การกลับมาของยามักการ

นิตยา กาญจนะวรรณ
 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ กล่าวไว้ว่า ยามักการ น. ชื่อเครื่องหมายบังคับให้อ่านพยัญชนะควบ มีรูปดังนี้     ใช้ในหนังสือบาลีรุ่นเก่า เช่น กตวา ทิสวา ในปัจจุบันใช้เครื่องหมายพินทุแทน เป็น กตฺวา ทิสฺวา

           ในชื่อความข้างต้นนี้ ยามักการ หมายถึงเครื่องหมายหยักๆ คล้ายกับตัว E เขียนเป็นตัวเอนๆ กำกับไว้บนตัวพยัญชนะ ส่วนพินทุคือเครื่องหมายจุดที่กำกับไว้ใต้ตัวพยัญชนะ ในปัจจุบันนี้ไม่มีเครื่องหมายทั้งสองอยู่บนแผงแป้นอักขระ (keyboard) ของคอมพิวเตอร์แล้ว อันที่จริง แม้แต่แป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีดในสมัยก่อนก็ไม่มีเครื่องหมายนี้ เมื่อใดที่ต้องการใช้ก็ต้องใช้วิธีแทรก (insert) สัญลักษณ์ หรือสร้างรหัสคำสั่งแมโคร (macro code) ขึ้นมาใช้เอง แต่เมื่อสั่งผ่านทางอีเมล์ก็มักจะกลายเป็นขยะไปหมด ผู้ใช้ภาษาไทยทั่วไปอาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ของเครื่องหมายทั้งสองนี้ เพราะไม่ปรากฏอยู่ในรูปการเขียนปัจจุบัน แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดลงไปจะเห็นได้ว่าเครื่องหมายดังกล่าวนี้ยังมีประโยชน์อยู่มาก

           พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้เครื่องหมายพินทุเป็นเครื่องหมายบอกวิธีอ่าน ดังปรากฏคำชี้แจงดังนี้ คำอ่านที่มีเครื่องหมายพินทุจุดไว้ข้างใต้ตัวอักษร มีความหมาย ดังนี้

           ก. ตัวอักษรนั้นเป็นอักษรนำและไม่อ่านออกเสียง ได้แก่ ตัว ห ใช้พินทุจุดไว้ข้างใต้ตัว ห เพื่อไม่ให้อ่านเป็นอย่างอื่น ซึ่งมีความหมายต่างกัน เช่น เหลา [เหฺลา] เหย [เหฺย] แหงน [แหงฺน]

           ข. ตัวอักษรนั้นเป็นอักษรควบกล้ำ ซึ่งในภาษาไทยมี ๓ ตัว คือ ร ล ว ใช้พินทุจุดใต้พยัญชนะตัวหน้า เพื่อให้อ่านพยัญชนะตัวหน้า ๒ ตัวควบกัน เช่น ไพร [ไพฺร] ปลอบ [ปฺลอบ] กว่า [กฺว่า]

           นอกจากนี้แล้ว เครื่องหมายพินทุยังปรากฏอยู่ในเรื่องประวัติของคำด้วย เพื่อบอกที่มา เช่น ธมฺม (บาลี) ธรฺม (สันสกฤต) ไทยใช้ว่า ธรรม ในที่นี้เครื่องหมายพินทุที่กำกับอยู่ข้างใต้ตัวพยัญชนะเป็นเครื่องบอกให้ทราบว่าพยัญชนะตัวนั้นไม่มีสระตามมา เพื่อให้เห็นได้ชัดว่าคำทั้งสองนี้ออกเสียงอย่างไร จะขอใช้อักษรโรมันเป็นตัวแทนดังนี้คือ ธมฺม (dhamma) กับ ธรฺม (dharma) เมื่อไทยยืมคำนี้มาใช้ก็ได้ดัดแปลงทั้งรูปการเขียนและการออกเสียงเพื่อให้เข้ากับระบบของภาษาไทย โดยใช้ ร หัน แทน รฺ ให้ออกเสียงเป็นอะ แล้วให้ ม เป็นตัวสะกด คำนี้จึงออกเสียงว่า [ทัม] (สระอะ+ ม, เปลี่ยนรูปวิสรรชนีย์เป็นไม้หันอากาศ
 

"การใช้เครื่องหมายยามักการของหมอสมิทนั้นมีจุดประสงค์ที่แน่นอน ไม่ใช่นำมาใช้แทนเครื่องหมายทัณฑฆาต และยังสะท้อนให้เห็นวิธีการสอนภาษาอังกฤษให้แก่คนไทยในสมัยนั้นอีกด้วย หมอสมิทสอนว่า ตัวสะกดในคำภาษาอังกฤษนั้นต้องออกเสียงด้วย ถ้ามีตัวสะกดหลายตัวก็ต้องออกเสียงทุกตัว ไม่เหมือนกับ ภาษาไทยที่มีตัวสะกดเพียงเสียงเดียว และไม่ออกเสียง หมอสมิทแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเครื่องหมายยามักการ (ยำมการ) มากำกับเหนือพยัญชนะตัวสะกดที่ต้องออกเสียง"

 

           ถึงแม้ว่าผู้ใช้ภาษาทั่วไปอาจจะไม่รู้จักทั้งพินทุและยามักการ แต่พินทุก็ยังมีสถานภาพที่ดีกว่า นั่นคือยังใช้เป็นเครื่องหมายบอกเสียงอ่านอยู่ในพจนานุกรม ยามักการถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งๆ ที่เคยทำหน้าที่บอกเสียงควบกล้ำเคียงคู่มากับพินทุ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ พราหมณา อันว่าวิสุทธิพราหมณทั้งหลายนั้น (สวดมนต์แปลฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ โรงพิม์บำรุงนุกูลกิจ พิมพ์ครั้งที่ ๒ รศ. ๑๒๘ หน้า ๓๐) อิเมทวัต์ตึสาการ อันว่าอาการทั้งหลาย ๓๒ นี้ (สวดมนต์แปล ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ พิมพ์ครั้งที่ ๒ ร.ศ. ๑๒๘ หน้า ๙๗) (หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ หลักเกณฑ์การเว้นวรรค หลักเกณฑ์การเขียนคำย่อ (แก้ไขเพิ่มเติม) (พิมพ์ครั้งที่ ๕) ๒๕๓๓) ทั้งนี้เพราะ "ยามักการ" มาจากคำว่า "ยมก" ซึ่งแปลว่า "คู่" กับ "การ" ซึ่งแปลว่า "เสียง" รวมความได้ว่า "เสียงคู่" หรือ "การมีเสียงคู่"

           อย่างไรก็ตาม พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเห็นว่า ยามักการน่าจะมีหน้าที่ได้อีกอย่างหนึ่ง ดังพระดำริที่ว่า "ในการยืมคำจากต่างประเทศนั้น ในสมัยนี้ มักจะนิยมใช้ศัพท์ให้ตรงกับอักขรวิธีในภาษาเดิม แม้จะอ่านออก หรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ดูไม่ค่อยจะนิยมใช้ไม้ทัณฑฆาตการันต์ ของไทยเราดูนิยมใช้พินทุ์ จุดข้างล่างแทน ซึ่งที่แท้ ถ้าจะใช้ควรจะใช้แทน ( ๎ ) ซึ่งเป็นเครื่องหมายให้ออกเสียงพยัญชนะ โดยไม่มีเสียงสระประกอบ..." (พระอัจฉริยลักษณ์ด้านภาษาศาสตร์ ของ พลตรี พระเจ้าวงวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๔ หน้า ๘๘) ซึ่งแสดงว่าเครื่องหมายยามักการใช้กำกับพยัญชนะที่ยังออกเสียงได้ ส่วนทัณฑฆาตนั้นไม่ควรใช้เลย เพราะเป็นเครื่องหมาย "ฆ่าเสียง"

           การใช้เครื่องหมายยามักการกำกับพยัญชนะที่ยังออกเสียงได้นี้เคยปรากฏมาแล้ว ใน คำภีร์สรรพพจนานุโยค แสมูเอ็ล๎ เจ. สมิท A Comprehensive Anglo-Siamese Dictionary by Samuel J. Smith (สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๕๔๒) ซึ่งเป็นพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ฉบับแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏข้อความดังนี้ (ตัวสะกดตามแบบเดิม)

           England, n. อิงแคลนด๎, ประเทศพวกอิงคลิซ๎ .

           English, a อิงคลิซ๎, สำหรับประเทศฤๅคนประเทศอิงแคลนด๎. n. ชาวประเทศอิงแคลนด๎ : ภาษาอิงคลิซ๎ ฤๅประเทศอิงแคลนด๎, แลวงษ์วาณเขาในประเทศอินเดีย อะเม็ริกะ แลประเทศอื่น.

           สมิท มิได้ใช้คำว่า อังกฤษ หรือ เองแคลน แบบคนไทย แต่เขาใช้คำว่า อิงแคลนด๎ กับ อิงคลิซ๎ เครื่องหมายที่กำกับ ด เด็ก กับ ซ โซ่ อยู่นั้น ไม่ใช่เครื่องหมายทัณฑฆาต ( ์ ) แต่เป็นเครื่องหมาย ยามักการ ( ๎ ) การใช้เครื่องหมายยามักการของหมอสมิทนั้นมีจุดประสงค์ที่แน่นอน ไม่ใช่นำมาใช้แทนเครื่องหมายทัณฑฆาต และยังสะท้อนให้เห็นวิธีการสอนภาษาอังกฤษให้แก่คนไทยในสมัยนั้นอีกด้วย หมอสมิทสอนว่า ตัวสะกดในคำภาษาอังกฤษนั้นต้องออกเสียงด้วย ถ้ามีตัวสะกดหลายตัวก็ต้องออกเสียงทุกตัว ไม่เหมือนกับ ภาษาไทยที่มีตัวสะกดเพียงเสียงเดียว และไม่ออกเสียง หมอสมิทแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเครื่องหมายยามักการ (ยำมการ) มากำกับเหนือพยัญชนะตัวสะกดที่ต้องออกเสียงด้วย ดังในคำว่า land แลนด๎ ซึ่งมี น หนู เป็นตัวสะกด ส่วน ด เด็ก นั้นก็ต้องออกเสียงด้วย

           ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ คอลัมน์ มองไทยใหม่ เคยนำเสนอความคิดเรื่องการนำยามักการกลับมาใช้ใหม่ เพื่อแก้ปัญหา การอ่านคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ดังเช่นคำว่า "เกมส์" ซึ่งมีผู้ออกเสียง ส เสือ เล็กน้อย ทั้งๆ ที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับ "ฆ่าเสียง" ไปเรียบร้อยแล้ว ดังในคำว่า "หงส์" มีผู้เสนอว่า ให้ขยายเกณฑ์การใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตออกเป็น ๒ อย่างคือ ถ้าคำนั้นเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ไม่ต้องออกเสียง แต่ถ้ายืมมาจากภาษาอังกฤษให้ออกเสียงได้นิดหนึ่ง กฎเกณฑ์เช่นนี้อาจจะทำให้การอ่านภาษาไทยยุ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้องจำให้ได้ว่า คำที่จะอ่านนั้นมาจากภาษาอะไร ซึ่งมิใช่วิสัยของผู้ใช้ภาษาทั่วไป คําบางคำไม่มีเครื่องหมายใดๆ กำกับเลยก็ยังออกเสียงไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ภาษาจำได้ว่ายืมมาจากภาษาใด เช่น "นุช" กับ "บุช" ในปัจจุบันนี้ คำว่า "นุช" ออกเสียงเป็น "นุด" แต่คำว่า "บุช" มักจะมีการออกเสียงข้างท้ายเล็กน้อย เพราะผู้ใช้ภาษาทราบว่า มาจากคำว่า "Bush" เครื่องหมายยามักการจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะ "เกมส๎" ออกเสียงต่างจาก "หงส์" และ "นุช" ออกเสียงต่างจาก "บุช๎"

           ท่านผู้รู้หลายท่านลงความเห็นว่า การจะนำยามักการกลับมาใช้นั้นคงเป็นเรื่องยาก เพราะนอกจากยามักการจะหายหน้า หายตาไปนาน จนผู้ใช้ภาษาปัจจุบันแทบจะไม่รู้จักแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะพิมพ์ได้ด้วย ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วข้างต้น อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สำนักพิมพ์บางแห่งในปัจจุบันนี้ได้พยายามนำยามักการกลับมาใช้อีก ดังที่ปรากฏในงานแปล เรื่อง ไหม ของงามพรรณ เวชชาชีวะ และในอีกหลายๆ เรื่อง มีคำชี้แจงจากสำนักพิมพ์ว่า

"ได้นำเครื่องหมายยามักการมาใช้เพื่อกำหนดการออกเสียงครึ่งเสียง โดยเฉพาะคำที่ถ่ายเสียง จากภาษาต่างประเทศ"

           ซึ่งออกเสียงเช่นนั้น ดังในคำว่า แอร๎เว ฌองกูร๎, โฟลแบร๎, แบร๎เบ็ก, แปร๎โน, แวร๎เดิง, เมตซ๎, มาดามบลองช๎, ปาสเตอร๎, เซ็นต์ปีเตอร์ส๎เบิร์ก, ชาร๎ดอนเน

           ในระหว่างที่ค้นข้อมูลเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ "ศิษย์เก่าสตรีสาร" หลายคนเพื่อยืนยันการใช้เครื่องหมาย ยามักการ ที่ปรากฏใน สตรีสาร ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่า ชื่อ Gladys ถอดออกเป็น "แก๎ลดีส" โดยใช้เครื่องหมายยามักการกำกับพยัญชนะ ตัวแรกของเสียงควบกล้ำ ป้องกันไม่ให้อ่านคำนี้ว่า [แกนดีด] ถ้าตอนนั้นใส่ให้เต็มยศว่า "แก๎ลดีส๎" คำนี้ก็จะออกได้ทั้งเสียงควบกล้ำ และเสียง ส เสือ ข้างท้าย

           ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ของเครื่องหมายยามักการ แต่จะช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 


* มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์มองไทยใหม่ ฉบับวันที่ ๓๐ เมษายน - ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หน้า ๔๔ และ ฉบับวันที่ ๖-๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หน้า ๗๒

   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >