"The Best of James Herriot"
หมอเจมส์ถึงหมอน้อง ผู้พิทักษ์ม้าไทย



เจมส์ เฮอร์เรียต เป็นสัตว์แพทย์ นักเขียนที่ได้รับการยกย่องสูงสุดจากประเทศอังกฤษ คุณหมอเจมส์เป็นหมอรักษาสัตว์ ที่ทำงานอย่างหนักตลอดเวลากว่าห้าสิบปีในวิชาชีพสัตว์แพทย์ที่เขารัก ยืนหยัดรักษาคนไข้ ไม่ว่าคนไข้คนนั้นจะเป็นวัว ม้า แกะหรือหมา ด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทุกตัวอย่างแท้จริง ใครหลายคนรู้จักกับหมอเจมส์ผ่านทางตัวหนังสือของเขา และเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นสัตว์แพทย์เหมือนคุณหมอคนดี ขณะที่สัตว์แพทย์รุ่นหนุ่มสาวรู้สึกภาคภูมิใจในวิชาชีพของตัวเองเมื่อได้อ่านหนังสือที่เขาเขียน

            ผลงานรวมเรื่องสั้นชุด The Best of James Herriot เขียนโดยเจมส์ เฮอร์เรียต เป็นหนังสืออีกเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายและพิมพ์หลายครั้ง ทั้งในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นหนังสือขายดีที่แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า ๒๐ ภาษา ตลอดช่วงเวลาประมาณกว่า ๓๐ ปี รวมทั้งการแปลเป็นภาษาไทยของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ โดยจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยเป็นจำนวน ๒ เล่ม คือ "เกือบไม่ได้เขียน" กับ "เกือบไม่ได้อ่าน" และจัดงานแนะนำหนังสือ "เกือบไม่ได้เขียน" ณ โรงพยาบาลม้าโคราช อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๒ พร้อมแนะนำและสนับสนุนโครงการพิทักษ์พันธุ์ม้าไทยเพื่อเป้าหมายสู่มรดกโลก มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหาร สนพ.ผีเสื้อ พูดถึงหนังสือ "เกือบไม่ได้เขียน" ของเจมส์ เฮอร์เรียต ว่า เป็นหนังสือดีจากนักเขียนดี ปาริฉัตร เสมอแข ผู้แปลใช้เวลา ๑๐ ปี ในการแปลต้นฉบับชุดนี้ และมีโอกาสได้เดินทางไปบ้านสเกลเดลของหมอเจมส์

            ที่ปรากฏในฉากของเรื่องสั้น The Best of James Herriot ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ จากเดิมที่ไม่มีคนรู้จักเมืองนี้เลย แต่หลังวรรณกรรมชุดนี้เดินทางเผยแพร่ไปทั่ว ผู้คนได้อ่านเรื่องของสัตว์แพทย์นักเขียนผู้นี้ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของอังกฤษ ทางการขนานนามเมืองว่า Herriot Country มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นล้านคน แต่ผู้คนก็ยังรักษาธรรมชาติของท้องถิ่นไว้ได้อย่างดี ทำการเกษตรและปศุสัตว์แบบเก่า

            "ก่อนหมอเจมส์เขียนหนังสือ ได้ชีวิตสัตว์แพทย์เจอความยากลำบากแสนสาหัส ทำงานรักษาสัตว์ด้วยใจ พอมีความคิดจะเขียนหนังสือบอกเล่าให้คนรู้ถึงการเป็นหมอรักษาสัตว์ในสมัยที่ยังไม่มียาเพนิซิลลิน เรื่องตลกต่างๆ เมื่อไปตรวจรักษาสัตว์ในแต่ละวัน สภาพการทำงานที่ดูโบราณเทียบกับสมัยนี้ ภรรยาก็บอกไม่มีวันเขียนหนังสือได้ แต่หมอเจมส์ก็ลงมือเขียนเรื่องและเป็นหนังสือขายดีจนทุกวันนี้ เมื่อหมอเจมส์เริ่มรวยจากอาชีพนักเขียน มีคนบอกให้เลิกรักษาสัตว์ เขาตอบทันที การเป็นสัตว์แพทย์เลิกไม่ได้ ต้องทำไปตลอดชีวิตและทำด้วยความรัก" มกุฏกล่าว พร้อมอธิบายถึงเหตุที่เลือกแนะนำหนังสือที่โรงพยาบาลม้าโคราช เพราะที่นี่มีสัตว์แพทย์หญิงคนหนึ่งอุทิศตนให้แก่ม้าและใช้หัวใจทำงานเพื่อม้า เรื่องราวของเธอเป็นแรงบันดาลใจแก่สัตว์แพทย์รุ่นใหม่จำนวนมากเช่นเดียวกับหมอเจมส์นั่นเอง

            เธอคนนั้นที่ บก.บห.สนพ.ผีเสื้อ กล่าวถึงด้วยความชื่นชม ก็คือ สัตว์แพทย์หญิง ดร.ศิรยา ชื่นกำไร หรือ "หมอน้อง" ผู้ดำเนินการโรงพยาบาลม้าโคราช และยังเป็นประธานกรรมการบริหารมูลนิธิม้าลำปาง นายกสมาคมสัตว์แพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ซึ่งในงานแนะนำหนังสือครั้งนี้ หมอน้อง-สัตว์แพทย์หญิง ดร.ศิรยา กล่าวว่า มีโอกาสอ่านหนังสือที่หมอเจมส์เขียน โดยเฉพาะหนังสือที่เขาเขียนเกี่ยวกับม้า ลักษณะการเขียนการบรรยายถือเป็นเนื้อแท้ และให้เราเห็นมากกว่าชีวิตของสัตว์แพทย์ แต่เป็นชีวิตของหมอที่ผูกพันกับชาวบ้าน เขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการเป็นผู้โอบอุ้มชีวิตสัตว์ ยังรับรู้ได้ถึงความสามารถของหมอเจมส์ที่จะเข้าไปถึงจิตใจของเจ้าของสัตว์ นี่คือความอ่อนโยนในใจ ผลงานของหมอเจมส์มีเสน่ห์ตรงนี้ เชื่อมโยงชีวิตคนกับสัตว์

            "มีบทหนึ่งในหนังสือของหมอเจมส์ที่กินใจ หมอเล่าเรื่องที่ต้องไปทำลายสัตว์ เรียกว่า เมตตาฆาต เป็นการประเมินชีวิตสัตว์ ถ้าปล่อยไปมีแต่ความทรมาน จำเป็นต้องตัดความทรมานด้วยการทำลายเขา เป็นสิ่งที่สัตว์แพทย์ไม่ชอบทำและรันทดใจที่ต้องทำ แต่เป็นหน้าที่และเป็นเกียรติอย่างหนึ่งที่ต้องทำ เป็นการให้เกียรติชีวิตเพื่อนมนุษย์ และผู้ที่ประเมินได้ดีที่สุดก็คือ สัตว์แพทย์" หมอน้องกล่าวถึงงานเขียนของหมอเจมส์ที่มีความหมายในวงการวิชาสัตว์แพทย์

            ในโอกาสงานแนะนำหนังสือ เรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวการทำงานเกี่ยวกับม้าของหมอน้อง ทั้งงานส่งเสริมสวัสดิภาพม้าและงานสืบค้นม้าสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย หมอน้องบอกว่า

            คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าเรื่องม้ากับคนไทยดูห่างไกลกัน แต่ม้ามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์ชาติไทย อยู่คู่กับกษัตริย์มาทุกยุคสมัย อยากให้คนไทยสนใจม้าสายพันธุ์โบราณพื้นเมืองไทยที่ยังสำคัญอยู่ ทุกวันนี้ยังตามหาสายพันธุ์นี้ด้วยความตั้งใจ และมุ่งมั่นจะพิทักษ์พันธุ์ม้าไทย พยายามทำให้พันธุ์ม้าไทยเป็นมรดกโลกผ่านการทำงานของมูลนิธิม้าลำปาง

            "เรากำลังทำลายประวัติศาสตร์ด้วยการไม่ดูแลและผสมข้ามสายพันธุ์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว จากการสำรวจพบม้าในลำปางมีสายพันธุ์ใกล้เคียงม้าสายพันธุ์ Przewalski เป็นสายพันธุ์โบราณของมองโกเลียที่เคยสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ก่อนที่จะมีการเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยกลับสู่มองโกเลียอีกครั้ง ราวๆ ๑๐๐ กว่าตัว ถือเป็นสายพันธุ์ป่าในโลกที่ใกล้สูญพันธุ์ ม้าลำปางมีดีเอ็นเอมาจากสายพันธุ์นี้

            แต่เราไปต่อไม่ได้เพราะขาดปัจจัย รัฐบาลไม่เห็นว่าม้าเป็นสมบัติสำคัญของชาติ ขณะเดียวกันม้าในลำปางมีการผสมม้าเทศเพื่อให้ได้ม้าสูงใหญ่รองรับการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดปัญหาสุขภาพและทำลายสายพันธุ์ ตอนนี้เวลาเก็บตัวอย่างสายพันธุ์โบราณเราต้องขึ้นเหนือไปอีกแถวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า งานไม่ใช่แค่การค้นหา แต่เป็นการวิ่งแข่ง ก่อนจะมีชาติอื่นศึกษาวิจัยเรื่องม้าสายพันธุ์โบราณได้สำเร็จเสียก่อน เขมรก็กำลังทำเรื่องนี้เช่นกัน จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับคนไทยทุกคน " สัตว์แพทย์หญิงกล่าว

            พร้อมกันนั้น สตรีผู้พิทักษ์ม้าคนเดิมยังเสนอแนวคิดพลิกโลกด้วยจุดยืนในสวัสดิภาพสัตว์ เป็นการกระตุ้นจิตสำนึกสัตว์แพทย์ ตลอดจนทุกฝ่ายให้มีบทบาทในเรื่องนี้ หมอน้องบอกว่า เวลาที่มองดูปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ดูไกลตัว แท้จริงกลับโยงใยความเป็นอยู่ของคน สวัสดิภาพสัตว์ไม่ดี สวัสดิภาพคนก็ไม่ดี อย่างโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าไม่ใส่ใจจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ ที่อินเดียมีผู้เสียชีวิตมากจากโรคนี้ เกิดมาตรการกำจัดสัตว์ไม่ปรารถนา เบื่อหมา ฆ่าในปริมาณมาก เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

            หรือโรคไข้หวัดนกที่เกิดจากวิธีเลี้ยงสัตว์แบบไร้สวัสดิภาพ แออัด ปริมาณมาก ลดภูมิต้านทาน เกิดกระบวนการกำจัดสัตว์ที่ไม่ต้องการ สัตว์ปีก ๒๕๐ ล้านตัวทั่วโลกถูกฝังทั้งเป็น

            เผาทั้งเป็น อาจจะมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อไหร่ที่เราอนุญาตให้ความทารุณโหดร้ายเป็นเรื่องปกติจนชินชา ไม่มีวันที่สังคมนั้นจะมีความเมตตา อาชญากรฆ่าคนพลิกดูมีประวัติทารุณกรรมสัตว์เชื่อมโยงกับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ในทางกลับกัน เราสามารถใช้สัตว์สร้างความอ่อนโยนและส่งเสริมสภาพจิตใจได้ สัตว์เป็นผู้สอนมนุษย์ได้ทุกรูปแบบ อีกประเด็นต้องเผยแพร่ความรู้เรื่องสัตว์ การป้องกันโรค และวิธีเลี้ยงสัตว์แบบรับผิดชอบ

            "รักเท่านั้นไม่พอ ต้องรับผิดชอบด้วย" เป็นประโยคสั้นๆ ที่หมอน้องฝากถึงสังคมไทย

            งานนี้ใครสนใจร่วมพิทักษ์ม้าไทย ทั้งงานส่งเสริมสวัสดิภาพม้าและงานสืบค้นสายพันธุ์โบราณม้าพื้นเมืองไทย ติดต่อได้ที่มูลนิธิม้าลำปาง มีทั้งสำนักงานลำปาง และสำนักงานกรุงเทพฯ ดูรายละเอียดได้ที่ www.lampangponywelfare.com หรือสนับสนุนทุนทำงานเกี่ยวกับม้าที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท ๑๐๑ เลขที่บัญชี ๐๓๕-๒-๐๓๑๒๒-๖ ชื่อบัญชีมูลนิธิม้าลำปาง.



ที่มา เว็บไซต์ไทยโพสต์ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ