เล่าเรื่องหนังสือหมุนเวียน ตอนที่ ๑

ก่อนเริ่ม ‘หมุน’

ธิดา สุวรรณสาครกุล



“อะไรคือโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน”

            เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ที่ได้ฟัง รวมทั้งบรรดาคุณครูและผู้บริหารของกลุ่มโรงเรียนในโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย และทำความเข้าใจแก่คุณครูที่จะมาร่วมขบวนหนังสือหมุนเวียนให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกระตุ้นเด็กให้อ่านหนังสือได้ คณะวิจัยฯจึงจัดเสวนาเชิงอบรมปฏิบัติการ เรื่อง‘การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน’ขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

            การอบรมใช้เวลาทั้งวัน แต่นับเป็นวันที่คุ้มค่าและสนุกสนานจนรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปรวดเร็ว เริ่มด้วยการแนะนำโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัยหนังสือหมุนเวียน แม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แต่ก็เป็นนักอ่านตัวยง และปัจจุบันเป็นคณะบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ผีเสื้อด้วย โครงการฯ นี้เป็นหนึ่งในแนวความคิดเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ ของคุณมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์เสื้อ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน http://www.bflybook.com/Article/NBI1/NBI1.htm) ดร.มัณฑนาอยากสานต่อแนวคิดนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน อาจารย์มัณฑนาอธิบายถึงโครงการฯด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “โครงการฯนี้จะใช้เวลาประมาณ หนึ่งปีการศึกษา เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ นี้ ระบบหนังสือหมุนเวียน จะทำให้เด็กๆได้อ่านหนังสือมากขึ้น ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม แทนที่เราจะซื้อหนังสือชุดเดียวกันให้โรงเรียนทุกแห่ง เราก็ซื้อหนังสือต่างชุดกันให้แต่ละโรงเรียน และนำมาหมุนเวียนแลกเปลี่ยนกันอ่าน จะทำให้สามารถซื้อหนังสือให้นักเรียนอ่านได้มากขึ้น” นอกจากนี้อาจารย์มัณฑนายังเน้นว่า “อยากให้โครงการนี้มีความเป็นธรรมชาติ อยากทดลองดูว่าการใช้ระบบหมุนเวียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้ผลเต็มร้อย”

            คุณมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเจ้าของแนวคิดกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายที่มา คือเสาเข็มของโครงการนี้ ผมหวังว่าถ้าทางสำนักงานวิจัยแห่งชาติเห็นว่าโครงการนี้ดี คงจะได้เผยแพร่และสานต่อให้ทั่วประเทศไทย” คุณมกุฏทิ้งท้ายด้วยการย้ำถึงการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน” สิ่งสำคัญคือ ในกิจกรรมการหมุนเวียนหนังสือ ขอความกรุณาให้ผู้ปกครองมาด้วย ขอให้ช่วยกันมาสนับสนุน ผูกผสานสัมพันธ์กันระหว่างโรงเรียนใกล้เคียง นี่คือผลพลอยได้จากกระบวนการหมุนเวียนหนังสือ”

            อาจารย์ทิพภา ปลีหะจินดา อาจารย์ภาควิชาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นักวิจัยร่วม มอบแรงบันดาลใจให้คุณครูด้วยคำบอกเล่าถึงประสบการณ์ความสำเร็จในการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนชนบทในพื้นที่ต่างๆ พร้อมฉายภาพกิจกรรมการส่งเสริมการอ่านที่อบอุ่น รอยยิ้มของเด็กๆ ที่ได้เห็นหนังสือใหม่ๆ และเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะแห่งความสุขแว่วออกมาจากภาพที่มีชีวิตชีวา ดูแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ หลายปีที่ผ่านมาอาจารย์ทิพภานำนิสิตไปพัฒนาห้องสมุดมาแล้วหลายแห่ง ได้รับทุนจากองค์กรต่างๆ อาจารย์ทิ้งท้ายว่ายินดีจะให้คำปรึกษาแก่คุณครูในโรงเรียนทุกแห่งที่ปรารถนาจะพัฒนาห้องสมุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย เห็นแววตาของคุณครูที่มาอบรมแล้วก็รู้ว่าปีหน้าท่าทางอาจารย์ทิพภาคงงานหนักแน่

            ต่อมาเป็นช่วงแห่งความสนุกสนานที่พาคุณครูบรรณารักษ์ (รวมถึงคณะวิจัย) ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ จินดา จำเริญ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมเด็กอันดับต้นๆ คนหนึ่งของเมืองไทย และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสาขาวรรณกรรมเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒด้วย ได้มาแนะนำและสาธิตการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ที่ทำให้ผู้เข้าอบรม (แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว) อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ ทั้งนิทานพับกระดาษ นิทานจากเชือก เล่านิทานจากหนังสือภาพสามมิติที่มีเสียงประกอบ อาจารย์จินดาเนรมิตนิทานแสนสนุก น่าตื่นเต้น จากวัสดุหาง่ายรอบตัว แค่เชือกเส้นเดียว ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว หรือกระดาษสีแผ่นดียว ก็กลายเป็นเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ได้ในพริบตา เชือกสีขาวกลายร่างเป็นงู แมงมุม นก (เกือบทั้งฝูง) ผ้าเช็ดหน้ากลายเป็นหนูที่กระดุ๊กระดิ๊กเองได้ กระดาษสีกลายเป็นร่างได้ไม่รู้จบ เสื้อ กางเกง กังหัน เรือ รถ กระทั่งเจ้าชายกบ ที่ขนาดผู้ใหญ่ ยังต้องมนตร์สะกด หัวเราะชอบใจ และปลุกความอยากรู้อยากเห็นในตัวขึ้นมาได้ ช่วงพักคุณครูเลยกรูกันมาขอดูหนังสือภาพกันยกใหญ่ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กวัยกำลังอยากรู้อยากเห็น เสน่ห์ของนิทานและกิจกรรมสร้างสรรค์จะเป็นสะพานพาอนาคตของชาติไปสู่การอ่านได้อย่างไม่ต้องสงสัย

            คุณครูได้เทคนิคใหม่ๆไปชักชวนเด็กมาอ่านหนังสือเต็มกระบุง

            อาจารย์จินดาแนะว่า

            “ควรเริ่มจากล่อเด็ก ให้สนใจก่อน อย่างเช่น ครูไปประชุมมา มีหนังสือเยอะแยะ ได้นิทานมาหลายเรื่อง ถ้าอยากฟังทำการบ้านให้เสร็จก่อน”

            ส่วนเทคนิคในการอ่าน หรือการเล่านั้นท่านก็ให้เคล็ดลับไว้ว่า

            “นิทานสำหรับเด็กนั้น ถ้าจะเล่า ไม่ต้องพูดทุกคำเหมือนในหนังสือ ปล่อยให้เขาได้จินตนาการเอง แต่ถ้าจะอ่านจากในหนังสือ ให้อ่านทุกคำพูด เพราะคำในหนังสือเป็นคำสละสลวย เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องของภาษา” และที่สำคัญอาจารย์เน้นว่า “การทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม อย่าทำไปเฉยๆ แต่กิจกรรมทุกอย่างให้นำไปสู่การอ่าน”

            ตบท้ายด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสนุกๆ ที่มาจากความตั้งใจของนิสิตสาขาบรรณาธิการศึกษา ภาควิชาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ อาทิ กลุ่มที่พามนุษย์ต่างดาวที่ชอบอ่านหนังสือมาปรากฏตัว มนุษย์ต่างดาวแม้จะพูดไม่ได้ แต่ก็สื่อสารกับมนุษย์ได้เพราะอ่านหนังสือมามาก เรียกเสียงหัวเราะได้ดีทีเดียว คุณครูทั้งหลายกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมสนุกสนาน พร้อมให้คำแนะนำที่น่าสนใจให้นิสิตไปปรับใช้ ในการลงพื้นที่ไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจริงในวันรุ่งขึ้น

            ก่อนจบการอบรม แววตาของคุณครูผู้เข้าอบรมมีประกายอะไรบางอย่าง ถ้าเดาไม่ผิด คงเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขและความตั้งใจที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านให้งอกเงยในตัวเด็กๆ



 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > ความเป็นไป > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >