มาตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลกันเถิด (๓)
วัลยา วิวัฒน์ศร


พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ (บทความพิเศษ โดยวัลยา วิวัฒน์ศร) ฉบับประจำวันที่ ๑๐ -๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๘๒





โดยทั่วไป คนแต่ละชาติออกเสียงอุทานไม่เหมือนกัน แม้อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันสำหรับบางชาติ คำอุทานบอกเพศของผู้อุทานด้วย การแปลคำอุทานจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในแต่ละสถานการณ์ รวมทั้งคำนึงถึงตัวผู้อุทานด้วย

            คำอุทานภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยมาก ๒ คำ คือ Ah กับ Oh พจนานุกรม Collins อธิบายคำ Ah ว่าเป็นคำอุทานเพื่อแสดงความพอใจ ความเจ็บปวด ความเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงของผู้อุทาน

            ส่วนคำ Oh พจนานุกรมฉบับเดียวกันอธิบายว่าเป็นคำอุทานเพื่อแสดงความประหลาดใจ และยังใช้แสดงความพอใจ ความเจ็บปวด ฯลฯ เช่นเดียวกับ Ah

            มีคำอุทานอีกคำ คือ O ซึ่งใช้แสดงความหวังหรือความปรารถนาหรือใช้กล่าวนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น O Love ! O God !

            ภาษาไทยมีคำอุทานจำนวนมาก คำอุทานในภาษาไทยบอกเพศของผู้อุทาน บอกวัย บอกการศึกษา บอกอารมณ์ เพราะสถานการณ์ในขณะอุทาน

            ดังนั้น เมื่อคนไทยอ่านหนังสือแปล แล้วเจอคำว่า ‘อา’ ‘โอ’ ‘อ้า’ ‘โอ้’ จึงรู้สึกรำคาญตาและไม่สบอารมณ์ เพราะการแปลโดยถ่ายเสียงคำอุทาน ทำให้ได้คำอุทานที่ขัดกับวัฒนธรรมการอุทานของผู้อ่าน ผู้อ่านจึงรู้สึกว่าผู้แปลเข้าไม่ถึงอารมณ์ตัวละคร

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายคำว่า ‘อา’ ว่า

            คำออกเสียงท้ายคำในความรำพึงหรือวิตกถึงกิจการ เช่น แม่อา พี่อา อย่างเดียวกับคำ เอ๋ย

            คำว่า ‘โอ’ อธิบายว่า

            คำออกเสียงเมื่อนึกถึงอะไรขึ้นมาได้

            คำว่า ‘อ้า’ อธิบายว่า

            คำออกเสียงขึ้นต้นประโยคในคำประพันธ์ใช้ในคำรำพึงหรือพรรณนา วิงวอน อย่างเดียวกับคำ โอ้ หรือ โอ้ว่า

            คำว่า ‘โอ้’ อธิบายว่า

            คำออกเสียงกล่าวรำพึงหรือปลอบโยน

            พจนานุกรมฉบับมติชน อธิบายคำดังนี้

            อา คำออกเสียงต้นหรือท้ายคำพูดในความรำพึงหรืออุทาน
            อ้า คำที่ใช้ในคำประพันธ์ในความรำพึง พรรณนา วิงวอน เช่น อ้าอรอุบลวรภาค (อนิรุทธ์)
           โอ คำที่เปล่งออกมาแสดงอาการจำได้หรืออาการสลดใจ
           โอ้ คำขึ้นต้นในคำประพันธ์เป็นเชิงรำพึงหรือปลอบใจ เช่น โอ้อนิจจานะอกเอ๋ย กระไรเลยไม่วายที่โศกศัลย์ (อิเหนา)

            ทั้งสองฉบับให้ความหมายเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างเพียงเล็กน้อยในคำ ‘อา’ มติชนให้เป็นคำออกเสียงต้นคำพูด หรืออุทานด้วย

            คำนี้หากใช้เป็นคำอุทานในภาษาไทย และไม่ใส่เครื่องหมายตกใจเวลาเขียน อ่านแล้วจะนึกถึงอีก ความหมายหนึ่งทันที คือ น้องของพ่อ เลยไม่รู้ว่าเรียกอา หรืออุทานกันแน่ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นตัวอย่างต่อไป

            คำว่า ‘อ้า’ กับ ‘โอ้’ ใช้ในภาษากวีของไทย คำกลอนที่คนไทยจำติดปาก ก็เช่น อ้าดูอโศกนี้ ศรีไสว วิไลตา โอ้เคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

            ‘โอ้’ ยังแตกลูกเป็น ‘โอ้ว่า’ ‘โอ้โอ๋’ ใช้ในภาษากวีเช่นกัน ดังตัวอย่าง โอ้ว่าอนิจจาความรัก เพิ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล

            โอ้โอ๋กระไรเลย บมิเคย ณ ก่อนกาล พอเห็นก็ซาบซ่าน ฤดิรักบ่หักหาย

            แต่คนไทยไม่นิยมใช้ ‘อ้า’ กับ ‘โอ้’ ในภาษาพูดและภาษาเขียนทั่วไป

            หนังสือแปลที่ถ่ายเสียงคำอุทาน Ah Oh จึงเป็นที่รำคาญตาและสะดุดอารมณ์ผู้อ่าน

            ใน “คลังคำ” ของ ดร.นววรรณ พันธุเมธา (สำนักพิมพ์อัมรินทร์ พ.ศ.๒๕๔๔) หมวดที่ ๒ ว่าด้วยมนุษย์กับมนุษย์ หมวดย่อย การสื่อสาร ญ ๑๒๐ ให้คำหรือกลุ่มคำที่เปล่งออกมาแสดงความรู้สึก ขอคัดมาดังนี้

            อ้าว, อื๋อ, เอ๋อ, เอ๊ะ ใช้แสดงความประหลาดใจ
            อ๊ะ ใช้แสดงความประหลาดใจแกมไม่พอใจ
            ฮ้า ใช้แสดงความประหลาดใจ ไม่เชื่อ เช่น ฮ้า จริงหรือ
            เฮอะ ใช้แสดงความไม่เชื่อ เช่น เฮอะ ฉันไม่มีวันเชื่อคุณหรอก
            แม่เจ้าโวย, อุแม่เจ้า, อื้อฮือ, เอ้อเฮอ, โอ้โฮ, โอ้โฮเฮะ ใช้แสดงความตื่นเต้น อัศจรรย์ใจ
            ฮูเร ใช้แสดงความตื่นเต้นดีใจ
            ฮะฮ้า ใช้แสดงความลำพองใจ เช่น ฮะฮ้า คุณน่ะหรือจะสู้ผม
            ยี้, อี๊ ใช้แสดงความรังเกียจ เช่น ยี้ สกปรก
            ฮึ่ย ใช้แสดงความขยะแขยง เช่น ฮึ่ย น่าเกลียดจริง ตัวมันดิ้นกระดุบ-กระดิบ
            ฮึ ใช้แสดงความขุ่นเคือง เช่น ฮึ ฉันไม่ยอมหรอก
            ฮะ ใช้แสดงความขัดใจ เช่น ฮะ ถ้าอย่างนั้นจะใช้ได้หรือ; ใช่ขู่ตวาด เช่น แกจะไปหรือไม่ไปฮะ
            ฮื้อ ใช้แสดงความรำคาญ ไม่พอใจ เช่น ฮื้อ อย่ามายุ่งกับฉันน่ะ
            ปั้ดโธ่, ปู้โธ่, ฮี่โธ่ ใช้แสดงความขัดเคืองที่ไม่ได้ดังใจ เช่น ปั้ดโธ่ แค่นี้ก็ทำไม่ได้
            ชะช้า, ชัดช้า, ชิชะ, หน็อย, หน็อยแน่ ใช้แสดงความไม่พอใจ เช่น ชะช้า แกกล้าทำข้าเชียวหรือ
            บ๊ะ, อุบ๊ะ, อุวะ ใช้แสดงความฉุน โกรธ เช่น อุบ๊ะ ไม่เชื่อกันบ้างเลย
            ฮึ่ม ใช้แสดงความโกรธ เช่น ฮึ่ม ไม่ถึงทีเราบ้างก็แล้วไป
            โถ, โธ่, พิโธ่, พุทโธ่ พุทถัง, อนิจจา, อพิโถ, อพิโธ่, อพิโธ่พิถัง ใช้แสดงความสงสาร เช่น โถ น่าสงสาร
            เช้อ, เชอะ ใช้แสดงความดูหมิ่น
            ว้า ใช้แสดงความผิดหวัง
            ตายจริง, ต๊ายตาย, ว้าย, อุ๊ย, อุ๊ยตาย, อุ๊ยต๊ายตาย, โอ๊ยโย่, โอ๊ย ใช้แสดงความตกใจ
            เฮอ ใช้แสดงความโล่งอก เช่น เฮอ เสร็จเสียที
            เฮ้อ ใช้แสดงความเบื่อหน่าย เช่น เฮ้อ ไม่จบเรื่องสักที
            อุ๋ย, อูย, โอ๊ย ใช้แสดงความเจ็บปวด เช่น โอ๊ยปล่อยนะ
            เอ, เอ๊ ใช้แสดงความไม่แน่ใจ เช่น เอ ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้

            ในบัญชีคำที่คัดมาข้างต้น ซึ่งเป็นคำอุทาน มีคำซึ่งมีที่มาจากพุทธศาสนา คือ พุทโธ่ พุทถัง และอนิจจา ผู้แปลพึงเลี่ยงหากตัวละครในหนังสือแปลไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่ผู้แปลใช้คำที่กร่อนจากคำดังกล่าวได้ ดงที่ “คลังคำ” ให้มา คือ โธ่, พิโธ่, อพิโถ, อพิโธ่, อพิโธ่พิถัง ส่วน ‘อนิจจา’ ก็กร่อนลงเหลือ ‘นิจจา’ แล้วเสริมสร้อยคำเป็น ‘นิจจาเอ๋ย’ เพื่อให้เสียงลงตัว

            ในบัญชีคำข้างต้นนี้ ผู้อ่านคงเห็นแล้วว่ามีคำอุทานเฉพาะเพศ เช่น คำใช้แสดงความตกใจ หกคำแรก (ตายจริง, ต๊ายตาย, ว้าย, อุ๊ย, อุ๊ยตาย, อุ๊ยต๊ายตาย) เป็นคำอุทานของผู้หญิง ส่วนสองคำสุดท้าย (โอ๊ยโย่, โอ๊ะ) เป็นคำอุทานของผู้ชาย ซึ่งอาจจะเพิ่มคำ ‘เฮ้ย’ อีกด้วยได้

            คำใช้แสดงความรังเกียจ ผู้หญิงมักอุทานว่า ‘ยี้’ ‘อี๊’ ส่วนผู้ชาย อุทาน ‘ฮึ่ย’

            คำใช้แสดงความตื่นเต้น อัศจรรย์ใจ ผู้ชายอุทาน ‘แม่เจ้าโว้ย’ ‘อุแม่เจ้า’ ผู้หญิงคงไม่อุทานสองคำนี้ ฯลฯ

            จะเห็นได้ว่า ภาษาไทยมีคำแสดงความรู้สึกใช้อุทานจำนวนมาก ผู้แปลเพียงแต่เลือกมาใช้ให้ตรงสถานการณ์และตรงสถานภาพของตัวละครผู้อยู่ในสถานการณ์ ผู้อ่านก็จะสบอารมณ์แล้ว

            ต่อไปเป็นตัวอย่างการถ่ายเสียง Ah, Oh จากหนังสือแปล สำหรับพิจารณาตรวจแก้

            ๑. “สวัสดีครับ” ปีเตอร์ทัก
                “อ้า ใช่แล้ว” ชายคนนั้นตอบ “ใช่ ใช่ ฉันเคยเห็นเธอมาก่อน”

            ๒. “หนูทำแก้วแตกใช่ไหม”
                “โอ้ ไม่ใช่ครับ”

            ๓. “เมื่อสองสามวันก่อน คุณมั่นใจกว่านี้”
                “อา ตอนนั้นผมยังไม่ได้เห็นเขาลงมือ”

            ๔. “อา” เธอร้องด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงตามวิสัยผู้หญิง “ดิฉันอยากจะเห็นเขาถูกจับ”

            ๕. “มันจะไม่อยู่ในละแวกใกล้เคียงนั้นด้วย”
                “โอ้ โอ้” แล้วมันจะไปหลบอยู่ที่ไหนเล่า”

            ๖. “ไม่พอหรอก เพราะฉันตกลงใจแล้วว่าจะไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีของฉัน”
                “โอ ให้ตายเถอะ”

            ฉบับหน้าจะเฉลยตัวอย่างตรวจแก้ เชิญฝึกตรวจแก้กันไปพลางๆ ก่อน



 
 
 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญตรวจแก้ต้นฉบับ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >