ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๒. เส้นทางสายนักแปล

ผู้เขียนทำงานแปลอย่างต่อเนื่องเมื่อสี่ปีนี้เอง และเมื่อได้เข้าสู่เส้นทางสายนี้ก็ให้หลงเสน่ห์การแปล รู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจ ได้ค้นพบสิ่งประเทืองปัญญา ได้ทำงานที่ท้าทายทุกตัวอักษรและทุกถ้อยคำ ทำอย่างไรจึงจะถ่ายทอดออกมาในอีกภาษา ในอีกบริบททางวัฒนธรรมแล้วยังรักษาความหมายดั้งเดิมได้ครบถ้วน รักษาน้ำเสียงของผู้แต่ง อีกทั้งไปให้ถึงระดับเดียวกับการสร้างสรรค์ในตัวบทต้นฉบับ งานที่ท้าทายเช่นนี้จะให้เลิกทำได้อย่างไร

           ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ จะถึงวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี วันเกิดออนอเร่ เดอ บัลซัค ผู้เขียนได้เสนอโครงการแปลงานของบิดาแห่งสัจนิยมฝรั่งเศสผู้นี้รวมทั้งสิ้น ๗ เรื่อง (โดยมีอาจารย์ท่านอื่นร่วมโครงการด้วย) ต่อฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศส ตั้งเมื่อสองปีก่อน ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้จัดหาทุนนักแปลให้แก่ผู้เขียนสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้มาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการแปลและเพื่อแปลในประเทศฝรั่งเศส ตามข้อตกลงในการขอรับทุน ผู้เขียนจะแปลเรื่อง เออเฌนี กร็องเดต์ ของบัลซัค ทุนนี้มีกำหนด ๓ เดือน ระหว่างกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

           ผู้เขียนมีโครงการเยือนสถาบันแปลและล่าม ESIT อันมีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยปารีส วิทยาเขตโดฟีน สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์สอนแปล และศึกษาวิทยานิพนธ์งานแปลของสถาบัน ชมบ้านของบัลซัคและสถานที่อันเป็นอนุสรณ์ในปารีส อีกทั้งเยือนเมืองซาเช่ ในแคว้นตูแรนน์ อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์บัลซัค เยือนเมืองโซมูร์ซึ่งบัลซัคใช้เป็นฉากเรื่อง เออเฌนี กร็องเดต์ ซื้อหาและศึกษาทั้งหนังสือเก่าและตำราวิชาการใหม่ๆ เกี่ยวกับบัลซัค และแปลเออเฌนี กร็องเดต์ ในช่วงที่รับทราบเรื่องทุนนั้น ผู้เขียนไม่ได้คาดหมายเลยว่า เส้นทางสายนักแปลในฝรั่งเศสจะแตกแขนงออกไปได้อีก

           ทว่านิตยสาร ELLE ฉบับวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตีพิมพ์บทความของเอริก ออร์เซนน่า ชื่อ "นักเดินทางผู้มิได้เคลื่อนไหว" และมีตัวอักษรโปรยนำชื่อเรื่องว่า "เขาเขียนหนังสือด้วยดวงตาข้างซ้าย" ว่าด้วยเรื่องของ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ บรรณาธิการบริหาร ELLE ซึ่งเส้นโลหิตในสมองแตกและเป็นอัมพาตทั้งตัวเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทว่าสามารถเขียนหนังสือด้วยการเลิกเปลือกตาข้างซ้าย อวัยวะส่วนเดียวของเขาซึ่งยังเคลื่อนไหวได้ และนั่นคือ ที่มาของบทความชื่อ "วิญญาณในดวงตา" ในบัญชรวรรณวินิจ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ อันเป็นบทนำของหนังสือเล่มนี้

           เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น หนังสือชื่อ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ใกล้จะวางตลาด และโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ในบทความของออร์เซนน่า มีบทสัมภาษณ์โบบี้ ซึ่งเขาตอบคำถามด้วยการเลิกเปลือกตาเช่นกัน

           ทันทีที่ได้อ่านบทความ ผู้เขียนก็รู้สึกว่าต้องแปลหนังสือเล่มนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหนังสือ เป็นความแน่ใจว่าจะต้องเป็นหนังสือที่วิเศษ ควรค่าแก่การแปล ความรู้สึกและความแน่ใจนี้เกิดขึ้นโดยที่ผู้เขียนไม่ได้วิเคราะห์หาเหตุผลในขณะนั้น แน่ละในจิตใต้สำนึก ผู้เขียนคงได้สำเหนียกว่า คนเป็นบรรณาธิการบริหารย่อมเป็นผู้ที่สั่งสมความรู้จากการอ่าน มีหูกว้างตากว้าง ถึงพร้อมด้วยศิลปะโวหาร อีกทั้งสภาพที่เขาประสบอยู่ย่อมทำให้เขาคิด มอง และเห็นต่างไปจากในสภาวะปกติ การที่บุคคลซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้เลย แต่ยังผลิตงานสร้างสรรค์ได้ เขาย่อมเป็นคนพิเศษกว่าบุคคลธรรมดา ผลงานของเขาย่อมเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้คนทั่วไป ทั้งที่ร่างกายสมบูรณ์และที่ทุพพลภาพ อนึ่งค่าตอบแทนจากการแปลหนังสือเรื่องนี้ ควรเป็นประโยชน์แก่สาธารณะเพื่อการศึกษาของเด็กในชนบท เช่นนี้มรดกที่โบบี้มองไว้แก่มนุษย์โลกจึงจะไม่สูญเปล่า

           ผู้เขียนจึงตัดสินใจแทรกงานแปลเรื่อง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ไว้ในโครงการแปลพร้อมไปกับ เออเฌนี กร็องเด้ต์ ความสุขทางใจเกิดขึ้นอีกครั้งทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหนังสือ เมื่อผู้เขียนติดต่อบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงหนังสือเล่มนี้ บรรณาธิการเห็นพ้องว่าต้องแปล ต้องพิมพ์ และผลกำไรจากการพิมพ์ควรเป็นของผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ทั้งนี้โดยที่ผู้เขียนยังไม่ได้บอกความตั้งใจประการนี้แก่บรรณาธิการ พอถึงปลายเดือนมีนาคม ผู้เขียนก็ได้รับหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ด้วยความอนุเคราะห์จากคนไทยคนหนึ่งซึ่งไปฝรั่งเศสเพียงระยะหนึ่งสัปดาห์

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนผิดหวัง แต่ละบทในหนังสือหนา ๑๓๐ หน้าเล่มนี้ ไม่ต่างจากเรื่องสั้นชั้นดีทั้ง ๒๙ บทร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นหนังสือวิเศษหนึ่งเล่ม เป็นนวนิยายยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ยอมวางจนกระทั่งอ่านจบบทสุดท้าย

           ความวิเศษของหนังสือนั้นอาจทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า โบบี้ป่วยจริงหรือ สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์แต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือใช่ไหม คนป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว กะพริบตา ๒๐๐,๐๐๐ ครั้งเพื่อเขียนหนังสือหนึ่งเล่มได้จริงหรือ อีกทั้งยังเขียนอย่างฉลาด อย่างมีอารมณ์ขันเช่นนี้ แต่จากข่าวสารทั้งหลายทั้งปวง ผู้เขียนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รายการวรรณกรรมทางโทรทัศน์ ชื่อ Bouillon de Culture ของแบร์นารด์ ปิโวต์ก็นำเสนอเรื่องราวของโบบี้ มีการเตรียมการก่อนหน้านี้โดยมิได้คาดหมายว่าโบบี้จะจากไปหลังหนังสือออกจำหน่ายเพียง ๓ วัน และ ๕ วันก่อนรายการโทรทัศน์

           ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีได้ไปถ่ายทำหนังสารคดีที่โรงพยาบาลริมทะเล ณ เมืองแบร์กซึ่งโบบี้พักรักษาตัวอยู่ เบแน็กซ์ผูกเรื่องตามหนังสือของโบบี้ซึ่งเขาได้สำเนาต้นฉบับที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ เบแน็กซ์ตั้งชื่อสารคดีของเขาไว้ ๒ ชื่อ คือ Assigne a residence-เขาถูกกำหนดให้อยู่กับที่ อีกชื่อคือ Alphabet du silence-ตัวอักษรในความสงบ เบแน็กซ์เลือกชื่อแรก แบร์นาร์ด ปิโวต์เจ้าของรายการวรรณกรรมจึงขอใช้ชื่อหลัง

           แน่ละ ผู้เขียนรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ทราบว่าโบบี้จากไป ผีเสื้อได้อำลาชุดประดาน้ำ เขาไม่ได้อยู่รับรู้ความสำเร็จของตน ไม่ได้สัมผัสความชื่นชมจากเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมโลก ทว่าโบบี้ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้ มรดกซึ่งเขาเขียนอุทิศให้เตโอฟีลและเซแลสต์ ลูกชายวัยสิบขวบ และลูกสาววัยแปดขวบของเขา

แด่เตโอฟีลและเซแลสต์
ด้วยความหวังว่าเจ้าทั้งสองจะได้ผีเสื้อมากหลาย

           สำหรับผู้เขียน การไว้อาลัยแด่โบบี้ ก็คือ แปลงานของเขาให้ดีที่สุด ดังนั้นผู้เขียนจึงตัดอารมณ์สะเทือนใจออกไปได้สำเร็จ

           มีบุคคล ๒ คนที่โบบี้กล่าวถึงในหนังสือ ซึ่งผู้เขียนอยากพบที่สุด คนแรกคือ โกล๊ด ม็องดิบิล บรรณาธิการต้นฉบับอิสระของสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ ผู้นั่งท่องตัวอักษรให้โบบี้เลิกเปลือกตาเลือก แล้วจดลงทีละตัว จนเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ในคำอุทิศส่วนที่สอง โบบี้เขียนถึงโกล๊ด ม็องดิบิลไว้ดังนี้

ขอแสดงความรู้คุณต่อโกล๊ด ม็องดิบิล
เมื่อได้อ่านต่อไปแล้วผู้อ่านคงจะเข้าใจดีว่า
เธอมีบทบาทสำคัญเพียงใดในการเขียนหนังสือเรื่องนี้

           คนที่สองซึ่งผู้เขียนอยากพบ ชื่อ ซ็องดรีน "แม่ทูนหัว" ของโบบี้ในหนังสือ เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัทบำบัด (Orthophoniste) ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลริมทะเล เมืองแบร์ก ซึ่งโบบี้พักรักษาตัวอยู่เป็นเวลา ๑๕ เดือน

           โกล๊ดอยู่ปารีส ซ็องดรีนอยู่ทางเหนือที่เมืองแบร์ก แล้วบุคคลทั้งสองนี้จะยินดีพบผู้เขียนไหมหนอ โบยบินถึงฝรั่งเศสแล้ว คงรู้

           ในการแปลวรรณคดี ผู้แปลจะต้องเลือกต้นฉบับซึ่งผ่านการชำระที่ดีที่สุด เพื่อได้ทำงานกับต้นฉบับสมบูรณ์น่าเชื่อถือ ในประเด็นนี้ผู้แปลวรรณคดีฝรั่งเศสจะมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะวงวรรณคดีศึกษาฝรั่งเศสใส่ใจเรื่อง การชำระต้นฉบับมาแต่ไหนแต่ไร และสำนักพิมพ์กัลลิมารด์จัดพิมพ์วรรณคดีฝรั่งเศสในชุด Bibliotheque de la pleiade พร้อมด้วยบทวิเคราะห์ เชิงอรรถและต้นฉบับส่วนที่แตกต่างไปจากฉบับหรือจากส่วนที่เลือกมาตีพิมพ์ โดยการค้นคว้าของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในนักประพันธ์แต่ละคน หรือในนวนิยายแต่ละเรื่อง ในขณะเดียวกันสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็จัดพิมพ์ต้นฉบับในทำนองนี้เช่นกัน ผู้แปลจึงศึกษาได้จากหลายๆ สำนักพิมพ์ สำหรับวรรณกรรมปัจจุบัน อย่างกรณี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องการคัดเลือกต้นฉบับสำหรับการแปล เพราะมีอยู่ฉบับเดียวและเป็นฉบับสมบูรณ์อยู่แล้ว

           ในการเดินทางตามเส้นทางสายนักแปล เพื่อ "ดำหาชุดประดาน้ำ โบยบินไปกับผีเสื้อ" นี้ ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตามหาต้นฉบับ แต่จะตามไปดูทุกหนทุกแห่งที่โบบี้กล่าวถึงในปารีสและที่เมืองแบร์ก ที่ปารีสไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร ELLE หรือไปจิบกาแฟที่ Cafe de Flore แหล่งซุบซิบนินทาระดับไฮโซที่โบบี้กล่าวถึง สำหรับเมืองลูรด์ส์เมื่อไม่มีโอกาสลงใต้ไปเยือน ก็จะเดินทางไปในหนังสือภาพแทน ในอนาคตถ้าเมื่อใดมีโอกาสผ่านฮ่องกง ก็ค่อยแวะไปยังโรงแรมเพนนินซูล่า ขึ้นไปบนบาร์ลอยฟ้าเฟลิกซ์ เพื่อนั่งบนเก้าอี้ตัวสำคัญ

"ผมเกลียดการถ่ายรูป แต่กลับมีภาพแทนตัวในร้านกาแฟลอยฟ้าสุดฮิตสุดหรูแห่งนี้ บนพนักเก้าอี้ตัวหนึ่งมีภาพของผมพิมพ์ไว้ เป็นหนึ่งในภาพใบหน้าคนฝรั่งเศสสิบกว่าภาพที่ฟิลิป เอส.สั่งทำ แน่ละปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์มาแล้ว ก่อนที่ชะตากรรมจะเปลี่ยน ผมให้เป็นหุ่นไล่กา ผมไม่รู้ว่าที่นั่งของผมจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่นั่งอื่นๆ หรือไม่ แต่คุณอย่าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผมให้พนักงานประจำบาร์ฟังล่ะ คนพวกนั้นล้วนเชื่อโชคลาง เดี๋ยวจะไม่มีสาวจีนเอวบางร่างน้อยงดงาม นุ่งมินิเสกิร์ตคนไหนยอมมานั่งบนตักผมอีก"

           ก็ผู้เขียนไม่ได้เชื่อโชคลางนี่นะ

           ก่อนออกเดินทางสู่ปารีสเมื่อคืนวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ผู้เขียนแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ไปแล้ว ๑๒ บท และหวังอยู่ในใจว่าจะมีโอกาสได้พบโกล๊ด ม็องดิบิลที่ปารีส ได้ไปเมืองแบร์ก เพื่อเยือนโรงพยาบาลริมทะเล ได้พบซ็องดรีน และได้ไปทุกหนทุกแห่ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไปให้ได้มากแห่งเท่าที่ปรากฏในหนังสือของโบบี้ เพื่อจะสามารถยืนยันแก่ตนเองและแก่ผู้อ่านฉบับภาษาไทยถึงภาพอันเกิดจากการบรรยายด้วยเปลือกตาเพียงข้างเดียวนั้น


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >