ห้องสมุดจะดีไม่ได้ ถ้าไม่มีหนังสือดีให้ฅนอ่าน
  หน้าแรก   เฟซบุ๊คทั้งหลาย   หนังสือ   บทความ   ระบบหนังสือ   เกี่ยวกับผีเสื้อ   บันทึกถึงผีเสื้อ   ห้องสนทนา   โรงเรียนวิชาหนังสือ
  ดอนกิโฆเต้ฯ   ของเล่น   ของที่ระลึก   แผนที่เว็บ   คำถามเดิมๆ   นิตยสารหน้าจอ   สมัครสมาชิก   แก้ไขข้อมูลสมาชิก   สั่งซื้อหนังสือ
  หน้าแรก > หมวดหมู่หนังสือ > หนังสือแนะนำ
 
 
กวีนิพนธ์
นวนิยาย
วรรณกรรม
วรรณกรรมเยาวชน
ศาสนาและปรัชญา
สยองขวัญ - ผี
สารคดี - ทั่วไป
หนังสือส่วนตัว
ทุกหมวดหมู่
   
  รายชื่อหนังสือและใบสั่งซื้อ
  (pdf, 379 KB)
   
ปรัชญาชีวิต

‘ปรัชญาชีวิต’ เป็นหนังสืออมตะของ คาลิล ยิบราน ซึ่งรู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนใจปรัชญาและสาระลึกซึ้ง นับแต่พิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษครั้งแรก
เมื่อ ค.ศ.๑๙๒๖ เป็นต้นมา ก็ได้พิมพ์ไปแล้วหลายสิบล้านเล่ม ทั้งยังแปลและ พิมพ์เป็น
ภาษาต่างๆ หลายสิบภาษา
     

           กล่าวกันว่า การอ่านกวีนิพนธ์ ‘ปรัชญาชีวิต’ ของ คาลิล ยิบราน นั้น ผู้อ่านมักจะนึกถึงท่วงทำนองดนตรีไปพร้อมกับภาษาอันสวยงามด้วย ฉบับภาษาอังกฤษที่เริ่มพิมพ์ครั้งแรกๆจึงได้แบ่งวรรคตอนการคั่นจังหวะไว้เสมือนหนึ่งเป็นท่อนรับที่ว่างจากคำร้อง แต่แทรกสอดด้วยดนตรีแทน หรือในอีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ กวีนิพนธ์ของ คาลิล ยิบราน ควรที่ผู้อ่าน จะดื่มด่ำช้าๆ อย่างประณีต ค่อยๆ ซึมซับความละเอียดอ่อนหวานของภาษา ลีลาการเขียน และความหมายอันลึกซึ้ง
           ฉบับภาษาอังกฤษของ ‘The Prophet’ จึงได้ถือปฏิบัติในการเว้นจังหวะโดยใช้ช่องว่าง หรือมีเครื่องหมายคั่น ในแต่ละตอนไว้ และยึดถือกันเรื่อยมา แม้ฉบับที่พิมพ์ครั้งล่าสุด
           การพิมพ์ภาษาไทยครั้งนี้ก็ยึดถือแบบแผนเดียวกัน โดยคงรูปแบบการจัดรูปเล่มของสำนักพิมพ์กะรัตที่ได้ทำไว้ เมื่อ
พ.ศ.๒๕๓๐ นอกจากจะทำให้หนังสือมีรูปเล่มสวยงามแล้ว ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นสำคัญ
           หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันในบรรดานักอ่านทั่วโลก และแม้แต่ในประเทศไทยก็ได้แพร่หลายมานาน มหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ กำหนดให้หนังสือนี้เป็นคู่มือประกอบการศึกษาวิชาปรัชญา รวมทั้งมหาวิทยาลัยบางแห่งในประเทศไทยด้วย
           ชื่อ ‘คาลิล ยิบราน และหนังสือของกวีท่านนี้กล่าวถึงกันมากในกลุ่มนักอ่าน นักศึกษา นักปรัชญา รวมทั้งกวีและนักเขียน
           ในโอกาส ๘๗ ปี นับแต่พิมพ์ครั้งแรก และย่างเข้าปีที่ ๕๐ ของฉบับแปลภาษาไทย สำนักพิมพ์ผีเสื้อได้จัดทำรูปเล่มพิเศษปกแข็ง และพิมพ์สอดสีด้วยกระดาษชนิดพิเศษ เพื่อเป็นที่ระลึกและคารวะผู้นิพนธ์ อีกทั้งได้ตรวจแก้ปรับปรุงต้นฉบับจากการพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งตกหล่นไปบ้าง.ให้ครบถ้วนสมบูรณ์


สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
รอยประทับ

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์
ความรักและการต่อสู้ของมิชชันนารี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน
จากแดนอินเดียนแดงสู่สยามประเทศ
สถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือ โบสถ์คริสตจักรที่ ๑(สำเหร่)
บรรยากาศที่หลงเหลือนับแต่เมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา

                             ----------------------
     
หนังสือ The King and I ของแหม่มแอนนา คือเรื่องราวของสตรีตะวันตก
ที่เข้ามาอยู่ในสยามยุคสมัยรัชกาลที่ ๔ และมีโอกาสใกล้ชิดชีวิตในรั้วในวัง
           แต่ ‘รอยประทับ’ คือเรื่องราวของสตรีตะวันตกอีกฅนหนึ่ง
ซึ่งมาสู่สยามในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ผจญและใกล้ชิดเหตุการณ์ของชาวบ้านฅนธรรมดาสามัญ
ทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองต่างจังหวัด พบปะผู้ฅนหลากหลาย
ได้ครองคู่กับบุคคลผู้ทำประโยชน์ใหญ่หลวงแก่สยาม และเผชิญมรสุมชีวิตอย่างกล้าหาญมิรู้หยุดหย่อน
ความตั้งใจมั่นที่จะอยู่ในผืนแผ่นดินนี้จึงปรากฏเป็นนวนิยายแสนสวย
พร้อมๆ กับระลึกนึกถึงบุคคลต่างๆ ที่ประวัติศาสตร์อาจจะลืมจารึก
ทว่า คุณงามความดีของบุคคลเหล่านั้นยังดำรงอยู่เสมอ มิเสื่อมคลาย
นับแต่ ค.ศ. ๑๘๖๖ เริ่มเรื่องในแผ่นดินอินเดียนแดง เรื่อยมาจนถึงสยามประเทศ ร.ศ.๑๑๕
จวบจน ค.ศ. ๑๙๕๐ ถ้อยภาวนาว่า
“ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดปกป้องพิทักษ์ประเทศสยามด้วยเถิด ชี้วิถีสู่สันติ วัฒนาสู่ทางที่ดีเถิด---”
นั้น ช่างจับใจยิ่งนัก

                                                       ----------------------

แมรี่ เลาเกอซัน เกิดในครอบครัวมิชชันนารี โบสถ์เพรสไบทีเรียนในสยาม
บิดา คือ จอห์น เอกิ้น ผู้อำนวยการฅนแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน (มารดาคือแอลตา หรือ อัลธา)
แมรี่สมรสกับชาวเดนมาร์ก นามสกุลเลาเกอซัน ใช้ชีวิตในเมืองไทย
ครั้งหลังสุด อาสาสมัครเป็นที่ปรึกษา และสอนภาษาอังกฤษที่ภาควิชาภาษาต่างประเทศ
ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ได้กลับไปอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนียระยะหนึ่ง ก่อนกลับบ้านเกิด แมรี่ เลาเกอซัน ได้จัดตั้งมูลนิธิจอห์น เอกิ้น ในประเทศไทย
เพื่อมอบรางวัลวรรณกรรมแก่นักเขียนไทย รวมทั้งรางวัลแก่อาจารย์ผู้สอนที่มีผลงานการสอนดีเด่น
แมรี่ เลาเกอซัน เขียนหนังสือนิทานสำหรับเด็ก เขียนตำราการสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กไทย
และเป็นสตรีฅนแรกที่จัดพิธีสมรส ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล
           แมรี่ เลาเกอซัน เสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกา

                                                       ----------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน

นฤมล เทพไชย เกิดที่จังหวัดสตูล เติบโตที่จังหวัดสงขลา
เรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านเทพา โรงเรียนมัธยมเทพา และโรงเรียนวรนารีเฉลิม สงขลา
           สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีแผนกภาษาและวรรณคดีอังกฤษ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เคยศึกษาปริญญาโท วรรณคดีเปรียบเทียบ ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะได้รับทุนฟุลไบรท์ศึกษาต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยอัลบานี รัฐนิวยอร์ก
           เคยเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ก่อนจะศึกษาต่อและสำเร็จปริญญาเอก
ด้านภาษา
           เคยใช้ชีวิตในประเทศไอซ์แลนด์นาน ๕ ปี ก่อนจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ทำงานด้านการสอนภาษาไทย
และการศึกษา
           ปัจจุบัน พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา มีผลงานด้านการแปล งานเขียน และตำราวิชาการ
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
ดูแลตัวเองด้วยกายภาพบำบัด ปวดฅอ

อาการปวดฅอ มักพบบ่อยและเกิดจากสาเหตุหลายประการ หากถามผู้ใหญ่ ๑๐ ฅน จะมีผู้ตอบว่า เคยปวดฅอในช่วงปีที่ผ่านมาถึง ๔ ฅน กลุ่มที่ตอบว่าปวดฅอมากที่สุดคือ หญิงอายุ ๔๐-๖๐ ปี ผู้ใช้แขนทำงานหนักนานๆหรือทำงานใช้สายตามาก อาการปวดฅอมักเป็นๆหายๆ ผู้มีอาการ ๒ ใน ๑๐ ฅน เป็นเรื้อรัง คือ ปวดเกือบตลอดเวลา
     
อากาปวดฅอมักเชื่อมโยงกับปวดไหล่หรือลามไปปวดบริเวณสะบัก หากเป็นมากอาจมีอาการชาเป็นเหน็บที่แขน มือ หรือนิ้วมือ บ่อยครั้งผู้ปวดฅออาจจะปวดศีรษะ ขมับ ขากรรไกร กระบอกตา ตาพร่ามัว และวิงเวียนศีรษะร่วมด้วย

           อาการปวดฅอเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ ตั้งแต่ใช้งานร่างกายแบบผิดๆ อุบัติเหตุโดยตรงที่ศีรษะและฅอ เช่น ฅอสะบัด ถูกกระแทก หรือรถชนท้าย กระดูกและข้อต่อฅอเสื่อม หรือกิจกรรมบางอย่างที่ดูธรรมดา เช่น เคี้ยวหมากฝรั่ง นั่งอ่านหรือเขียนหนังสือ แม้แต่นอนหลับผิดท่าก็ทำให้ตื่นขึ้นมาปวดฅอจนหันศีรษะไม่ได้

           นอกจากนั้น ความเครียดทางจิตใจอาจทำให้ปวดฅอเนื่องจากกล้ามเนื้อเกร็งตึงได้อีกด้วย
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
โนเวเชนโต้

ในหนังสือบางเล่มของอเลซซานโดร บาริกโก
เคยปรากฏถ้อยความว่า สำนักพิมพ์ไม่ควรเขียนหรือแนะนำสิ่งใด
สำหรับผลงานของเขา เล่มนี้ เรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกัน
นอกจากจะบอกว่า ‘คอ’นวนิยายสมัยใหม่โปรดอย่ารอช้า
‘รีบอ่าน และแนะนำเพื่อนรักนักอ่านต่อๆ กันไปเถิด
---อย่าได้รีรอเลย’ เรื่องดีๆเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนัก

           สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
           มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
     

ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ให้ เออูเจนิโอ อัลเลกริ นักแสดง
และกาบริเอเล วาชิส ผู้กำกับ
ทั้งสองนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นการแสดงบนเวที
ในงานเทศกาลเมืองอัสติ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่า นี่เพียงพอหรือไม่ที่จะกล่าวว่า
ข้าพเจ้าประพันธ์บทละคร
ข้าพเจ้าออกจะเคลือบแคลงใจอยู่
บัดนี้ เมื่อได้เห็นบทประพันธ์นี้ในรูปหนังสือ
ข้าพเจ้ามีความรู้สึกโน้มเอียงว่า
นี่คือบทประพันธ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบทละครแท้จริง
กับเรื่องเล่าสำหรับอ่านออกเสียง
ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่มีชื่อเรียกบทประพันธ์ลักษณะนี้
กระนั้นก็ไม่สำคัญนัก
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นี่เป็นเรื่องราวแสนงาม
ที่มีค่าพอแก่การนำมาบอกเล่า
อีกทั้งข้าพเจ้ายังพอใจที่จะคิดว่า
จะมีใครสักฅนอ่านเรื่องนี้

           เอ. บี.
           กันยายน ค.ศ.1994


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อเลซซานโดร บาริกโก เกิดที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อค.ศ.1958 จบการศึกษาด้านปรัชญาและดนตรี
ทำงานครั้งแรกในบริษัทโฆษณา ตำแหน่งก็อปปี้ไรเตอร์ และเขียนบทความวิจารณ์ดนตรีให้หนังสือพิมพ์รายวัน
‘ลา เรปุบบลิก้า’ และ ‘ลา สตัมป้า’
           บาริกโกเริ่มงานประพันธ์จากความสนใจวรรณกรรมและดนตรี นวนิยายเรื่องแรก Castelli di rabbia
ได้รับรางวัล Prix Médicis étranger ในประเทศฝรั่งเศส ในฐานะผลงานวรรณกรรมต่างชาติยอดเยี่ยมเมื่อ
ค.ศ.1995 และได้รับรางวัล Campiello ในประเทศอิตาลี ผลงานเขียนเรื่องต่อมาคือ Oceano mare ได้รับรางวัล
Viareggio และรางวัล Palazzo del Bosco ตามลำดับ
           ’ไหม’ (Zeta) นวนิยายเรื่องที่สามของเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงวรรณกรรมอิตาลี ด้วยยอด ขาย
๓๐๐,๐๐๐ เล่ม ในเวลาอันรวดเร็ว แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย
           บาริกโก กลายเป็นดาราดวงเด่น
ได้รับความสนใจจากหนุ่มสาวที่ยินดีเฝ้ารอหน้าร้านกาแฟเพื่อขอลายเซ็นมากเป็นพิเศษ เขาสร้างปรากฏการณ์
ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่งดงามจากศิลปะน้อยคำ
มีผู้เปรียบว่า เขาร้อยเรียงงานเขียนด้วยลีลาไม่ต่างจากที่รอซซินีใช้ในการประพันธ์ดนตรี
           บาริกโกยังร่วมกับเพื่อนนักเขียนก่อตั้งโรงเรียนนักเขียน เมื่อ ค.ศ.1994 ชื่อ Holden
           Senza sangue หรือ’ไร้เลือด’ ผลงานที่พิมพ์ใน ค.ศ.2002 ได้รับ คำนิยมมากมายจากนักวิจารณ์
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
เกือบไม่ได้เขียน

ผู้แปลได้ไปเยือนบ้าน’สเกลเดล’ ของหมอเจมส๎ เฮอร์เรียต
ซึ่งกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ขณะแปลต้นฉบับชุดนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐
รอนแรมไปในถิ่นซึ่งแต่เดิมแทบไม่มีฅนภายนอกรู้จักเลย
แต่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญยิ่งของประเทศอังกฤษ
อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
           เจมส๎ เฮอร์เรียต ได้รับยกย่องจากทางการของเมือง และประเทศอังกฤษตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตอยู่กล่าวคือ องค์กรบริหารเมืองได้ให้สมญาดินแดนที่ปรากฏในฉากของเรื่องสั้น ชุดนี้ว่า Herriot Country เป็นทางการ
     
           สิ่งสำคัญที่อาจพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ นักเขียน ผู้ฅน สังคม สัตว์ และประเทศชาติอย่างง่ายๆก็คือ---เมื่อนักเขียนดี ผลงานดี หนังสือดี ผู้ฅนในนานาประเทศรู้จักและชื่นชม ก็จะนำผลดีมาสู่บ้านเมืองและประเทศชาติ---แต่การจะมีนักเขียนดีได้นั้น ต้องเริ่มที่การศึกษาและรสนิยมของผู้ฅน โดยเฉพาะรสนิยมของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ

           ขณะนี้ มณฑลยอร์คเช่อร์ยังเป็นดินแดนการเกษตร แต่เกษตรกรที่นี่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันมาก ผู้ฅนทั่วสารทิศเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยความชื่นชมถิ่นชนบทอันบริสุทธิ์ การเกษตรและ ปศุสัตว์แบบเก่าที่ยังมีให้เห็น ฅนในท้องถิ่นยังคงชีวิตชนบทเป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิม แต่มีความสุขยิ่งที่จะรักษาขนบธรรมเนียมอันดีของบรรพบุรุษไว้ด้วยความภาคภูมิใจ

           กล่าวสรุปได้ว่า การพัฒนาชนบทที่ดีอยู่บนรากฐานเกษตรกรรมอันเป็นธรรมชาติแห่งท้องถิ่น และผู้ฅนดำรงชีพแบบเก่าก่อนเกิดขึ้นได้ เนื่องจากบุคคลเพียงฅนเดียวก็จริง ทว่า ต้องมีผู้สานต่อความคิดอย่างชาญฉลาด ความคิดเรื่อง Herriot Country นั้น มิได้หมายถึง ’พัฒนาชนบทให้เป็นเมือง’ แต่คือการ ‘พัฒนาชนบทให้เป็นชนบทที่ดี’ ทั้งสำหรับฅนท้องถิ่นเองและผู้มาเยี่ยมเยือน

           ผู้แปลได้เดินทางท่องเที่ยว พักค้างแรมในตำบลต่างๆ ตามบ้านชาวไร่ที่แบ่งห้องให้แขกพักพร้อมบริการอาหารเช้า คิดราคาไม่แพงนัก ได้ความรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมบ้านเพื่อน กลับไปร่วมใช้ชีวิตในสังคมของหมอเจมส๎ เฮอร์เรียต ดังเช่น ที่นักท่องเที่ยวอื่นๆ รู้สึก หรืออย่างน้อยก็ผู้อ่านรู้สึกทุกครั้งที่อ่านเรื่องของสัตวแพทย์นักเขียนผู้นี้ว่า เขาเป็นเสมือนญาติ เป็นเพื่อนสนิท หรือฅนที่เรารู้จักจริงๆ

           สังคมเช่นนี้ยังมีอยู่และดำเนินด้วยดีได้ หากผู้บริหารบ้านเมืองและนักการเมืองคิดโดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตน ไม่โลภจนทำให้ชนบทธรรมชาติกลายเป็นเมืองโรงงาน ปาริฉัตร เสมอแข มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๒
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า   อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า

หนังสือเล่มนี้ ทำให้เกิดประโยคที่ว่า

"การมีโอกาสอ่านหนังสือดี นับเป็นโชคของมนุษย์"

           สงครามโลกครั้งที่สอง ณ บริเวณซึ่งอาจเรียกได้ว่า ‘สมรภูมิ’ จังหวัดกาญจนบุรี ของประเทศไทย ที่ซึ่งทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้ล้มตายไปจำนวนมากอันเนื่องมาแต่การสร้างทางรถไฟสายสยาม-พม่า ซึ่งต้องผ่านป่าเขาและหุบเหว ตามคำบงการของกองทัพญี่ปุ่น
           เหตุการณ์ในประเทศไทยครั้งนั้น ได้เกิดวีรบุรุษขึ้นมาก และคนหนึ่งคือ ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ ผู้หาญกล้าวาดรูปใส่กระดาษเท่าที่มีเท่าที่พอหาได้ ด้วยสีตามธรรมชาติจำนวนนับร้อยภาพ แอบซ่อนไว้แม้ยามระหกระเหิน กระทั่งสิ้นสุดสงคราม

           เมื่อลีโอ รอว์ลิ่งส๎ พิมพ์หนังสือประกอบภาพเล่มสมบูรณ์ เขาได้ส่งหนังสือเล่มหนึ่งถึงนายบุญผ่อง ศิริเวชภัณฑ์ ผู้มีส่วนช่วยเหลือทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยนั้น และหนังสือเล่มนั้นเองมาถึงมือบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ(หรือสำนักพิมพ์กะรัตในขณะนั้น)
     
ไล่ๆกับข่าวจากญี่ปุ่นว่า ทาเกชิ นิเกเสะ นักแปลญี่ปุ่นได้แปลเรื่องนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น พิมพ์จำหน่ายในญี่ปุ่น และในวันแนะนำหนังสือเป็นครั้งแรกก็ได้เชิญผู้เขียน คือลีโอ รอว์ลิ่งส๎ ไปร่วมเปิดงานพร้อมมอบลายเซ็นแก่นักอ่านญี่ปุ่นด้วย

           ก่อนหน้านั้น ใน พ.ศ.๒๕๒๖ บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ(กะรัต) ได้รับคำบอกเล่าจากเพื่อนชาวอังกฤษ และทหารผ่านศึกชาวอังกฤษที่ได้พาเที่ยวในเมืองไทยว่า ทหารผ่านศึกชาวอังกฤษฅนหนึ่งเขียนรูปและเขียนเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทยไว้มาก

           ข่าวเรื่องหนังสือ And The Dawn Came Up Like Thunder จึงมาถึงสำนักพิมพ์ผีเสื้อหลายกระแส

           พ.ศ.๒๕๒๘ การติดต่อทางจดหมายระหว่างบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อและผู้เขียนก็ดำเนินไปอย่างฉันมิตร เป็นเวลานานถึงเกือบ ๒ ปี จึงได้ข้อสรุปว่า ผู้เขียนอนุญาตให้แปลและพิมพ์หนังสือเรื่องนี้เป็นภาษาไทยได้ แต่เหตุอุปสรรคด้านต่างๆสลับสับเปลี่ยนเรื่อยมา จนถึง พ.ศ.๒๕๓๓ ได้ทราบข่าวน่าเสียใจว่า ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ เสียชีวิตแล้ว

           บัดนี้ เป็นเวลาได้ ๒๓ ปี นับแต่ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ ตอบจดหมายฉบับแรกถึงบรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อซึ่งเป็นผู้แปลเรื่องนี้เองตามที่ได้สัญญากับผู้เขียน คณะบรรณาธิการได้จัดทำหนังสือแปลเรื่องนี้อย่างประณีตและดีที่สุด ทั้งเนื้อหา รูปแบบ และรายละเอียดต่างๆ

           สำนักพิมพ์ผีเสื้อได้เลือกสถานที่จัดพิธีคารวะดวงวิญญาณผู้เขียน และบรรดาเชลยศึกสงครามทั้งหลาย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกับแนะนำหนังสือเรื่องนี้ ณ บริเวณที่เรียกว่า ‘ช่องเขาขาด’ (อันเป็นสถานที่ซึ่งเชลยศึกต้องทนทุกข์ทรมาณที่สุด และล้มตายไปจำนวนมาก) ในวันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ อันตรงกับวันที่ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ ตอบจดหมายฉบับแรกถึงบรรณาธิการ
           ในจดหมายของลีโอ รอว์ลิ่งส๎ เขาแสดงความประสงค์ และความปรารถนาว่าจะเดินทางมาเมืองไทย เพื่อแนะนำหนังสือและมอบลายเซ็นแก่ผู้อ่าน เช่นเดียวกับที่ได้รับเชิญไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
           แน่ละ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ การได้กลับมาเยือนถิ่นซึ่งเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ ได้กลับมาระลึกถึงเรื่องราวมากหลาย เช่นเดียวกับเชลยศึกฅนอื่นๆ และเช่นเดียวกับเชลยศึกชาวออสเตรเลีย ที่ลงทุนลงแรงทั้งกายและใจ ย้อนกลับมาค้นหาสถานที่ บุกเบิกป่าดงอันรกร้าง และเสนอให้รัฐบาลออสเตรเลียเจรจากับรัฐบาลไทย ก่อตั้งอนุสรณ์สถานขึ้นที่ ‘ช่องเขาขาด’ จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ซึ่งเชื่อว่าดวงวิญญาณของเชลยศึกพำนักอยู่นับหมื่น
           ทุกฅนต่างก็เชื่อว่า ดวงวิญญาณของลีโอ รอว์ลิ่งส๎ แม้ได้สิ้นชีวิตที่ประเทศอังกฤษ แต่ก็อยู่ ณ ที่นั้น ในวันประกอบพิธีคารวะ และแนะนำหนังสือตามความประสงค์ของเขา ร่วมกับดวงวิญญาณที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเมื่อครั้งกระโน้นด้วย
           ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ ได้มอบลายเซ็นสวยงาม (ซึ่งปรากฏในหน้าแรกของหนังสือทุกเล่ม) มาก่อนแล้ว นานถึง ๒๓ ปี ผู้อ่านจึงจะได้เห็นลายเซ็นของนักเขียนและศิลปินรวมทั้งลายมือในหนังสือทุกเล่ม

           เมื่อครั้งที่หนังสือเรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกในประเทศอังกฤษ จอมพลเรือ เอิร์ลเมานท๎แบทเท่น แห่งพม่า (หรือลอร์ดหลุยส๎ เมานท๎แบทเท่น) ได้เขียนคำปรารภเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งแก่หนังสือเรื่องนี้ว่า

           “ข้าพเจ้าไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น รูปถ่ายหรือภาพยนตร์ที่แสดงถึงชีวิตอันทุกขเวทนาของเชลยศึกผู้เคราะห์ร้าย ยามตกอยู่ในเงื้อมมือทหารญี่ปุ่นในสงคราม
           นับว่ายังดีที่เชลยศึกฅนหนึ่ง คือ ลีโอ รอว์ลิ่งส๎ มีความกล้าหาญและมุ่งมั่น อดทน ทั้งสามารถ ได้ถ่ายทอดให้เห็นชีวิตอันน่าตระหนกของบรรดาเชลยศึกของเรา
           เขาเขียนเล่าเรื่องราวของเขาไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฅน ผู้ซึ่งชื่นชมความทรหดอันมหัศจรรย์ของบรรดาฅนของเรา ขณะตกเป็นเชลยในเงื้อมมือทหารญี่ปุ่น จะต้องสะเทือนใจ”

           ถ้อยความตรงไปตรงมาของเชลยศึกสงคราม และภาพวาดในภาวะคับขัน เสี่ยงตาย สวยงาม มีชีวิต มีวิญญาณ มีความเจ็บปวด ขมขื่น ความตาย ฯลฯ
           คือสิ่งที่ไม่อาจหาได้จากหนังสือเล่มใด ไม่ว่านับร้อยๆปีที่ผ่านมา และอีกร้อยๆปีข้างหน้า
           ที่สำคัญก็คือ เกือบทั้งหมด และส่วนสำคัญของหนังสือ เกิดขึ้นในประเทศสยามหรือประเทศไทย
           นี่คือหนังสือเล่มหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกฅนควรอ่าน ควรเรียนรู้ โดยเฉพาะฅนไทยยุคนี้ และยุคหน้า
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
ชายชราผู้อ่านนิยายรัก   ชายชราผู้อ่านนิยายรัก

นวนิยายรางวัล ติเกร๎ ฆวน แห่งประเทศสเปน

           รางวัล ติเกร์ ฆวน จัดตั้งขึ้นในค.ศ. ๑๙๙๗ โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านภาษา วรรณกรรม และความร่วมมือของฝ่ายวัฒนธรรมเมืองโอบิเอโด ในค.ศ. ๑๙๘๖ มูลนิธิแห่งวัฒนธรรม ประจำเทศบาลเมืองโอบิเอโด เป็นผู้บริหารจัดการรางวัล ติเกร์ ฆวน ได้เพิ่มเงินราวงัล และวิธีจัดการเรื่องรางวัล เพื่อให้เป็นรางวัลยิ่งใหญ่ ซึ่งสะท้อนลักษณะสำคัญของเมืองโอบิเอโด ด้านการรังสรรค์วรรณกรรมเป็นพื้นฐาน รางวัลสำคัญนี้เกิดขึ้นได้ด้วยประเพณีทางวรรณกรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของมูลนิธิแห่งวัฒนธรรม นักการเมืองผู้รู้คิด ใส่ใจ และมีรสนิยม รวมทั้งนักอ่านที่กระตือรือร้น ตลอดจนนักคิด นักเขียน

           ในค.ศ.๑๙๘๙ มูลนิธิแห่งวัฒนธรรม และคณะกรรมการผู้ตัดสิน ร่วมกันเสนอโครงการใหม่ : รางวัลติเกร์ ฆวน สำหรับผลงานร้อยแก้วที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ถือเป็นการส่งเสริมและสนับสนุน
     
สำนักพิมพ์ที่กล้าเสี่ยง และวางเดิมพัน ด้วยผลงานเรื่องแรกของนักเขียนใหม่ นับแต่ค.ศ.๒๐๐๔ เงินรางวัลเพิ่มเป็น ๒๔,๐๐๐ ยูโร และสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ ที่ได้รับรางวัลครั้งแรกนั้น จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม การประกวดตัดสินรางวัลตามประเพณี มีขึ้นระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน หรืออาหารค่ำในเดือนธันวาคม มีนักเขียนใหม่ได้รับรางวัลนี้แล้ว ๓๐ ฅน ล้วนเป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าของสเปน และของโลกในปัจจุบัน

           ชีวิตของหลุยส๎ เซปุล๎เบดา อัดแน่นด้วยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายซ้ายในโลกลาตินอเมริกา ซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวังและความผิดหวังนานัปการ ความใฝ่ฝันตามวิถีการเมืองของประธานาธิบดี อาเยนเด้ในฐานะผู้นำนักศึกษา การเกิดรัฐประหารของนายพลปิโนเชต์ การถูกจำคุก การลี้ภัย การท่องเที่ยวไปทั่วลาตินอเมริกา ซึ่งนำเขาเข้าไปเกี่ยวพันกับการต่อสู้ในการปฏิวัติของนิคารากัว จากนั้นต้องระเห็จไปอยู่ยุโรปพร้อมภาพความทรงจำแห่งประเทศของตน

           ชีวประวัติของหลุยส๎ เซปุล๎เบดา เกิดที่เมืองโอบาเย ค.ศ. ๑๙๔๙ บิดาเป็นผู้จัดการโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประจำเมืองโอบาเย หลังจากเขาเกิดมาได้หนึ่งเดือน บิดามารดาก็ย้ายกลับไปกรุงซานติเอโก้ เมื่ออายุ ๑๒ ปี เข้าโรงเรียนมัธยมปลายเพื่อเรียนต่อด้านบัญชี แต่เขาไม่สนใจและหนีเรียนไปอ่านหนังสืออยู่ที่ หอสมุดแห่งชาติเป็นประจำ หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เขาเข้าเรียนด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยชิลี สนใจการทำละคร และในปี ๑๙๖๙ ได้รับทุนไปศึกษาการละครที่กรุงมอสโคว์ แต่ด้วยเหตุประพฤติ นอกลู่นอกทางเขาถูกตัดทุนการศึกษา ต้องเดินทางกลับชิลี

           ที่ชิลี หลุยส ๎ เซปุล ๎เบดาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในฐานะผู้นำ การเคลื่อนไหวของนักศึกษา ในสมัยประธานาธิบดีซัลวาดอร์ อาเยนเด้ เขาทำงานในฝ่ายวัฒนธรรมของรัฐบาล เป็นผู้ดูแลการตีพิมพ์ วรรณกรรมคลาสสิค สำหรับประชาชน นอกจากนั้น เขายังเป็นฅนกลางระหว่างรัฐบาลและบรรดาบริษัท ห้างร้านภายในประเทศ

           ปี ๑๙๖๗ เขาสมรสกับเอร์ซิยา ญานเญซ (Ercilla Y áñez) แต่หย่าร้างกัน หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๑๙๗๓ โดยการนำของนายพล ปิโนเชต์ เขาถูกจำคุกเป็นเวลาสองปีครึ่ง แต่องค์กร นิรโทษกรรมสากลของเยอรมนีเข้าช่วยเหลือจึงได้รับอิสพชั่วคราว ต่อมา ถูกจับกุมอีกครั้ง ครั้งนี้เขาหลบหนี ไปเกือบหนึ่งปี และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฅนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าสมาคมฝรั่งเศสในเมืองบัลปาไรโซ (Valparaíso) เขาจัดตั้งคณะละครซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มของการต่อต้านทางวัฒนธรรม เขาถูกจับกุมอีกต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ต่อมาได้ลดโทษลงเหลือจำคุก ๒๘ ปี ด้วยข้อหาเป็นกบฏต่อประเทศ

           องค์กรนิรโทษกรรมสากลในเยอรมนียื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาอีกครั้ง โทษจำคุก ๒๘ ปี กลายเป็นการถูกเนรเทศออกนอกประเทศเป็นเวลา ๘ ปี ในปี ๑๙๗๗ หลุยส๎ เซปุล๎เบดาเดินทางออกจากชิลีเพื่อไปสอนวรรณคดีสเปนที่สวีเดน แต่เมื่อเดินทางถึงกรุงบวยโนสไอเรส เขาหนีไปอุรุกวัย ทว่า บรรดาเพื่อนของเขาในประเทศต่างๆถูกสังหารหรือถูกจำคุกโดยฝีมือของเผด็จการในแต่ละประเทศ เขาจึงเดินทางไปเซาเปาโลในบราซิลก่อนแล้วเดินทางต่อไปยังปารากวัย และในที่สุดต้องระเห็จออกจากที่นั่นเพราะระบอบการปกครองที่ทนรับไม่ได้ เขาไปพำนักกับฆอร์เฆ เอ็นริเก อาโดอูม เพื่อนฅนหนึ่งที่เมืองกิโตในเอกวาดอร์

           เขาเป็นผู้กำกับการแสดงละครของสมาคมฝรั่งเศส และก่อตั้งคณะละครขึ้นคณะหนึ่ง ต่อมา เข้าร่วมการเดินทางซึ่งจัดโดยองค์การยูเนสโก เพื่อสำรวจผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเผ่าซูอาร์ในผืนป่าอเมซอน ในการร่วมเดินทางครั้งนี้ เขาใช้ชีวิตร่วมกับชนพื้นเมืองเป็นเวลา ๗ เดือน ทำให้เข้าใจภาพแท้จริงของ ลาตินอเมริกาว่า เป็นดินแดนทางวัฒนธรรมและภาษาอันหลากหลาย คำสอนของลัทธิมาร์กซึ่งมิอาจนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ฅนต่างๆในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประชากรห่างไกลความเจริญซึ่งมีชีวิตขึ้นอยู่กับ ระบบนิเวศ เขาทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ของชนพื้นเมืองเพื่อจัดทำร่างแผนฉบับที่หนึ่ง สำหรับการสอนหนังสือให้ผู้ไม่รู้หนังสือของสมาพันธ์ชาวนาแห่งเมืองอิบัมบูรา (Ibambura) บนเทือกเขาแอนดิส

           ในปี ๑๙๗๙ เขาเข้าร่วมกับกองรบนานาชาติซิมอน โบลิบาร์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในนิคารากัว หลังจากได้ชัยชนะในการปฏิวัติเขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าว หลังจากนั้นไปใช้ชีวิตที่ฮัมบูร์กเป็นเวลาหนึ่งปี ที่นั่น เขามีโอกาสได้อ่านงานวรรณกรรมเยอรมัน โดยเฉพาะผลงานของนักเขียนแนวจินตนิยม เขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวและเดินทางไปมาระหว่างลาตินอเมริกาและแอฟริกา

           ค.ศ. ๑๙๘๐ หลุยส ๎ เซปุล ๎เบดาเดินทางไปยุโรป และสมรสอีกครั้งกับมาร์การิต้า เซเว่น ชาวเยอรมัน มีบุตร ๓ ฅน คือ เซบาสเตียน และฝาแฝดมากซ์ กับเลออน ช่วงเวลานั้น เขาเข้าร่วมงานกับกรีนพีซ ตั้งแต่ปี ๑๙๘๒ จนถึง ๑๙๘๗ ประจำอยู่ในเรือ ต่อมาเป็นผู้ประสานงานด้านต่างๆให้องค์กรดังกล่าว

           ในปี ๑๙๙๓ เขาแยกทางกับภรรยาฅนที่สองและกลับไปคืนดีกับภรรยาฅนแรก และปักหลักชีวิตร่วมกับเธอที่เมืองกิฆอน (Gijón) ทางตอนเหนือของประเทศสเปน

           นับแต่ปี ๑๙๙๓ เขามีผลงานตีพิมพ์จำนวนเจ็ดเล่มด้วยกัน คือ ชายชราผู้อ่านนิยายรัก (Un viejo que leyó novelas de amor (1993), โลกสุดขอบฟ้า (Mundo del fin del mundo,1994), ชื่อนักสู้วัว (Nombre de torero,1994) ปาตาโกเนียเอ็กเพรส Patagonia Express,1995), นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน (Historia de una gaviota y del gato que le enseñó a volar,1996), การพลัดพราก(Desencuentros,1997 รวมเรื่องเล่าระหว่างปี ๑๙๗๐ - ๑๙๙๖), บันทึกนักฆ่าผู้อ่อนไหว(Diario de un killer sentimental,1998) และเรื่องอื่นๆ

           • Desencuentros, 1997
           • El juego de la intriga, (con Martín Casariego, Javier García Sánchez y Paco Ignacio Taibo II), 1997
           • Yacar", 1998
           • Historias marginales, 2000
           • Hot line, 2002
           • Komplot: Primera parte de una antología irresponsable
           • Los peores cuentos de los hermanos Grim, con Mario Delgado Aparaín, 2004
           • “Moleskine, apuntes y reflexiones”, 2004

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้บางส่วนว่า
           "ผมไม่ใช่นักเขียนชิลี ผมเป็นนักเขียนลาตินอเมริกัน"
           "บทบาทของผมคือ เป็นฅนเล่าเรื่องอย่างเดียว"

           "เมื่อคุณมีโอกาสจะได้ตีพิมพ์งานเขียน และเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้รับรู้ความคิดเห็นของคุณ คุณกำลังได้รับอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น คุณสามารถสื่อความคิดเห็นของคุณไปยังผู้อ่านเป็นจำนวนมากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่อาจสื่อความคิดเห็นของพวกเขาถึงคุณ ดูไม่แตกต่างจากระบอบเผด็จการเท่าใดนัก นั่นเท่ากับเป็นการปฏิเสธเรื่องการเมืองเพราะการเมืองต้องอาศัยการสนทนาพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยจรรยาบรรณ และด้วยความเคารพที่มีต่อผู้อ่าน เราจึงไม่ควรสอนศีลธรรมผ่านงานวรรณกรรม

           เราเพียงเขียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ และทำให้ผู้อ่านคิดทบทวนด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ผมทำ"

           "แนวการเขียนของผมคือ เป็นการเล่าเรื่องเช่นเดียวกับผลงานทุกเรื่องที่ผ่านมา แต่มีแง่คิดบางประการซึ่งค่อนไปทางสอนศีลธรรม หรือแสดงความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่างานวรรณกรรมควรต้องมี"

           "แง่คิดในผลงานเรื่อง 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' คือ มนุษย์เราควรเคารพ ธรรมชาติ และรักษาสมดุลย์ของระบบนิเวศเอาไว้"

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา เขียนนวนิยายสั้นแต่แฝงนัยแห่งความหมาย เขารู้ดีว่าผู้อ่านในยุคปัจจุบันไม่ค่อยอดทน นอกจากนั้น เขาสอดแทรกองค์ประกอบทางนิเวศวิทยา และเกร็ดชีวิตส่วนตัวเข้าไปในงานเขียน ในเรื่อง 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' เขาวิจารณ์การทำลายล้างป่าอเมซอน แนะนำผู้อ่านให้รู้จักเผ่าซูอาร์ ขณะนี้ผลงาน

           เรื่องนี้ของเขาจำหน่ายไปแล้ว ๑๘ ล้านเล่ม และแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า ๓๐ ภาษา

           'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' เขียนอุทิศแก่ ชิโก้ เมนเดส ผู้ซึ่งโน้มน้าวให้ หลุยส ๎ เซปุล ๎เบดา เขียนเรื่องนี้ขณะที่ตัวเขาเองกำลังคิดหาวิธีวางโครงเรื่องอยู่พอดี เป็นนวนิยายเกี่ยวกับป่าอเมซอน การไล่ล่าที่มีนัย สองประการ

           ประการแรก เป็นการนำเสนอภาพนักล่าจอมวีรบุรุษผู้มีคุณธรรม และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ และมีเหตุต้องมาพบเสือตัวเมียที่กลายเป็นเหยื่อของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในตอนท้าย

           ประการที่สอง นำเสนอภาพของผู้ล่า นักทำลายล้างซึ่งไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดกับผืนป่า ในทางตรงกันข้าม ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ของป่าอย่างไม่ไตร่ตรอง ทำลายสมดุลที่เกิดขึ้นและมีอยู่ก่อนหน้านั้น

           ความสมดุลนี้เองเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้นักล่าผู้มีศีลธรรมดำรงอยู่ในป่าได้

           แนวคิดเชิงนิเวศแบบเปิดกว้างนี้ทำให้นวนิยายของหลุยส ๎ เซปุล ๎เบดา ได้รับความนิยมอย่างมากและประสบความสำเร็จชนิดที่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เรียกตัวเองว่าตนเป็นนักเขียนแนวนิเวศวิทยา

           แม้เขาจะแสดงความมุ่งมั่นเรื่องอุดมการณ์แรงกล้าในการรักษาผืนป่าอเมซอน จนเป็นเหตุทำให้เพื่อนของเขาต้องสังเวยชีวิตหรือร่วมมือกับองค์กรกรีนพีซ สำหรับการรักษาระบบนิเวศอย่างแข็งขันมากเพียงใด ก็ตาม แต่ยังมีความแตกต่างจากขบวนการนิเวศวิทยาของยุโรปที่กล่าวว่า "ต้นไม้เป็นสิ่งที่งดงามมาก เราจึงต้องช่วยกันรักษาไว้" ในขณะที่ขบวนการนิเวศวิทยาของลาตินอเมริกากล่าวว่า "สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ เราต้องช่วยธำรงเผ่าพันธุ์ของผืนป่าอเมซอนไว้มิให้สูญสิ้นไป"

           เนื้อหานวนิยายของเขาแฝงทัศนคติสะท้อนแนวมนุษยนิยม วีรบุรุษของเขาคือ ธรรมชาติ กรณีนี้ เรื่อง 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' วีรบุรุษแท้จริงคือ ป่าดงพงพี แสดงจิตสำนึกของธรรมชาติ และรู้สำนึกว่าการตายจากไปของธรรมชาติเสมือนการตายของมวลมนุษยชาติ เพราะขาดความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติหรือโลก และสิ่งแวดล้อม

           ผู้อ่านที่ไม่ค่อยขบคิดอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดฅนที่เคยถูกจำคุก และต้องเดินทางออกจากประเทศเพื่อลี้ภัย จึงแต่งเรื่องเกี่ยวกับเสือและสัตว์อื่นๆ คำตอบซึ่งฟังดูอาจจะง่ายเกินไปคือ ในเรื่องที่เขาเขียนเล่าเกี่ยวกับเสือและสัตว์อื่นๆ นั้น แท้จริงแล้วมีเรื่องของมนุษย์แฝงอยู่ สะท้อนให้เห็นช่วงจุดวิกฤตแห่งยุคสมัยของพวกเรา

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา อาจเลือกเขียนเรื่องแนวอื่นๆก็ได้ เช่น ประสบการณ์การลี้ภัยในต่างประเทศหรือบางฅนอาจตำหนิเขาที่ไม่ทำเช่นนั้น แต่สำหรับหลุยส๎ เซปุล๎เบดาแล้วประสบการณ์ที่ได้จากการลี้ภัยในต่างแดน การค้นพบลาตินอเมริกาในอกแง่มุมหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยรับรู้ แต่คิดว่าตนเองรู้จักดีหมดแล้ว สิ่งดังกล่าวเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหรือพบเห็นบ่อยครั้งจากพวกฝ่ายซ้ายของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๗๐ การได้ยินได้ฟังภาษาเกฉั่ว (quechua) ตามท้องถนนในเมืองกิโต และการใช้ชีวิตร่วมกับชาวซูอาร์ทำให้เขามองหาคำตอบในอีกโลกหนึ่งแทน และเห็นสภาพความเป็นจริงในมุมมองแตกต่างจากเมื่อครั้งที่เขาเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในสมัยประธานาธิบดีอาเยนเด้ และอาจแทนที่อุดมการณ์ต่างๆ ด้วยเรื่องตำนานตามความหมายอันลึกซึ้งทางกวีนิพนธ์

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา เขียน 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' ซึ่งแสดงการหลีกหนีอุดมการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลาที่โลกเบื่อหน่ายอุดมการณ์เต็มที ดังนั้น การตอบรับนวนิยายเรื่องนี้ของเขาในฝรั่งเศส และเยอรมนี จึงไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด นวนิยายสั้นและจบในตัวเป็นสิ่งที่ยุคสมัยแห่งความสับสนของพวกเรากำลังต้องการ

           ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากนวนิยายเรื่องนี้มี แอนโทนี ควิน รับบทเป็น อันโตนิโย โบลิบาร์ โปรอานโญ่ อาจจะทำให้ 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' กลายเป็นตำนานประจำยุคสมัยของพวกเราในอนาคต
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
คาราวานนางฟ้า   คาราวานนางฟ้า

เฮเลน บีทริกซ์ พ็อตเตอร์ เกิดวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๖๖ ที่เคนซิงตัน ประเทศอังกฤษ เธอเป็นนักเขียน นักวาดภาพประกอบ และนักพฤกษศาสตร์ มีผลงานวรรณกรรมเยาวชนโดดเด่นมากในศตวรรษที่ ๑๙ ผลงานสร้างชื่อเสียงมากที่สุดคือเรื่องชุด ปีเต้อร์แร็บบิต

          บีทริกซ์เกิดในครอบครัวมั่งคั่ง ถูกเลี้ยงดูตามแบบเด็กหญิงยุควิคตอเรียน พ่อแม่จ้างครูมาสอนหนังสือที่บ้าน ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างว้าเหว่ ขี้อายมาก เพื่อนเพียงฅนเดียวคือน้องชายซึ่งอายุอ่อนกว่า ๖ ปี ต่อมาพ่อแม่ส่งน้องไปเข้าโรงเรียนประจำ เพื่อนของเธอจึงเหลือแต่สัตว์เลี้ยงมากมาย เธอแอบเอาสัตว์ต่างๆ เข้ามาอยู่ในห้อง เช่น หนู กระต่าย เม่นแคระ กบ ค้างคาว บีทริกซ์รักการวาดรูปตั้งแต่เด็ก เธอเฝ้าแต่มองสัตว์เลี้ยงเหล่านี้และวาดรูป พ่อสนับสนุนให้เธอเรียนวาดรูปโดยจ้างครูมาสอนที่บ้าน
     
          ทุกปีในช่วงฤดูร้อน ครอบครัวพาเธอไปพักที่บ้านชนบทสวยงามนาน ๓ เดือน ในบริเวณสก็อตแลนด์ภาคเหนือ และเมืองทะเลสาบ ความสวยงามของดินแดนชนบทเป็นสิ่งบันดาลใจให้บีทริกซ์วาดฉากสำหรับเรื่องต่างๆ เธอเริ่มอาชีพด้วยการขายรูปประกอบบัตรอวยพร นอกจากภาพสัตว์แล้ว เธอสนใจวาดภาพดอกไม้ เชื้อรา มอสส์ ไลเคน

          บีทริกซ์เขียนบันทึกตั้งแต่อายุ ๑๔-๓๑ ปี เป็นบันทึกเขียนด้วยภาษารหัสที่เธอคิดขึ้นเอง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้อื่นโดยเฉพาะมารดาแอบอ่าน เลสลี ลินเดอร์ ถอดรหัสนี้สำเร็จใน ค.ศ.๑๙๕๘ หลังจากบีทริกซ์เสียชีวิตแล้วถึง ๑๕ ปี

          ใน ค.ศ. ๑๘๙๓ บีทริกซ์เริ่มเขียนจดหมายเล่าเรื่องโดยมีรูปสัตว์ประกอบ ส่งไปให้ลูกชายของอดีตพี่เลี้ยงที่กำลังป่วย เด็กๆ ชอบเรื่องเหล่านี้มากจนบีทริกซ์คิดจะพิมพ์เรื่องในจดหมายออกมาเป็นเล่ม แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดตกลงรับพิมพ์ เธอจึงพิมพ์หนังสือ ปีเต้อร์แร็บบิต เล่มแรกด้วยทุนตัวเองใน ค.ศ. ๑๙๐๑ จำนวน ๒๕๐ เล่ม ภาพประกอบขาวดำ ซึ่งบีทริกซ์นำไปจ่ายแจกญาติมิตร

          ใน ค.ศ. ๑๙๐๒ สำนักพิมพ์เฟรเดอริกแอนด์วอร์น ตกลงพิมพ์หนังสือชุด ปีเต้อร์แร็บบิต เป็นรูปเล่มสี หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก ๘,๐๐๐ เล่มขายดีมาก ผู้ฅนรักหนังสือชุดนี้ทันใด จากนั้นมา บีทริกซ์ออกหนังสือเฉลี่ยปีละ ๒ เล่มจนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๑๐ หนังสือทุกเล่มของเธอประสบความสำเร็จ เรื่องจำนวนมากมีที่มาจากจดหมายประกอบภาพที่เธอเขียนเล่าเรื่องต่างๆ ให้ลูกๆ ของอดีตครูพี่เลี้ยงอ่าน

          บีทริกซ์ใส่ใจการออกแบบหนังสือของเธอ และเสนอกระดาษ ปก การเข้ารูปเล่ม รวมทั้งวิธีการพิมพ์สี เธอจะเตรียมหนังสือทดลองสำหรับต้นฉบับทุกเรื่อง เพื่อแสดงการจัดวางรูปและข้อความของทุกหน้า

          นอร์แมน วอร์น บรรณาธิการของบีทริกซ์ขอเธอแต่งงานใน ค.ศ. ๑๙๐๕ เมื่อเธออายุ ๓๙ ปี บีทริกซ์ตอบรับแม้พ่อแม่ของเธอจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าสถานะพ่อค้านั้นต้อยต่ำไม่เหมาะแก่บุตรสาว ทว่า การแต่งงานไม่ได้เกิดขึ้น เพราะนอร์แมนป่วยเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ในปีเดียวกัน บีทริกซ์ซื้อไร่ฮิลล์ท็อปในเขตเมืองทะเลสาบและย้ายไปอยู่ที่นั่น รายได้จากการเขียนสร้างฐานะทำให้เธอไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่อีกต่อไป เรื่องของชนบทและสัตว์ต่างๆ ในไร่นั้นกลายเป็นฉากและตัวละครของเธอ

          บีทริกซ์แต่งงานเมื่ออายุ ๔๗ ปีกับทนายความชื่อ วิลเลี่ยม แฮริส เธอหันมาสนใจการทำไร่ การปรับปรุงพันธุ์แกะเฮิร์ดวิก และซื้อที่ดินจำนวนมากในเขตเมืองทะเลสาบ ใน ค.ศ. ๑๙๒๙ บีทริกซ์เขียนเรื่อง คาราวานนางฟ้า เป็นเรื่องขนาดยาวที่สุดในบรรดาหนังสือของเธอ บีทริกซ์ประสบความยากลำบากในการวาดภาพประกอบเรื่องนี้ เพราะสายตาไม่ดีเหมือนแต่ก่อน ซารีฟาเป็นหนูดอร์เมาส์แสนรักจอมขี้เซาในวัยเด็กของเธอ สัตว์อื่นๆ ในเรื่องมาจากสัตว์เลี้ยงในไร่ชนบท บีทริกซ์เขียนเรื่องนี้สำหรับนักอ่านอเมริกันโดยเฉพาะ และตั้งใจแต่แรกว่าจะพิมพ์ขายในอเมริกาเท่านั้น เธอมักเขียนให้สัตว์ต่างๆ มีบุคลิกมาจากผู้ฅนจริง ดังนั้นเธอจึงไม่อยากดึงดูดความสนใจมาสู่ตัวเธอและเพื่อนบ้าน ต่อมา เรื่องนี้พิมพ์เผยแพร่ในอังกฤษด้วย

          บีทริกซ์เสียชีวิตใน ค.ศ. ๑๙๔๓ เธอมอบที่ดินทั้งหมดกว่า ๔,๐๐๐ เอเคอร์ ให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นให้งดงามดังเดิม และมอบลิขสิทธิ์งานเขียนรวมถึงค่าตอบแทนจากการเขียนทั้งหมดให้หลานของ นอร์แมน วอร์น

          บีทริกซ์มีผลงานเผยแพร่ทั้งสิ้น ๒๘ เรื่อง แต่ละเรื่องมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า ๓๕ ภาษา ปัจจุบันหนังสือของบีทริกซ์ขายได้ปีละกว่าหนึ่งล้านเล่ม ผลงานของเธอเป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของนักอ่านทั่วโลก
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
     
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ๕/๔ ถนนสุขุมวิท ซอย ๒๔ กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๖๖๓ ๔๖๖๐-๒
การมีโอกาสอ่านหนังสือดี นับเป็นโชคของมนุษย์