เล่าเรื่องหนังสือหมุนเวียน ตอนที่ ๖

หมุนเวียนหนังสือครั้งสุดท้าย : โลกหมุนด้วยหนังสือ

ธิดา สุวรรณสาครกุล



โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา ๑ วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา ๓๖๕ วัน
หนังสือหมุนเวียนหมุนจากโรงเรียนหนึ่งไปอีกโรงเรียนหนึ่งใช้เวลา ๓ เดือน
หมุนครบ ๔ โรงเรียน ใช้เวลา ๑ ปี



            กลิ่นหญ้าและดิน โชยมาแตะจมูก ฝนตกพรำๆ ก่อนที่คณะวิจัยจะมาถึงโรงเรียนที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม กลิ่นและแบบนี้ เป็นสัญญาณของการเกิดใหม่ ผลิบาน และออกดอกออกผล ที่มักจะตามมาหลังฝนตก แต่ความรู้สึกเศร้า เปล่าเปลี่ยว ก็มาเกาะเกี่ยวหัวใจอย่างไม่รู้ตัว เพราะแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่คณะวิจัยจะเดินทางไปยังชนบท ทว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่จะมาจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือที่โรงเรียนประถมในจังหวัดชลบุรี

     
 
     
บรรยากาศสถานที่จัดกิจกรรม
 
ฝนตกหอยทากเริงร่า


            การหมุนเวียนหนังสือครั้งที่ ๓ นี้ เป็นครั้งสุดท้ายในโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน ที่ทดลองนำหนังสือแบ่งออกเป็น ๔ กอง กระจายไปให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็กจังหวัดชลบุรีจำนวน ๘ โรงเรียน แบ่งเป็นเขตชนบท ๔ โรงเรียน และเขตเมือง ๔ โรงเรียน นักเรียนกลุ่มเป้าหมายของการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ป.๔-ป.๖ มีทั้งหมดประมาณ ๕๐๐ คน

            คณะวิจัยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือทุก ๓ เดือน เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากอ่านและสนใจหนังสือ การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายหนังสือไปสู่เด็ก โดยใช้งบประมาณเท่าเดิม แต่ซื้อหาหนังสือได้มากขึ้นถึง ๔ เท่า และหวังว่าเมื่อจบโครงการเด็กจะมีความสามารถในการเขียน-การอ่านได้ดีกว่าตอนเริ่มโครงการ นอกจากนี้เด็กๆ จะมีทัศนคติต่อการอ่านหนังสือที่ดีขึ้น รวมไปถึงกระตุ้นให้บรรณารักษ์เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก

            อย่างไรก็ดีความมุ่งหมายเหล่านี้จะสำเร็จหรือไม่ การหมุนเวียนหนังสือเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการ และผลจากกิจกรรมในวันนี้ก็คงจะตอบได้ว่าโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นได้บ้างหรือไม่

------------------------

“ผมว่าการอ่านเหมือนเต่าฮะ
เพราะความรู้ที่ได้จากการอ่านอยู่กับเรายาวนาน
เหมือนเต่าที่มีชีวิตอยู่เป็นร้อยๆ ปี”


            เมื่อเป็นกิจกรรมครั้งสุดท้าย ก่อนจบโครงการ จึงต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าครั้งก่อนๆ เริ่มจากผู้ช่วยจัดงานคณะวิจัยได้พี่ๆ จากกลุ่มคณะละคร (มืออาชีพ) มาช่วยจัดกิจกรรม และพี่ๆ ใจดีอีกหลายคนที่อาสามาช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทั้งตรวจบันทึกการอ่าน ซ่อมแซมหนังสือ และเก็บภาพบรรยากาศกิจกรรม มีอาสาสมัครคนหนึ่งบอกเราว่า “แอบมองๆ โครงการในเว็บไซต์อยู่ ไม่นึกว่าจะได้มีโอกาสมาสัมผัสโครงการจริงๆ ขอบคุณที่ชวนมา ดีใจที่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมครั้งนี้” และแอบบ่นนิดหน่อยว่า ทำไมสมัยยังเด็กไม่มีกิจกรรมแบบนี้ที่ห้องสมุดในโรงเรียนเล็กๆ ที่เคยอยู่บ้าง ---

     
 
     
พี่ๆ ทักทายน้องๆ


            การจัดกิจกรรมสันทนาการเราได้คำแนะนำจากคุณครูว่า อยากได้กิจกรรมที่เน้นการร้องรำทำเพลงน้อยลง เพิ่มกิจกรรมเชิงวิชาการ ให้เด็กๆ ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการอ่าน-การเขียนมากขึ้น ในทางปฏิบัติกิจกรรมสันทนาการคงตัดทิ้งไม่ได้ เพราะมันทำหน้าที่สำคัญคือ สร้างความสัมพันธ์ให้น้องๆ ต่างโรงเรียนได้คุ้นเคย และพร้อมที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน

            คราวนี้จึงยังคงสันทนาการไว้ แต่ลดการเต้นลง เปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว และใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งก็สร้างความสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะ เพิ่มสีสรรพ์ และบรรยากาศให้เป็นกันเองได้ดีทีเดียว เพื่อให้เด็กๆ เปิดประตูหัวใจพร้อมจะรับกิจกรรมที่นำไปสู่การอ่านอย่างเต็มที่ เมื่อจบกิจกรรมสันทนาการช่วงนี้เราก็ได้เด็กๆ กลุ่มละประมาณ ๑๐-๑๕ คน คละระดับชั้น และคละโรงเรียน

     
 
     
สันทนาการเรียกน้ำย่อย


     
 
     
เด็กๆ สนุกกันใหญ่


     
 
     
สวัสดีกับเพื่อนใหม่แบบอินเดียนแดง
 
ผึ้งหารังเจอเล้ว


            ส่วนกิจกรรมเชิงวิชาการนั้น หากจะจัดอบรม สัมมนาให้ความรู้เด็กจำนวนนับร้อยคนภายในกี่ชั่วโมงก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เป็นไปได้คือ ให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มทำกิจกรรมที่ได้บูรณาการความคิดที่จากการอ่าน มาถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งการที่เด็กๆ จะถ่ายทอดเรื่องราวใดๆ ออกมาได้นั้น อย่างแรกสุดเด็กๆ จะต้องอ่านหนังสือออก และต่อมาคือ เข้าใจเรื่องที่อ่าน และท้ายที่สุดคือ รู้ว่าจะถ่ายทอดหรือสื่อสารออกมาอย่างไร

            กิจกรรมแรกที่บูรณาการทักษะที่ว่าเข้าด้วยกันก็คือ กิจกรรมเล่านิทานประกอบท่าทาง คณะวิจัยเตรียมนิทานอีสปสั้นๆ ครึ่งหน้ากระดาษเอสี่ ให้เด็กๆ จับฉลากเลือกนิทานกลุ่มละ ๑ เรื่อง อาทิ เด็กเลี้ยงแกะ กบเลือกนาย ราชสีห์กับหนู เป็นต้น และให้เล่านิทานประกอบกับการเคลื่อนไหวร่างกาย เด็กๆแบ่งหน้าที่กัน มีผู้กำกับคอยจัดการบอกท่าทาง มีผู้เล่าเรื่อง มีผู้สวมบทบาทตัวละครต่างๆ เด็กๆ สนุกสนานกันมาก ใช้จินตนาการออกแบบท่าทางกันเต็มที่ จนพี่ๆ ร้อนใจ แทบรอให้น้องๆ ซ้อมเล่านิทานกันเสร็จไม่ไหว อยากดูจินตนาการไม่รู้จบของน้องๆ เร็วๆ

            น้องๆ ส่วนใหญ่เล่าเรื่องได้ดี คนที่ไม่ได้สวมบทบาทเป็นตัวละครหลักก็เล่นประกอบฉากได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นต้นไม้ ดอกไม้บ้าง สายฝนบ้าง เป็นชาวบ้าน หรือสัตว์ต่างๆ ส่วนที่รับบทเป็นตัวละครหลักนั้น กลุ่มแรกๆ เขินอายสักเล็กน้อย กลุ่มต่อๆ มาแสดงลีลาท่าทางได้สนุกสนาน ครื้นเครงเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้ ไม่มีกลุ่มไหนแพ้กลุ่มไหนเลย เช่น กลุ่มกบเลือกนาย

            เมื่อท่อนซุงที่เทวดาประทานมาให้ตกลงมาจากฟ้า น้องที่เล่นเป็นท่อนซุง กระโดดแล้วกลิ้งไปกับพื้น ลีลาราวกับหลิวเต๋อหัวพระเอกนักบู๊มาเอง หรือน้องที่เล่นเป็นตั๊กแตนใน กลุ่มมดกับตั๊กแตน ก็ร้องรำทำเพลงได้สนุกสนานร่าเริง สมบทบาท ส่วนเพื่อนๆ ตัวประกอบ ก็สะบัดมือโบกพลิ้วเป็นหยาดฝนในฤดูฝน และปุยหิมะโปรยปรายในฤดูหนาวได้มีชีวิตชีว่า แสดงกันเก่งๆ อย่างนี้ ทำให้พี่ๆ ใจชื้นว่าน้องๆ คงเข้าใจสิ่งที่อ่าน และอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังได้ จนถ่ายทอดออกมาได้ ที่สำคัญคือ มีความสุขกับการอ่านและการบอกเล่าสิ่งที่อ่าน

     
 
     
คนดูตั้งตารอไม่กระพริบตาเลย
 
ซักซ้อมกันก่อนเริ่มแสดง


     
 
     
หนูเล่าแบบไม่ต้องดูเนื้อเรื่องเลยค่ะ
 
พวกผมเล่นเป็นกบครับ


     
 
     
เด็กๆ แสดงละครกันเต็มที่


     
 
     
 
 
 


            ส่วนกิจกรรมต่อมาที่เราหวังว่าจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่ดีกว่าการวัดว่าเด็กอ่านออกเขียนได้ไหมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นอย่างไร แม้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจจะเป็นมาตรฐานในการวัดความรู้ของเด็ก แต่สิ่งที่คณะวิจัยอยากวัดไม่ใช่เพียงเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญคือเด็กมีความสุข หรืออยากอ่านหนังสือด้วยหรือไม่ ถ้าเด็กอ่านหนังสือเก่ง โดยที่เขาถูกบังคับแล้วละก็ ยังไงเสียเขาก็จะไม่มีวันชอบอ่านหนังสือ กิจกรรมนี้จึงให้น้องแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดว่าได้อะไรจากการอ่าน และจะเชิญชวนเพื่อนๆ มาอ่านหนังสือได้อย่างไร จากนั้นนำเสนอสิ่งที่คิดได้เป็นรูปภาพ

            หนุ่มน้อยคนหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเพื่อนๆ นำเสนอสิ่งที่ช่วยกันคิด กลุ่มของเขาวาดรูป ‘เต่า’ แทน ‘การอ่าน’ วาด‘ไข่ฟองเล็กๆ’ แทน ‘ประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน’ เมื่อถามว่าทำไมจึงวาดรูปเต่า หนุ่มน้อยเฉลยให้ฟังว่า

            “ผมว่าการอ่านเหมือนเต่าฮะ เพราะความรู้ที่ได้จากการอ่านอยู่กับเรายาวนาน เหมือนเต่าที่มีชีวิตอยู่เป็นร้อยๆ ปี”

            เมื่อหนุ่มน้อยพูดจบเสียงตบมือและโห่ร้องด้วยความทึ่งก็ดังขึ้นทั้งจากหมู่เด็กๆ และพี่ๆที่จัดกิจกรรม ฟังแล้วก็น่าชื่นใจที่เด็กอายุแค่สิบขวบนิดๆ คิดเองได้ขนาดนี้ ส่วนน้องกลุ่มอื่นๆ วาดการอ่าน แทนด้วยรูป ดอกไม้ ต้นไม้ กระเป๋า หนังสือ หรือตัวหนอน ที่ก็น่ารักน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน และบอกเล่าประโยชน์ของการอ่านได้สนุกสนาน ส่วนใหญ่จะบอกว่าประโยชน์ที่ได้จากการอ่านคือ ได้ความรู้ รู้จักสัตว์และพืชชนิดต่างๆ ทำให้มีสมาธิ และทำให้อ่านเขียนคล่องขึ้น บางข้อก็ทำให้พี่ๆ อดอมยิ้มไม่ได้ เช่น ได้เที่ยวโดยไม่เสียตังค์ ได้ความสุข ทำให้ฉลาดขึ้น

 
 
   
 
 
เด็กๆ ช่วยกันคิด
 
การอ่านเหมือน ‘ดอกไม้’ ค่ะ
 
การอ่านเหมือน ‘เต่า’ ครับ


     
 
     
เด็กๆ ระบายสีคนละไม้คนละมือ
 
การอ่านเหมือน ‘ต้นไม้’ ค่ะ


     
 
     
เด็กๆ ลงมือเขียนประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน


     
 
     
ช่วยเติมสีสรรพ์ให้ดอกไม้แห่งการอ่าน
 
กลุ่มหนูเสร็จแล้วค่ะ


            สำหรับวิธีชักชวนเพื่อนๆ มาอ่านหนังสือก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบใช้หลักจิตวิทยา คือ ดูว่าเพื่อนชอบอะไร ให้เพื่อนได้ลองอ่านหนังสือหลากหลาย และค่อยตะล่อมเพื่อนให้รู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของการอ่าน เพื่อจูงใจให้เพื่อนอยากอ่านเองในที่สุด แบบโหดหน่อยก็มี คือ บังคับเพื่อนให้อ่าน ถ้าไม่อ่านจะไม่ให้ขนม หรือไม่ให้เล่นเกมส์ นอกจากนี้ยังมีน้องๆ หลายคนบอกเล่าถึงวิธีเชิญชวนเพื่อนที่ทำกันอยู่แล้วในห้องสมุด อาทิ การอ่านหนังสือให้น้องฟัง ตกแต่งห้องสมุดให้มีบรรยากาศน่าเข้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น ตอบปัญหา เล่านิทาน มีชั่วโมงห้องสมุด หรือสัปดาห์ห้องสมุด

            แม้สิ่งที่แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุกคนคิด แต่ก็เป็นสิ่งที่เด็กๆแต่ละคนช่วยกันคิดได้ เด็กอาจจะไม่ได้อ่าน-เขียนเก่งขึ้นในพริบตาเพียงระยะเวลาปีเดียว ทว่าสิ่งที่น้องๆ ได้แสดงความคิดเห็นในวันนี้บอกเราได้ชัดว่า น้องส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกสนุกกับการอ่าน มีความสุขและอยากเชิญชวนเพื่อนให้มามีความสุขด้วยกัน การอ่านจึงไม่ใช่ยาขมอีกต่อไป และนี่เองก็จะช่วยพัฒนาเป็นนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนอันเป็นรากฐานของคนที่มีคุณภาพในอนาคต

            จากนั้นมีการมอบรางวัลยอดนักอ่าน ๔ รางวัล เช่นเคย ได้แก่ อ่านเก่ง อ่านมาก วาดรูปสวย ลายมือสวย พิจารณาจากสมุดบันทึกการอ่านที่เด็กๆได้บันทึกเรื่องที่อ่าน วาดรูป และเขียนข้อความประทับใจ เด็กที่ได้รางวัลหลายคนเคยได้รับรางวัลแล้ว แต่หลายคนก็เป็นยอดนักอ่านมือใหม่ ที่ดูจะยิ้มภูมิใจมาก เพราะนี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เด็กๆ จะมีโอกาสได้รางวัลยอดนักอ่าน หลังจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับครูบรรณารักษ์ของแต่ละโรงเรียนว่าจะเห็นความสำคัญ และจัดมอบรางวัลนี้ต่อไปหรือไม่

            ในรอบนี้น้องๆ อาจไม่ได้บันทึกหลายเรื่องเท่ากับเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะช่วงเทอมต้นนี้ค่อนข้างวุ่นวาย มีกิจกรรมมากมาย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เด็กๆ ย่อเรื่องได้ยาวขึ้น เนื้อหาที่เขียนนั้นอ่านรู้เรื่องขึ้น และบางโรงเรียนคุณครูตรวจสมุดบันทึกการอ่านอย่างจริงจัง ลงชื่อกำกับและให้ขคำแนะนำแก่เด็กๆ ด้วย

     
 
     
พี่ๆ อาสาสมัครตั้งใจคัดเลือกสมุดบันทึกการอ่าน


     
 
     
สมุดบันทึกการอ่านของเด็กๆ


     
 
     
 


     
 
     
คุณครูบรรณารักษ์มอบรางวัลให้แก่น้อง ‘ยอดนักอ่าน’


     
 
     
หนังสือยอดนิยมเล่มที่เด็กๆ ยืมมาก จนเนื้อในหายไปเหลือแต่ปก


            สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของกิจกรรมครั้งนี้ คือ ‘การแลกเปลี่ยนหนังสือ’ เป็นการแลกเปลี่ยนหนังสือกันระหว่างโรงเรียน ๔ แห่ง ในกลุ่มเป็นครั้งสุดท้าย และหนังสือกองที่แต่ละโรงเรียนได้ในคราวนี้ก็จะมอบไว้ที่โรงเรียนเลย ไม่มีการขอคืน หรือแลกเปลี่ยนกันอีก

            ไม่กล้าทำนายว่าในอนาคตโรงเรียนจะดำเนินโครงการระบบหนังสือหมุนเวียนต่อกันเองหรือไม่ เพราะเท่าที่สอบถามคุณครูที่รับผิดชอบห้องสมุดและผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่จะบอกว่า เป็นไปได้ยาก เพราะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง ๔ โรงเรียน จึงอยากให้มีหน่วยงานกลางที่ลงมาช่วยดูแล จัดสรรงบประมาณ จัดหาหนังสือ เพราะลำพังภาระหน้าที่ของคุณครูโรงเรียนประถมเองก็มีมากอยู่แล้ว ทั้งประจำชั้น หรืองานอื่นๆ อีก และครูเกือบทุกโรงเรียนไม่มีความรู้เรื่องบรรณารักษ์ หรือเรื่องการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เพราะไม่ได้จบมาโดยตรง และที่สำคัญคุณครูบอกว่า เด็กๆ มักจะตื่นเต้นอยากร่วมอยากทำกิจกรรมกับพี่ๆ หน้าใหม่ๆ มากกว่าคุณครูที่เจอกันในห้องเรียนอยู่แล้วทุกวัน

            ทว่าก็มีบางโรงเรียนที่มั่นใจว่าถ้าคณะวิจัยถอนตัวออกมา พวกเขาจะจัดกิจกรรมกันเองได้ ไม่มีปัญหา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะวิจัยคาดหวัง แต่ในความเป็นจริงจะเป็นไปได้ไหม ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

     
 
     
เหล่าคุณหมอจำเป็นปฏิบัติการช่วยซ่อมหนังสือ


     
 
     
แลกเปลี่ยนหนังสือระหว่างโรงเรียน


     
 
     
น้องคนเก่งได้รางวัล ‘ยอดนักอ่าน’
 
หนังสือในโครงการฯ


            ฟรานซิส เบคอน กล่าวว่า “การอ่านหนังสือจะทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์”

            โครงการนี้ก็จะไม่สมบูรณ์ได้เลยถ้าหากขาดองค์ประกอบสำคัญ ทั้งหนังสือ เด็กๆ ครูบรรณารักษ์ รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ที่ให้ความร่วมมือกับคณะวิจัยเป็นอย่างดี เราต่างก็ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยกันแนะนำปรับปรุงพัฒนาโครงการ ด้วยความปรารถนาเดียวกันที่จะให้เด็กๆ สนใจ และชอบอ่านหนังสือ

            ฝนหยุดเม็ดพร้อมกับกิจกรรมสุดท้ายเสร็จสิ้น กลิ่นของความสดชื่น และการเริ่มต้นใหม่อบอวลอยู่รอบตัว แม้โครงการวิจัยปิดฉากลง แต่การสิ้นสุดของการหมุนเวียนหนังสือ ก็คือการเริ่มต้นเติบโตของต้นกล้าน้อยๆแห่งการอ่านในหัวใจของเด็กๆ

            แล้วโลกก็หมุนต่อไป เราก็ยังจะอ่านต่อไป และหวังว่าหนังสือก็จะหมุนต่อไป---

 
 
 




 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > ความเป็นไป > กลับไปต้นบทความ