เพื่อถนอมโลกไว้นานๆ โปรดทราบว่าหนังสือแต่ละเล่มได้กร่อนโลกไปมาก
  หน้าแรก   เฟซบุ๊คทั้งหลาย   หนังสือ   บทความ   ระบบหนังสือ   เกี่ยวกับผีเสื้อ   บันทึกถึงผีเสื้อ   ห้องสนทนา   โรงเรียนวิชาหนังสือ
  ดอนกิโฆเต้ฯ   ของเล่น   ของที่ระลึก   แผนที่เว็บ   คำถามเดิมๆ   นิตยสารหน้าจอ   สมัครสมาชิก   แก้ไขข้อมูลสมาชิก   สั่งซื้อหนังสือ
  หน้าแรก > หมวดหมู่หนังสือ > หนังสือแนะนำ
 
 
กวีนิพนธ์
นวนิยาย
วรรณกรรม
วรรณกรรมเยาวชน
ศาสนาและปรัชญา
สยองขวัญ - ผี
สารคดี - ทั่วไป
หนังสือส่วนตัว
ทุกหมวดหมู่
   
  รายชื่อหนังสือและใบสั่งซื้อ
  (pdf, 379 KB)
   
ตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบาง

หนังสือนี้เป็นประจักษ์พยานแห่งความพยายามโดยแท้ เริ่มแต่ เพียสิง
ข้าราชบริพารราชสำนักหลวงพระบาง ได้บันทึกตำรับอาหารในพระราชวังของลาว
ด้วยมุ่งหวังจะให้เป็นบันทึกแห่งชาติลาวด้านวัฒนธรรมการกิน และประสงค์จะได้
พิมพ์เผยแพร่เพื่อนำเงินรายได้จากการนี้ไปบูรณะบุษบกพระบาง
     

           ครั้นเมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้ายในชีวิต เพียสิงจึงมอบหมายให้ภริยานำสมุดบันทึกต้นฉบับลายมือตำรับอาหารขึ้นทูลเกล้าฯถวายมกุฎราชกุมาร ด้วยหวังว่าจะทรงช่วยให้ความปรารถนาในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตที่มีต่อพระราชอาณาจักรลาวแห่งหลวงพระบางสัมฤทธิ์ผล จวบจนกระทั่ง อแลน เดวิดสัน ได้รับต้นฉบับ ดังกล่าวนั้นมา และเพียรพยายามร่วมกับ ชาวลาวอพยพช่วยกันแปลและเขียนรูปประกอบ จนจัดพิมพ์เป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่ง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.๑๙๘๑
           ในปี ๑๙๘๖ สำนักพิมพ์กะรัต (หรือผีเสื้อในปัจจุบัน) ได้หารือกับอแลน เดวิดสัน เพื่อแปลและพิมพ์หนังสือนี้เป็นภาษาไทย
           บัดนี้ได้เวลา แต่ก็นับวันย้อนไปถึง ๒๔ ปี
           เพียสิงถึงแก่อนิจกรรมแล้ว อแลน เดวิดสันก็จากไปแล้ว---ลายมือของเพียสิงยังอยู่ ผลงานหนังสืออย่างมีรสนิยมจากความพยายามของอแลน เดวิดสัน ยังคงอยู่ และส่งต่อมรดกมาถึงสำนักพิมพ์ผีเสื้อให้พิมพ์หนังสือเล่มสำคัญในฐานะมรดกของโลกอีกเล่มหนึ่ง

           สำนักพิมพ์ผีเสื้อประกาศแขนงภาษาลาวในนามผีเสื้อลาว หรือออกเสียงสำเนียงลาวว่า ‘แมงกะเบื้อ’ นับจากหนังสือเล่มนี้ ด้วยหมายจะเสาะหาหนังสือมีค่าเล่มอื่นๆ จากภาษาลาวเพื่อแปลเป็นภาษาไทยในวาระอันควร
           หนังสือเล่มนี้มีค่ามิใช่เพียงในฐานะตำรับอาหาร แต่ยังในฐานะวัตถุบันทึกทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชาติลาว ซึ่งมิได้มีบรรยายไว้ ณ ที่แห่งใด สิ่งนั้นคือ ความเรียบง่ายอย่างสามัญของตำรับอาหารในพระราชวังหลวงพระบาง จนกล่าวกันว่า ฅนลาวกินอย่างไรเจ้าก็กินอย่างนั้น เจ้าลาวในพระราชวังก็เสวยเช่นเดียวกับฅนลาวทั่วไป หนังสือเล่มนี้จึงเป็นบันทึกแทนชาวลาวทุกระดับชั้น และเป็นบันทึกอันอมตะไม่เปลี่ยนแปลง แม้การปกครอง การเมือง จะกลายไปเป็นอื่นจากเดิม
           การแปลและพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ส่วนสำคัญคือตำรับอาหารลาว ผู้แปลภาคภาษาลาวถ่ายทอดการออกเสียงและสะกด ตลอดจนรูปประโ ยคจากลายมือของเพียสิงให้ใกล้เคียงภาษาลาวที่สุด และจากการศึกษา สอบถาม ได้ความรู้ว่าสำเนียงและคำศัพท์หลวงพระบางหลายต่อหลายคำเหมือนภาษาทางใต้ของไทย ตั้งแต่นครศรีธรรมราชถึงสงขลา สิ่งนี้ จึงน่าสนใจค้นคว้าต่อไป
           อย่างไรก็ตาม บทความนำเรื่องในเล่มก็ทำให้ตำรับอาหารลาวของเพียสิง สมบูรณ์แบบที่สุด ความสามารถอันยอดเยี่ยมในเชิงค้นคว้าด้านศิลปวัฒนธรรมการกินของอแลน เดวิดสันนับว่าเป็นเลิศ หนังสือนี้ฉบับภาษาอังกฤษจึงได้รับยกย่องสืบมาจนปัจจุบัน
           สำนักพิมพ์แมงกะเบื้อขอขอบคุณอาจารย์พอนสวัน พิลาวัน แห่งมะหาวิทะยาไลสุพานุวง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้ช่วยเหลือ ถ่ายเสียงภาษาลาว อีกทั้งอธิบายข้อสงสัยอันเกี่ยวกับตำรับอาหารลาวแห่ง หลวงพระบางจนกระจ่าง
           หนังสือนี้เป็นประจักษ์พยานแห่งความพยายามและมุ่งมาดปรารถนา จะทำหนังสือดีของสำนักพิมพ์ในตระกูลผีเสื้อโดยแท้


สำนักพิมพ์แมงกะเบื้อ
(ผีเสื้อลาว)
สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว

หนังสือนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า ๑๘ ปี
หลุยส๎ เซปุล๎เบดา แสดงฝีมือการเขียนนวนิยายแห่งความเป็นจริงของ
สังคมมนุษย์อันไร้พรมแดน ในรูปแบบและชั้นเชิงที่อาจกล่าวได้ว่า ‘มืออาชีพ’---
     

           เรียกขานด้วยคำนั้นได้แน่ แต่เขาจะยอมรับหรือไม่ นั่นคือปัญหา เพราะเขาเขียนถึง ‘มืออาชีพ’
ซึ่งมักอ้างกันเสมอในสังคมทั้งหลายทว่า ฅนที่อ้างว่าเป็น ‘มืออาชีพ’ บางทีก็น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง


           สำนักพิมพ์ผีเสื้อสเปน
           สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลุยส๎ เซปุล๎เบดา ได้รับรางวัลวรรณกรรมต่างๆมากมาย เช่น
รางวัลติเกร๎ ฆวน จากเรื่อง ‘ชายชราผู้อ่านนิยายรัก’
รางวัล ฆวน ชาบาส ประเภทนวนิยายขนาดสั้น
รางวัลการเบรียลา มิสตรัล๎
รางวัลโรมูโร กาเยโก้
รางวัลกาซาส เด ลาส อเมริกา จาก‘บันทึกของเปโดร๎ นาดิเอ’
รางวัลปัวร๎โต มอนต์ เอริโด ของสมาคมนักเขียนชิลี
รางวัล ชิอูดัด เด อัลกาล่า เด เอนาเรส ของมูลนิธิโกเลฆิโอ เดล เรย์ เด มาดริด
รางวัลนานาชารติ มาร๎การิต้า ชิร๎กุ กรมประชาสัมพันธ์สเปน
รางวัลนานาชาติภาพยนตร์สั้น ขององค์การโทรทัศน์สเปน
รางวัล ซิอูดัด เด เมริด้า ของประเทศเม็กซิโก
รางวัลวรรณกรรมประจำฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.๒๐๐๙ ฯลฯ
หนังสือของหลุยส๎ เซปุล๎เบดา ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
‘นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน’ ‘ชายชราผู้อ่านนิยายรัก’
‘บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว’ ‘โลกสุดขอบฟ้า’ ‘เงาที่พ้นผ่าน’
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
โต๊ะโตะจัง กับโต๊ะโตะจังทั้งหลาย

ผู้อ่านชาวไทยคะ ดิฉันดีใจจริงๆ ที่ท่านอ่านหนังสือเล่มนี้ของดิฉัน
ดิฉันไม่เคยรู้เลยว่า เด็กๆ ในโลกมี ความเป็นอยู่อย่างไร กระทั่งได้ไป
ถึงประเทศของเขา ดิฉันจึงจะดีใจมาก ถ้าท่านอ่านแล้วช่วยกันคิด
เรื่องของเด็กๆ เหล่านั้น ทุกท่านรู้จักช้างใช่ไหมคะ แต่ที่แอฟริกานั้น
แม้จะมีช้างมากมาย ทว่า เด็กชาวแอฟริกาก็ไม่มีใครรู้จักช้างเลย
เพราะที่แอฟริกาไม่ได้มีต้นไม้หรือหญ้าขึ้นสมบูรณ์ทั่วไป
     
สัตว์ป่าจึงถูกนำไปอยู่ในเขตคุ้มครองพิเศษ ดิฉันไม่เคยเห็นสวนสัตว์ในแอฟริกา
คงเป็นเพราะประเทศในแอฟริกาตกเป็นเมืองขึ้นของหลายประเทศมานาน
จึงไม่มีใครสร้างสวนสัตว์ให้เด็กๆหนังสือภาพสำหรับเด็กก็เกือบจะไม่มี
ผู้ฅนที่ไม่มีโทรทัศน์นั้นจำนวนมากกว่าฅนที่มีโทรทัศน์ดู และพื้นที่ส่วนใหญ่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ฉะนั้น
แม้อาศัยอยู่ในแอฟริกา เด็กชาวแอฟริกาก็ไม่มีโอกาสรู้จักช้าง หรือยีราฟเลยตลอดชีวิต
ขณะที่เด็กญี่ปุ่นรู้จักช้างและ วาดรูปช้างได้ เพราะญี่ปุ่นมีทั้งสวนสัตว์ หนังสือภาพสำหรับเด็ก และโทรทัศน์
           ระยะเวลา ๑๐ ปี หลังจากตีพิมพ์หนังสือนี้แล้ว ดิฉันเดินทางไปยังประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ
แต่ยังไม่ได้รวบรวมเป็นหนังสือเล่มใหม่ ถึงกระนั้นท่านที่ได้อ่านหนังสือนี้ก็คงเข้าใจได้ว่า เด็กมากมาย
ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากเพียงใดเพื่อให้มีชีวิตอยู่ เมื่อเทียบกับครั้งที่ดิฉันไปเยือนแทนซาเนียหลังจาก
ได้รับแต่งตั้งเป็นฑูตสันถวไมตรีขององค์การยูนิเซฟใหม่ๆ ขณะนั้นมีเด็กเสียชีวิตปีละ ๑๔ ล้านฅน
ปัจจุบัน เด็กเสียชีวิตปีละ ๙ ล้าน ๒ แสนฅน เท่ากับว่าเวลา ๒๕ ปี ที่ผ่านมา เด็กเกือบ ๕ ล้านฅนรอดชีวิตมาได้ ซึ่งดิฉัน
คิดว่าเป็นสิ่งที่แสดงว่าทุกฅนในโลกนี้ร่วมมือกันพัฒนาชีวิต
           ดิฉันจะดีใจมากหากท่านอ่านหนังสือนี้แล้วช่วยกันคิดเรื่องของเด็กๆ ในโลก
เพราะเด็กญี่ปุ่นก็กำลังช่วยดิฉันคิดว่าจะช่วยเด็กอื่นๆ ในโลกอย่างไร
           คุณผุสดีคะ ขอขอบคุณนะคะที่แปลหนังสือนี้ ขอบคุณที่ทำให้มีฅนอ่านเรื่องราวซึ่งดิฉันได้พบ และ
ได้รับทราบความคิดเห็นของดิฉันที่มีต่อเรื่องราวเหล่านั้น หวังว่าจะมีโอกาสพบกันอีกนะคะ
           เมื่อเร็วๆ นี้ ดิฉันได้ดูข่าวทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเมืองไทย เรื่องช้างแสนรู้ที่วาดภาพได้สวยงาม ดิฉัน
นึกชื่นชมความฉลาดของช้าง และอยากนำเรื่องเช่นนี้ไปเล่าให้เด็กที่แอฟริกาได้รับรู้ ทุกวันนี้เรามีสันติภาพ
ก็จริง แต่เมื่อคิดว่า แม้วันนี้ก็ยังมีเด็กๆ ที่ต้องร้องไห้ หิวโหย และโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่อยู่
ณ ที่หนึ่งที่ใดในโลกนี้ ดิฉันก็รู้สึกเศร้าใจมาก แต่ถ้าเราช่วยกันคิด แม้เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ดิฉันก็เชื่อมั่น
ว่าสักวันหนึ่งเด็กทุกฅนในโลกนี้คงจะมีความหวังในชีวิต มีอาหารรับประทานทุกมื้อ ได้เรียนหนังสือ
มีน้ำสะอาดดื่ม และได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคครบถ้วน
ขอให้เราช่วยกันเพื่อให้วันนั้นมาถึงนะคะ
ขอบคุณค่ะ


           สารจากโต๊ะโตะถึงผู้อ่านชาวไทย
           เท็ตสึโกะ คุโรยานางิ
           นักแสดงและฑูตยูนิเซฟ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำนักพิมพ์ผีเสื้อขออภัย ที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้ล่าช้า มานานถึง ๑๒ ปี เหตุผลเดิมๆ คือ ผู้แปลควรจะแปล
ตั้งแต่ได้ต้นฉบับเมื่อ ๑๓ ปีก่อน แต่มีงานอื่นสำคัญกว่าการแปลหนังสือเสมอ
           ผู้จัดรูปเล่ม จัดหน้า ออกแบบ และเปลี่ยนแบบ นับสิบครั้ง
           ผู้เขียนรูปประกอบ เขียนรูปหลายครั้งหลายหน นับร้อยๆ รูป ด้วยหมายให้เป็นฉบับแปลที่ได้อารมณ์
ครบถ้วน โดยเฉพาะอารมณ์ลึกซึ้งอันทรงคุณค่าของหนังสือ ตามถ้อยคำและความรู้สึกจากใจผู้เขียน
           บรรณาธิการที่ต้องคอยถกเถียง และหาเหตุผลเรื่อง ‘คำ’ มิใช่การตรวจแก้ต้นฉบับเพียงอย่างเดียว
           ปกเล่มนี้ต่างไปจากปกเรื่องอื่นๆ ของ ‘ผีเสื้อ’ อย่างสิ้นเชิง เพราะใช้รูปถ่ายแทนรูปวาดทั้งหมด ทั้งๆ ที่
ช่างเขียนรูปได้วาดไว้แล้วหลายรูป แต่เงื่อนไขต่างๆ อันเกี่ยวด้วยยูนิเซฟ และสถานะของผู้เขียน
รวมทั้งกระบวนการอื่นๆ ในการทำงานครั้งนี้จึงต้องเปลี่ยนปกเป็นภาพถ่ายของ Tanuma Takeyoshi
ช่างภาพระดับโลกชาวญี่ปุ่น กระนั้นก็ตาม ภาพวาดปกชุดนี้จะจัดแสดงไว้
ณ ห้องแสดงภาพปกและภาพประกอบของโรงเรียนวิชาหนังสือในอนาคต
           ท้ายที่สุดคือ การรอคอยคำขึ้นต้นของหนังสือฉบับแปลภาษาไทย ซึ่งต่างจากภาษาอื่น คือ โต๊ะโตะ
ตั้งใจจะสื่อสารถึงผู้อ่านชาวไทยทุกฅน แต่เธอมีงานยุ่งมาก ต้องรอคอยด้วยกระวนกระวาย ทว่า
ก็ยอมเสียมรรยาททวงถามเลขานุการของเธอหลายครั้ง จนได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าของผีเสื้อ คือ Junko Sakakibara
(บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Japan Pictorial ในอดีต และบรรณาธิการบริหาร Skyward
ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารประจำสายการบินดีที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง) เรื่องยุ่งๆ
ล่าช้าทั้งหลายจึงยุติ ในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
           ขอบคุณสำนักงาน Yoshida Nahomi ที่ช่วย เป็นธุระส่งสารของโต๊ะโตะไป-มาหลายทอด
จนถึงสำนักพิมพ์ผีเสื้อในที่สุด
           กล่าวสรุปก็คือ คณะทำงานหนังสือแปลเล่มนี้ ทำด้วยปรารถนาให้เป็นหนังสือดี
ทั้งรูปแบบและเนื้อหาเพื่อฅนไทยได้อ่านกันมากๆ เผื่อว่าจะได้คิดเกี่ยวกับความเป็นชาติ เป็นประเทศ
และเป็นมนุษย์ ฅนไทยของตน
           เกียรติที่สำนักพิมพ์เล็กๆ ในประเทศไทยได้รับ นับเป็นเกียรติอันเนื่องมาแต่ผู้อ่านชาวไทย
ซึ่งขอบันทึกไว้ คือ การให้เกียรติสูงสุดจากนักเขียนผู้เป็น นักแสดง พิธีกรเลื่องชื่อแห่งญี่ปุ่น และฑูตสันถวไมตรี
ของยูนิเซฟ Tetsuko Kuroyanagi ได้ส่งสารถึงผู้อ่านชาวไทยโดยเฉพาะสิ่งนี้มีความหมายยิ่ง
และมิต้องอธิบายด้วยถ้อยคำใดอีก


           สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
           กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
ดอกไม้และสายฝน

"เป็นไปได้ไหมหนอ ทุ่งกว้างแห่งหนึ่งจะมีแต่ดอกไม้สะพรั่ง...
เป็นไปได้สินะ ถ้าทุกคนเลือกปลูกแต่ไม้ดอก หรืออย่างน้อยก็
‘ช่วยกัน’ ดูแล"
ในวันที่เหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่ายโลก
ในวันที่หัวใจเต็มไปด้วยความชิงชังหลายๆ สิ่งรอบกาย
ในวันที่หมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะยิ้มหรือส่งเสียงหัวเราะ
ในท่ามกลางวันเวลาที่เราถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเหล่านั้น
หากมีใครแค่เพียงสักคนบอกเราว่า เราคือของขวัญของโลกใบนี้
     

เป็นสิ่งสำคัญและมีค่าควรแก่การปกป้อง ใส่ใจ ดูแล ทะนุถนอม
แม้ในห้วงเวลาที่เราตอบโต้ด้วยการกระทำอันเสื่อมทราม น่ารังเกียจ
เราจะหัวเราะเยาะ หรือหยันเหยียดเขาไหม? ความจริงใจที่แสนหมดจด หรือความดีงามอื่นใดที่ได้รับมา
จะทำให้คนในโลกมืดถอยหนี หวั่นเกรง ไม่กล้าเข้าใกล้ความอบอุ่นที่ทอแสงสาดส่องมาหรือเปล่า ?
หากที่ว่ามาข้างต้นคือคำถาม คำตอบจากคนๆ หนึ่งในโลกมืดอย่างเราก็คือ
ไม่มีสิ่งใดควรค่ากับความจริงใจที่แสนอบอุ่นและอ่อนโยนนั้น นอกจากการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นับจากนี้อย่างรับผิดชอบ
เต็มเปี่ยม และถ่ายทอดกำลังใจ มอบความอบอุ่นอ่อนโยนที่ได้รับมาเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างบ้าง เท่าที่จะสามารถทำได้
อาจเป็นเพียงใครคนหนึ่งใกล้ๆ ตัว เพียงเท่านั้น...ชีวิตก็มากล้นด้วยความหมายอันงดงาม
ก็แล้วโลกนี้จะน่าอยู่ได้อย่างไร หากไม่มีใครเชื่อมั่นอีกต่อไปว่า การส่งมอบกำลังใจให้แก่กัน สามารถปลุกพละกำลัง เรี่ยวแรง
และฉุดดึงชีวิตที่เหนื่อยล้าให้กลับมายืนหยัดและก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้งอย่างมั่นคง
แม้แต่ละก้าวที่เหยียบย่างจะยังสะท้อนสะเทือนให้บาดเจ็บถึงกลางใจ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนต่างก็ต้องเดินต่อ เช่นเดียวกับเด็กน้อยขาขาดคนหนึ่ง ที่พยายามก้าวให้ได้ด้วยตัวเอง
ท่ามกลางกำลังใจจากเพื่อนๆ
“ก้าวสิ ผมรู้ว่าคุณทำได้...ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้น ก้าวขาขวาออกไป...เห็นไหม คุณยืนบนขาซ้ายได้แล้วนะ ก้าวขาขวา
ก้าวออกไปก่อน แล้วเหยียบลงบนพื้น นั่นแหละ...คุณต้องลองอีก ลองหลายหน อย่าขี้ขลาด…เห็นไหม
ผมบอกแล้วว่าต้องเดินได้”
…แล้วเด็กชายขาขาดคนหนึ่ง ก็กลับมาเดินได้อย่างมั่นคงอีกครั้งด้วยขาปรกติและขาเทียมอย่างละข้าง

“คุณไม่ลงไปเล่นน้ำฝนเหรอ”
“ผมลงไปไม่ได้หรอก เดี๋ยวขาจะเป็นสนิม”
“ก็ถอดขาออกเสียก่อนสิ เล่นน้ำฝนสนุกนะ ถอดขาออกเถอะ”
“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวใครจะมาขโมยขาผมไป”
“งั้นจะเฝ้าให้ คุณลงไปเล่นน้ำฝนเถอะ”
“อ้าว! แล้วคุณไม่ไปเล่นเหรอ”
“เฝ้าขาให้คุณก่อน พอคุณเล่นเสร็จแล้ว ค่อยลงไปก็ได้”
...ขาข้างซ้ายถูกถอดออกวางไว้บนโต๊ะเรียนอย่างทะนุถนอม

           เหล่านี้ เป็นถ้อยสนทนาบางบทตอน จาก ‘ดอกไม้และสายฝน’ วรรณกรรมเยาวชนเล่มเล็กจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผลงานโดย ‘วาวแพร’ และวาดภาพภาพประกอบแสนน่ารักโดย ‘เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง’

           หนึ่งในเหตุการณ์แสนอิ่มใจคือ เรื่องราวการหัดเดินของ เด็กชายพิรุณ ที่ประสบอุบัติเหตุขาขาดต้องใส่ขาเทียม และได้กำลังใจจากเพื่อนๆ เกือบทั้งชั้น ช่วยให้กล้าที่จะก้าวเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน เพื่อจะได้วิ่งเล่นด้วยกัน เตะฟุตบอล เล่นน้ำฝน เดินรดน้ำต้นไม้ด้วยกัน

           นอกจากเด็กชายพิรุณที่เราคอยเอาใจช่วยแล้ว ยังมีผองเพื่อนที่น่ารักไม่แพ้กัน เป็นต้นว่า เด็กหญิงอ้อแขมผู้ชอบใช้ความคิดคอยแก้ปัญหาให้เพื่อนๆ ที่มีเรื่องไม่สบายใจ, เด็กหญิงดอกไม้ที่ไม่อยากเรียนซ้ำชั้น ป.1, เด็กชายผจญตัวอ้วนที่กล้ายอมรับความผิดเมื่อรู้ว่าผิด, เด็กชายสงัดที่มักแซวเพื่อนให้บรรยากาศคึกครื้น, เด็กหญิงพิจิตรมาลา หนอนหนังสือผู้เรียบร้อย เรียนเก่ง

           พวกเขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ยังเด็กกันเหลือเกิน และคงเพราะพวกเขายังเป็นเด็กนี่เอง โลกในสายตาของพวกเขาจึงไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

           ไม่มีเลย อะไรก็ตามที่จะมาบั่นทอนความเชื่อ ความฝัน ความหวังของพวกเขา,ไม่คิดถึงตัวเองก่อนเพื่อนที่กำลังเดือดร้อน,ไม่คิดคำนวณถึงส่วนได้ส่วนเสีย ผลกำไร-ขาดทุน, ไม่มีความคิดที่ว่า จะทำเพื่อคนอื่นไปเพื่ออะไร,ไม่มีความคิดที่ว่า ทำเพื่อคนอื่นแล้วจะได้สิ่งใดตอบแทน

           พวกเขาคือดอกไม้แห่งความหวัง เป็นเมล็ดพันธุ์อันสดใสที่กำลังผลิบาน และสิ่งจำเป็นยิ่งในการเติบโตของทุ่งดอกไม้สะพรั่งคือปุ๋ย คือดิน คือความชุ่มชื่นจากหยาดฝนที่โปรยสาย

           หากครั้งหนึ่ง เราทุกคนต่างเคยครอบครองทุ่งดอกไม้ในหัวใจ วันนี้ สีสันสดใสและความหอมหวานนั้นยังคงอยู่หรือไม่?

           อย่าปล่อยให้ความหวังและความฝันที่ครั้งหนึ่งเคยสวยสด ต้องอับเฉาหรือแห้งเหี่ยว

           ไม่ว่าโลกที่เราได้พบเห็นเมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นจะแห้งแล้งสักแค่ไหน ก็ช่างเถิด

           เพราะอากาศเป็นพิษจากโลกข้างนอกไม่มีทางทำร้ายสวนดอกไม้ของเราได้หรอก ตราบที่เราไม่ลืมรดน้ำ พรวนดิน และเติมปุ๋ย เพื่อสีสันอันสดใสได้เบ่งบานและเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างบ้าง

แม้เป็นเรื่องยากลำบากและเนิ่นนานกว่าดอกไม้จะผลิบานออกดอกสวยอีกครั้ง แต่ก็น่าจะพยายาม

ผลงานของ ‘วาวแพร’ เล่มนี้ ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น

หมายเหตุ
-ประโยคเริ่มต้นบทความ ในเครื่องหมายอัญประกาศ คือบันทึกของ 'วาวแพร'

ดอกไม้ในฝัน
โดย ตัวหนอนบนกองหนังสือ
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๒, ๒๑:๑๖ น.
http://manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000062061
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
ผมไม่กลัว

นวนิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลวิอาเรจโจ ราปาชิ เมื่อ ค.ศ.๒๐๐๑ รางวัล Viareggio-Rapaci ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.๑๙๒๙ เริ่มมอบรางวัลปีแรก ค.ศ.๑๙๓๐
           นับเป็นรางวัลด้านวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลรางวัลหนึ่งของอิตาลี
           นิกโกโล อัมมานิติ เป็นนักเขียนอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้
           เรื่องนี้ สร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อ ค.ศ.๒๐๐๓
           ฉบับแปลภาษาอังกฤษ ชื่อ I'm not Scared
           แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า ๒๐ ภาษา
           ภาษาไทยเป็นภาษาล่าสุด

---------------------------
     


           นิกโกโล อัมมานิติ เกิดที่กรุงโรม เมื่อ ค.ศ.๑๙๖๖ ศึกษาในมหาวิทยาลัย ด้านชีววิทยา แต่หยุดเรียนกลางคัน
           อัมมานิติหารายได้โดยเพาะพันธุ์ปลา ส่งให้ร้านขายปลา ในห้องของเขามีตู้ปลา ๑๒ ตู้ มีน้ำในตู้รวม ๒ หมื่นลิตร
           ความล้มเหลวจากการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นแก่นสำคัญของโครงร่างนวนิยายเรื่องแรกของเขา Branchie! (1994) เล่าเรื่องของชายขายปลาที่ป่วยเป็นมะเร็ง ต่อมานิยายเรื่องนี้ได้สร้างเป็นภาพยนตร์
           ผลงานรวมเรื่อง สั้นเกี่ยวกับกรุงโรมในชื่อ Fango (1996) และ เรื่องหนึ่งในนั้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นกัน
           ผลงานอื่น เช่น นวนิยาย Ti prendo e ti porto via (1999)
           บทภาพยนตร์ Gone Bad (2001)
           Fa un po' mail (2004)
           Crimini (2005)
           IO NON HO PAURA (2001) เป็นนวนิยายที่ประสบความ สำเร็จเรื่องแรก ติดอันดับหนังสือขายดีในอิตาลีตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย ได้รับ รางวัลวรรณกรรมมากมาย และนับเป็นนักเขียนอายุน้อยที่สุดผู้ได้รับรางวัลวิอาเรจโจ ราปาชิ(Viareggio-Rapaci) อันเป็นรางวัลทรงอิทธิพลด้านวรรณกรรมของอิตาลี
           นวนิยายเรื่องนี้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า ๒๐ ภาษา และสร้างเป็นภาพยนตร์ ฉายครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์ เบอร์ลิน ค.ศ. ๒๐๐๓

           บทวิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

           ศัพท์ใหม่ในภาษาอิตาลี สำหรับคำ‘พรสวรรค์’ คือ ‘อัมมานิติ’
           The Times

---------------------------


           ผลงานชิ้นเอกที่ยอดเยี่ยม และจริงแท้
           Michael Dibdin, Guardian

---------------------------


           มีมนตร์ลึกลับดึงดูดคุณเข้าหาเหมือนเรื่องการล่าแม่มดแบลร์
           Observer

---------------------------


           ไม่มีอะไรเอาชนะเรื่องดีๆ อย่างนี้ได้ และนิกโกโล อัมมานิติ เป็นนักเล่าเรื่องเก่งกาจที่สุดคนหนึ่ง--- นี่เป็นเรื่องราวที่มีบรรยากาศซึ่งทำให้ต้องกลั้นหายใจ
           Michael Williams, Sleazenation

---------------------------


           อิตาลีเป็นธีมของวรรณกรรมสุดฮิตของเดือนนี้
           Vogue

---------------------------


           อ่านเรื่อง ‘ผมไม่กลัว’ เหมือนกับได้อ่าน To Kill A Mockingbird อัมมานิติเปิดกล่องแพนโดราท่ามกลางความไร้เดียงสาของเด็กชาย และให้ความรื่นรมย์แห่งจินตนาการวัยเด็กท่ามกลางยาพิษ
           Dazed and Confused

---------------------------


           ‘ผมไม่กลัว’ เป็นนวนิยายเชิงเปรียบเทียบที่งดงาม ประโยตสั้นๆ ที่มีจังหวะกระชั้นของอัมมานิติ มีผลในการบรรยายความโดดเดี่ยวและเรียบง่ายของชนบท ขณะที่บท สนทนายาวๆ บอกเล่าการรับรู้ที่ไร้เดียงสาของเด็ก
           David Issacson, Daily Telegraph

---------------------------


ในความเรียบง่ายนี้ อัมมานิติได้ร้อยเรียงการอุปมาอุปไมย ของเทพนิยายที่เรารู้จักดีไว้ ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีความหมายลึกซึ้ง
           Lesley McDowell, Sunday Herald

---------------------------


อ่านได้ในอึดใจเดียว---สะเทือนใจ ประทับใจ น่าประหลาดใจ ทำให้นึกถึงอิตาโล คัลวีโน แต่เป็นคัลวีโนที่อบอุ่น ด้วยมนุษยธรรมของฅนที่ไม่กลัวการลงไปคลุกโคลนตม
           Panorama

---------------------------


บทร้อยแก้วของอัมมานิติไม่มีข้อบกพร่องเลยตั้งแต่ต้น--- ประโยคที่กระชับ ชัดเจน และความสมบูรณ์ของภาพพจน์ ทำให้นวนิยายของเขาเป็นเหมือนหนังสือภาพ สำหรับเด็ก
           Nicola Smyth, Independent on Sunday

---------------------------


อัมมานิติเป็นบุคคลหนึ่งที่น่าชื่นชมมาก ในวงการวรรณกรรมอิตาลี เขาใช้ประโยคสั้นๆ ดุจคมแส้ และประโยคคมกริบกระตุ้นหัวใจเรา ขณะพาเราไปยังขอบเหวนรก
           ABC, Spain

---------------------------


           อัมมานิติเป็นนักเล่าเรื่องโดยกำเนิด (เช่นเดียวกับที่มีคนพูดถึงนักฟุตบอลล์ซึ่งเดาะลูกบอลล์ได้ แบบไม่น่าเชื่อ หรือนักร้องที่ร้องเพลงเสียงสูงมากๆ) และเช่นเดียวกับนักฟุตบอลล์หรือนักร้อง ที่ไม่มีใครคิดอยากถามว่า เหตุใดเขาจึงมีความสามารถเช่นนั้น เราจึงจะไม่ถามว่า ทำไมเขาจึงเขียนเรื่องนี้--- เพียงแต่ชื่นชม และหวังว่าเขาจะยังเขียนต่อไปอีก
           L'Unita

---------------------------


           ความดีเยี่ยม และความน่าอัศจรรย์ใจของนวนิยายเรื่องนี้ อยู่ที่การให้ผู้อ่านได้เห็นฤดูร้อนอันอบอ้าวผ่านสายตาของเด็ก ซึ่งถูกเรื่องราวต่างๆ ในโลกถาโถมเข้าใส่ แต่ในที่สุดก็เริ่มตระหนักว่าตนเองสามารถทำอะไรได้
           La Repubblica
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน

วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ เหมาะสำหรับผู้อ่านอายุ ๘ - ๘๘ ปี เขียนโดย หลุยส๎ เซปุล๎เบดา นักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับในยุโรปและอเมริกา จัดเป็นนักเขียนยอดนิยมในระดับเดียวกันกับ อิซาเบล อเยนเด (Isabel allende) สำหรับนักอ่านชาวยุโรปแล้ว หลุยส๎ เซปุล๎เบดา จัดอยู่ในลำดับที่สอง รองจากกาเบรียล การ๎เซีย มาร๎เกซ (Gabriel García Márquez) เคยได้รับรางวัลวรรณกรรมมากมาย เช่น รางวัล ติเกร๎ ฆวน (Tigre Juan) จากเรื่อง 'ชายชราผู้อ่านนิยายรัก' (Un Viejo que leía novelas de amor ) รางวัล ฆวน ชาบาส(Juan Chabás ) ประเภทนวนิยายขนาดสั้น รางวัล กาเบรียลา มิสตรัล๎ (Gabriela Mistral) รางวัล โรมูโร กาเยโก้ ( Rómulo Gallegos) รางวัล กาซาส เด ลาส อเมริกา ( Gasas de Las América ) จากรวมเรื่องเล่า 'บันทึกของเปโดร๎ นาดิเอ' (Crónica de Pedro Nadie) รางวัล ปัวร๎โต มอนต์ เอริโด ( Puerto mount Herido ) ของสมาคมนักเขียนชิลี รางวัล ซิอูดัด เด อัลกาล่า เด เอนาเรส ( Ciudad de Alcalá de Henares ) ของมูลนิธิโกเลฆิโอ เดล เรย์ เด มาดริด ( Colegio del Rey de Madrid)
     
รางวัลนานาชาติ มาร๎การิต้า ชิร๎กุ ( Margarita xirgu ) ของกรมประชาสัมพันธ์ ประเทศสเปน รางวัลนานาชาติ ประเภทภาพยนตร์สั้น ขององค์การโทรทัศน์ ประเทศสเปน รางวัล ซิอูดัด เด เมริด้า ( Ciudad de Mérida ) ของเม็กซิโก

           นอกจากนั้น ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในยุโรป เช่น La Universidad del Sur Toulon-Var ของฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัย Carlo Bo ของอิตาลี เป็นอาจารย์พิเศษ Universidad Internacional Menéndez Pelayo ของซานตานเดร๎ ( Santander ) และยังได้รับทุน ด้านการส่งเสริมงานวรรณกรรมจากเมืองฮัมบูร์ก วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้นับเป็นผลงานสุดยอด อีกเรื่องหนึ่งของเขา

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา ( LUIS SEPÚLVEDA) เกิดที่เมืองโอบาเย ประเทศชิลีเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๙ ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่อายุยังน้อย หนังสือเล่มแรกตีพิมพ์เมื่อเขาอายุเพียง ๒๐ ปี ถูกจำคุกและลี้ภัยเผด็จการทหารภายในประเทศ ปักหลักอยู่ที่ฮัมบูร์ก ค.ศ. ๑๙๘๐ ต่อมาตั้งรกรากในสเปน

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา เป็นนักเขียนนวนิยาย นักเล่านิทาน นักสร้างภาพยนตร์ นักบันทึกการเดินทาง หัวข้อในงานเขียนของเขามีหลากหลายแนวเห็นได้ชัด ตั้งแต่การล่าผลาญอารยธรรมในป่าดงดิบ การสังหารปลาวาฬทางตอนใต้ของชิลี ประณามการปล่อยน้ำมันดิบลงทะเล จนถึงการกดขี่ของนายพลปิโนเชต์ รวมทั้งการผจญภัย การเดินทาง นวนิยายแนวมืด แนวสืบสวนสอบสวน แนวระทึกใจ นิทานสำหรับเด็ก บันทึกการเดินทาง และความมุ่งมั่นแห่งอุดมการณ์

           เขาเป็นผู้ริเริ่มการสร้างเค้าโครงเรื่องและนำเสนอ แนวคิดสำคัญที่ไม่ซ้ำแบบ เป็นนักเล่าเรื่องตัวยงไม่แพ้จูลส์ เวิร์น บรรยากาศการเล่าเรื่องแนวเหมือนจริงแฝงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางสภาพความเป็นจริงทางสังคมและภูมิศาสตร์

           หลุยส๎ เซปุล๎เบดา ใช้ภาษาเรียบง่ายและชัดเจน เพื่อหลีกหนีรูปแบบการเขียนที่ฝืนธรรมชาติ เลี่ยงการตีความทางปรัชญาต่างๆ และความซับซ้อนตามรูปแบบของงานวรรณคดี

           ข้อสรุปสำหรับ หลุยส๎ เซปุล๎เบดา คือ เขาเป็นนักเขียนแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ผู้มีเสน่ห์อย่างยิ่งคนหนึ่ง
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
เด็ก ๒๐๐ ปี

เค็นซาบุโร โอเอะ เกิดปี ๑๙๓๕ ณ หมู่บ้านกลางป่าเขา ในเกาะชิโกะกุ ศึกษาวรรณคดีฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยโตเกียว

          มีผลงานเขียนทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และความเรียง โอเอะได้รับ อิทธิพลจากนักเขียนตะวันตกจำนวนมาก เช่น ดังเต้ ราบเลส์ บัลซัค โป ยีตส์ อีเลียต ออเดน และซาร์ตร์ งานเขียนของเขาผสมผสานตำนานมหัศจรรย์แห่งป่า ความสัมพันธ์ของผู้ฅนในโลกที่สับสนวุ่นวาย และคุณลักษณะพิเศษที่ขัดแย้งกันในตัวบุตรชายที่พิการทางสมอง โอเอะได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมใน ค.ศ.๑๙๙๔

          เมื่อยังเด็ก โอเอะหลงเสน่ห์หนังสือสองเล่ม คือ การผจญภัยของฮัคเคิลเบอร์รี่ ฟินน์ และ การผจญภัยอันน่ามหัศจรรย์ของนีลส์ ถึงขนาดเอ่ยปากว่า จะเอาติดตัวไปลงหลุมศพด้วย
     
          การอ่านหนังสือเหล่านี้ทำให้เขากล้าไปนอนในป่าบนภูเขาตอนกลางคืนโดยไม่กลัว ครอบครัวของโอเอะพำนักในหมู่บ้านกลางหุบเขามานานหลายร้อยปี ไม่มีใครในครอบครัวเคยออกจากหมู่บ้านผู้หญิงในตระกูลโอเอะล้วนเป็นนักเล่านิทาน และมักเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนั้นในลักษณะตำนาน โอเอะฟังเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่ยังเยาว์ และเป็นเรื่องราวที่ประทับในใจเขาเสมอมา

          เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในค.ศ. ๑๙๔๕ เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงทั่วประเทศ ยังผลให้แม้แต่หมู่บ้านห่างไกล เด็กๆ ก็ได้เรียนเรื่องหลักการประชาธิปไตยแทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีจักรพรรดิเป็นประมุข

          โอเอะรับแนวคิดประชาธิปไตย ตัดสินใจเดินทางสู่โตเกียวเมื่ออายุ ๑๘ ปี ด้วยความเชื่อว่าเมืองหลวงจะให้โอกาสได้เคาะประตูแห่งประชาธิปไตย และนำไปสู่อนาคตแห่งอิสรภาพ เขาเริ่มเขียนหนังสือ ขณะศึกษาวรรณคดีฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้รางวัลอะกุตะงะวะ จากเรื่องสั้น ‘จับมาเลี้ยง’ (Shiiku, ๑๙๕๗)

          นวนิยายเรื่องแรกคือ ‘เด็ดหน่ออ่อนยิงลูกแกะอ่อน’ (Memushiri Kouchi,๑๙๕๘) พรรณนาถึงสงครามที่ทำลายชีวิตเรียบง่ายงดงามของวัยเยาว์ในชนบท เรื่องสั้นชื่อ ‘ความฟุ่มเฟือยของฅนตาย’ (Shisha no Ogori, ๑๙๕๘) และนวนิยาย ‘ฅนหนุ่มผู้มาสาย’ (Okurete Kita Seinen, ๑๙๖๑) ให้ภาพชีวิตนักศึกษาในโตเกียวช่วงที่ยังมีเงามืดแห่งการยึดครองของสหรัฐอเมริกาทาบอยู่ ผลงานเหล่านี้ได้อิทธิพลอย่างสูงจาก ฌอง ปอล ซาร์ตร์ และนักเขียนสมัยใหม่ของฝรั่งเศสฅนอื่นๆ งานเขียนของโอเอะส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับลูกชายของเขา บุตรชายฅนแรกของเขาเป็นเด็กปัญญาอ่อนเพราะ กะโหลกศีรษะผิดปกติ ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นบาดแผลลึกในใจ และก่อเกิดหนังสือเรื่อง ‘ประสบการณ์ส่วนตัว’ (Kojintekina Taiken, ๑๙๖๔) บอกเล่าความเจ็บปวดของพ่อผู้ทำใจยอมรับว่าลูกเป็นเด็กสมองพิการ

          โอเอะเขียนความเรียงขนาดยาวชื่อ ‘บันทึกฮิโรชิมา’ (Hiroshima Noto, ๑๙๖๕) บรรยายสภาพความจริงและความคิดของเหยื่อระเบิดปรมาณู นวนิยายเรื่อง ‘สอนเราให้หนีพ้นจากความบ้าด้วย’ (Warera no Kyoki o Ikinobiru Michi o Oshieyo, ๑๙๖๙) บรรยายความทุกข์ปวดร้าวที่เขาประสบ อีกทั้งความผิดพลาดของตนในช่วงที่ลูกยังเป็นทารก พูดไม่ได้ และระหว่างติดตามหาพ่อที่หายไปในช่วงสงคราม นวนิยายเรื่อง ‘วิญญาณที่จมน้ำของฉัน’ (Kozui wa Wagatamashii ni Oyobi, ๑๙๗๓) เล่าถึงพ่อผู้ผูกพันกับทารกน้อยที่เริ่มสื่อสารกับครอบครัวเป็นครั้งแรกหลังได้ยินเสียงร้องของนกป่า นวนิยายเรื่อง ‘ตื่นเถิดหนุ่มๆ ยุคใหม่’ (Atarahii Hito yo Mezameyo, ๑๙๘๓) บรรยายถึงลูกชายฅนโตเริ่มจากเด็กน้อยสู่วัยหนุ่ม นับเป็นงานเขียนในกลุ่มนี้ที่ประสบความสำเร็จมากงานเขียนอีกกลุ่มของโอเอะ เป็นการสร้างตัวละครจากนิยายปรัมปรา และตำนานหมู่บ้านป่าอันเป็นถิ่นกำเนิด ตัวละครเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์ต่อชีวิตในเมืองใหญ่ปัจจุบันอย่างแนบแน่น เช่น นวนิยาย ‘พร่ำร้องแต่ไร้เสียง’ (Mannengannen no Futtoboru, ๑๙๖๗) ซึ่งเป็นวรรณกรรมสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่งของโอเอะ แสดงภาพการปฏิวัติที่ล้มเหลว และแสดงโลกซึ่งความรู้ อารมณ์รุนแรง ความฝัน ความทะเยอทะยาน และ ทัศนคตินานาหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน เรื่อง ‘จดหมายจากหลายปีที่คิดถึง’ (Natsukashii Toshi e no Tegami, ๑๙๘๗) เป็นเรื่องของชายหนุ่มผู้มีโลกทัศน์แบบดังเต้ แม้มุ่งมั่นแต่ล้มเหลวในการสร้างฐานการเมืองและศูนย์วัฒนธรรมในป่า ‘M/T นิทานเรื่องความมหัศจรรย์แห่งป่า’ (M/T to Mori no Fushigi no Monogatari, ๑๙๘๖) แสดงตัวแบบทางมานุษยวิทยาสองจำพวก คือ แม่ผู้เป็นประมุขของสกุล และฅนโกง นวนิยาย ‘ต้นไม้สีเขียวที่ลุกเป็นไฟ’ (Moeagaru Midori no Ki, ๑๙๙๓-๑๙๙๔) เป็นเรื่องไตรภาค เชื่อมโยงประเด็นความคิดสำคัญเรื่องตำนานของป่า การขาดมนุษยธรรมในเมืองใหญ่ และเรื่องของลูกชาย เขาเขียนเรื่อง ‘เด็ก ๒๐๐ ปี’ ใน ค.ศ. ๒๐๐๓ และกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับรางวัลโนเบลว่า เขาจับใจประโยค “ผมกลับเป็นมนุษย์อีกครั้งแล้ว” ในวรรณกรรมเรื่อง ‘การผจญภัยอันน่ามหัศจรรย์ของนีลส์’ ยิ่งนัก ด้วยว่าเมื่อโตขึ้นเขาได้พบความยากลำบากในชีวิต ทั้งจากครอบครัว ความสัมพันธ์กับสังคมญี่ปุ่น วิถีการดำรงชีวิตช่วงหลังศตวรรษที่ ๒๐ เขารอดมาได้ด้วยการนำความทุกข์ยากเหล่านั้นมาเขียนเป็นนวนิยาย

          “ข้าพเจ้ามุ่งหมายจะแสวงหาหนทางช่วยรักษา และร่วมสร้างความประนีประนอมในหมู่มนุษยชาติด้วยงานสร้างสรรค์ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยมนุษยธรรม---”
     
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
     
     
     
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ๕/๔ ถนนสุขุมวิท ซอย ๒๔ กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๖๖๓ ๔๖๖๐-๒
ฅนไทย แปลว่า รู้อ่าน รู้คิด รู้ทำสิ่งดี