มาตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลกันเถิด (จบ)
วัลยา วิวัฒน์ศร


พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ (บทความพิเศษ โดยวัลยา วิวัฒน์ศร) ฉบับประจำวันที่ ๘ - ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๙๓





ในหนังสือ การแปลวรรณกรรม ผู้เขียนนิยามการแปลวรรณกรรมไว้ว่า

            การแปลวรรณกรรมคือการถ่ายทอดความหมายและวรรณศิลป์จากตัวบทภาษาหนึ่ง ไปเป็นตัวบทอีกภาษาหนึ่ง ถึงระดับการสร้างสรรค์ของนักประพันธ์ โดยยังรักษาบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับภาษาเดิมและคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปลเสมอกัน

            ประเด็นที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ คือการรักษาบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับภาษาเดิมและคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปลเสมอกัน

            บริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับหมายถึงคำหรือข้อความแวดล้อมซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตของตัวละครชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับภาษา ศาสนา ความคิดความเชื่อ ภูมิปัญญา เทคโนโลยี สภาพภูมิศาสตร์และภูมิหลังด้านประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมของชาตินั้นๆ

            ทฤษฎีแปลตะวันตก มี อังกฤษ อเมริกัน และฝรั่งเศส เป็นอาทิ ล้วนระบุให้ดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับให้เข้ากับวัฒนธรรมของผู้อ่าน ทฤษฎีดังกล่าวเขียนขึ้นจากประสบการณ์การแปลจากภาษาตะวันตกเป็นภาษาตะวันตกด้วย ซึ่งมีการถ่ายเทวัฒนธรรมถึงกันแต่ไหนแต่ไรมา ทฤษฎีดังกล่าวจึงใช้ได้ และการดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรมบางอย่างระหว่างตะวันตกดัวยกัน ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกแปลกหรือ ‘หลงถิ่น’ แต่อย่างใด

            (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน การแปลวรรณกรรม บทที่ ๒ หัวข้อ “อุมแบร์โต้ เอโก้ กับการแปลวรรณกรรม” และบทที่ ๓ หัวข้อ “การแปลโดยรักษาบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับภาษาเดิมและโดยคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปล”)

            แต่วัฒนธรรมตะวันตกแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันออก สภาพภูมิศาสตร์แตกต่างกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล พืชพันธุ์ไม้หรือสัตว์บางชนิดศาสนาและวิธีคิดก็ต่างกัน มีแต่เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาถึง การแปลต้นฉบับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาไทย จึงต้องรักษาบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับภาษาเดิมไว้ ถือเป็นกฎเหล็กข้อหนึ่งของการแปล ต่างไปจากทฤษฎีตะวันตก เพราะหากผู้แปลดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นของไทย ผู้อ่านจะรู้สึกแปลกหรือ ‘หลงถิ่น’ ทันที

            ตัวอย่างเช่น ตัวละครชาวฝรั่งเศสหรือชาวอเมริกันซึ่งมีนิวาสสถานอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร พูดถึงแสงแดดหรือลมทะเลที่ริเวียร่าหรือที่ไมอามี่แล้วผู้แปลดัดแปลงให้เป็นหาดป่าตองหรือหาดพัทยาผู้อ่านก็คงจะงงว่าเหตุใดตัวละครชาวฝรั่งเศสหรือชาวอเมริกันจึงอ้างชายหาดของไทย

            อีกตัวอย่างหนึ่ง ในต้นฉบับภาษาตะวันตก มีฉากร้องเพลงกล่อมเด็ก ผู้แปลคิดว่า ควรดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรม จึงใส่เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กของไทย ซึ่งมีข้อมูลทางวัฒนธรรมเฉพาะของไทยลงไป เช่น “ฝนตกหยิมๆ ย้ายซิ้มไปตลาด นุ่งผ้าตูดขาด เอากระจาดปิดตูด” กระจาดเป็นภาชนะวัฒนธรรมเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ไม่มีในตะวันตก

            การดัดแปลงเช่นนี้เป็นการใส่บรรยากาศไทยลงไปในเรื่องตะวันตก ผู้อ่านจะรู้สึกแปลกหรือ ‘หลงถิ่น’ เหมือนถูกกระชากตัวกลับมาในบรรยากาศไทยแล้วก็กลับไปอยู่ในบรรยากาศตะวันตกใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนี้ทุกครั้งที่มีการดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรม

            ในกรณีนี้ ผู้แปลควรแปลเนื้อร้องตามต้นฉบับ

            การแปลสำนวน คำพังเพยสุภาษิตก็เช่นกันหากมีสำนวน คำพังเพยหรือสุภาษิตไทยที่ความหมายตรงกัน แต่ของไทยอ้างถึงสัตว์หรือพันธุ์ไม้ที่มีเฉพาะในไทยก็ไม่พึงใช้สุภาษิตหรือสำนวนไทยนั้น ผู้เขียนยกตัวอย่างไว้ในหนังสือการแปลวรรณกรรม การแปลสำนวนฝรั่งเศส “เกิดจากแม่ไก่ก็ย่อมชอบคุ้ยเขี่ย” หรือสำนวนอังกฤษ “ไก่แก่ขันอย่างไร ไก่อ่อนก็ขันอย่างนั้น” ก็ควรแปลไปตามนั้น ไม่ใช้สำนวนไทย “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” มาแทนเพราะถึงความหมายจะตรงกัน แต่ตัวละครชาวฝรั่งเศสหรือชาวอังกฤษย่อมไม่อ้างช้างเป็นแน่

            และผู้อ่านก็เข้าใจสำนวนแปลตามต้นฉบับได้โดยง่ายอยู่แล้ว

            วลีสุดท้ายในนิยามการแปลวรรณกรรมข้างต้น

            เขียนว่า “และคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปลเสมอกัน”

            ในทัศนะของผู้เขียน การคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปลไม่ได้หมายความว่า ให้ดัดแปลงบริบททางวัฒนธรรมในต้นฉบับเป็นบริบททางวัฒนธรรมไทยแต่หมายถึงว่า ผู้แปลจะรักษาบริบททางวัฒนธรรมของต้นฉบับและหาวิธีทำให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างไร

            การทำเชิงอรรถท้ายหน้าหรือท้ายเล่มก็เป็นวิธีหนึ่ง ผู้แปลควรพิจารณาว่าคำใดบ้างที่จำเป็นต้องทำเชิงอรรถ ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อหรือมากเกินไปหากผู้อ่านที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ พอเข้าใจได้โดยไม่ต้องอาศัยเชิงอรรถ ก็ไม่ต้องทำ

            นอกจากการทำเชิงอรรถ ผู้แปลอาจขยายความสั้นๆ ซึ่งต้องสั้นจริงๆ เพื่อมิให้เสียลีลาของนักเขียนซึ่งไม่ได้เขียนขยายความยืดยาว เมื่อแปลขยายความสั้นๆ แล้ว ผู้แปลก็ไม่จำเป็นต้องทำเชิงอรรถ

            ตัวอย่างเช่น ตัวละครเด็กชายชาวสเปน ชื่อเบนิโต้ ถูกเพื่อนหมิ่น เรียกเขาว่า เบนิต้า ซึ่งเป็น ชื่อผู้หญิง ผู้แปลอาจแปลขยายความดังนี้

            “อ๋อ ! นึกว่าใคร นังเบนิต้านี่เอง”

            เบนิโต้แค้นใจที่ถูกหาว่าเป็นหน้าตัวเมีย แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ เด็กที่พูดจาหมิ่นเขา ตัวโตกว่าเขามากนัก

            วลีขยายความคือ ที่ถูกหาว่าเป็นหน้าตัวเมีย

            คำนำหน้าชื่อคนในภาษาอังกฤษ เช่น มิสเตอร์ มิสซิส มิส หรือ เมอสิเยร์ มาดาม มาดมัวแซลล์ ในภาษาฝรั่งเศส หรือคำลงท้ายชื่อคน เช่น ซัง จัง คุง ในภาษาญี่ปุ่น ควรคงไว้เพื่อเก็บบรรยากาศของชาตินั้นๆ

            ในบางครั้งผู้แปลจำเป็นต้องทับศัพท์ เช่น ต้นวิลโลว์ ในบริบททางวัฒนธรรมตะวันตก ควรคงไว้เช่นนั้น ไม่แปลว่า ต้นหลิว เพราะจะกลายเป็นบริบททางวัฒนธรรมของจีนทันที เช่นเดียวกับ ต้นป๊อปปล้าร์ ในยุโรป จะใช้ว่า ต้นไป่หยาง ก็เมื่อแปลเรื่องจีนเท่านั้น

            นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาบรรยากาศในฉากของเรื่อง คู่รักซึ่งกำลังพลอดรัก ชี้ชวนกันชมธรรมชาติ ควรจะชื่นชม นกแซนด์ไพเพอร์ มากกว่า นกอีก๋อย

            ด้านอาหารการกินก็เช่นกัน เมื่อนวนิยายตะวันตกกล่าวถึงเรื่องนี้ ผู้แปลควรระวังเป็นพิเศษ ไม่ใช้คำในบริบททางวัฒนธรรมของไทย เช่น ทำกับข้าว กินข้าว กินข้าวกินปลา แม้ปัจจุบันชาวตะวันตกจะกินข้าวบางมื้อ แต่ก็เป็นเพียงบางมื้อจริงๆ และไม่ใช่อาหารหลักของเขา ผู้แปลควรเลี่ยง ใช้ว่า ทำครัว ทำอาหาร กินอาหาร หากแปลเรื่องจีนไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะชาวจีนกินข้าวเป็นอาหารหลักด้วย

            เรื่องอาหารการกินนี้ ผู้เขียนมีปัญหากับคำว่า พริกไทย ขณะอ่านเรื่องแปลจากภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก เมื่อมีการโรย pepper ในอาหาร คำแปลภาษาไทยมีคำเดียวคือ พริกไทย ผู้เขียนสะดุดทุกครั้งที่ตัวละครชาวฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ ชาวจีน ชาวญี่ปุ่น ฯลฯ กิน พริกไทย

            คำทำนองเดียวกันนี้อีกคำที่เป็นปัญหาของผู้เขียนในการแปล คือคำว่า Ministry of Interior ซึ่งภาษาไทยแปลว่า กระทรวงมหาดไทย ผู้เขียนเลี่ยงไปใช้คำว่า กระทรวงกิจการภายใน เคยมีผู้บอกว่าเวลาที่เขาอ่านเรื่องแปลจากภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส พบคำว่ากระทรวงมหาดไทยในสหรัฐอเมริกา ในประเทศอังกฤษ หรือประเทศฝรั่งเศส เขาไม่เห็นว่าเป็นกระทรวงของไทยเห็นเป็นชื่อเฉพาะที่คำว่า ไทย ไม่มีความหมายระบุชาติ แต่ผู้เขียนมีเชื้อตาผีเสียแล้ว จึงสะดุดทุกครั้งแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นทุกข์

            นอกจากนี้ก็มีเรื่องหน่วยเงิน ผู้แปลมักเผลอใช้หน่วยเงินของไทย เช่น เขาประหยัด ทุกบาท ทุกสตางค์ เขาไม่มีเงินแม้แต่ ตังค์แดง เดียว ผู้แปลควรใช้หน่วยเงินตามต้นฉบับ

            เรื่องมาตรา คนไทยรู้จักทั้งมาตราเมตริก (กรัม เมตร วินาที) และมาตราของอังกฤษ (ออนซ์ ฟุต วินาที) เมื่อต้นฉบับภาษาเดิมใช้มาตราใดก็แปลไปตามมาตรานั้น ปัญหาคือ หากแปลจากภาษาที่สอง เช่น แปลเรื่องฝรั่งเศสจากต้นฉบับแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้แปลภาษาอังกฤษเปลี่ยนมาตราเมตริก (มาตราที่ใช้ในฝรั่งเศส) เป็นมาตราของอังกฤษไปแล้ว เพราะคำนึงถึงผู้อ่านฉบับแปลของตนซึ่งไม่คุ้นกับมาตราเมตริก ผู้แปลภาษาไทยก็แปลตามกล่าวคือ แปลมาตราของอังกฤษ คนอ่านชาวไทยที่รู้วัฒนธรรมฝรั่งเศส และรู้ว่าชาวฝรั่งเศสใช้มาตราเมตริก ก็จะรู้สึกแปลกที่มาตราผิดไป และรู้ว่าผู้แปลแปลจากภาษาอังกฤษอีกที

            แต่เมื่อแปลหนังสือเก่าซึ่งใช้มาตราโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาติใดภาษาใด ก็ควรจะใช้มาตราโบราณของไทย ทั้งมาตราชั่ง ตวง และวัด ทั้งนี้เพื่อรักษาบรรยากาศโบราณของเรื่องด้วย

            นิยายกำลังกายในของจีนติดตลาดเมืองไทยมาตราโบราณของจีนคุ้นหูผู้อ่านชาวไทย เมื่อใช้ตามแบบของจีนก็เก็บรักษาไว้ได้ทั้งความโบราณและบรรยากาศจีน

            การแปลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้แปลจะต้องตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ ค้นคว้าหาข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบตรวจทานหลายครั้งหลายหน ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลานาน ขัดกับนโยบายของสำนักพิมพ์หลายแห่ง ที่คำนึงถึงต้นทุนเชิงพาณิชย์เร่งรัดการตีพิมพ์โดยไม่สนใจคุณภาพงาน จึงมีหนังสือแปลด้อยคุณภาพจำนวนมากในท้องตลาด

            วิชาตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลจึงยังต้องเปิดสอนอยู่เสมอ และไม่เคยขาดตัวอย่างแบบฝึกหัดนับเป็นเรื่องน่าเศร้า เมื่อคิดถึงผู้อ่านวัยเยาว์ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันด้านภาษา ต้องเติบโตขึ้นมาโดยได้อ่านได้ฟังภาษาผิดๆ อยู่เสมอ

            ในอนาคตเราจะยังพูดถึงเอกลักษณ์และอัจฉริยลักษณ์ของภาษาไทยได้อีกหรือ



 
 
 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญตรวจแก้ต้นฉบับ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >