ขีดความสามารถการอ่าน

ในยุทธศาสตร์ของ ‘คณะกรรมการส่งเสริมการอ่าน
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต’
มูฮมัด บิน มูดอ / มกุฏ อรฤดี
muhmud@bflybook.com

------------------------------

“ภายในปีถึง ๒ ปี นี้ต้องทำให้คนไทยอ่านหนังสือให้มากขึ้นเพิ่มจากผลสำรวจเดิม
ที่คนไทยอ่านหนังสือเพียง ๕ เล่มต่อปี ให้เพิ่มขึ้น ๑ เท่า เป็น ๑๐ เล่มต่อป
โดยได้วางยุทธศาสตร์ไว้ ๓ ข้อ ในการส่งเสริมการอ่านคือ

           ๑. เพิ่มขีดความสามารถการอ่าน อ่านอย่างเข้าใจ
           ๒. สร้างนิสัยรักการอ่าน
           ๓. สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน

ซึ่งเมื่อทำครบทั้ง ๓ ยุทธศาสตร์นี้เชื่อว่าจะช่วยให้การอ่านของคนไทยเกิดขึ้นได้” รมว.ศธ.กล่าว
(ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒, ๑๕.๑๓ น.)



            ‘ขีดความสามารถการอ่าน’ น่าจะหมายถึง ระดับมาตรฐานที่กำหนดว่าผู้อ่านหนังสือออกนั้น อ่านได้ เข้าใจเนื้อหามากเท่าใด รู้เรื่องที่อ่านและนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงไหน และต้องมีเกณฑ์มาตรฐาน หรือเครื่องวัดเพื่อบอกระดับได้ว่า ความสามารถขนาดไหนไม่ต้องเพิ่ม และขนาดไหนต้องเพิ่ม คำขยายต่อท้ายที่ว่า ‘อ่านอย่างเข้าใจ’ ก็น่าจะหมายถึงวัดความเข้าใจเป็นหลัก

            การประกาศ ‘จะเพิ่มขีดความสามารถการอ่าน’ เป็นการยอมรับว่ามาตรฐานหรือบรรทัดฐานการอ่านของคนไทยทั้งประเทศยังไม่น่าพอใจ จึงต้องเพิ่ม เรื่องนี้เป็นความจริง และยอมรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน (แม้อกตรม) การปกปิดซ่อนเร้นเสียอีกจะทำให้เกิดผลเสีย กล่าวคือ เมื่อเราอ่านหนังสือไม่ออก จะไปอวดว่าอ่านเก่งก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด

            การเพิ่มความสามารถการอ่าน ควรต้องมีในโรงเรียนมาตั้งแต่ประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่ประกอบด้วยการอ่าน เขียน และคิด เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่หลักอันสำคัญของประเทศในการบ่มเพาะและเริ่มสอนอ่าน จนพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาตามหลักสูตรให้คนไทยเรียน ในชีวิตของเด็กไทย การอ่านจึงเป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน หรือก็คือกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง

            ภาระหน้าที่การวัดความสามารถการอ่าน เป็นหน้าที่ตามปกติและหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว

            ว่ากันที่จริงหากการประเมินความสามารถการอ่านของผู้จบการศึกษาใหม่ๆทุกระดับ เช่น ปริญญาตรี มัธยมปลาย มัธยมต้น และประถมศึกษา แล้วปรากฏว่าด้อยกว่ามาตรฐาน หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่อ่านเท่าที่ควร ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งแต่ละระดับนั่นเอง

            กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องถูกตำหนิ หรือถูกลงโทษจากสังคมด้วยกระบวนการใดๆก็ตาม ที่ไม่อาจทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีได้

            หากเป็นเช่นที่กล่าวข้างต้น สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการควรต้องทำก็คือ พิจารณากระบวนการเรียนการสอนในขอบเขตของการอ่านโดยด่วน อาจต้องปรับปรุงหรือรื้อสิ่งที่ไม่เป็นระบบเสียใหม่ ค้นหาและวิเคราะห์ว่า สิ่งใดเป็นอุปสรรคขวางกั้นมิให้การเรียนการสอนด้านการอ่านเป็นผลสำเร็จ หรือมีสิ่งใดเข้ามาแทรกแซง

            กระทรวงศึกษาธิการต้องตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยเป็นกรณีฉุกเฉินด้วยซ้ำว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ประเภทคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์ อินเทอร์เน็ตและสิ่งเกี่ยวข้องอันเป็นที่นิยมอยู่นั้น มีส่วนให้การอ่านของเด็กไทยเลวลงหรือไม่

            ระบบวิธีวิจัยทำได้ง่ายในทันที เพียงเลือกโรงเรียน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งปล่อยให้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอย่างที่เป็นอยู่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งควบคุมไม่ให้ใช้เลย ไม่ว่าที่โรงเรียนหรือที่บ้าน

            ภายใน ๑ ปี จะปรากฏผล

            อันที่จริงไม่ต้องวิจัยก็รู้ผลกันมานานแล้ว นับตั้งแต่คอมพิวเตอร์เริ่มเฟื่องฟูในประเทศไทย บังเอิญแนวคิดของรัฐบาลอิงอยู่กับแนวคิดของพ่อค้า เมื่อมีสินค้าพ่อค้าก็จะขาย นักการเมืองได้ประโยชน์จากการหาเสียงและประโยชน์อื่นๆ แม้รู้ว่าคอมพิวเตอร์ที่จะส่งเสริมให้ใช้คุณภาพไม่ดีพอ และนักเรียนก็ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะยังมิได้ฝึกฝนเรียนรู้จากครู แต่ขณะเดียวกันครูก็อยากได้ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจะสอนเด็กได้แค่ไหน ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้นมิได้คิดให้ไกลไปว่า เมื่อมีสิ่งน่าสนใจกว่าหนังสือ เรื่องอะไรเด็กซึ่งไม่ประสีประสาจะสนใจอ่านให้ต้องเหนื่อย สู้เล่นและดูภาพมากหลายจากคอมพิวเตอร์ จะทำการบ้านหรือทำรายงานก็ง่ายกว่า ไม่ต้องค้นคว้าจากหนังสือมากนักก็หาคำตอบได้ มิสนุกกว่าหรือ

            แท้จริงแล้วยังไม่มีใครพยายามเข้าใจเลยว่า การใช้อินเทอร์เน็ต มีผลเสียมากกว่าผลดี หากผู้ใช้ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปล่อยให้เด็กใช้ตามอำเภอใจขณะที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง ครูเองก็ไม่ค่อยประสีประสาเทคโนโลยี่เหล่านี้นัก

            หรือกรณีพจนานุกรมขาดแขลน ถึงขั้นไม่มีพจนานุกรมสำหรับนักเรียนนักศึกษาเลยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เด็ก เยาวชน และคนไทยใช้ภาษาไทยผิดๆ ไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงศึกษาธิการเคยทราบและคิดวิเคราะห์สาเหตุ และหาทางแก้หรือไม่ (หรืออาจจะงงว่า พจนานุกรมเกี่ยวข้องกับการอ่านอย่างไร)

            การตั้งหน่วยงานใหม่ ใช้งบประมาณอีกมหาศาล เพื่อพัฒนาการอ่านที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นผลมาจากกระทรวงศึกษาธิการนั้นเอง จึงเป็นเรื่องตลกร้ายและน่าเศร้าสำหรับประชาชนผู้เสียภาษี

            ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในวันพุธที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ รัฐมนตรีคนใดบ้างที่รับรู้เป้าหมาย‘เพิ่มขีดความสามารถการอ่าน อ่านอย่างเข้าใจ’ และหากได้รับรู้ข้อความนั้น เมื่อถึงตอนที่ลงท้ายว่า ‘อ่านอย่างเข้าใจ’ มีรัฐมนตรีคนไหนเข้าใจหรือคิดอะไรบ้าง หรือจะสารภาพตรงๆว่า ฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง หรือไม่เคยได้ยินได้ฟังไม่เคยอ่านเอกสารเลย

            กรณีตั้งงบประมาณด้วยวัตถุประสงค์ส่งเสริมการอ่านอันสืบเนื่องมาจากความล้มเหลวในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับบริษัทผลิตรถยนต์ ถ้าปรากฏว่ารถยนต์ที่ผลิตออกมาด้วยเงินทุนจำนวนมากนั้นแล่นไม่ได้ เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด หรือติดๆดับๆ และต้องทิ้งขว้าง ก็จำเป็นควรพิจารณาว่าโรงงานมีมาตรฐานเพียงใด อาจถึงกับต้องปิดโรงงานด้วยเหตุผลไม่มีความสามารถ และผลิตสินค้าไร้คุณภาพ เพราะขืนปล่อยเช่นนี้ต่อไป ลงท้ายบริษัทก็เจ๊ง

            คงไม่มีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทไหนบื้อโปะงบประมาณอีกมหาศาลให้บริษัทผลิตรถยนต์ด้อยคุณภาพจนต้องทิ้งขว้าง จอดไว้เฉยๆ แล่นไม่ได้ เครื่องยนต์ติดๆดับๆ เพื่อเอาเงินมาแจกลูกค้าเป็นค่าซ่อมรถที่ส่วนใหญ่ใช้การไม่ได้ หรือเป็นค่าเช่าโกดังไว้จอดรถซึ่งแล่นไม่ได้ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

            และประธานกรรมการบริษัทยังยิ้มระรื่นว่าประสบความสำเร็จที่ได้เงินมาตั้งบริษัทมือซ้ายขึ้นใหม่เพื่อซื้อความล้มเหลวใหญ่หลวงจากผลงานบริษัทมือขวาของตน หรือแม้จะอ้างว่า ความล้มเหลวนั้นเกิดจากประธานกรรมการบริหารคนก่อน ก็ต้องรู้แต่แรกว่า เมื่อเข้ามาบริหารบริษัท หน้าที่หลักคือต้องจัดการแก้ไขความล้มเหลวภายในบริษัท เพื่อให้บริษัทผลิตรถยนต์ที่แล่นได้ (ท่อนนี้ พิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒)

            ปรากฏการณ์ ‘คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ที่อ้างตามยุทธศาสตร์ข้อแรกว่า ‘เพิ่มขีดความสามารถการอ่าน อ่านอย่างเข้าใจ’ นั้น หากเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็เป็นหน้าที่ต้องกระทำตลอดเวลา มิใช่จัดเป็นวาระพิเศษ แต่เป็นความจำเป็นภาคบังคับในฐานะผู้ผลิตนักเรียนนักศึกษา เมื่อจบชั้นก็ต้องอ่านออกเขียนได้และมีความรู้ความคิดตามเกณฑ์มาตรฐานระดับนั้นๆ

            แต่หาก ‘ขีดความสามารถการอ่าน อ่านอย่างเข้าใจ’ หมายถึงประชนที่พ้นวัยศึกษา ก็ควรเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะนี่หมายถึงสิ่งซึ่งพ้นไปจากการอ่านในโรงเรียนแล้ว ทว่า อ่านเพื่อสร้างสังคมใหม่ คือสังคมแห่งการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพื่อมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างดี อ่านเพื่อพัฒนาอาชีพ อ่านเพื่อทันโลก อ่านเพื่อรู้เรื่องการเมือง อ่านเพื่อ ฯลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนไม่เคยแสดงบทบาทอะไรนักก็จะมีงานให้ทำอย่างสำคัญ แทนที่จะเอางานหนักงานใหญ่ไปกองไว้กับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีภาระท่วมหัวจนควรแยกออกเป็น ๓-๔ กระทรวงด้วยซ้ำ เช่น มีใครยอมรับจริงๆบ้างว่า กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทดูแลบริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นผลสำเร็จอย่างสง่าผ่าเผย หรือเห็นว่า มหาวิทยาลัยในประเทศไทยทั้งระบบจะพัฒนาไปได้มากและมีประสิทธิภาพแข่งขันกับชาติอื่นๆในโลกได้มากกว่านี้หากแยกฝ่ายบริหารจัดการดำเนินนโยบายเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง เป็นต้น

            และยิ่งเมื่อตั้งหน่วยงานขึ้นมาในชื่อ ‘คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ก็เท่ากับจิตใต้สำนึกยอมรับว่า ภาระหน้าที่นี้แท้จริงเป็นเรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะสิ่งเกี่ยวข้องต่อเนื่องแห่งสังคมการเรียนรู้คือ ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ หรือสร้างสุข สร้างสติปัญญาตลอดชีวิตแก่ประชากรของชาติ ก็ควรเป็นเรื่องของกระทรวงนั้น ทำนองเดียวกันกับที่หน่วยงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขจะไปอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ควร

            หรือ หากจะคิดกว้างไกลไปอีก ก็ควรให้หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานอิสระ ในสังกัดของรัฐบาล เพราะท้ายที่สุดจะต้องรับผิดชอบการอ่านของชาติอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการอ่านของนักการเมือง และข้าราชการ ที่แทบจะไม่มีกระทรวงไหนหรือหน่วยงานใดเลยทำงานด้านการอ่านในสังคมของตนอย่างเห็นความสำคัญและจริงจัง นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา (การไม่เร่งรัดให้คนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือแตกฉานนี้เอง เป็นเหตุให้ประชาธิปไตยไปไหนไม่ได้ เกิดปัญหาการเมืองสืบมาจนปัจจุบันและอนาคต)

            เหตุที่ต้องเน้นข้าราชการและนักการเมืองนั้น ก็ด้วยว่า แม้จะพัฒนาการอ่านของประชาชนจนดีเลิศอย่างไรก็ตาม แต่ถ้านักการเมืองและข้าราชการผู้ทำงานให้ประชาชนยังด้อยคุณภาพด้านการอ่าน (อันจะหมายถึงด้อยคุณภาพด้านความคิดและอื่นๆด้วย) การอยู่ร่วมกันระหว่างประชาชนกับข้าราชการและนักการเมืองก็ลำบาก เกิดปัญหาขึ้นอีกในภายหน้า

            แต่หากในวันลงมติคณะรัฐมนตรีนั้น คณะรัฐมนตรีไม่ทันได้คิด จนถึงขณะนี้ก็ยังคิดไม่ออก ก็ต้องรีบคิดก่อนเงินงบประมาณจะร่อยหรอสูญเปล่าไปมากกว่านี้ เพราะเพียงสัปดาห์แรกหลังประกาศมติคณะรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการก็เริ่มจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในห้างสรรพสินค้าเสียแล้ว เป็นห่วงอยู่ว่า เป้าหมายกิจกรรมทำนองเดียวกันที่จะจัดในจังหวัดอื่นๆอีกกว่า ๗๐ จังหวัดนั้น ใช้เงินเท่าใด และจะได้ผลเพียงใด---ทำไมจึงไม่เริ่มรื้อวิธีการสอนอ่านที่ล้มเหลวในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าการอ่านของคนไทยต่ำต้อย ก่อนจะเอาเงินงบประมาณไปหว่านไปละเลงเล่น

            ตามที่ยกตัวอย่างบริษัทผลิตรถยนต์ข้างต้น คณะรัฐมนตรีในฐานะกรรมการบริหารบริษัทควรจะทบทวนมติดังกล่าวนั้น เนื่องจากเรื่อง ‘ส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ นี้ เป็นเรื่องใหญ่และภาระหนักเกิน‘ขีดความสามารถ’ของกระทรวงศึกษาธิการแน่แท้ ด้วยว่าการเริ่มต้นตามยุทธศาสตร์ที่ประกาศ ก็เห็นชัดแล้วว่าโต้โผเรื่องนี้ยังไม่เข้าใจว่า ‘โครงสร้าง’ที่ควรจะมีเป็นสิ่งแรก กับ‘กิจกรรม’ อันเป็นสิ่งปลีกย่อยประกอบซึ่งจะตามมามากมายทีหลังนั้น ต่างกันแค่ไหน อย่างไร

            เรื่องทำนองนี้ ในประเทศซึ่งคนไทยไปดูงานกันจนปรุแล้ว คือสิงคโปร์ ถือว่าหน่วยงานส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้นั้นเทียบเท่ากระทรวงหนึ่ง มีโครงสร้างของตนชัดเจน มีกฎหมายรองรับการบริหาร มีอำนาจหน้าที่ สั่งการ ควบคุมดูแล และพัฒนาการอ่านของชาติมิให้สะเปะสะปะ---น่าแปลกใจ ไม่มีใครไปศึกษาเรียนรู้เรื่องโครงสร้างและความเป็นมาเป็นไปอันเสมือนฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ แต่ไปดูตึก ดูความสะดวกทันสมัย ความหรูหรา และเฟอร์นิเจอร์ แล้วกลับมาจัดกิจกรรมในห้างสรรพสินค้าตลอดกาล เพราะเป็นข่าวง่าย และทำง่าย เพียงมีเงินจ้างก็สำเร็จ หลายต่อหลายเรื่องไม่คิดเองด้วยซ้ำ

            หน่วยงานรัฐบาลที่เอาแต่จัดงานจัดกิจกรรมในห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า หรือศูนย์จัดงานเอกชนโดยใช้งบประมาณจำนวนมาก เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าเอาเงินค่าจัดกิจกรรมในสถานที่เหล่านั้นมารวมกัน สร้างตึกกิจกรรมของรัฐบาลเอง ป่านนี้จะได้ตึกสักกี่สิบหลังแล้ว

            กระทรวงศึกษาธิการเองคือสังคมแห่งการอ่านและการเรียนรู้ตามบทบัญญัติภาระหน้าที่มาแต่ไหนแต่ไรแท้ๆ ทว่า คนข้างในนั้นหารู้ไม่ว่าตนอยู่ในสังคมที่เรียกร้องเพรียกหา แต่จะหอบงบประมาณไปประกาศสร้างสังคมอื่นอีก แล้วปล่อยให้สังคมของตนเน่าร้างจนอยู่ไม่ได้ ดังที่เห็นและเป็นอยู่

            ขีดความสามารถการอ่านของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ความสามารถในการคิด ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีก็ควรมีขีดความสามารถเหนือกว่าประชาชน อย่างน้อยๆ ก็ต้องเท่าเทียมกัน

            ทว่า กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเรื่อง ‘การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานนั้น ยังน่าฉงนนัก เพราะจะให้นักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์อ่านตามหน้าที่แท้ๆ ยังทำไม่ได้ แล้วจะให้รับผิดชอบการอ่านอย่างเข้าใจของคนทั้งชาติอีกหลายสิบล้านคนได้อย่างไร



ที่มา พิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม – ศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ