เด็กๆสนุกกับกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
 
 
 
กิจกรรมสันทนาการ
 
 
 
น้องแนะนำหนังสือให้เพื่อนอ่าน
 
 
 
นักอ่านได้รางวัลที่คั่นหนังสือ
 
 
   
   
เล่าเรื่องหนังสือหมุนเวียน ตอนที่ ๒

ห้องสมุด ‘แสนสุข’

ธิดา สุวรรณสาครกุล



เมื่อหนังสือไม่ได้อยู่เพียงบนชั้นอีกต่อไป
แต่มาอยู่นี่ อยู่ในมือเล็กๆ หลายสิบคู่
และกำลังเดินทางช้าๆไปสู่หัวใจของเด็กๆ

‘เทศบาลแสนสุข’ คือ ที่ตั้งของโรงเรียนกลุ่มวิจัย
ที่พวกเราปรารถนาว่าจะทำห้องสมุดให้เป็นสถานที่‘แสนสุข’ สำหรับเด็กๆ ให้จงได้


ดวงตาเล็กๆ หลายคู่จับจ้องมายังหนุ่มสาวสวมชุดนิสิตที่กำลังหอบหิ้วกล่องบางอย่างตรงไปยังห้องสมุด
เด็กฅนหนึ่งตะโกนถามด้วยความอยากรู้ว่า “อะไรอยู่ในกล่องคะ” พูดไม่ทันจบอีกเสียงก็ดังขึ้น“ พวกพี่มาทำอะไรกันฮะ”

“ในกล่องมีหนังสือจ้ะ หนังสือสนุกๆ หลายเล่มเลยนะ พวกพี่มาจากโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน”
คำตอบของพี่คงไม่ช่วยให้เด็กน้อยเข้าใจนัก เพราะเรื่องบางอย่างนั้น กิจกรรมสนุกๆ จะอธิบายได้ดีกว่า

คณะวิจัยและนิสิตสาขาบรรณาธิการศึกษา เริ่มภารกิจที่นัดหมายกันอย่างดีหลังจากจบอบรมครูบรรณารักษ์เมื่อวันก่อน เมื่อมาถึงโรงเรียนนิสิตก็กระจายกันไปตามห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔- ๖ เพื่อวัดระดับการเขียน-การอ่านของนักเรียน การเก็บข้อมูลส่วนนี้สำคัญในการวิจัย เพราะจะได้รู้ความสามารถทางภาษาของเด็กๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย เพื่อจะจัดหนังสือและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้นักเรียนได้เหมาะสม นอกจากนี้คะแนนการเขียน-การอ่านก่อนและหลังการวิจัยยังเป็นดัชนีชี้วัดอย่างหนึ่งถึงพัฒนาการด้านการอ่านและการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย

แบบทดสอบการเขียนมีจำนวน ๒๐ ข้อ ลักษณะการทดสอบ คือ ให้นักเรียนเขียนตามคำบอก ทดสอบพร้อมกันทั้งห้อง ส่วนแบบทดสอบการอ่านจำนวน ๒๐ ข้อ ลักษณะการทดสอบ คือ ให้นักเรียนอ่านของเสียงคำในแบบทดสอบทีละฅน แบบทดสอบการอ่านนี้มี ๔ ชุด คำที่ใช้ทดสอบการเขียน-การอ่านคัดเลือกจากบัญชีคำที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔- ๖ ควรรู้ กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ

“น้องๆ เขียนชื่อ-นามสกุล ชั้น และชื่อโรงเรียนไว้บนหัวกระดาษให้เรียบร้อยนะคะ ก่อนที่เราจะมาเล่นสนุกการเขียนตามคำบอกกัน พี่ขอให้น้องๆ สัญญาอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”
“ได้ค่ะ ได้ครับ” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นเกือบพร้อมกัน
“ห้ามลอกกันใช่ไหมครับ” เสียงเด็กผู้ชายตัวกลมตะโกนขึ้น
“จ้ะ สัญญากับพี่นะว่า จะทำด้วยตัวเอง การเขียนตามคำบอกไม่มีคะแนนนะจ๊ะ พี่แค่อยากรู้ว่าน้องๆ อ่าน-เขียนได้มาก-น้อยแค่ไหน ขอให้น้องตั้งใจทำเท่าที่ทำได้”

การทดสอบการเขียนที่พี่บางฅนเรียกให้สนุกว่า ‘การเล่นเขียนตามคำบอก’ ดำเนินไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ เนื่องจากพี่ทำให้การทดสอบนี้มีสีสรรพ์มากขึ้น แทนที่จะอ่านคำทีละคำ กลับใบ้คำให้เด็กๆ ทายก่อนจะอ่าน
คำที่ถูกต้อง เด็กๆ แย่งกันทายยกใหญ่ ฅนที่ทายถูกยิ้มและยืดอกภูมิใจ มีเด็กบางฅนแปลงร่างเป็นยีราฟยื่นหน้าไปดูคำตอบเพื่อน แต่เพื่อนซึ่งสัญญากับพี่ดิบดี ปิดคำตอบไว้เสียแน่น ยีราฟจึงหดคอกลับอย่างเศร้าๆ


     
 
     
ทดสอบระดับการเขียน
     
 
     
พร้อมเขียนแล้ว
 
เล่น ‘การเขียนตามคำบอก’เสร็จ


เสียงเด็กๆ ทวนคำที่ใช้ทดสอบการเขียนดังลั่น แสดงว่าทดสอบกันเรียบร้อย ก็แบ่งกลุ่มทยอยกันไปทดสอบการอ่าน พี่ๆ นักวิจัยฝึกหัดยื่นแบบทดสอบให้น้อง (แบบทดสอบการอ่านมี ๔ ชุด ตามแต่ใครจะสุ่มได้แบบทดสอบชุดใด เพื่อป้องกันปัญหาฅนที่ทดสอบแล้วนำไปบอกเพื่อน) แล้วเริ่มแสดงฝีมือเก็บข้อมูล
“พี่ให้เวลาน้องเตรียมตัวก่อน ถ้าพร้อมแล้วบอกนะจ๊ะ อ่านให้ชัดเจน คำควบกล้ำ ร เรือ ล ลิง ว แหวน---ไหนก่อนอ่านลองพูด ร เรือซิ ”
“ล เลือ ผมกระดกลิ้นไม่ได้ครับ” น้องตอบหน้าเศร้า “ไม่เป็นไรจ้ะ ลองพยายามดูก่อนนะ” สีหน้าพี่ลุ้นเอาใจช่วย
“ร ---ร เรือ” น้องพยายามเต็มที่ “ดีมากจ้ะ เห็นไหม ถ้าตั้งใจก็อ่านได้นะ”
พี่บางฅนเมื่อเห็นว่าน้องอ่านไม่ได้ ก็ให้กำลังใจ และสอนอ่านออกเสียงด้วย

จากการทดสอบปรากฏว่า เด็กบางฅนพูดจาฉะฉานชัดเจน อ่านได้ทุกคำ เขียนถูกต้องทุกคำ ขณะที่เด็กบางฅนอ่านไม่ได้เลย เขียนไม่ได้สักคำ ทั้งที่เรียนในระบบโรงเรียนมาถึงช่วงชั้นที่ ๒ (ประถมปลาย) แล้ว เมื่อหาค่าเฉลี่ยคะแนนการอ่าน-การเขียนก็ปรากฏว่าคะแนนอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่ง (๑๐ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน) เนื่องจากระยะห่างของคะแนนสูงสุดกับต่ำสุดต่างกันมากนั่นเอง

การอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ของเด็กไทยในระบบโรงเรียน สะท้อนอะไรบางอย่างของระบบการศึกษาไทยที่น่าเศร้า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุเนื่องจากระบบการศึกษาไทยที่หละหลวมไม่เข้มข้นหรือเปล่า คุณครูท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า เด็กหลายฅนการเรียนรู้บกพร่อง เป็นโรคดิซเล็คเซีย (Dyslexia ความบกพร่องในการอ่านและการสะกดเนื่องจากความผิดปกติของสมอง) และโรคสมาธิสั้น ขณะที่หลายฅนเป็นเด็กปกติ แต่ที่อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ตามเกณฑ์เด็กปกตินั้น เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ต้องหยุดไปช่วยพ่อแม่ทำงานคราวละหลายๆ วัน พอกลับมาเรียนก็ตามไม่ทัน เมื่อสอบก็ทำไม่ได้ และสอบไม่ผ่าน แต่โรงเรียนก็ต้องให้เลื่อนชั้น เพราะถ้าให้ซ้ำชั้น นั่นหมายถึงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด


     
 
     
ทดสอบระดับการเขียน-การอ่าน
     
 
     
อ่านเก่งจัง เพื่อนเรา
 
ค่อยๆ อ่านนะจ๊ะ


การอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้นี้เป็นเรื่องน่าตกใจยิ่งสำหรับผู้ร่วมวิจัยที่คุ้นเคยกับการศึกษาในเมืองหลวง จำได้ว่าเมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปลาย อ่านหนังสือเล่มโตๆ อย่างวรรณกรรมเยาวชนได้แล้ว เขียนเรียงความยากๆ แต่งบทกวีได้ และมักจะพูดคุยถึงหนังสือสนุกๆ กับเพื่อนๆ ในเมืองนั้น หนังสือหาง่ายและมีให้เลือกหลากหลาย ช่างต่างจากสิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง ทำให้เข้าใจว่าสถิติที่เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ ๘ บรรทัดนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง อย่าว่าแต่จะให้เด็กอ่านหนังสือมากขึ้นเลย ก่อนจะถึงประเด็นนั้นต้องผ่านด่านว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทยอ่านหนังสือออกเสียก่อน

ในกระบวนการคัดเลือกหนังสือนั้น คณะวิจัยฅนหนึ่งถามว่า “ทำไมต้องเลือกหนังสือนิทานภาพเล่มบางๆ ง่ายๆ หนังสือเหล่านี้ง่ายเกินไปหรือเปล่าสำหรับเด็กชั้นประถมปลาย” ที่ปรึกษาโครงการฯ ผู้มีประสบการณ์เดินทางจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้เด็กๆ มาหลายสิบปีอธิบายว่า “สภาพแวดล้อมของสังคมชนบทกับสังคมเมืองต่างกันมาก ในชนบทห่างไกลครอบครัวมีไม่ได้ฐานะเหมือนฅนในเมือง ไม่มีหนังสือให้อ่านมากนัก เด็กหลายฅนอ่านหนังสือไม่คล่อง การเลือกหนังสือเล่มบางๆ ข้อความน้อยๆ มีภาพประกอบ จะช่วยดึงดูดความสนใจเด็ก และเมื่อเด็กอ่านหนังสือได้ อ่านจนจบเล่ม ก็จะทำให้เด็กมีกำลังใจ อยากอ่านเล่มอื่นๆ ต่อไป และหนังสือที่เลือกควรเป็นหนังสือที่เด็กไทยซึ่งเกิดและเติบโตในเมืองไทยเข้าใจได้ บางเล่มอาจจะเป็นตะวันตกมากเกินไป เด็กในชนบทเข้าใจได้ยาก” คำอธิบายนี้กระจ่างชัดก็เมื่อได้พบเห็นด้วยตาตนเอง การคัดเลือกหนังสือจึงสำคัญไม่เพียงแต่เลือกหนังสือดี มีสาระความรู้และความเพลิดเพลินให้แก่เด็กเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงพื้นฐานภูมิหลังของเด็กแต่ละกลุ่มว่า มีความสามารถระดับใด ควรอ่านอะไร และอยากอ่านอะไร


     
 
     
นิตยสารดาราที่ได้รับบริจาค
 
สภาพหนังสือในห้องสมุด


ก่อนจบการทดสอบการอ่าน-เขียนถามเด็กๆ ว่า ชอบอ่านหนังสืออะไรกันบ้างนอกเวลาเรียน คำตอบยอดนิยม คือ หนูหิ่น ขายหัวเราะ นิทานอีสป และโดเรม่อน มีเด็กจำนวนน้อยนิดที่อ่านเรื่องซับซ้อนอย่าง สามก๊ก หรือรามเกียรติ์ และเป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนหนึ่งชอบอ่านนิตยสารดารา บอกว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นดารา
และอวดนิตยสารดาราเต็มกระเป๋า คุณครูบอกว่ามีผู้บริจาคนิตยสารดาราเข้าห้องสมุดจำนวนมาก บรรณาธิการท่านหนึ่งให้ข้อคิดเห็นกรณีนี้ว่า “เป็นการสร้างนิสัยฟุ้งเฟ้อ ทำให้เด็กไม่อยู่ในชีวิตจริง โตขึ้นเขาอาจจะอยากออกจากโรงเรียน ไปเป็นดารา เมื่อไม่มีความรู้ก็หาเงินวิธีลัด ปล้นจี้ แม้กระทั่งขายตัว การรับบริจาคนิตยสารประเภทฟุ้งเฟ้อ แล้วส่งไปให้เด็ก ถือเป็นการฆ่าเด็ก”



เมื่อทดสอบเสร็จสรรพก็ได้เวลาที่เด็กๆ จะพบกับห้องสมุดซึ่งคณะวิจัยเนรมิตให้มีชีวิตด้วยหนังสือน่าอ่านมากมายหลายประเภท หลากหลายสำนักพิมพ์ จากโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน และกิจกรรมจากพี่ๆ นิสิตที่จะอาสาพาน้องเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกมหัศจรรย์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากการอ่าน หนังสือจัดเข้าชั้นวางเรียงสวยงามพร้อมป้ายโครงการฯสีสดใสดึงดูดใจเด็กๆ ติดอยู่ที่ชั้นหนังสือ

พี่นิสิตนำน้องๆ แต่ละห้องเรียนเข้ามาในห้องสมุด เด็กๆ ตาโตตื่นเต้นที่ได้เห็นหนังสือใหม่ๆ สีสรรพ์สดใสภาพประกอบน่ารัก มีทั้งนิทาน การ์ตูน หนังสือสารคดี และวรรณกรรมเยาวชน เลือกหยิบหนังสือเล่มที่ถูกใจไปนั่งอ่านกัน เสียงเจี๊ยวจ๊าว เด็กๆ ชี้ชวนกันอ่านหนังสือ หน้าตายิ้มแย้มมีความสุขมาก พี่ๆ คณะวิจัยก็ตื่นเต้นและมีความสุขไม่แพ้กัน


     
 
     
ชั้นหนังสือหมุนเวียน
     
 
     
เด็กๆ ตื่นเต้นเมื่อเห็นหนังสือใหม่


ครั้งหนึ่งเมื่อฅนในคณะวิจัยเป็นนิสิต ได้มีโอกาสไปค่ายอาสาพัฒนาโรงเรียนที่ประสบภัยธรณีพิบัติสึนามิ รับหน้าที่เป็นผู้จัดห้องสมุด เมื่อนำหนังสือจำนวนมากที่มีผู้บริจาคทิ้งไว้หลายเดือนออกจากลัง ก็เห็นว่าหนังสือหลายเล่มยากเกินไป มีเพียงบางส่วนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนั้น รู้สึกเสียดายที่ได้ทำเพียงจัดหนังสือเข้าชั้น แต่ไม่ได้กระตุ้นให้เด็กๆ เห็นเลยว่ามีหนังสือใหม่อยู่ที่ชั้นแล้ว และไม่ได้บอกว่าหนังสือเหล่านั้นดีอย่างไร อ่านแล้วได้อะไร เพื่อกระตุ้นให้เขาอยากอ่าน แล้วชักชวนเพื่อนๆ มาอ่านบ้าง ฉะนั้น เด็กที่ไม่เคยย่างกรายเข้าห้องสมุดก็จะไม่รู้เลยว่า บัดนี้มีหนังสือใหม่มาพำนักอยู่ในห้องสมุด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่คณะวิจัยดีใจเป็นพิเศษ เพราะจะได้จัดกิจกรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนิสัยชอบอ่านหนังสือ

เมื่อน้องๆ นั่งกันเรียบร้อยพี่ๆ ก็ให้น้องๆ แนะนำตัว บอกชื่อ ทำท่าประกอบ และที่สำคัญบอกเพื่อนๆ ด้วยว่าชอบอ่านหนังสืออะไร จากนั้นพี่แนะนำโครงการฯ และเน้นว่า “หนังสือจะอยู่กับน้องๆ เพียงสามเดือนเท่านั้น ฉะนั้นให้รีบมาอ่านกัน ถ้าหมดจากสาม เดือนนี้แล้ว หนังสือชุดนี้จะไปอยู่กับเพื่อนๆ โรงเรียนอื่น และหนังสือของโรงเรียนอื่นก็จะเดินทางมาอยู่กับน้องๆ”


     
 
     
พี่นิสิตแนะนำหนังสือให้น้องอ่าน
     
 
     
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
     
 
     
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
 
ขออ่านเลยนะจ๊ะ


พี่นิสิตอีกฅนแนะนำเคล็ดลับในการอ่านว่า “การอ่านหนังสือ ที่สำคัญต้องดูแลรักษาหนังสืออย่างดี ก่อนอ่านหนังสือน้องๆ ต้องล้างมือให้สะอาดก่อน” มาถึงตรงนี้ น้องหลายฅนทำหน้าสงสัย พี่จึงอธิบายต่อว่า “ เพื่อไม่ให้หนังสือเปื้อนสิ่งสกปรกที่อาจติดมากับมือ เช่น น้องอาจจะเพิ่งกินขนมมา ก็ควรล้างมือให้สะอาด ก่อนจะอ่านหนังสือ และเมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้วก็ต้องล้างมือเช่นกัน เพราะหมึกพิมพ์บางชนิดอาจเป็นอันตราย สารพิษจากหมึกพิมพ์อาจทำให้น้องเป็นโรคมะเร็งได้เลยนะจ๊ะ”

พี่นิสิตผลัดกันออกมาแนะนำหนังสือในโครงการฯ บางฅนเล่าเรื่องย่อ บางฅนใช้วิธีแยบคายเล่าเรื่องไม่จบเพื่อกระตุ้นให้น้องอยากไปหาอ่านต่อ บางฅนอ่านหนังสือภาพให้ฟังพร้อมลีล่าท่าทางประกอบ และพาแขกรับเชิญพิเศษ ‘มนุษย์ต่างดาว’ที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ มาทำให้เด็กๆ อยากรู้อยากเห็น สลับกับกิจกรรมสันทนาการสนุกๆ เช่น ให้น้องๆ ออกมาเต้นกันสนุกสนาน และแข่งขันกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นกลุ่มด้วย เช่น กิจกรรม ‘ส่งต่อประโยค’ โดยมีประโยคโจทย์จากหนังสือ ให้น้องๆ ในกลุ่มบอกประโยคต่อๆ กันไปทีละฅน เมื่อถึงฅนสุดท้าย จะต้องบอกประโยคที่ได้ฟังจากเพื่อน เมื่อเฉลยคำตอบปรากฎว่าประโยคเพี้ยนไปหมด ตกหล่นจนแตกต่างจากเดิมมาก เด็กๆ สนุกสนาน หัวเราะชอบอกชอบใจกันใหญ่เมื่อได้ฟังประโยคคำตอบเทียบกับประโยคต้นฉบับ เป็นอันว่าน้องๆ ได้ฝึกทั้งการอ่าน การฟัง และความจำในกิจกรรมเดียว

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอีกมากมาย อาทิ ‘สุภาษิตแสนสนุก’ ให้นักเรียนดูภาพ และทายว่าภาพนั้นมีความหมายตรงกับสุภาษิตใด น้องๆ แข่งกันตอบกระตือรือร้น และได้ของขวัญเป็นที่คั่นหนังสือน่ารักๆ กลับไปด้วย ขณะที่พี่นิสิตจัดกิจกรรม คุณครูบรรณารักษ์ก็สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ


     
 
     
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
     
 
     
กิจกรรม ‘สุภาษิตแสนสนุก’
 
คณะวิจัยพูดคุยกับบรรณารักษ์


การสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณครูที่รับผิดชอบห้องสมุดได้รู้ว่า งบประมาณที่จำกัดทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีคุณครูบรรณารักษ์รับผิดชอบห้องสมุดเต็มตัวเลยสักฅน เนื่องจากอัตราครูของโรงเรียนไม่พอ หน้าที่ครูบรรณารักษ์จึงตกเป็นของครูประจำวิชาต่างๆ ที่รับมอบหมายจากผู้อำนวยการให้มาดูแลห้องสมุด ภาระหน้าที่ของครูมีมากมายอยู่แล้ว ไม่อาจทุ่มเทให้งานห้องสมุดได้เต็มที่ โรงเรียนหลายแห่งจึงมีผู้ช่วยตัวน้อยๆ ที่เรียกว่า ‘บรรณารักษ์น้อย’ มาคอยช่วยแบ่งเบาภาระบรรณารักษ์ตัวจริง

‘บรรณารักษ์น้อย’ ในโรงเรียนบางแห่งเป็นนักเรียนที่ครูบรรณารักษ์ประจำชั้นเลือก บางโรงเรียนใช้วิธีรับสมัคร มีเด็กๆ สมัครชิงตำแหน่งหลายฅน คัดเลือกเหลือเด็กที่สนใจอ่าน และมีความรับผิดชอบจริงๆ เพราะเด็กบางฅนไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่อยากเข้ามาใช้อินเทอร์เน็ต บรรณารักษ์น้อยทำหน้าที่ไม่ต่างจากบรรณารักษ์จริง กล่าวคือ ให้บริการยืม-คืน แนะนำหนังสือ อ่านหนังสือให้น้องเล็กๆ ชั้นประถมต้นฟัง และในบางโรงเรียนมีหน้าที่ช่วยดูแลตระกร้าหนังสือที่วางอยู่ตามบริเวณต่างๆ ในโรงเรียนด้วย

‘บรรณารักษ์น้อย’ มีจำนวน ๕ - ๑๐ ฅน ตามขนาดโรงเรียน ขณะที่เพื่อนๆ ทำกิจกรรม เด็กๆ กลุ่มนี้แยกมาฟังอธิบายระบบการยืม-คืนของโครงการวิจัยฯ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ผู้ดูแลหนังสือได้ถูกต้อง พี่แสดงรายชื่อหนังสือให้น้องดู “หนังสือ แบ่งเป็นสามประเภท คือ บันเทิงคดี สารคดี และการ์ตูน แต่ละเล่มจะมีตัวอักษรย่อของประเภทหนังสือกำกับไว้ และตัวเลขรหัสของหนังสือแต่ละเล่ม เมื่อมีเพื่อนๆ มายืม น้องจะต้องบันทึกข้อมูลสองแห่ง คือ ในสมุดบันทึกการยืม-คืน และด้านหลังของหนังสือที่ยืม โดยบันทึก รหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ ชื่อ-นามสกุลผู้ยืม วันที่ยืม และวันที่คืน” น้องๆ ทดลองบันทึกกันอย่างตื่นเต้น

อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับโครงการฯก็คือ ‘สมุดบันทึกการอ่าน’ หน้าปกสีสดใส เป็นรูปเด็กกำลังเล่นว่าว วิ่งถือหนังสืออยู่ (ขนาดกำลังวิ่งเล่นก็ยังหนีบหนังสือไปด้วย) พี่นิสิตให้ความรู้เรื่องการจดบันทึก เพื่อน้องๆจะได้เขียนรายละเอียดเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับหนังสือได้ถูกต้อง ทั้งชื่อผู้แต่ง ชื่อผู้แปล สำนักพิมพ์ และยังมีที่ว่างให้น้องๆ เขียนเรื่องย่อ และหน้าว่างสำหรับวาดรูป หรือเขียนข้อความประทับใจ
เด็กฅนหนึ่งตาโตร้อง “โอ้โฮ นี่สมุดบันทึกการอ่านหรอครับ สวยจังเลยครับ”
“ถ้าสวยก็รีบบันทึกเยอะๆ นะจ๊ะ มีให้หลายเล่ม”


     
 
     
สมุดบันทึกการอ่าน
 
หนูจองเล่มนี้นะคะ
     
 
     
เด็กๆ ตั้งใจอ่านหนังสือใหม่
     
 
     
อ่านหนังสือหลายๆ ฅนสนุกดี
     
 
     
ชวนเพื่อนอ่านหนังสือ
 
เด็กๆ อ่านหนังสือในห้องสมุด
     
 
     
เล่มนี้สนุกค่ะ
 
หนังสือใหม่น่าอ่านจังเลย
     
 
     
เด็กๆ พร้อมบันทึกสมุดบันทึกการอ่าน
 
เริ่มยืมหนังสือกันฅนละเล่ม


เมื่อหนังสือมาถึงห้องสมุด คุณครูก็มีความคิดว่า ให้นักเรียนเริ่มต้นยืมหนังสือกลับไปอ่านกันฅนละเล่ม จะได้ฝึกลงบันทึกยืมคืนกันเสียเลย มือน้อยๆ แย่งกันคว้าหนังสือเล่มที่ชอบ และบรรณารักษ์น้อยก็ได้เริ่มทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น พี่ๆ และน้องๆ อำลากันด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อไรพี่จะมาอีกคะ” น้องฅนหนึ่งถาม กอดหนังสือและสมุดบันทึกการอ่านแนบอก
“อีกสามเดือนพี่จะมาเยี่ยมพร้อมกับกิจกรรมสนุกๆ และหนังสือชุดใหม่จ้ะ”



 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > ความเป็นไป > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >