ทฤษฎี สมมติฐาน
และหรือกรอบแนวความคิดของการวิจัย

ตามข้อเสนอโครงการวิจัยประกอบการเสนอของบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑

ตัดตอนและดัดแปลงจากบทความความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่านและระบบหนังสือสาธารณะ
โดย มกุฏ อรฤดี พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๑๐ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
http://www.bflybook.com/Article/BookNation4/BookNation4.htm





หลักการจัดระบบหนังสือหมุนเวียนระหว่างโรงเรียน คือจัดกลุ่มโรงเรียนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันได้ไม่ยาก กลุ่มละ ๔ โรงเรียน ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
            ๑. นำงบประมาณค่าหนังสือมารวมกัน และจัดซื้อเป็นหนังสือกองกลางเสมือนหนึ่งจัดซื้อสำหรับโรงเรียนเพียงแห่งเดียว กรรมการคัดเลือกหนังสือมาจากโรงเรียนทั้ง ๔ แห่ง สิ่งแรกที่เป็นผลดีคือ จะได้หนังสือที่หลากหลาย
            ๒. แยกหนังสือกองกลางออกเป็น ๔ กอง สมมุติให้ชื่อว่า กอง ก. ข. ค. และ ง.
            ๓. แจกจ่ายหนังสือที่แยกแล้วให้แก่โรงเรียนในกลุ่มสมาชิก โรงเรียนละ ๑ กอง กำหนดเวลาให้แต่ละโรงเรียนครอบครองหนังสือได้ ๓ เดือน เมื่อครบ ๓ เดือน ก็นำมาแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
กรรมวิธีหรือกระบวนการของระบบหมุนเวียนหนังสือนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะไม่ใช่การแลกหนังสือกันอ่านอย่างปกติธรรมดาเหมือนคน ๔ คน แต่เป็นกระบวนการใหญ่ อาศัยความสัมพันธ์รอบด้าน กระบวนการหมุนเวียนหนังสือจะทำให้เกิดระบบที่เข้มแข็งต่อไปนี้

            บุคลากรห้องสมุดโรงเรียน ต้องมีสถานะที่มั่นคงแน่นอน ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องหนังสือในฐานะบรรณารักษ์ เป็นผู้กำหนดกิจกรรมการอ่านของเด็กในรอบ ๓ เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กในโรงเรียนของตนใช้ประโยชน์จากหนังสือแต่ละกองอย่างเต็มที่ ให้ทันเวลาก่อนจะส่งมอบแก่โรงเรียนอื่นเมื่อครบกำหนด ๓ เดือน กระบวนการอ่านอย่างกระตือรือร้นก็จะดำเนินไปตามปกติ มีการรณรงค์ให้เด็กอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา มิใช่เทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง

            บรรณารักษ์จะเป็นเสมือนที่ปรึกษาด้านการอ่านของเด็กอย่างใกล้ชิดสนิทสนม และเป็นผู้กำหนดกิจกรรมที่จะจัดขึ้นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนหนังสือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือ เป็นกุศโลบายสำคัญยิ่งประการหนึ่งในระบบหนังสือหมุนเวียน มิใช่เพียงนำกล่องหนังสือไปโยนให้กันหรือแลกกันเฉยๆ แต่โรงเรียนในกลุ่มต้องกำหนดให้เป็นวาระสำคัญในแต่ละภาคเรียน เสมือนมีงานเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลองประจำภาคเรียน ให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น แข่งขันตอบปัญหาจากหนังสือเพื่อให้ระบบการอ่านเข้มข้นขึ้น มีการตั้งรางวัลซึ่งขอความร่วมมือจากชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

            ในวาระเดียวกันนั้น ก็จัดแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนทั้งสอง เพื่อกระจายกิจกรรมออกไปสำหรับเด็กที่รักกีฬาเป็นพิเศษ หรือจัดกลุ่มแสดงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มงานฝีมือ กลุ่มเกษตรกรรม ฯลฯ ไม่เพียงระหว่างเด็กๆ แต่รวมถึงผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งไปเป็นกองหนุนกองเชียร์ลูกของตน ที่อาจไม่เคยรู้จักกันก็จะได้รู้จัก ที่รู้จักกันแล้วก็มีโอกาสคุ้นเคยกันยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านระหว่างตำบลก็จะแนบแน่นใกล้ชิดยิ่งขึ้น มีปัญหาสิ่งใดในอนาคตก็จะช่วยกันแก้ไขได้ การผสมผสานกันระหว่างชุมชนท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น ผู้คนในหมู่บ้านหรือตำบลใกล้เคียง การระแวดระวังภัยทั้งด้านธรรมชาติและภัยอื่นๆ อาจถือเป็นโอกาสที่จะดึงหน่วยงานราชการอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงอื่นๆ

            กล่าวได้ว่า ในการแลกเปลี่ยนหนังสือของโรงเรียน เท่ากับการยกหมู่บ้าน ๒ แห่งมาพบปะกันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลและมีประโยชน์ร่วมกัน ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและเห็นการณ์ไกล เป็นวิธีใดอีกเล่าที่จะให้คนระหว่างตำบลหรือหมู่บ้านต่างๆ มาเป็นมิตรกันโดยง่าย ด้วยการอาศัยเด็กๆ เป็นผู้นำทาง
 
   
   
     
 
 
 
 
   
   
นี่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนที่ไม่จบสิ้นหรือขลุกอยู่แต่ในห้องเรียน
แต่เป็นการเรียนเพื่อรอบรู้อย่างกว้าง เรียนรู้โลกและชีวิตข้างนอก ผูกมิตรกับคนอื่น พร้อมๆ กับได้ความรู้ใส่ตัว
ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับห้องสมุดโรงเรียน ก็บังเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติด้วยวิธีการดังกล่าว


            เมื่อชาวบ้านและชุมชนเห็นดีเห็นงามไปกับกระบวนการนี้แล้ว ก็ย่อมขอความร่วมมือสนับสนุนได้ไม่ยาก ครูใหญ่ (หรือผู้นำโรงเรียนในชื่ออื่น เช่น ผู้อำนวยการ) ต้องแสดงความสามารถ แสดงเจตนาให้ชาวบ้านในชุมชนได้เห็นและรู้สึกว่า ห้องสมุดโรงเรียนเป็นของลูกหลานตน ขณะเดียวกันก็เป็นของตนไปด้วย หากชาวบ้านต้องการอ่านหนังสือ ประสงค์จะใช้ห้องสมุด ก็มีสิทธิ์จะใช้ได้

            นอกเหนือจากการดึงชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมในรอบภาคการศึกษาทุกๆ ๓ เดือนแล้ว ก็อาจขอความร่วมมือบริจาคทรัพย์ หรือช่วยเหลือด้านแรงงาน หากทำให้ชาวบ้านมีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มอกเต็มใจและภาคภูมิได้แล้ว ห้องสมุดก็จะเติบโตเข้มแข็งและมีคุณภาพขึ้นได้ไม่ยาก

            ในช่วงที่รอรัฐบาล โรงเรียนทั้งหลายลองมาคิดทำวิธีง่ายๆ ด้วยงบประมาณเท่าเดิมนี้ เพื่อจะให้เด็กของเรามีโอกาสอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ ๔ เท่าของที่เป็นอยู่ ก็น่าจะเป็นผลดีสำหรับเด็ก

            ข้อสำคัญรัฐบาลต้องกำหนดนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนจริงจัง และดำเนินการให้เด็กชั้นประถมศึกษามีอุปนิสัยชอบอ่านหนังสือตั้งแต่วันนี้ เพื่อว่าในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเริ่มเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่าน
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > ความหมาย > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >