มาตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลกันเถิด (๖)
วัลยา วิวัฒน์ศร


พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ (บทความพิเศษ โดยวัลยา วิวัฒน์ศร) ฉบับประจำวันที่ ๓๑ มีนาคม - ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๘๕





ในบทความตอนที่ ๖ นี้ ผู้เขียนจะขยายความเรื่องหูปีศาจ ซึ่งได้กล่าวถึงลอยๆ ในบทความตอนที่ ๑ ในการสื่อสารทั่วไป หูของเรารับฟังเสียง หากผู้พูดอยู่ตรงหน้าเรา โต้ตอบกันได้ การสื่อสารก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ถามทวนคำที่ได้ยินเสียงไม่ชัดได้จนเข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

            นี่ยังไม่ใช่เรื่องราวของหูปีศาจ

            เมื่อเราฟังวิทยุ ฟังโทรทัศน์ ผู้อ่านข่าวอ่านภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ แต่ลงน้ำหนักเสียงเสมอกันทุกคำไม่มีเสียงหนักเสียงเบาอันเป็นลักษณะเสียงในภาษาไทย หูของเราก็เริ่มกระตุก

            แล้วเราก็เริ่มไม่มีความสุข เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร เนื่องจากกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้วางกฎเกณฑ์นี้ ผู้อ่านข่าวที่จะสอบผ่านได้รับประกาศนียบัตร จะต้องอ่านอย่างนี้

            อ่านลงน้ำหนักเสียงหนักเสมอกันทุกพยางค์ทุกคำ ! เหมือนภาษาหุ่นยนต์

            โอ๊ย ! ปวดหู !

            คำในภาษาไทยมีเสียงหนักเสียงเบา อันเกิดจากครุลหุ

            ครุ เป็นพยางค์หรือหน่วยเสียงที่มีเสียงหนัก เนื่องจากประกอบด้วยสระเสียงยาว เช่น ตา ขา ขาด ขีด หรือประกอบด้วยสระเสียงสั้นที่มีตัวสะกด เช่น กก พัด

            ลหุ เป็นพยางค์หรือหน่วยเสียงที่มีเสียงเบา เนื่องจากประกอบด้วยสระเสียงสั้นที่ไม่มีตัวสะกด เช่น จะ มิ กุ

            ครุลหุในแต่ละคำทำให้ออกเสียงหนักเบาตามครุลหุนั้น เช่น คำว่า พระพุทธรูป มี ๔ พยางค์ ออกเสียงเบา–หนัก–เบา–หนัก สลับกัน ฟังแล้วรื่นหู หากออกเสียงพยางค์ทั้งสี่หนักเสมอกันหนัก-หนัก-หนัก-หนัก ก็จะกลายเป็น พระ-พุท-ธะ-รูป ได้ยินแล้วหนักอกหนักใจไปหมด

            ในแง่ของการฟังการได้ยินจากวิทยุโทรทัศน์ หูปีศาจเริ่มทำให้ผู้ฟังไม่มีความสุขแล้ว

            ในแง่ของการแปล หูปีศาจเริ่มบทบาทตั้งแต่อ่านต้นฉบับภาษาเดิม

            เสียงอันเกิดจากเสียงพยัญชนะ เสียงสระ การทอดเสียงขึ้นสูงนิดๆ หน้าเครื่องหมายจุลภาคหรือคอมม่าและหยุดเพียงนิดเดียวก่อนอ่านต่อ การหยุดนิดหนึ่งหลังเครื่องหมายอัฒภาคหรือเซมิคอลล่อน และหยุดอีกนิดหนึ่งหลังเครื่องหมายมหัพภาคหรือฟุลสตอป

            เสียง การทอดเสียงและการหยุดเหล่านี้กำหนด ‘เสียงดนตรี’ ในแต่ละประโยค

            ผู้แปลพึงอ่านออกเสียงดังๆ ค่อยๆ หรือในใจตามกฎเกณฑ์การออกเสียงและวิธีอ่านของต้นฉบับภาษาเดิม เพื่อฟังเสียงต้นฉบับว่าแต่ละช่วง แต่ละสถานการณ์สื่ออารมณ์ใด ผู้ประพันธ์มีเจตนาใดจึงเขียนให้อ่านได้อ่อนหวานนุ่มนวล หรือโกรธเกรี้ยวโกรธแค้น หรือตะกุกตะกักชวนอึดอัด ฯลฯ

            แล้วผู้แปลพึงคิดหาคำในภาษาไทย รวมทั้งคำนึงถึงการเข้ารูปประโยค วางตำแหน่งคำให้เหมาะเพื่อที่จะสื่ออารมณ์เดียวกันให้ได้ เสียงในภาษาไทยที่ผู้อ่านจะได้ยินขณะอ่านจึงจะสร้างอรรถรสเดียวกัน

            ผู้แปลและบรรณาธิการต้นฉบับแปลพึงมีหูปีศาจเหมือนดั่งที่นักประพันธ์มี

            บัลซัค ‘จักรพรรดินักเขียน’ ฝรั่งเศส เจ้าของประโยคอหังการ์ “สิ่งที่นโปเลียนมิอาจพิชิตด้วยกระบี่ ข้าจักทำให้ลุล่วงด้วยปากกา” กล่าวผ่านตัวละครถึงพลังรับรู้ของเขายามอ่านหนังสือว่า

            ขณะอ่านประวัติศาสตร์ว่าด้วยสงครามออสแตร์ลิตซ์ ฉันเห็นเหตุการณ์ต่างๆ โดยละเอียดกระสุนปืนใหญ่ที่แหวกอากาศออกไป เสียงทหารร้องลั่นอยู่ในแก้วหูและทำให้ฉันรู้สึกปั่นป่วนอยู่ในช่องท้อง ฉันได้กลิ่นดินปืน ได้ยินเสียงม้าเสียงคน ฉันเห็นทุ่งกว้างอันเป็นสนามรบของชนสองชาติถืออาวุธราวกับว่าฉันยืนอยู่บนเนินสูงซ็องตง ภาพที่ฉันเห็นนั้นช่างน่าสยดสยองมิต่างจากวันโลกาวินาศ

            ในย่อหน้าข้างต้นนี้ ตัวละคร ‘ฉัน’ เห็น ได้ยิน รู้สึก และได้กลิ่นขณะอ่าน

            โดยปกตินักประพันธ์มีพลังรับรู้มากกว่าบุคคลทั่วไป จึงทำงานสร้างสรรค์ได้

            ผู้แปลทำงานสร้างสรรค์เช่นเดียวกัน กล่าวคือ แปลหรือถ่ายทอดความหมายและวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์ให้ถึงระดับการสร้างสรรค์ของเขา

            ผู้แปลจึงต้องมีพลังรับรู้มากกว่าบุคคลทั่วไปเช่นกัน และเก่งภาษาแม่ของตน (ทั้งสองอย่างนี้ฝึกฝนได้ เป็นพรแสวงได้) จึงจะถ่ายทอดสิ่งที่ตนรับรู้จากวรรณกรรมภาษาเดิมออกมาได้ครบถ้วน

            หากพลังรับรู้ของผู้แปลยังอ่อนด้อย ยังไม่สมบูรณ์ เพราะ ‘ชั่วโมงบิน’ ยังไม่มากพอ ก็ต้องมีบรรณาธิการมาช่วยแก้ไขปรับปรุง

            ตามมาตรฐานสากล บรรณาธิการต้นฉบับแปลมาจากนักแปลอาวุโส

            ไม่ใช่อาวุโสที่อายุ แต่อาวุโสเพราะแปลงานมามาก ได้เรียนรู้ ได้แก้ปัญหาขณะแปลสั่งสมประสบการณ์มาเพียงพอที่จะเป็นพี่เลี้ยงผู้แปลหน้าใหม่

            เขียนเลยเรื่องหูปีศาจไปแล้ว จึงขอย้อนกลับมาย้ำอีกครั้งว่า

            เสียงในภาษาเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยสร้างภาพพจน์และเป็นบ่อเกิดของอรรถรส

            ดูรายละเอียดเรื่องนี้ได้ในตำรา “การแปลวรรณกรรม” บทที่ ๔ ข้อ ๔.๒.๓ ว่าด้วย เสียงในภาษา

            ขอต่อด้วยเรื่องการแปลประโยคกรรมวาจก

            คุณวันถวิล วงศ์วานิช ผู้เข้ารับการอบรมบรรณาธิการต้นฉบับ วรรณกรรมแปลรุ่นที่ ๓ เสนอรายงานเรื่องการถ่ายทอดโครงสร้างประโยคแบบกรรมวาจก (passive voice) ซึ่งผู้เขียนขอนำมาเรียบเรียงใหม่และเพิ่มตัวอย่างดังนี้

            ภาษาไทยใช้ประโยคที่มีโครงสร้างแบบกรรมวาจกไม่บ่อยนักและมีข้อจำกัดมากกว่าภาษาต่างประเทศหลายภาษา ประโยคภาษาไทยที่แปลจากภาษาต่างประเทศแบบคำต่อคำและยังใช้โครงสร้างของภาษาต้นฉบับอาจฟังดูไม่เป็นธรรมชาติและเยิ่นเย้อเกินไป

            ที่กล่าวว่าเราใช้ประโยคกรรมวาจกไม่บ่อยนัก เพราะเรานิยมใช้ตามสถานการณ์ว่าเป็นสิ่งที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ คำช่วยที่ใช้ก็ต่างกันไป

            คำว่า ถูก หรือ โดน ใช้กับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่น

            เขาถูก/โดนกล่าวหาว่าโกหก
            น้องผมถูก/โดนเกณฑ์ทหาร
            หล่อนถูก/โดนใส่ความ
            คำว่า ได้รับ ใช้กับสิ่งที่พึงประสงค์ เช่น
            เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน
            หล่อนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี

            การเลือกใช้คำช่วยเหล่านี้จึงเป็นการแสดงความรู้สึกของผู้พูดถึงสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีว่ามีความรู้สึกยินดี พอใจ หรือไม่เต็มใจ

            เราใช้ประโยคกรรมวาจกไม่บ่อยนัก เพราะเรายังอาจละคำช่วย “ถูก” โดยไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนหรือเกิดความเข้าใจผิด เช่น

            บ้านยังไม่ทาสี
            หนังสือวางไว้บนโต๊ะ
            นวนิยายเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอน
            พระอุโบสถนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ผนังด้านนอกเขียนลายรดน้ำ
            ตำราเล่มนี้เขียนด้วยภาษาง่ายๆ
            ร้านนั้นเขาจัดเข้าที

            จะเห็นได้ว่าเมื่อละคำช่วย “ถูก” ประโยคก็กระชับขึ้น

            ต่อไปเป็นตัวอย่างการแปลคำต่อคำและใช้โครงสร้างภาษาต้นฉบับ (ซึ่งไม่พึงกระทำ)

            เขาถูกตีโดยพ่อ
            ผมถูกชนโดยรถคันนั้น
            ควรย้ายตำแหน่งผู้กระทำกริยามาไว้หน้าคำกริยานั้นๆ
            เขาถูกพ่อตี
            ผมถูกรถคันนั้นชน

            ภาษาต่างประเทศมักใช้โครงสร้างประโยคแบบกรรมวาจกในการสร้างประโยคที่ไม่กล่าวถึงผู้กระทำ โดยเฉพาะการคาดการณ์ หรือสิ่งที่นำมาเล่าต่ออีกที ในการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยเราอาจใช้โครงสร้างประโยคที่ไม่กล่าวถึงประธาน โดยละเอาไว้ได้ โดยใช้คำเริ่มต้นประโยค เช่น เชื่อกันว่า คาดว่า ซึ่งฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้คำช่วย ถูก

            หุ้นถูกคาดว่าจะขึ้นปีนี้ หรือ หุ้นคาดว่าจะขึ้นปีนี้
            แก้เป็น คาดกันว่าปีนี้หุ้นจะขึ้น

            การรับประทานอาหารเสริมถูกเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ
            แก้เป็น เชื่อกันว่าการรับประทานอาหารเสริมดีต่อสุขภาพ

            การแปลโดยเก็บประธานของประโยคภาษาต่างประเทศที่มีโครงสร้างแบบกรรมวาจกบางครั้งทำให้ไม่สละสลวย จึงควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าประธานในภาษานั้นเป็นประธานที่ไม่มีตัวตนแต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อความถูกต้องทางไวยากรณ์ ในภาษาไทย เราตัดประธานที่ไม่มีตัวตนนั้นๆ ออกได้ เช่น

            มันถูกพูดว่าเขาจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ (It is said that…)

            ควรใช้ว่า ว่ากันว่าเขาจะมีลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้

            ฉบับต่อไปจะพูดถึงการแปลคำวิเศษณ์



 
 
 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญตรวจแก้ต้นฉบับ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >