ส่งความคิดเห็นไปยังเว็บไซต์ bflybook.com ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
  หน้าแรก   เฟซบุ๊คทั้งหลาย   หนังสือ   บทความ   ระบบหนังสือ   เกี่ยวกับผีเสื้อ   บันทึกถึงผีเสื้อ   ห้องสนทนา   โรงเรียนวิชาหนังสือ
  ดอนกิโฆเต้ฯ   ของเล่น   ของที่ระลึก   แผนที่เว็บ   คำถามเดิมๆ   นิตยสารหน้าจอ   สมัครสมาชิก   แก้ไขข้อมูลสมาชิก   สั่งซื้อหนังสือ
  หน้าแรก > ห้องสนทนา : (ห้อง) โต๊ะต้นฉบับ > กระทู้
 
 
         
    กระทู้    
         
  คนดีของไทย...หายากจริงหรือ?    
       
 
 

คนดี ต้องมีสติและปัญญา 
....ไม่ทำตัวเหลวไหลหรือหลุดจากความดีงาม และต้องรู้ว่าความดีงามที่แท้เป็นอย่างไร
ด้วยการรู้จักคิด อ่านและทำการงานอย่างดี

ไม่ใช่ ทำแบบ"แฮนค็อก"(วิลสมิธ แสดงนำ)ที่ถือว่าดีและเก่ง-แล้วทำตัวเหลวไหล..
(แต่ภายหลังแฮนค็อกยังต้องปรับปรุงตัวให้สังคมยอมรับ: EQ ต้องดี และมีวินัย หรือมีศีล
ไม่งั้นก็โดดเดี่ยวไม่น่ารักต่อไป ..เหงาตายกันพอดี)

สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่ให้โอกาสคนดีมาอาสาทำงานเพื่อบ้านเมือง..
ไม่ได้ปิดกั้นใคร..ถ้าดีจริง..และสังคมยอมรับ
 
แต่มีระยะเวลาจำกัด ต้องเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาทำบ้าง

....เพื่อความหลากหลายของผลงาน...

..ยิ่งทำ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งมีความรู้ ยิ่งเชี่ยวชาญ..
ความสำเร็จจะบังเกิดในระหว่างทาง..
..ความสุขของหมู่ชนทั้งประเทศต้องมีควบคู่ไปตลอด..

 นั่นคือ อยู่เย็นเป็นสุข คือแนวทางปฏิบัติ ..มิใช่แค่เป้าหมายหรือความฝัน  

ทั้งนี้ ทุกคนต้องมีสำนึกไปในแนวทางนี้ 
และที่สำคัญ 
ต้องใจกว้างด้วย

 
 

“ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา : โภคะของใครไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ ที่จะสำเร็จเพียงด้วยคิดเอาย่อมไม่มี ” 

“ Though through all his life A fool associates with a wise man, He yet understands not the Dhamma,
As the spoon the flavour of soup. ”
   
       
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๒  ๑๙:๑๕ น. ]    
       
  แสดงความคิดเห็น | แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม | ส่งต่อให้เพื่อน | พิมพ์หน้านี้     
         
         

  ความคิดเห็นที่ ๑ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  สามัคคีเภท-สามัคคีที่ถูกทำให้แตกออก

ใครได้ดู ซีรีส์ "ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิง" ตอนตีสาม จันทร์ถึงศุกร์ ทางช่องสามบ้าง
ตอนนี้กำลังสนุก..แนะนำให้ดูกันซะ..

สามพี่น้องตระกูลหลี่จากที่รักใคร่ปรองดองกันสุดๆเมื่อวัยเด็ก
แต่เมื่อเติบใหญ่..และที่สุดบิดาได้เป็นฮ่องเต้
พี่น้องต่างแยกกันทำงาน ต่างมีบริวาร
..และต่างก็ถูกชักใย..โดยไม่รู้ตัว..
จากแย่งคนรัก..ทำให้อยากเอาชนะ..
และที่สุดเพื่อให้ได้อย่างใจตนต้องการ..ก็ทำให้ลืมเลือนความเป็นน้องเป็นพี่ไปได้..
คนที่คอยแย่งชิงอำนาจ คนที่คอยอาศัยบารมี กับคนที่ต้องการแก้แค้น..
ทั้งหมดเหล่านี้ได้สร้างเงื่อนไขต่างๆให้พี่น้องร้าวฉานกันทีละนิด...
ไม่มีใครคิดนึกไปถึง..ทุกอย่างเกินที่จะหยั่งถึง..
ยังมีการนินทา การสร้างข่าวลือต่างๆ อีก

.หลี่ซื่อหมิง น้องคนรอง ผู้มีฝีมือสูงและมีบทบาทสำคัญต่อบัลลังก์ของผู้พ่อ แต่ปฏิเสธการเป็นรัชทายาท
(ทำให้พวกกุนซือตั้ง 18 คนที่สนับสนุนอยู่ ต่างผิดหวัง ..ไปตามๆกัน ..และกำลังชักใยบางอย่างอยู่.. )

..พี่คนโต..ทะเยอทะยานต้องการเป็นรัชทายาท ทั้งไม่ยอมอับจนด้อยค่ากว่าน้อง 
แย่งชิงคนรักมาครอบครองด้วยเลศนัยและหวงกันนางไว้ด้วยระแวงในตัวนางอยู่

มีทีท่าว่าพี่น้องจะตีกันแล้ว 
หลี่ซื่อหมิงเคยคิดจะชิงนางคืน 
คิดการใหญ่วางแผนกดดันพี่ชายเพื่อชิงอำนาจและตัวนางที่รักคืนมา แต่ยกเลิกไปซะ..(มีผู้ไม่พอใจ)

ตอนนี้ถูกกลแผนซ้อนแผน หลี่ซื่อหมิงหรือฉินอ๋อง ถูกทำร้ายด้วยอาวุธที่มีพิษยังไม่ฟื้น
รัชทายาทผู้พี่มีนตีงกับน้องไม่ยอมไปเยี่ยม..ดังนั้นจึงลือในหมู่ขุนนาง 
แล้วขุนนางต่างปักใจเชื่อว่า รัชทายาทเป็นผู้ชักใย....
ถ้ารัชทายาทไปเยี่ยมน้องที่บ้านน้อง อาจไปแล้วไม่ได้กลับ...
จะเกิดอะไรต่อไป... พี่น้องจะเข่นฆ่ากันถึงตายไหมนะ 
ตึงเครียด..ๆๆๆ...

คล้ายการเมืองในบ้านเมืองเราเล้ย..สามัคคีที่ถูกทำให้แตกออก..

  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๒  ๑๙:๕๘ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๒ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
พระเจ้าอโศกมหาราช

 

คนดีของโลกผู้มีคุณูปการประเทศไทย

 

...."ลูกเราและหลานเหลนเราอย่าได้คิดว่าการพิชิตดินแดนเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่มีค่าควรกระทำ 
ขอให้คิดถึงเฉพาะการพิชิตอย่างเดียวเท่านั้นคือ การพิชิตโดยธรรม 
การพิชิตด้วยความดีนี้เป็นความดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า"


พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงแสดงพระประสงค์ในจารึกที่มีชื่อเสียงหลักหนึ่งไว้ดังข้อความข้างต้น 
เพื่อทรงประกาศล้างมือจากสงครามด้วยพระองค์เอง 

เหตุใดพระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงประกาศเช่นนั้น  

เราคนไทยควรสนใจฟังคำตรัสของมหาราชพระองค์นี้หรือไม่เพียงไร  

-------------------------------------------------------

พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงปรากฏในราชสำนักของยุโรป 
เพื่อครองบัลลังก์ทรงใช้เวลาพิชิตพี่น้องถึง 4 ปี 
ทรงประหารญาติพี่น้อง ถึง 100 คน 
เว้นแต่เพียงน้องร่วมอุทรเพียงองค์เดียวเท่านั้น

พระองค์เป็นกษัตริย์นักรบผู้เกรียงไกรยิ่ง ทรงรบปราบไปทั่วชมพูทวีปไปจนถึงยุโรป 

ชัยชนะสำคัญครั้งสุดท้ายที่กาลิงคะทำให้ผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ พระองค์เกิดสลดพระทัย และสำนึกเสียพระทัยเป็นครั้งแรกที่ทรงก่อสงคราม

จากนั้นมีเหตุให้พระองค์เกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

....เมื่อพระองค์หันมานับถือพุทธศาสนาแล้ว ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงผนวชขณะยังทรงครองราชย์ 
.....ทรงส่งธรรมฑูตไปเผยแผ่ศาสนา ถึง 9 สาย
....ดินแดนสุวรรณภูมิ และชาวไทยจึงได้รับอานิสงค์นี้มาตราบปัจจุบัน ในการรับนับถือพุทธศานา นับแต่การเผยแผ่ธรรม เมื่อ 2200 ปี ในรัชสมัยของพระองค์เมื่อกาลครั้งนั้น

หากขาดพระเจ้าอโศกมหาราช ชาวไทยอาจไม่มีบุคลิกของชาติเช่นปัจจุบัน.
 

 

สำนึกในพระมหากรุณาของพระเจ้าอโศกมหาราชไว้สักนิดก็คงดี.
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๑ มี.ค. ๒๕๕๒  ๑๘:๕๐ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
     
  
  
     
  เข้าไปอ่านกันให้เพลิดเพลินเลยที่นี่ 
http://www.vikrom.net/update/file/ptkingasoke130408.pdf
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๓ มี.ค. ๒๕๕๒  ๒๐:๔๙ น. ] - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๓ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
อนุสนธิจากหนังสือประวัติของพระธรรมปิฎก (อาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต หรือพระพรหมคุณาภรณ์-ในปัจจุบัน) ผู้ถามพูดนำว่าใครๆ ก็ยกย่องท่านเป็นอันมากท่านคิดอย่างไร?

ท่านกล่าวตอบ(ตามความเข้าใจของคนอ่าน)ทำนองที่ว่า งานที่ท่านทำนั้นเป็นงานของพระพุทธศาสนา เป็นงานที่ดีจริงแท้ เป็นสัจธรรม ท่านจึงพลอยได้รับยกย่องไปด้วย มิใช่ด้วยตัวของท่านเองโดยลำพัง

จึงขอแต่งเพื่อถวายบูชาท่านเจ้าคุณพระอาจารย์ดังนี้:

 

คนกับงาน


คนสร้างคน...... งานสร้างงาน

คนสร้างงาน...... งานสร้างคน

คนสร้างงานดี......    งานดีสร้างคน

คนดีสร้างงาน ......งานสร้างคนดี

คนดีสร้างงานดี......    งานดีสร้างคนดี

คนดีสร้างคนดี...... งานดีสร้างงานดี

คนดี......   งานดี    ......สร้างสังคมดี.

(ธนิตา, 2550)

 

ขอถาม: คนดี หรือ งานดี? และอะไรเป็นตัวต้นเรื่องกันแน่?  กำลังใช้ความคิด

 

นอกจากพระอาจารย์จะสงบเงี่ยมเจียมตนอยู่มาก 

ท่านยังได้แสดงโสรัจจะที่งดงามเป้นตัวอย่างอันดีแก่เรา 

ท่านสอนเราไม่ให้ยึดติดกับคำยกย่องของผู้คน 

เพราะเมื่อเราสร้างเหตุให้ดี ผลดีก็ย่อมตามมาเช่นนี้เอง

ใครจะมายกย่องอย่างไรก็ไม่เหลิงลอยไปตามคำชมใดๆ ด้วยเกิดแต่เราเป็นผู้เลือกไว้แล้วอย่างดี

 

"โภคะทั้งหลาย มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น"
   จากหนังสือ "พระมหาชนก"
 
"ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ลงมือกระทำการ"
   พระธรรมโกษาจารย์(ประยูรธมฺมจิตฺโต)
 
"เดินทางหมื่นลี้ เริ่มจากก้าวแรก"
    ขงจื้อ
 

 

ดังนั้นอาจกล่าวเป็นกระทู้ได้ดังนี้:

 

 ......เรียน  เร่งรักรอบรู้......   เรี่ยมไร

รู้  รอบแต่ปัดไป......   เปล่าปลี้

ตรึก  ตรองยิ่งคนึงไนย...... เนาแนบ จิตแฮ

ทำ  เหตุเช่นรู้ชี้......   ชอบด้วยรู้จริง.

 

     และ

 

...... เรียน  ใส่ใจรู้รอบ...... เรี่ยมนา
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๗ มี.ค. ๒๕๕๒  ๐๙:๔๙ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๔ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
 

 

 

อยากอ่านผลงานของชิต บุรทัต

 

 

 

เคยอ่านแต่ มัทนะพาธา ของ ชิต บุรทัต ก็ติดใจ แต่ไม่ทราบว่าท่านมีผลงานมากมายเพียงใด

จนมีโอกาสอ่านตัวอย่างงานของ ชิต บุรทัต ซึ่งผู้คัดมาให้อ่าน เล่าไว้ในหนังสือออลแม็กกาซีน (ปีที่ 3 ฉบับที่ 10 / กุมภาพันธ์ 2552)ว่า มาจากตอนหนึ่งของเรื่อง "เบื้องหน้าชีวิตมนุษย์" ...จากสวนหนังสือ ฉบับ 17 หน้า 46

 

อ่านเป็นร้อยแก้ว มีความดังนี้

"เบื้องหน้าชีวิตมนุษย์นั้น คิดเปรียบได้ดุจดังสถานรกเรียวหนามหรือความมืด ฟังดูเถิด เรายังต้องไต่เต้าไปตามแนวทางแห่งสถานที่แสดงมาแล้ว โดยนัยนี้แลมนุษย์หรือบุทคลใดกอปรด้วยเชาว์ไวฉลาดอย่างดีมนุษย์บุทคลนั้นแหละจะค้นพบซึ่งรัศมีหรือแสงสว่างปลายทางโดยมีจุดหมายในชีวิตหนึ่งของเขา..."ฯลฯ

 

อ่านเป็นทำนองกาพย์สุรางคนางค์ ดังนี้

"เบื้องหน้าชีวิต มนุษย์นั้นคิด เปรียบได้ดุจดัง สถานรกเรียวหนาม หรือความมืดฟัง ดูเถิดเรายัง ต้องไต่เต้าไป 

ตามแนวทางแห่ง สถานที่แสดง มาแล้วโดยนัย นี้แลมนุษย์ หรือบุทคลใด กอปรด้วยเชาว์ไว ฉลาดอย่างดี 

มนุษย์บุทคล นั้นแหละจะค้น พบซึ่งรัศมี หรือแสงสว่าง ปลายทางโดยมี จุดหมายในชี วิตหนึ่งของเขา..."ฯลฯ

 

อ่านแล้วประทับใจมาก

เนื้อความเดียวกันสามารถอ่านได้ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ได้ความงดงามทั้งสองแบบ

ยอดอัจฉริยะโดยแท้

อยากอ่านงานเต็ม ๆ มากเลยยิ้ม


ใครมีข้อมูลบ้างคะ อยากรู้จังว่าจะหาอ่านได้จากที่ไหนได้บ้าง
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๓ เม.ย ๒๕๕๒  ๐๑:๕๙ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
     
  
  
     
  ว่าจะพิมพ์ "สามัคคีเภทคำฉันท์" กลับกลายเป็น "มัทนะพาธา" ไปได้เสียนี่ สงสัย copy มาวางเลยผิดจากที่ตั้งใจ ขอแก้ไขหน่อยนะคะ   
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๔ เม.ย ๒๕๕๒  ๑๗:๓๖ น. ] - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๕ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  อยากจะบอกว่า ชาวเว็บผีเสื้อแต่ละท่านล้วนเป็นปราชญ์ ตางนำแต่สิ่งดีมาแบ่งปัน เตือนสติ ชี้ทางแห่งความดีและพ้นทุกข์ อ่านแล้วซาบซึ้ง ยามใดที่ว้าวุ่นเหี่ยวโหยจากภาระที่รัดรึงรอบตัว จะแวะเข้ามาพักใจตั้งสติในเว็บผีเสื้อ มีเรี่ยวแรงแล้วค่อยลุกขึ้นเดินต่อไป ขอบคุณทุกกระทู้ ทุกความเห็น ที่ช่วยกันประคับประคองสังคมนี้คนละไม้ละมือ ขอคารวะ  
     
  จากคุณ ผู้น้อย - [ ๓ เม.ย ๒๕๕๒  ๑๐:๓๔ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๖ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  หัวใจสีแดง & หัวใจสลาย
 
โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ  
แม้แต่พ่อแม่ที่เราอาจจะเห็นเป็นต้นแบบหรือมองว่าเป็นวีรบุรุษวีรสตรีของเรานั้น
แท้จริงท่านก็เป็นปุถุชน มีทำถูกทำผิดได้ ...  

เหมือนเราน่ะแหละ  

ไม่มีใครอ่านใจเราได้ 100 % ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง
ดังนั้นเขาก็ทำให้เราพอใจไม่ได้ 100% เช่นกัน  
... แม้แต่เราเอง  
ทั้งที่อยู่กับตัวเอง รู้จักตัวเองมาตั้งแต่เกิด ในบางครั้งยังไม่เข้าใจตัวเองก็มี...

ให้อภัยซะดีกว่า  

เรียนรู้กันและกัน
ขอบคุณกันและกัน
ชื่นชมความมหัศจรรย์ของชีวิตร่วมกัน


รักกัน และรักกัน... 

 หัวใจสีแดง

พระอาทิตย์

แล้วจะไม่ขาดรักอีกต่อไป
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๕ เม.ย ๒๕๕๒  ๐๒:๑๒ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
     
  
  
     
  I'm not ok, you're not ok and that's ok.
 เห็นอะไรน่าจดจำก็ย่อยมาเล่าสู่กันฟัง และพยายามเตือนตัวเองเช่นนี้เสมอ "I'm not ok, you're not ok and that's ok."
ไม่ให้ฟูหรือนึกว่าตัวเรานั้นเฟื่องเสียเต็มประดา
คิดอยู่เสมออีกละว่าถ้าเป็นอภิชาตบุตรไม่ไหว ก็ขอแค่เป็นเจดีย์บูชาพ่อแม่แทนแล้วกัน
ขอบคุณที่มีผู้ชื่นชมให้กำลังใจกันนะคะ จะพยายามเป็นคนดีต่อไป...เพื่อตัวเองเป็นหลักก่อนแหละ---ไม่ได้ดีเด่นอะไรหรอกนะคะ
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๒ มิ.ย. ๒๕๕๒  ๑๗:๕๒ น. ] - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๗ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
ข่าวปล่อยกับข่าวจริง 
ชอบคำนี้จัง 
เราถึงต้องอาศัยมาแลกเปลี่ยนข่าวสารที่ต่างรับรู้
ถกกัน
เถียงกัน
เพื่อช่วยกันเลือกข่าวจริงออกมาจากข่าวปล่อย
แต่แล้วก็
พากัน
ตกม้าตาย
เพราะ
ชวนทะเลาะกันเสียก่อนจะได้สรุปความจริง
พิสูจน์ได้จากเว็บต่าง ๆ

ด่ากันจัง!

อยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อนนะคะพี่ ๆ น้อง ๆ อ่านมาจาก "วิธีชนะมิตรและจูงใจคน" ของเดล คาร์เนกี

ประธานาธิบดีลิงคอล์น บุคคลผู้โลกยกย่องมากมาย ก็เคยกระทำสิ่งผิดพลาดในการตำหนิผู้อื่นรุนแรงมาก่อน
ในวัยหนุ่มเขาเคยเกลียดชังอันธพาลผู้หนึ่งถึงกับลงโฆษณาวิจารณ์ชายอันธพาลผู้นั้นในหนังสือพิมพ์ แต่ชายผู้นั้นหรือจะยอมรับ
ชายผู้ถูกวิจารณ์โกรธมากถึงกับท้าดวลนายลิงคอล์นหนุ่ม ด้วยดาบยาว 
ลิงคอล์นหนุ่มนั้นต้องฝึกดาบอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ 
ขณะจะเริ่มดวลกันด้วยอาวุธให้ถึงตายกันนั้น
โชคดีที่พยานช่วยกันยับยั้งไว้ได้
ปากและความคิดที่ตำหนิผู้อื่นอย่างรุนแรงของเขาทำเอาเขาเกือบตาย
ดูเหมือนตั้งแต่นั้นมาเขา นายลิงคอล์น ก็ไม่เคยตำหนิผู้ใดรุนแรงอีกเลย
ถ้าเขายังคงปากไวแบบเดิมอาจจะไม่มีประธานาธิบดีลิงคอล์นแล้วก็ได้ โกรธ 

อนาคตของพวกเราทุกคนก็เช่นกัน ยังมีโอกาสสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต...หยุดด่ากันเถิดนะคะขยิบตา
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๑๘ เม.ย ๒๕๕๒  ๒๐:๓๖ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๙ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  

จะมืดกี่ด้านก็ผ่านได้

หากเรายอมรับด้านมืดของเราโดยดุษณี(อาการนิ่งซึ่งแสดงถึงการยอมรับ)
อย่างมีใจเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา
แล้วปัญญาจะบังเกิด

ทุกปัญหามีทางออก
 แต่หากเราไม่ยอมรับสิ ทุกทางออกย่อมมีปัญหา
และเมื่อเรายอมรับมัน
ที่สุดแล้วแม้ในท่ามกลางปัญหารุมเร้ามากมายที่ยังดำเนินของมันไป
แต่กลับกลายเป็นความอบอุ่นด้วยเพื่อนทุกข์ที่แวดล้อมมากมาย
เพื่อน ๆ ผู้เห็นใจ และให้กำลังใจกัน
เช่นที่คุณกรรณิการ์ ธรรมเกษรได้ดำเนินเรื่องราวของเธอให้เราดู ในหนังสือ "จะมืดกี่ด้านก็ผ่านได้"
ขยิบตา  เพราะในดีก็มีเสีย และในเสียก็มีดี 

และ เช่นที่มิตรของเราเสริมความคิดเห็นอีกว่า
"ยิ่งมืดยิ่งสว่าง"
เพราะหากเราปิดตาของเราให้สนิทในท่ามกลางความมืดสักพักหนึ่งก่อน 
หลังจากนั้นค่อยลืมตาดู เราจะเห็นว่ากลับจะสว่างขึ้นไม่มืดเหมือนคราแรก
ใช่แล้ว ...."ยิ่งมืดยิ่งสว่าง"

ดังนั้นขอเราอย่าสิ้นหวัง 
โปรดจงช่วยกัน
มองหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เพื่อที่เราจะผ่านเลยมันไป...ด้วยกัน

และแม้ว่าจะเจอกับความมืดอีกเราก็จะไม่กลัวมันอีกต่อไป 
ด้วยเราได้ผ่านมันมาแล้ว 
และพร้อมจะผ่านมันไปอีก...
อย่างองอาจกล้าหาญ .

  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๒ พ.ค. ๒๕๕๒  ๒๓:๔๖ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
     
  
  
     
  เพราะ.....จะมืดกี่ด้านก็ผ่านได้  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๒ พ.ค. ๒๕๕๒  ๒๓:๔๘ น. ] - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๑๐ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
โจทย์ : คนที่มีด้านมืดเป็นจุดอ่อนควรบอกเล่าออกมาสู่สาธารณะหรือไม่?

 

สมการตอบโจทย์

 

- ด้านมืด เป็น จุดอ่อน
- การยอมรับจุดอ่อนย่อมทำให้เจ็บปวด
- ถ้าต้องการกำจัดจุดอ่อนก็ต้องยอมรับด้านมืด
- การกำจัดจุดอ่อนก็คือกำจัดด้านมืด
- การกำจัดด้านมืดก็ต้องให้อยู่ในที่สว่าง นั่นคือโดยการเปิดเผย
- การเปิดเผยเป็นความซื่อสัตย์อย่างหนึ่ง และทำให้เจ็บปวด
- การเปิดเผยต้องอาศัยความกล้าหาญเพื่อข่มความเจ็บปวดได้
- การต่อสู้กับความเจ็บปวดต้องใช้สติมาก ๆ

 

ดังนั้นสรุปได้ว่า

 

- เปิดเผยออกมา = ทำให้สว่าง = ไม่มีความมืดอีกต่อไป
- ด้านมืดนั้นควรบอกเล่าเพราะทำให้กำจัดจุดอ่อนได้
- คนที่ทำย่อมต้องเจ็บปวด และแสดงถึงความกล้าหาญและมีสติอย่างยิ่งของคนผู้นั้นที่ทำสำเร็จ

 

ซ.ต.พ. (ซึ่งต้องพิสูจน์)

 


หมายเหตุ เกิดจากการถกกับเพื่อนๆ ทางอินเตอร์เนต เรื่องที่คุณวิกรม ออกมาเปิดเผยเรื่องส่วนตัวในอดีตสมัยวัยรุ่นที่เคยทำผู้หญิง(หลายคน)ท้องและให้ไปทำแท้ง ซึงเขาเองก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาด (หลายสิบปีก่อนนั้นการคุมกำเนิดยังไม่เป็นที่รู้แพร่หลายสำหรับวัยรุ่นและหนุ่มสาวนัก)

 

และบังเอิญอ่านปกหลังของหนังสือเล่มหนึ่งแล้วกลับมีความพ้องกันกับเรื่องนี้ขอยกมาประกอบเข้าไว้ด้วยกันที่นี่เลยทีเดียว

 

***********************

 คมความคิดต่อไปนี้จะชี้ให้รู้ว่า การยอมรับความจริงเป็นความกล้าหาญ และต้องดำรงสติอย่างยิ่ง


การหลอกตัวเอง
บางครั้งก็แนบเนียนจนเราไม่รู้ตัว
การป้องกันตัวเองอย่างร้อนตัว
กลับทำให้เรายิ่งมืดบอดกับจุดอ่อนที่เรามี
เพราะการต้องยอมรับจุดอ่อน มันช่างเจ็บปวด
เราจึงชอบหลอกตัวเอง
เพื่อจะยังเป็นสุขอยู่ได้
มันต้องอาศัยความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และสติอย่างมาก
ที่จะ
ยอมรับความจริง

**********************************
พระโชติกะ
ที่มา: หนังสือ "หิมะกลางฤดูร้อน"

*****************************************

  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๒ มิ.ย. ๒๕๕๒  ๑๓:๕๓ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๑๑ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  เหตุต่างๆ ดังนี้เองที่เหล่าพุทธศาสนิก หรือแม้แต่ผู้ใฝ่การศึกษาหาความรู้จะหลีกเลี่ยงไม่พยายามทำความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ก็คงจะน่าเสียดาย

-------------------------------------------------------------------------

พระพุทธเจ้าทรงได้รับขนานนามจากปราชญ์ทั้งหลายว่า เป็น พระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู ซึ่งแปลว่า พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หรือ ผู้เป็นยอดของครู

มองดูจากเหตุผลง่ายๆ จะเห็นว่า

- ทรงอุบัติมาท่ามกลางชมพูทวีปในยุคที่มีมวลหมู่ศาสดาจารย์เจ้าลัทธิต่างๆ และปวงนักคิด ที่มีความรู้เก่งกล้าต่างๆ ทั้งมีลูกศิษย์สาวกมากมาย ล้วนเข้ามาท้าทาย ลองภูมิ มาข่ม มาปราบ แต่ พระพุทธเจ้าก็สามารถสอนสาวก แผ่ขยายคำสอน และดำรงศาสนาของพระองค์ให้เผยแพร่ต่อไปได้ดังเป็นที่ปรากฏ

- คำสอนของพระองค์ก็ขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาเดิม เช่น เรื่องวรรณะ เรื่องกรรม เรื่องความไม่มีตัวตน ฯ ทั้งยังจัดตั้งระบบคำสอน และความเชื่อถือใหม่แก่สังคมได้ เรียกว่าปฏิรูปความคิดแบบ พลิก แทบหมดสิ้นเลยก็ว่าได้

- ขอบเขตคำสอนล้วนกว้างขวาง ใช้ได้ทุกระดับชน ทุกระดับความรู้ความเชื่อ ทุกแบบทุกชนิด ทรงสอนได้ทั้งสิ้น จนคนเหล่านั้นยอมเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า นับแต่กษัตริย์ลงมาทีเดียว

- พระพุทธศาสนาที่เจริญมาตลอดทุกกาลสมัย แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ หลากผิวพรรณ เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าเป็นที่ประจักษ์ชัด
(เรียบเรียงจาก หน้า 177-179 หนังสือเล่มเดียวกันกับที่จะนำมาเล่าต่อไป)

เหตุต่างๆ ดังนี้เองที่เหล่าพุทธศาสนิก หรือแม้แต่ผู้ใฝ่การศึกษาหาความรู้จะหลีกเลี่ยงไม่พยายามทำความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ก็คงจะน่าเสียดาย

มีความตอนหนึ่งที่อยากจะนำมาบอกเล่า ไว้เป็นหลักที่เราในฐานะบล็อกเกอร์จะใช้พิจารณาในการบอกข่าวเล่าเรื่อง หรือแม้แต่ใช้พิจารณาดู รับรู้ข่าวสาร จากผู้อื่น

*

จากหน้า 210-211 ในหนังสือชื่อ 
"รู้หลักก่อน แล้วศึกษา และ สอนให้ได้ผล" ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) 
ISBN 9 789743 890987 สำนักพิมพ์ธรรมสภา พ.ศ. 2551, 278 หน้า .

*

กล่าวถึงพระพุทธเจ้า เมื่อประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้หยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กำพระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ กับ ในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนที่ทรงสั่งสอน น้อยเหมือนใบประดู่ลายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการที่มิได้ทรงสอนทั้งหมดเท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ไม่ช่วยให้เกิดความรู้ถูกต้องที่จะนำไปสู่จุดหมาย คือ นิพพานได้

พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจา ตามหลัก 6 ประการ คือ :-

๐ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้องไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
๐ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
๐ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่นเลือกกาลตรัส 
๐ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้องไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
๐ คำพูดที่จริง ไม่ถูกต้องไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
๐ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - เลือกกาลตรัส *

ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็น 

กาลวาที 
สัจจวาที
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๕ ก.ค ๒๕๕๒  ๐๐:๓๔ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 
  ความคิดเห็นที่ ๑๒ - แจ้งความเห็นไม่เหมาะสม  
     
  
เรียนรู้สร้างแผนที่นาวีชนม์
*
 
เข้าใจถูกจริงเจ้าเฝ้าเข้มแข็ง
แม้นอ่อนแรงสิ้นหวังขาดแจ่มใส
เรื่องที่พลาดห่อนประหลาดประการใด
เรียนรู้ไว้อย่างน้อยเห็นจิตตัว

รู้ไว้ว่าคราวนี้แกร่งขึ้นแล้ว
ลืมตาแจ๋วหาทางไว้แม้สลัว
จักแสนมืดหลับตานิดอย่าคิดกลัว
ลืมตาใหม่ไม่มัวเหมือนเช่นเคย

แม้นว่ามืดกี่ด้านที่ผ่านแล้ว
รอดคลาดแคล้วกี่หนทนเปิดเผย
ผ่านครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าผ่านเลย
จำบทเรียนชดเชยชอกช้ำมา

แม้นว่ามืดอีกกี่ด้านพ้นผ่านได้
ผ่านมานั้นรู้ไหมมากแล้วหนา
แม้นว่ามืดมาอีกสักกี่ครา
ตั้งสติปัญญาจักเห็นทาง

แม้นว่ามีปัญหาสักเพียงไหน
ทั้งดีเลวเพียงไรให้สะสาง
สำรวจดูรอบด้านอ่านหนทาง
เหมือนเราสร้างแผนที่นาวีชนม์.

เมื่อเรามีแผนที่จักชื่นฉ่ำ
ที่ฝนพรำต่ำใต้เหนือรู้แห่งหน
เหมือนนกรู้กลับรังก่อนมืดมน
เหมือนเห็นฝนรีบฉวยร่มก่อนเปียกเอย..

 
รตินาท  (RA-TI-NATH = THA-NI-TA-R)
ก.ค. 2552
  
     
  จากคุณ dhanitar - [ ๗ ก.ค ๒๕๕๒  ๑๗:๒๗ น. ] - ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
 

แสดงความคิดเห็น :
สีพื้น :
ตำแหน่ง :
ชื่อผู้ส่ง :
       
     
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ๕/๔ ถนนสุขุมวิท ซอย ๒๔ กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๖๖๓ ๔๖๖๐-๒
การมีโอกาสอ่านหนังสือดี นับเป็นโชคของมนุษย์