใจวิธีการนำเสนอภาพของเบแน็กซ์มาก เพราะเขาไม่เน้นลักษณะผิดมนุษย์ของโบบี้ขณะเป็นอัมพาตเลย

           โกล๊ดขยายความต่อเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของโบบี้ว่า ครั้งหนึ่งมีบุคคลหนึ่งซึ่งก็ได้ชื่อว่าอยู่ในกลุ่มเพื่อนของโบบี้ คนผู้นี้มาเยี่ยมโบบี้ที่โรงพยาบาล แล้วถ่ายรูปโบบี้โดยไม่ได้รับอนุญาต พอดีซ็องดรีนเดินเข้ามา เธออ่านสายตาของโบบี้ออก จึงถามว่าขออนุญาตโบบี้หรือเปล่า คนๆ นั้นหันมาพูดห้วนๆ ใส่ซ็องดรีน ทำนองว่าอย่ายุ่ง ซ็องดรีนโกรธมากเพราะโบบี้ไม่อาจจะปกป้องสิทธิของตนเองได้เลย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อมาบุคคลผู้นั้นเขียนจดหมายถึงโบบี้ ขอนำภาพออกตีพิมพ์เผยแพร่ โบบี้เขียนคำบอกให้ซ็องดรีนส่งตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เขาไม่อนุญาต หากมีการเผยแพร่ เขาจะดำเนินการตามกฎหมาย บุคคลนั้นจึงเอาภาพของโบบี้ไปหากินไม่ได้ โกล๊ดเล่าต่ออีกว่า ขณะนี้สตีเวน สปีลเบิร์กซื้อลิขสิทธิ์เรื่องของโบบี้เพื่อทำเป็นภาพยนตร์ในอีก ๕ ปี เธอเกรงว่าสปีลเบิร์กคงจะต่างไปจากโบบี้ตัวจริง ผู้เขียนปลอบใจโกล๊ดว่า ภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s list ของสปีลเบิร์กนั้น เขาก็ทำได้ดีไม่ใช่หรือ

           ผู้เขียนอ่านพบในบทสัมภาษณ์โกล๊ดจากนิตยสารฉบับหนึ่งว่า เธอลำบากใจที่จะพูดคุยกับโบบี้ด้วยสรรพนามบุรุษที่สองเอกพจน์ คือ คำว่า tu ซึ่งแสดงความสนิทสนม เธอพอใจใช้คำว่า vous ซึ่งมีลักษณะเป็นทางการหรือแสดงความเคารพมากกว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ โกล๊ดบอกว่าเพราะเธอรู้สึกเคารพโบบี้ เธอไม่อาจพูด tu กับเขาได้แม้โบบี้จะขอร้อง เหตุผลของโบบี้ก็คือ tu สะกดเพียง ๒ ตัวอักษร แต่ vous มีถึง ๔ ตัว โบบี้ก็จะต้องเลิกเปลือกตา ๔ ครั้ง แต่โกล๊ดก็ไม่อาจทำสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของตนได้

           เช่นเดียวกับที่โกล๊ดเคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า เธอไม่อาจอ่านหนังสือเล่มที่โบบี้ชอบให้เขาฟังได้เพราะเธอไม่ชอบ จึงอ่านอย่างไม่รู้สึกเพลิดเพลินไปด้วย เธอเลือกหนังสือที่เธอชอบอ่านให้เขาฟัง และอ่านต่อเมื่อเขาชอบ แต่โกล๊ดไม่ได้อธิบายเหตุผลว่าเป็นเพราะเธอมีหลักการที่จะปฏิบัติต่อโบบี้เหมือนเขาเป็นคนปกติ เธอจะไม่ทำสิ่งใดเพราะความสงสาร เธอเห็นว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของเขา เนื่องจากเธอไม่ได้อธิบาย เธอจึงถูกวิจารณ์ว่าใจร้าย

           สำหรับเกร็ดเรื่องรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี นาฬิกาบนหอสูงของโบสถ์ที่ตีบอกเวลาทุก ๑๕ นาที ตลอดจนการตกแต่งเนินทรายให้เป็นบีชคลับนั้น โกล๊ดไม่รู้มาก่อน (รวมทั้งโบบี้ด้วย) ว่าเกิดขึ้นในช่วง ๓ ปีมานี้เอง เธอไม่เคยพบมาดามโอดีล โบโด้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พบแต่นายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ หัวหน้าหน่วยบริการรักษาคนไข้ เธอบอกว่าเขาเป็นคนใจดีมากเช่นกัน และกล่าวเสริมว่า ผู้เขียนได้ข้อมูลมาอย่างไม่เสียเที่ยวไปเมืองแบร์กทีเดียว ซ็องดรีนก็ไม่เคยเล่าให้เธอฟังถึงที่มาของเพลงจิงโจ้เช่นกัน

           โกล๊ดเล่าว่าในช่วงสองเดือนที่เมืองแบร์กนั้น มีผู้คนที่โรงพยาบาลถามเธอเหมือนกันว่าเธอมาทำอะไรทุกวัน เธอตอบเพียงว่า มาเขียนหนังสือให้ผู้ป่วยคนหนึ่งเท่านั้น

           เนื่องจากในการพบกันครั้งแรก โกล๊ดให้สัมภาษณ์ผู้เขียนว่า โบบี้เขียนโดยยังไม่ได้เรียงบท เขาแต่งแต่ละบทตามหัวข้อที่ต้องการพูดถึง และมาเรียงทีหลังเมื่อแต่งทุกบทจบแล้ว แต่ผู้เขียนไปอ่านพบในบทสัมภาษณ์โกล๊ดในหนังสืออีกฉบับว่า โบบี้เขียนเรียงแต่ละบทตามที่ได้วางโครงเรื่องไว้แต่แรก ผู้เขียนจึงถามโกล๊ดอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง เธอบอกว่าไม่ได้เรียง บทสัมภาษณ์นั้นผู้สัมภาษณ์เขียนเอาเอง

           จากร้านอาหารโกล๊ดพาผู้เขียนเดินหาร้านถ่ายเอกสารในละแวกนั้น ขณะเดินผ่านหน้าโรงพยาบาลที่โบบี้เล่าไว้ในหนังสือว่าเคยมา ๒ ครั้ง โกล๊ดบอกว่า วันหนึ่งเธอเดินผ่านมาเพื่อกลับบ้าน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายซ็องดรีนยืนสูบบุหรี่อยู่ริมถนนหน้าโรงพยาบาล และก็เป็นซ็องดรีนจริงๆ โกล๊ดทั้งแปลกใจและดีใจ สอบถามได้ความว่าโบบี้มาที่โรงพยาบาลนี้อีก เธอจึงได้เข้าไปสวัสดีเขา

           หลังจากถ่ายเอกสาร เราก็เดินต่อไปจนถึงวงเวียนก็อมแบ๊ตต้าเพื่อไปยังสุสานแปร์-ลาแชส กลางวงเวียนมีน้ำพุขนาดใหญ่ ล้อมด้วยแฉกกระจกสีฟ้าหน้าตาประหลาดในลักษณะศิลปะสมัยใหม่ แต่ดูอย่างไรก็ไม่สวย ขณะที่คิดเช่นนั้น ผู้เขียนก็ได้ยินเสียงโกล๊ดพูดขึ้นมาว่า

           "ดิฉันอยากตั้งชมรมผู้ประสงค์ทำลายน้ำพุอัปลักษณ์แห่งนี้จัง จะได้สบายตาขึ้นหน่อย"

           ผู้เขียนกลั้นหัวร่อไม่อยู่ โดยปกติการชมสุสานแปร์-ลาแชสนั้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยมา จะต้องซื้อแผนที่เพื่อจะได้รู้ว่าหลุมศพของผู้ใดอยู่บริเวณใด เพราะสุสานแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีทางเดินตัดแบ่งเป็นถนนซอยเล็กๆ ครึ้มด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ตลอดสองข้างทางเดินทั้งรอบนอกและรอบใน ประกอบกับเป็นที่ประดิษฐานหลุมศพของผู้มีชื่อเสียง ทั้งกวี นักประพันธ์ นักแสดง ดาราภาพยนตร์ และผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ สุสานแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยปริยาย จะให้ผู้เขียนเดินดุ่มเข้าไปหาหลุมศพของตระกูลโบบี้เพียงลำพัง โอกาสที่จะหาพบคงเป็นไปได้ยาก

           โกล๊ดพาเข้าประตูแรกทางทิศเดียวกับบ้านของเธอ เลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนวงแหวนจนถึงซอยแยกที่ ๙๓ ก็เลี้ยวขวาเข้าซอยดังกล่าว เธอให้ผู้เขียนดูจุดสังเกตซึ่งเป็นสิ่งประดับหลุมศพแห่งหนึ่งที่พิเศษไปจากหลุมอื่น กล่าวคือมีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัว เมื่อถึงตรงนี้ก็เลี้ยวซ้ายตรงเข้าไปอีก ๑ แถว จึงถึงหลุมศพตระกูลโบบี้ โกล๊ดย่อตัวลงเอามือแตะหิน

           บนแผ่นหินเหนือหลุมศพยังไม่มีชื่อฌ็อง-โดมินิก โบบี้ โกล๊ดคาดว่าครอบครัวของเขาคงจะจัดการให้ช่างมาสลักชื่อหลังฤดูร้อนนี้ ชื่อสุดท้ายบนแผ่นหินคือชื่อฟร็องซวส โบบี้ มารดาของเขาซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๙ ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ โบบี้กล่าวถึงมารดาเพียงเล็กน้อย คงเป็นด้วยเธอจากเขาไปเร็ว ในบทที่ชื่อว่า "ม่าน" เมื่อเซแลสต์ลูกสาวของโบบี้ร้องเพลงของโกล๊ดฟร็องซัวส์หรือโกล-กล้ อันเป็นเพลงสมัยที่โบบี้ยังเป็นหนุ่ม ทำให้เขาหวนรำลึกถึงเรื่องราวครั้งก่อนเก่า เขาเขียนว่า

ผมเห็นปกแผ่นเสียง ภาพถ่ายนักร้อง เสื้อเชิ้ร์ตลายริ้วยาวคอตั้งติดกระดุมซึ่งเป็นความฝันอันสุดเอื้อมของผม เพราะแม่ตัดสินว่าไม่สุภาพ (---) เวลาผ่านไปผู้คนก็สาบสูญ แม่จากไปก่อน จากนั้นโกล-โกล้ถูกไฟฟ้าดูดตาย (---) ตู้เสื้อผ้าของผมเต็มไปด้วยเสื้อเชิ้ร์ตคอตั้งติดกระดุม---

           บิดาของโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ ๙๔ ปีแล้ว โบบี้เขียนถึงบิดายาว ๑ บทเต็ม นั่นคือบทที่ชื่อว่า "ภาพถ่าย" และยังกล่าวถึงในบทชื่อ "แม่ทูนหัว" อีกด้วย ขณะเดินออกจากสุสาน โกล๊ดพูดว่าเธอควรจะโทรศัพท์ถึงบิดาของโบบี้เพื่อไต่ถามทุกข์สุข หลังจากที่ไม่ได้โทรไปนานแล้ว โกล๊ดเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ไม่เคยมีใครปฏิเสธความต้องการของโบบี้เลย เขาเป็นคนพิเศษจริงๆ"

           โกล๊ดขยายความว่า ขณะที่โบบี้พักอยู่ ณ ห้อง ๑๑๙ ทางโรงพยาบาลต้องการทาสีอาคารซอเรลใหม่ และจัดการย้ายคนไข้ไปตึกอื่น แต่โบบี้ไม่อยากย้าย เขาคุ้นเคยกับห้องของเขาซึ่งติดภาพวาดของลูกๆ ภาพถ่าย โป๊สการ์ด โป๊สเตอร์ที่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องส่งมา เขาบอกว่าการย้ายเขาไปห้องอื่นจะเป็นการรบกวนเขาอย่างยิ่ง ทางโรงพยาบาลก็ยินยอมตามความต้องการของเขา

           โกล๊ดกล่าวแก่ผู้เขียนว่า "วัลยา คุณได้ทำงานจาก เอ ถึง แซ่ด แล้ว คุณได้มาถึงสุสานของโบบี้ ดิฉันหวังว่าคุณคงจะพอใจ" เธอส่งผู้เขียนที่ป้ายรถเมล์ขากลับเข้ากรุงปารีส เมื่อเวลาใกล้บ่ายสี่โมงเย็น โกล๊ดเดินจากไป ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หนังสือเล่มใหม่ซึ่งเธอกำลังทำงานอยู่ ย่อมหันเหความสนใจของเธอออกไปจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ผู้เขียนคนใหม่ ความคิดใหม่ๆ รอเธออยู่

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ได้กลายเป็นความทรงจำอันงดงามสำหรับเธอ


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >