มาตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลกันเถิด (๔)
วัลยา วิวัฒน์ศร


พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ (บทความพิเศษ โดยวัลยา วิวัฒน์ศร) ฉบับประจำวันที่ ๑๗-๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๘๓





ในฉบับที่แล้ว ให้การบ้านประโยคตรวจแก้การถ่ายเสียง Ah, Oh ไว้ ๖ ประโยค ขอเฉลยดังนี้

            ๑. “สวัสดีครับ” ปีเตอร์ทัก
            “อ้า ใช่แล้ว ชายคนนั้นตอบ “ใช่ ใช่ ฉันเคยเห็นเธอมาก่อนเธอชื่อปีเตอร์ใช่ไหม”
            ‘อ้า’ อาจใช้ ‘เออ’ หรือ ‘อ๋อ’ ได้ และถ้าสลับตำแหน่ง ‘ใช่แล้ว’ กับ ‘ใช่’ ตัวแรกในประโยคหลังเป็น “เออ ใช่...ใช่แล้ว ใช่” หรือ “อ๋อ ใช่...ใช่แล้ว ใช่” จะพูดได้รื่นปากกว่ากัน

            ๒. “หนูทำแก้วแตกใช่ไหม”
            “โอ้ ไม่ใช่ครับ”
            ‘โอ้’ ใช้ ‘โอ๊ะ’ แทนได้

            ๓. “เมื่อสองสามวันก่อน คุณมั่นใจกว่านี้”
            “อา ตอนนั้นผมยังไม่ได้เห็นเขาลงมือ”
            ‘อา’ เปลี่ยนเป็น ‘เอ้า’ และเติม ‘ก็’ กับ ‘นี่’ ครอบประโยคเป็น “อ้าว ก็ตอนนั้นผมยังไม่ได้เห็นเขาลงมือนี่” ‘ก็’ แสดงความเป็นเหตุเป็นผล ‘นี่’ เติมเพื่อให้เสียงพูดลงตัวและเป็นธรรมชาติ

            ๔. “อา” เธอร้องด้วยความอยากรู้อยากเห็นรุนแรงตามวิสัยผู้หญิง “ดิฉันอยากจะเห็นเขาถูกจับ”
            ‘อา’ แก้เป็น ‘ลุง’ หรือ ‘น้า’ เอ๊ยไม่ใช่ ‘อา’ เปลี่ยนเป็น ‘แหม’ และเติม ‘เสียจริง’ ท้ายประโยคต่อมาเพื่อให้เสียงภาษาพูดลงตัวและเป็นธรรมชาติ

            ๕. “มันจะไม่อยู่ในละแวกใกล้เคียงนั้นด้วย”
            “โอ้ โอ้ แล้วมันจะไปหลบอยู่ที่ไหนเล่า”
            ‘โอ้ โอ้’ เปลี่ยนเป็น ‘อ้าว’ หรือ ‘ฮ้า’ หรือ ‘อุบ๊ะ’ หรือ ‘วะ’ ก็ยังได้ แล้วแต่ว่าจะแสดงความประหลาดใจ (อ้าว, ฮ้า) หรือฉุนโกรธ (อุบ๊ะ, วะ)

            ๖. “ไม่พอหรอก เพราะฉันตกลงใจแล้วว่าจะไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีของฉัน”
            “โอ ให้ตายเถอะ”
            ‘โอ’ ตัวนี้ ตามด้วยคำสบถ “ให้ตายเถอะ” จึงควรเปลี่ยน ‘โอ’ เป็น ‘อุบ๊ะ’ ‘บ้าจริง’ หรือ ‘โว้ย’ ความรู้สึกจะได้สอดคล้องต่อเนื่องกัน

            ลองดูอีกสัก ๔ ประโยค จะได้ครบสิบ

            ๗. “แต่ฉันเคยคิดว่าแม่มดทุกตนชั่วร้าย...” เด็กหญิงพูดขึ้น
            “โอ้...ไม่ใช่ นั่นเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงทีเดียว” หญิงร่างเล็กตอบ
            ‘โอ้’ เปลี่ยนเป็น ‘ตายจริง!’ ได้

            ๘. “เธอจะไปไหนกัน”
            “ไปเมืองบาดาล”
            “โอ้ ! จริงหรือ” ชายผู้นั้นอุทานขึ้น
            ‘โอ้ !’ เปลี่ยนเป็น ‘ฮ้า !’ ได้

            ๙. “ก็เพราะว่าหนูเริ่มประพฤติตัวไม่ดีอีกแล้วน่ะสิหนูทำให้คุณพ่อต้องคอยหนู”
            “โอ้ ! คุณพ่อน่ะเหรอ ! คุณพ่อคอยหนูได้เสมอแหละ”
            “หนูพูดถึงคุณพ่อแบบนั้น ไม่สุภาพเลยนะ”
            ‘โอ !’เปลี่ยนเป็น‘เชอะ !’ ตามนิสัยของตัวละครเด็กหญิงและตามสถานการณ์

            ๑๐. หลังจากควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติ ผมก็หัวเราะออกมา
            “อา ถูกแล้ว ไม่มีอะไรช่วยลับสติปัญญาของเราให้แหลมคมขึ้นได้เท่ากับกระเป๋าสตางค์ที่สูญหายไปและความปรารถนาที่จะหามันให้เจออีกครั้ง”
            ‘อา’ ตัวนี้แก้ยากเพราะถูกกำกับด้วยคำว่า ‘ถูกแล้ว’ ซึ่งอาจแปลมาจาก That’s right. ถ้าแปลว่า ‘ใช่สิ’ ก็เปลี่ยน ‘อา’ เป็น ‘อ๋อ’ ได้ทันที เป็น “อ๋อ ใช่สิ” อย่างไรก็ตามเมื่อผู้แปลว่า “ถูกแล้ว” คำอุทานที่พอจะหามาไว้ข้างหน้า น่าจะเป็น ‘อือม์’ หรือ ‘ฮื่อ’ ได้

            ขอออกนอกเรื่อง (คำอุทาน) อีกนิดว่า ประโยคภาษาพูดประโยคนี้ ออกเสียงให้เป็นภาษาพูดยากจัง (“ไม่มีอะไร...ให้เจออีกครั้ง)

            ในตำรา “หลักภาษาไทย” ของ พระยาอุปกิตศิลปสาร (สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ.๒๕๓๘) ท่านแบ่งคำอุทานออกเป็น ๒ ประเภท คืออุทานบอกอาการและอุทานเสริมบท ประเภทแรกนั้นส่วนใหญ่ตรงกับคำอุทาน Ah Oh จึงขอคัดลอกมาดังนี้

            ก. แสดงอาการร้องเรียกหรือบอกให้รู้ตัว ได้แก่คำ เฮ้ย ! แน่ะ ! โว้ย ! แฮ้ ! นี่แน่ ! หนา ! เป็นต้น
            ข. แสดงอาการโกรธเคือง ได้แก่คำ ดูดู๋ ! เหม่ ! ชิๆ ! ชะๆ ! เป็นต้น
            ค. แสดงอาการประหลาดใจหรือตกใจ ได้แก่คำ เอ๊ะ ! เอ ! โอ ! คุณพระ ! แหม ! เออแน่ะ ! แม่เจ้าโว้ย ! เป็นต้น
            ฆ. แสดงอาการสงสารหรือปลอบโยน ได้แก่คำ พุทโธ่ ! พุทโธ่เอ๋ย ! อนิจจา ! เจ้าเอ๋ย ! น้องเอ๋ย เป็นต้น
            ง. แสดงอาการเข้าใจหรือรับรู้ ได้แก่คำ อ้อ ! หื้อ ! เออ ! เออน่ะ ! เป็นต้น
            จ. แสดงอาการเจ็บปวด ได้แก่คำ อุ๊ย ! อุ๊ยหน่า ! โอย ! โอ๊ย ! เป็นต้น
            ฉ. แสดงอาการสงสัยหรือไต่ถาม ได้แก่คำ หือ ! แห ! หา ! หนอ ! เป็นต้น
            ช. แสดงอาการห้ามหรือทักท้วง ได้แก่คำ ไฮ้ ! หื้อหือ ! ฮ้า ! เป็นต้น

            จะเห็นได้ว่าคำอุทานบอกอาการข้อ ก. ซึ่งใช้แสดงอาการร้องเรียกหรือบอกให้รู้ตัวนั้น จะตรงกับคำอุทานภาษาอังกฤษ Hey ! แต่อีก ๗ ข้อที่เหลือตรงกับ Ah Oh ดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น

            คุณสุภารัตน์ ภูไตรรัตน์ ซึ่งเข้ารับการอบรมวิชา “บรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปล” รุ่นที่ ๔ ทำรายงานหัวข้อ “การตรวจแก้คำอุทานในวรรณกรรมแปล” กล่าวถึงคำอุทานที่เจอบ่อยนอกจาก Oh แล้ว ก็ยังมีคำอื่นๆ อีกขอคัดรายงานเรื่องนี้มาดังนี้

            well ! นักเขียนบางคนติดคำนี้ เรื่องที่เขาเขียนจึงมี well อยู่ตลอดเรื่อง คำนี้เป็นคำพูดติดปากของพวกฝรั่ง บางครั้งเขาอาจจะเอ่ยขึ้นเฉยๆ โดยไม่มีความหมายอะไร คือพูด well ก่อนพูดคำอื่น เหมือนบางคนติดคำว่า เอ่อ แบบว่า ดิฉันเคยตรวจงานแปลของผู้แปลบางคน เขาแปล well ว่าเอาละ ทั้งหมด เช่น “เอาละ ฉันจะเอากระเป๋าไปเก็บ เอาละ เอารองเท้าไปเก็บให้ด้วย” อ่านแล้วรู้สึกว่า “เอา” มากเกินไป

            ดังนั้น เมื่อบรรณาธิการตรวจแก้ไข ก็ควรหาคำอื่นมาแทนบ้างในแต่ละประโยค หรือตัดออกไปเลยก็ ยังได้ คำที่นำมาใช้แทน เอาละ มีอยู่หลายคำ เช่น ดีละ ดีแล้ว เอาน่า ไม่เป็นไร ตกลง ได้เลย แหม เอ่อ แต่ว่า ฉันว่า งั้น แย่จริง โธ่ โอ๊ย เฮ้ย เป็นต้น โดยดูข้อความแวดล้อมและอารมณ์ของตัวละครในขณะนั้นแล้วเลือกใช้ให้เหมาะสม จะได้ไม่ต้อง เอาละ กันทั้งเล่ม

            wow ! คำอุทานแสดงอาการตื่นเต้น ถูกใจ หรือดีใจเมื่อทำงานสำเร็จ ผู้แปลมักจะใช้คำว้า ว้าว คือ ถ่ายเสียงออกมาตรงๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ผิดและน่าจะใช้ได้ เพราะเดี๋ยวนี้เยาวชนรุ่นใหม่ก็ชอบพูด ว้าว จนชินปากไปแล้ว แต่เมื่อมาพิจารณาคำในภาษาไทยมีอยู่หลายคำที่นำมาใช้แทนได้ เช่น เยี่ยม ต๊าย เจ๋ง เจ๋งเป้ง แจ๋ว ยอดไปเลย วิเศษจริง ซึ่งการจะใช้คำใดนั้น ขึ้นอยู่กับระดับอารมณ์ของตัวละครในแต่ละเหตุการณ์

            oops ! คำอุทานแสดงความประหลาดใจ หรือไม่พอใจ คำนี้เคยงงและสงสัยว่าจะใช้ อุ๊บส หรือ อุ๊ย แต่ในที่สุดก็เลือกใช้ถ่ายเสียงเป็นไทยว่า อุ๊ย แต่ก็มีบางคนแย้งว่าใช้ อุ๊บส์ ได้ ไม่รู้สึกระคายหูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ผู้อุทานเป็นผู้ชาย

            eek ! คำอุทานแสดงความรู้สึกขยะแขยง ถ่ายเสียงออกมาก็จะได้ อี๊ ยี้ แหวะ อึ๊ย ฮึ่ย

            hoora ! คำอุทานแสดงอาการดีใจ ใช้ได้ทั้ง ฮูเร ไชโย ไชโย้ บางครั้งผู้เขียนก็ใช้คำอื่น เช่น yippee ! – ยิปปี้ ดีใจจังเลย ชนะแล้ว, yeah ! – เย้ เฮ้, yahoo ! – ยู้ฮู ยาฮู้

            Er…คำอุทานแสดงอาการลังเลไม่แน่ใจ ภาษาไทยมีหลายคำให้บรรณาธิการเลือกใช้ เช่น เอ่อ ซึ่งน่าจะเป็นเสียงที่ตรงที่สุด หรือจะใช้ว่า เอ้อ คือว่า แต่ เอ เอ๊ หือ เอ้า

            Argh คำอุทานแสดงอาการเจ็บปวด คำนี้ผู้แปลมักจะใช้คำว่า อ๊าก ตอนแรกๆ ก็ใช้ อ๊าก แต่เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง และเปิดพจนานุกรมแล้ว มีอีกหลายคำเลยทีเดียวที่นำมาใช้ได้อีกและเสียงอยู่ในระดับเดียวกัน เช่น จ๊าก โอ๊ย เจ็บไว้ย

            God ! พระเจ้า หรือจะใช้ พระช่วย คุณพระช่วย แต่น่าจะเลือกใช้ พระเจ้า เพราะตัวละครชื่อเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วถ้าเราให้เขาหรือเธออุทานว่า คุณพระช่วย ฟังดูไม่เข้ากัน

            คุณสุภารัตน์จบรายงานดังนี้

            นอกจากคำอุทานที่นำเสนอมาแล้ว ยังมีคำอุทานอื่นๆ ให้ปวดหัวอีกมากมาย การที่บรรณาธิการต้นฉบับแปลจะตรวจแก้ไขให้อ่านแล้วรู้สึกลื่นไหล ไม่ติดขัด อ่านแล้วได้อรรถรส ตัวบรรณาธิการจะต้องมีคลังคำอยู่มากพอสมควร และต้องอ่านต้นฉบับจนเข้าใจลีลาของผู้เขียน จับอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้ จึงจะเลือกใช้คำได้เหมาะสม

            นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเพศและวัยของตัวละครด้วย เพราะผู้หญิง ผู้ชาย หรือคนในช่วงวัยต่างๆ ก็อุทานต่างกัน แม้ว่าคำอุทานอาจจะเป็นเพียงประเด็นเล็กๆ ในงานวรรณกรรม แต่ถ้าบรรณาธิการต้นฉบับแปลเลือกใช้คำได้ดี เข้ากับสถานการณ์ อ่านแล้วได้อารมณ์ ก็จะช่วยเพิ่มสีสันและอรรถรสให้แก่เรื่องนั้นๆ ได้มากทีเดียว

            ผู้เขียนขอเสริมว่า หากผู้แปลมีคุณสมบัติและวิธีทำงานแบบเดียวกับบรรณาธิการต้นฉบับแปลดังกล่าวไว้ข้างบนนี้ ก็จะเป็นเรื่องวิเศษยิ่ง

            ฉบับหน้าจะว่าด้วยการแปลและการตรวจแก้โครงสร้างประโยคกรรมวาจก ‘ถูก’



 
 
 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญตรวจแก้ต้นฉบับ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >