จาก พิน็อคคิโอ ถึง ไหม
หนึ่งทศวรรษของวรรณกรรมอิตาลี

ชัตสุณี สินธุสิงห์
(รองศาสตราจารย์ อาจารย์สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน ภาควิชาภาษาตะวันตก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ORDINE AL MERITO DELLA REPUBBLICA ITALIANA ชั้น CAVALIERE จาก รัฐบาลอิตาลี ในปี ๒๕๒๕ และ CAVALIERE DELL'ORDINE DELLA STELLA DELLA SOLIDARIETA' ITALIANA เมื่อปี ๒๕๕๐ ในฐานะผู้มีบทบาทเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมอิตาลีในประเทศไทย)



บทคัดย่อ

นับแต่ พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา วรรณกรรมอิตาลีเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านชาวไทยมากขึ้น เนื่องจากมีการแปลงานเรื่องสำคัญๆ ออกเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทาน นวนิยายและเรื่องสั้น บางเล่มเป็นการแปลจากภาษาอิตาลีโดยตรง บางเล่มมีการแปลหลายสำนวน นอกจากนี้ยังตีพิมพ์วรรณกรรมแปลบางเล่มซ้ำใหม่ การจัดพิมพ์ส่วนใหญ่ทำอย่างประณีต เจตนาจะให้ผู้อ่านรู้จักงานที่แปลมาอย่างดีที่สุด ประเทศอิตาลีเองก็มีบทบาทในการส่งเสริมการเผยแพร่วรรณกรรมแปล ด้วยการมอบรางวัลแก่สำนักพิมพ์ในประเทศไทย


ABSTRACT

Since 1987 Italian literary works have become widely known among Thai readers through the translations of some masterpieces in prose which includes novels, tales and short stories. Some of them have been translated directly from Italian, some enjoyed several versions of translation, some have been reprinted many times. Most editions have been prepared with great care so that the reader can really appreciate the work. The Italian Government have also shared a role in the promotion of the translations by assigning prizes to Thai publishers.


จาก พิน็อคคิโอ ถึง ไหม
หนึ่งทศวรรษของวรรณกรรมอิตาลีในภาษาไทย

            นับแต่มีการแปลเรื่อง เดคาเมรอน ในพ.ศ. ๒๔๙๖ การแปลวรรรกรรมอิตาลีเป็นภาษาไทยก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ผู้อ่านชาวไทยได้มีโอกาสรู้จักและชื่นชมผลงานของนักเขียนเอกชาวอิตาลีทั้งสมัยเก่าและสมัยปัจจุบันเป็นระยะๆ แม้ว่าปริมาณงานแปลจะยังค่อนข้างจำกัด แต่อาจกล่าวได้ว่าวรรณกรรมอิตาลีในภาคภาษาไทยแพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น โดยพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

            วรรณคดีอิตาลีที่ผู้อ่านชาวไทยรู้จักดีที่สุดคงจะได้แก่เรื่อง พิน็อคคิโอ บทประพันธ์ของคาร์โล กอลโลดี (Carlo Gollodi ค.ศ.1826-1890) ชื่อเดิมในภาษาอิตาลีคือ Le Avventura di Pinocchio, storia di un burattino ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสำหรับเด็ก Giornale per I bambini ตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๘๑ โดยใช้ชื่อ Storia di un Burattino (บทที่ ๑-๑๕) และ Avventura di Pinocchio (บทที่ ๑๖-๓๐) ต่อมาในปี ๑๘๘๓ จึงรวมพิมพ์เป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์ Felice Paggi แห่งเมืองฟลอเรนซ์ โดยมีเอ็นริโค มัซซันติ (Enrico Mazzanti) เป็นผู้วาดภาพประกอบ

            พิน็อคคิโอ เป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก แปลเป็นภาษาต่างแล้วถึง ๒๕๐ ภาษา เป็นหนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดรองจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ตัวหุ่นไม้เองเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของประเทศอิตาลี และเป็นขวัญใจของเด็กๆ ทั่วโลก ส่วนจมูกที่งอกออกมายามพูดปดนั้นกลายเป็นเครื่องหมายของการพูดเท็จที่รู้จักกันโดยทั่วไป และทำให้เกิดศัพท์ใหม่ทางจิตวิทยาคือ Pinocchio effect ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่จมูกเมื่อมีการพูดปด แม้จะมีความหมายในเชิงลบ แต่สิ่งเหล่านี้แสดงอิทธิพลของหนังสือเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ในภาคภาษาไทย ก่อน พ.ศ.๒๕๓๒ ไม่ปรากฏว่ามีการแปลต้นฉบับที่สมบูรณ์ของเรื่องนี้ออกเป็นภาษาไทย คงมีเพียงฉบับย่อยซึ่งมีมากมายหลายสำนวนและจัดพิมพ์โดยหลายสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่คงอยู่ในรูปของหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กที่มีเนื้อหาง่ายๆ และมีความยาวเพียงกี่หน้า ขณะเรื่องเดิมเป็นหนังสือที่มีความหนาเกือบ ๒๐๐ หน้า

            ต่อมาอาจเป็นเพราะตลาดวรรณกรรมเยาวชนเปิดกว้างขึ้น จึงปรากฏว่ามีการแปล พิน็อคคิโอ จากต้นฉบับเต็มถึง ๓ สำนวนด้วยกัน คือ พิน็อคคิโอ หุ่นน้อยผจญภัย แปลจากภาษาอังกฤษ โดย กิติมา อมรทัต การผจญภัยของพิน็อคคิโอ แก้วคำ ทิพย์ไชย เป็นบรรณาธิการแปลเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเช่นกัน และ ปิน็อกกีโอ แปลโดย กมลเดช สงวนแก้ว จากภาษาอิตาลีโดยตรง

            พิน็อคคิโอ ฉบับแปลทั้ง ๓ ฉบับนี้ มีเพียง ปิน็อกกีโอ เท่านั้น ที่ระบุปีที่พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.๒๕๔๐ (ปกแข็ง) ครั้งที่สองในปี ๒๕๔๒ (ปกอ่อน) อีก ๒ ฉบับที่เหลือไม่ระบุไว้ไม่ว่าส่วนใดของหนังสือ ว่าพิมพ์เมื่อใด แต่เมื่อพิจารณาจากราคาหนังสือซึ่งค่อนข้างต่ำ (๖๕ บาท) พอจะอนุมานได้ว่า พิน็อคคิโอ หุ่นน้อยผจญภัย น่าจะเป็นฉบับที่พิมพ์แรกสุด โดยที่มีข้อความที่ปกหลังเขียนไว้ว่า “นี่คือการแปลจากต้นฉบับเต็มและดั้งเดิมโดยไม่มีการตัดทอน”

            พิน็อคคิโอ หุ่นน้อยผจญภัย เป็นหนังสือในชุดวรรณกรรมเยาวชน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมิต โดยระบุชื่อต้นฉบับภาษาอังกฤษและผู้แต่ง The Adventures of Pinocchio by Carlo Collodi ไว้ในปกรองและด้านหลังปกรอง คำนำของบรรณาธิการสำนักพิมพ์และข้อความแนะนำหนังสือที่ปกหลังแสดงให้เห็นว่า สำนักพิมพ์รู้จักและเข้าใจถึงคุณค่าของวรรณกรรมเอกเรื่องนี้เป็นอย่างดีในฐานะ “มรดกทางปัญญาและศีลธรรม” มิใช่ในฐานะเรื่องสำหรับเด็กเท่านั้น

            “พิน๊อคคิโอไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กเท่านั้น แต่การผจญภัยของเจ้าหุ่นน้อยในโลกกว้างยังเต็มไปด้วยทัศนะในการมองโลกอย่างแหลมคมของผู้เขียน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเสียดสีสังคมได้แสบสันต์คนหนึ่ง ตัวละครทุกตัวในเรื่องจึงอุบัติขึ้นจากบุคลิกลักษณะของคนจริงๆ ในสังคม ในทุกกาลเวลาของโลกอันแสนประหลาดใบนี้ และปรุงแต่งด้วยจินตนาการให้ดูมีชีวิตชีวาและประทับในความทรงจำของผู้อ่านทุกคนเรื่องราวของ พิน็อกคิโอ คือมหาวิทยาลัยแห่งประสบการณ์ของมนุษย์ผู้เผชิญกับโลกกว้างอันแสนประหลาดเพื่อที่จะดำรงอยู่ได้อย่างคนที่มีคุณค่าต่อสังคม”


            แต่อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ สำนักพิมพ์จึงลืมไปว่าในชั้นต้นแล้ว พิน็อคคิโอ คือหนังสือสำหรับเด็ก รูปเล่มของหนังสือจึงไม่เน้นความดึงดูดสายตาเท่า การผจญภัยของพิน็อคคิโอ และ ปิน็อกกีโอ นั่นคือไม่ให้ความสำคัญแก่ภาพประกอบ ในหน้าหนังสือทั้งหมด ๑๙๓ หน้า มีภาพประกอบเพียง ๑๐ หน้าเท่านั้น ไม่มีการระบุชื่อผู้วาด มีแต่ลายเซ็นเป็นภาษาอังกฤษที่มุมล่างขวาของภาพว่า PRAMIN ซึ่งฟังดูคล้ายชื่ออินเดียมากกว่าชื่อไทย ลักษณะของภาพ การแต่งกายของตัวละคร และฉากชวนให้คิดว่าไม่น่าเป็นฝีมือผู้วาดภาพชาวไทย อาจเป็นได้ว่าต้นฉบับเดิมภาษาอังกฤษนั้นพิมพ์ในอินเดีย มีภาพประกอบที่ผู้วาดเป็นชาวอินเดีย และฉบับภาษาไทยได้ใช้ภาพประกอบจากต้นฉบับ

            สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ พิน็อคคิโอ ฉบับ หุ่นน้อยผจญภัย นี้ไม่มีสารบัญ และไม่มีข้อความสรุปเนื้อหาไว้ต้นบทเหมือนในต้นฉบับภาษาอิตาลี แน่นอนว่าในต้นฉบับภาษาอังกฤษคงจะมีสารบัญเต็มรูปแบบ คือมีเลขที่บทและสรุปเนื้อหาของแต่ละบท แต่ในฉบับภาษาไทย ผู้พิมพ์อาจไม่เห็นความสำคัญของสารบัญดังกล่าว จึงไม่ได้แปลให้ครบถ้วน ทำให้ขาดลักษณะของหนังสือเดิมไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่เป็นงานแปลซึ่งมีคุณภาพเล่มหนึ่ง

            ส่วน การผจญภัยของพิน็อคคิโอ เป็นหนังสือในชุดวรรณกรรมอมตะของโลกที่สำนักพิมพ์นี้จัดพิมพ์ โฆษณาที่ปกหลังเน้นให้ผู้อ่านมีหนังสือชุดนี้ไว้ในครอบครองเพราะ “แสดงภูมิปัญญาของคุณ(ผู้อ่าน) และครอบครัวของคุณ ว่ารู้จักงานด้านปัญญาอันยิ่งใหญ่....” แต่เป็นที่น่ากังขาว่า ผู้จัดพิมพ์ ‘รู้จัก’ ผลงานชิ้นนี้ดีเพียงใด เพราะแม้จะมีความพยายามในการให้ข้อมูล ด้วยการเสนอประวัติของผู้เขียนและบทเกริ่นนำ ทว่า ข้อเขียนดังกล่าวโดยเฉพาะบทเกริ่นนำซึ่งอาจแปลมาจากภาษาอังกฤษนั้น เขียนด้วนภาษาไทยที่อ่านยากเข้าใจยาก จึงมิได้เอื้อต่อความเข้าใจเรื่องและช่วยให้ผู้อ่านรู้จักพิน็อคคิโอมากขึ้นสักเท่าใด

            สิ่งที่สะดุดตาสำหรับหนังสือเล่มนี้คือ ภาพประกอบซึ่งมีอยู่เกือบทุกหน้า แสดงฉากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทุกเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เป็นภาพครึ่งหน้า มีภาพเต็มหน้าแทรกอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ทุกครั้งที่เริ่มบทใหม่ จะมีภาพพิน็อคคิโอเดี่ยวๆ ประกอบอยู่ด้วยเสมอ ภาพเหล่านี้ไม่มีชื่อผู้วาด เข้าใจว่าน่าจะมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เพราะผู้วาดชาวไทยอาจไม่สามารถจินตนาการถึงฉากหรือเครื่องแต่งกายของผู้คนในยุโรปสมัยเมื่อร้อยกว่าปีมาได้โดยง่ย การมีภาพประกอบจำนวนมากเช่นนี้ทำให้ การผจญภัยของพิน็อคคิโอ ดึงดูดผู้อ่านรุ่นเยาว์ได้เป็นอย่างดี

            ในส่วนของสารบัญ พิน็อคคิโอ ฉบับสำนวนแปลแก้วคำ ทิพย์ไชย มี ‘สารบัญ’ ที่ระบุหน้าของ ‘ตอน’ ต่างๆ โดยไม่มีบทสรุปเรื่องเหมือนในต้นฉบับภาษาอิตาลี แต่บทสรุปเรื่องจะไปปรากฏนำเรื่องของแต่ละ ‘ตอน’ อนึ่ง การใช้คำว่า ‘ตอน’ แทน ‘บท’ เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นลักษณะการใช้ภาษาในการแปลที่เป็นภาษาพูดแบบกันเอง ขาดความประณีตในการเลือกโครงสร้างและคำที่ใช้ ทำให้ด้อยความเป็นวรรณคดีไปอย่างน่าเสียดาย

            ในบรรดา พิน็อคคิโอ ฉบับแปลทั้ง ๓ ฉบับ ปิน็อกกีโอ ดูจะเป็นฉบับที่ให้บรรยากาศใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิมภาษาอิตาลีมากที่สุด จากรูปเล่มซึ่งมีรูปประกอบโดย เอนริโก มัซซานติ ที่วาดประกอบต้นฉบับภาษาอิตาลีในการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.๑๘๘๓ และภาพลายมือต้นฉบับ พิน็อคคิโอ และลายเซ็นของผู้ประพันธ์คือ คาร์โล กอลโลดี ที่ปกหลังและหลังสารบัญ

            ปิน็อกกีโอ แปลจาก Le Avventura di Pinocchio ต้นฉบับภาษาอิตาลี ที่พิมพ์ครั้งแรกในปี ๑๘๘๓ โดย กมลเดช สงวนแก้ว บรรณาธิการต้นฉบับแปลคือ ผกาวดี อุตตโมทย์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เป็นฉบับที่สมบูรณ์ครบถ้วนในการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่แปล มีความนำสำนักพิมพ์ที่กล่าวถึงความเป็นมาของเรื่องและความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ของมูลนิธิแห่งชาติการ์โล กอลโลดี ตลอดจนวิธีการถ่ายเสียงภาษาอิตาลี ในส่วนของบันทึกผู้แปล ผู้อ่านจะได้ทราบประวัติการตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้และต้นฉบับต่างๆ ของกอลโลดี นอกจากนี้ท้ายเล่มยังมีเกี่ยวกับผู้เขียน ผู้เขียนรูปและผู้แปล ในส่วนของผู้เขียนและผู้เขียนรูปนั้น นอกจากเป็นการเสนอประวัติของบุคคลทั้งสองอย่างย่นย่อแล้ว ยังกล่าวถึงส่วนที่เกี่ยวกับพิน็อคคิโอ ที่ทำให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสในการอ่านวรรณกรรมเล่มนี้มากขึ้นอีก เช่น เล่าถึงบรรณาธิการนิตยสาร Giornale per i bambini ที่คอยกระตุ้นและให้กำลังใจกอลโลดีระหว่างการประพันธ์งานชิ้นนี้ และชี้ให้เห็นมิติในภาพนิทานของมัซซานติด้วยความประณีตในการพิมพ์เช่นนี้ ทำให้สำนักพิมพ์ได้รับรางวัลวรรณกรรมแปลจากรัฐบาลอิตาลีใน พ.ศ.๒๕๔๓

            นอกจาก พิน็อคคิโอ แล้ว ในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๒ – ๒๕๔๒ ยังมีการตีพิมพ์งานแปลนิทานสำหรับเด็กภาษาอิตาลีอีก ๔ เล่มด้วยกัน เป็นผลงานของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ๒ เล่ม และของจันนี โรดารี ๒ เล่ม

            โลกรู้จักเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci ค.ศ.1452-1519) ในฐานะจิตรกรเอกชาวอิตาลีผู้วาดภาพ โมนาลิซา (Mona Lisa) และอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) และในฐานะอัจฉริยะแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาผู้รอบรู้ศาสตร์แขนงต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม กายวิภาค พฤกษศาตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าความสามารถในการประพันธ์ของเลโอนาร์โด ดา วินชี มิได้ยิ่งหย่อนกว่าอัจฉริยภาพด้านอื่นของเขาเลย ผู้ที่ทำให้ผู้อ่านชาวไทยตระหนักถึงความจริงข้อนี้คือ ดารณี เมืองมา ผู้แปล นิทานของ เลโอนาร์โด เป็นฉบับแรก

            นิทานเลโอนาร์โด ดา วินซี ฉบับแรกแปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส ชื่อ Fables et légendes de Léonard de Vinci พิมพ์ใน พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ผู้แปลเล่าถึงความเป็นมาของการแปลหนังสือเล่มนี้ว่า ได้มีโอกาสอ่านต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสที่ศูนย์นักแปลวรรณกรรมที่เมืองอาร์ล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อได้ไปทำงานแปลวรรณกรรมฝรั่งเศสที่สถานที่แห่งนี้ รู้สึกทึ่งและชื่นชมความสามารถของเลโอนาร์โด ดา วินชี จึงอยากให้ผู้อ่านชาวไทยได้มีโอกาสอ่านเรื่องนี้ และรู้จักจิตรกรผู้นี้ในฐานะนักเขียนด้วย

            นิทานเลโอนาร์โด ดา วินชี ชื่อเดิมในภาษาอิตาลีคือ Favole e Leggende เป็นนิทานสั้นๆ แบบนิทานอีสป เล่าเรื่องของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ทั้งสัตว์ พืช และสิ่งต่างๆ รอบตัว (เช่นกระดาษ เปลวไฟ) โดยนำธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้นมาผูกเป็นเรื่องราวและสรุปเป็นข้อคิดไว้ท้ายเรื่องดังเช่นเรื่องแมงมุมกับตัวต่อ

                        “จะมีอะไรธรรมดาไปกว่าแมงมุมที่ชอบกินแมลงวันล่ะ มันเริ่มขึงใยของมันโดยยึดไว้กับกิ่งไม้เล็กๆ สองกิ่ง แล้วเดินไขว้ไปมาจนสานใยแมงมุมได้ถี่มาก พอทำเสร็จแล้วมันก็แอบซ่อนอยู่ใต้ใบไม้
            ในไม่ช้า แมลงวันตัวหนึ่งก็หลุดเข้าไปในกับดักใยแมงมุมและถูกเขมือบกินอย่างรวดเร็ว ต่อตัวหนึ่งตกลงไปในกับดักด้วยแต่มันมีเหล็กในอันตราย จึงแทงแมงมุมทรยศจนตาย
            คนทรยศจะถูกลงโทษไม่ช้าก็เร็ว”


            โดยรูปเล่ม นิทานฉบับนี้ดึงดูดความสนใจด้วยสีสันสดใส ภาพปกและภาพประกอบฝีมือ นริศรา เพียรวิมังสา ภาพปกหน้าสื่อให้เห็นชัดเจนถึงเนื้อหาในเล่ม เป็นภาพลีโอนาร์โดท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานชุดนี้ ส่วนปกหลังเป็นภาพหน้าหนึ่งจากสมุดบันทึกของเลโอนาร์โดที่เขียนจากหลังมาหน้า ประกอบภาพร่างกายวิภาคมนุษย์ พร้อมทั้งภาพเลโอนาร์โดที่เขาเป็นผู้วาดภาพเอง ทั้งปกหน้าและหลัง จึงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และศิลปะที่ปรากฏในผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินเอกผู้นี้

            นิทานเลโอนาร์โด ดา วินซี น่าจะประสบความสำเร็จในหมู่นักอ่านพอสมควร ใน พ.ศ.๒๕๔๒ จึงมาการพิมพ์นิทานเลโอนาร์โด ดา วินชี ๒ โดยสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ พริ้นติ้ง จำกัด โดยมีวัชรินทร์ อำพัน เป็นผู้เรียบเรียง และกนกแข เนตรเจริญ เป็นบรรณาธิการ นิทานเลโอนาร์โด ดา วินชี ๒ เล่มมีลักษณะรูปเล่มที่เหมือนกัน แต่ฉบับหลังสมบูรณ์กว่า เพราะมีภาพประกอบทุกเรื่องอย่างสวยงามและมีบทกล่าวนำของ อิวาเบล ควิกลี และคำนำของ บรูโน นาร์ดินี บทกล่าวนำกล่าวถึงสมุดบันทึกของเลโอนาร์โด ซึ่งเป็นที่รวมของข้อเขียนและภาพร่างจากการสังเกตธรรมชาติอย่างละเอียดละออของเลโอนาร์โดและความเป็นจริงที่เขาค้นพบเกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งหลายในธรรมชาตินี้เองที่นำเขาไปสู่จินตนาการที่แปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ และงานเขียนในรูปของนิทาน ส่วนคำนำนั้น กล่าวถึงความเป็นมาของข้อเขียนของเลโอนาร์โด ซึ่ง ฌอง ปอล ริชเตอร์ ได้รวบรวมตีพิมพ์ที่ลอนดอนใน ค.ศ.๑๘๘๓

            อย่างไรก็ดี นิทานเลโอนาร์โด ดา วินซี ๒ นี้มิได้ระบุว่าแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษฉบับใด แต่น่าสังเกตว่าเป็นเรื่องของสัตว์ชนิดต่างๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่มีข้อคิดท้ายเรื่องเหมือนใน นิทานเลโอนาร์โด ดา วินชี สัตว์เหล่านี้ผิดแผกแตกต่างกันไป บ้างก็น่าตลก บ้างก็น่าเศร้า บ้างก็ชวนให้พิศวง แต่อิซาเบล ควิกลีมองว่า สิ่งสำคัญมิใช่อยู่ที่ว่าสัตว์ใดต่างจากสัตว์อื่นอย่างไร แต่เป็น“การสังเกตสัตว์” เหล่านี้ต่างหากที่สำคัญ เพราะเป็นการสังเกตอย่างพินิจพิจารณา “โดยศิลปินและนักคิดผู้หนึ่ง ซึ่งมองเห็นว่า แก่นสารทั้งหลายของชีวิตเป็นหนึ่งเดียว เขาเป็นผู้ซึ่งปราถนาที่จะรวมโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความพิศวง หรือโลกแห่งความคิดกับโลกแห่งจินตนาการ รวมทั้งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและธรรมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว”

            นิทานเลโอนาร์โด ดา วินซี เป็นนิทานแบบขนบนิยมที่มีต้นแบบจากอีสปและนักเล่านิทานสมัยโบราณ ขณะที่นิทานของจันนี โรดารี (Gianni Rodari ค.ศ.1920-1980) เป็นนิทานสมัยใหม่ที่ใช้บรรยากาศผู้คนและชีวิตสมัยใหม่เป็นฉากหลัง แต่ก็ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปตามประเทศต่างๆ ไม่แพ้นิทานแบบดั้งเดิม

            โรดารี เขียนนิทานไว้หลายเล่มและได้รับรางวัลแอนเดอร์สันใน ค.ศ.๑๙๗๐ เล่มที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยคือ Favola al telefono พิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.๑๙๖๒ ฉบับภาษาไทยแปลโดย รณี เลิศเลื่อมใส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ Telephone tales ตีพิมพ์ถึง๓ ครั้ง ในช่วงเวลา ๔ ปี ครั้งแรกพิมพ์ใน พ.ศ.๒๕๓๒ โดยสำนักพิมพ์ครอบครัว ในชื่อ ถนนสายสู่ที่ที่ไม่มี อันเป็นชื่อนิทายเรื่องหนึ่งในเล่ม ต่อมาสำนักพิมพ์ดอกหญ้าได้นำมาแก้ไขปรับปรุงและเพิ่มนิทานอีก ๘ เรื่อง พิมพ์ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๕ และครั้งที่สองในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖

            ในบริบทของวงวรรณกรรมที่มีนักอ่านจำนวนจำกัดเช่นในประเทศไปนี้ การพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง เป็นครั้งที่สองในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันเพียง ๓-๔ เดือนเช่นนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าฉงน ในกรณีของนิทานเล่มนี้อาจเป็นเพราะความแปลกใหม่ของเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นในหมู่นักอ่าน นิทานทางโทรศัพท์ เป็นนิทานสั้นๆ จำนวนรวม ๓๗ เรื่อง ที่พ่อเล่าให้ลูกสาวฟังทุกคืนทางโทรศัพท์ระหว่างที่เดินทางไปทำงานตามเมืองต่าง ความสั้นของเรื่องจึงเป็นเพราะเขาไม่ต้องการเสียค่าโทรศัพท์ทางไกลแพงนั่นเอง นิทานทางโทรศัพท์ ไม่ได้จบด้วยข้อคิดหรือคำสอนเช่นนิทานสมัยก่อนๆ แต่ปล่อยให้ผู้อ่านเข้าใจและตีความเรื่องที่อ่านเองตามวุฒิภาวะและประสบการณ์ของตน ตัวละครก็ไม่ใช่สัตว์หรือสรรพสิ่งในธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นคนทั่วๆไป ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ โรดารีอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันปรุงแต่งด้วยจินตนาการในรูปแบบที่ต่างจากนิทานดั้งเดิม ทำให้นิทานของเขามีลักษณะเฉพาะตัว เช่นเรื่องของเด็กส่งเครื่องดื่มที่แอบใช้ลิฟท์เพื่อไปส่งของตามสั่ง แต่ลิฟท์กลับพาเขาลอยขึ้นฟ้าออกไปนอกโลก หรือเรื่องของเลข ๑๐ ผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกลบออกไปกลายเป็นเลข ๘ และถูกหาร ๒ เป็น ๔ สองตัว แต่ที่ในที่สุดเรื่องก็จบลงอย่างมีความสุข เมื่อเลข ๔ ตัวหนึ่ง พบเครื่องหมายคูณจนกลายเป็นเลข ๑๒

            ขณะที่ นิทานอีสป หรือ นิทานของเลโอนาร์โด ดา วินซี เป็นนิทานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ อาจกล่าวได้ว่า นิทานของโรดารีมีที่มาจากวิถีชีวิตสมัยใหม่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับนิทานยุคเก่า หากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ จินตนาการอันยิ่งใหญ่ ซึ่งโรดารีเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราสามารถค้นพบและสร้างโลกที่ดีกว่าปัจจุบันได้ เช่นเดียวกับที่เซอร์ไอแซค นิวตันค้นพบแรงดึงดูดของโลก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนิทานสมัยเก่าหรือสมัยใหม่ ล้วนมีส่วนทำให้จิตใจงอกงามและช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้น

            ในเวลาเดียวกันที่เด็กๆ กำลังเพลิดเพลินกับ นิทานทางโทรศัพท์ อยู่นั้น นักอ่านผู้ใหญ่ก็ได้รู้จักกับผลงานอีกชิ้นหนึ่งของโมราเวีย (Alberto Moravia 1907-1990) หลังจาก นางกลางโรม และความรักของแม่ นั่นคือเรื่องสั้นชุด คนรักผู้โชคร้าย แปลจากภาษาอังกฤษโดยธนพัฒน์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕

            คนรักผู้โชคร้าย เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นจำนวน ๕ เรื่องที่โมราเวียเขียนขึ้นระหว่าง ค.ศ. ๑๙๒๗-๑๙๕๐ โดยประมาณ ชื่อหนังสือมาจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในเล่ม การใช้ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อหนังสือ อาจเป็นเพราะผู้แปลต้องการสื่อถึงเนื้อหาของเรื่องสั้นส่วนใหญ่ ซึ่งมักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่ราบรื่นและฝ่ายชายมักตกที่นั่งเป็น ‘คนรักผู้โชคร้าย’ อยู่ร่ำไป ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นในบรรยากาศของ ‘ความเบื่อหน่ายไร้แก่นสาร’ ที่โมราเวียเห็นว่ากำลังครอบงำสังคมอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ อยู่

            สิ่งที่น่าสังเกตคือ มีการโปรยหัวปกหนังสือว่า เป็นหนังสือ “รวมเรื่องสั้นของนักเขียนต้องห้าม ผู้แต่ง นางกลางโรม อัลแบร์โต โมราเวีย” แสดงว่าสำนักพิมพ์ค่อนข้างมั่นใจว่า ผู้อ่านชาวไทยคงรู้จักโมราเวียจากนวนิยายเรื่องอื้อฉาวของเขาที่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยมาก่อนแล้ว กระนั้นก็ดี ก็ยังทีความพยายามที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียนและงานชิ้นนี้ นอกจากภาพและประวัติเชิงวิเคราะห์สั้นๆ ของโมราเวียแล้ว ยังมีคำแนะนำผลงานของเขาโดยเฉพาะเรื่องสั้นบางเรื่องในหนังสือ และที่ปกหลังยังกล่าวถึงความสำคัญของโมราเวียและความคิดหลักในงานเขียนของเขา ข้อมูลเหล่านี้นับว่าเป็นประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้ผู้อ่าน ‘เข้าถึง’ เรื่องสั้นชุดนี้ของโมราวัยได้พอสมควร

            นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว ความไม่เสมอภาคทางเพศก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นักเขียนชาวอิตาลีหยิบยกมาเสนอในงานเขียนของตน เรื่องหนึ่งที่มีการแปลเป็นภาษาไทย คือ พ่อใจร้ายไม่ให้หนูนุ่งกุงเกง

            พ่อใจร้ายไม่ให้หนูนุ่งกุงเกง แปลจากเรื่อง Volevo i pantaloni ของลารา คาร์เดลลา (Lara Cardella 1969-) ซึ่งพิมพ์เมื่อ ค.ศ.๑๙๘๙ เป็นหนังสือที่สร้างความฮือฮาไปทั่วอิตาลี เนื่องจากเปิดเผยถึงการกดขี่ทางเพศที่ยังดำเนินอยู่ในบางท่องถิ่นทางใต้ของอิตาลี แต่ท่วงทำนองการเขียนที่จริงใจและเรียบง่ายและความจริงที่ตีแผ่ทำให้ พ่อใจร้ายไม่ให้หนูนุ่งกุงเกง กลายเป็นหนังสือขายดีและประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติเล่มหนึ่งของอิตาลี

            พ่อใจร้ายไม่ให้หนูนุ่งกุงเกง แปลจากภาษาอังกฤษโดยจันทรำไพ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สามสี ใน พ.ศ.๒๕๓๗ หากดูเพียงปกหน้าปกหลังและปกรอง ผู้อ่านจะไม่ทราบว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแปล เพราะไม่มีการระบุไว้ในหน้า ‘ทักทาย’ ซึ่งเป็นคำนำของสำนักพิมพ์มีเพียงการเกริ่นถึงเนื้อหาของหนังสือ และระบุว่าเป็นผลงานแปลชิ้นแรกของจันทรำไพเท่านั้น ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของ พ่อใจร้ายไม่ให้หนูนุ่งกุงเกง และผู้เขียนคือ ลารา คาร์เดลลา พบได้ในคำนำเพียงแห่งเดียว ผู้แปลได้แถลงเหตุผลของการตัดสินใจแปลและเรียนเรียงนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็น “เพราะชีวิตของเด็กหญิงในเรื่องนี้สะท้อน... กระทบ... ให้ผู้แปลได้สะเทือนกับความมืดมนในวิญญาณของการที่ได้เกิดมาเป็นลูกผู้หญิง... ในมุมสลัวมุมหนึ่งของประเพณีไทย”ผู้อ่านหนังสือแปลเล่มนี้คงต้องยอมรับว่าคุ้นเคยกับเหตุการณ์ที่ขมขื่นบางเหตุการณ์ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในสังคมไทยเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ทำให้ต้องหวนกลับมาพิจารณาปัญหาความรุนแรง ความอยุติธรรม และการคุกคามทางเพศที่ผู้หญิงไทยได้รับอีกครั้งหนึ่ง ในปีเดียวกันนวนิยายแปลอีกเรื่องหนึ่งชื่อ ฟอนตามาร่า ตีพิมพ์ขึ้นใหม่ เป็นเรื่องการต่อสู้ของชาวนาทางใต้ของอิตาลีในยุคฟาสซิสท์เรืองอำนาจ นวนิยายแปลเรื่องนี้ทำให้ผู้อ่านต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์ปัญหาความยากจน การถูกเอารัดเอาเปรียบ การขาดเสรีภาพขั้นพื้นฐานและการไร้ซึ่งคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยเช่นกัน

            ฟอนตามาร่า เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สองของ น้ำพุแห่งความขมขื่น ซึ่งพรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม และวิทยากร เชียงกูล แปลจาก Fontamara ของ อิกนาซิโอ ซิโลเน่ (Ignazio Silone ค.ศ.1900-1987) สำนักพิมพ์เคล็ดไทยจัดพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๕๓๗ ในการพิมพ์ครั้งที่สองนี้ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆที่พบในการพิมพ์ครั้งแรกทั้งด้านการพิมพ์ คำผิดและถ้อยคำที่ใช้ในการแปลให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และผู้แปลยังได้เขียนคำนำขึ้นใหม่ กล่าวถึงประวัติของซิโลเน่ การแต่งและการพิมพ์ ฟอนตามาร่า ส่วนที่เพิ่มเติมจากคำนำในการพิมพ์ครั้งแรกคือ การกล่าวถึงประสบการณ์จริงที่ซิโลเน่นำไปใช้ในการเขียน ฟอนตามาร่า และความหมายของหนังสือเล่มนี้ที่มีต่อเขา นอกจากนี้ผู้แปลยังได้อธิบายถึงภูมิหลังของประเทศอิตาลีในสมัยฟาวซิสต์อย่างค่อนข้างละเอียดรวมทังยกคำอธิบานความหมายของคำว่า ‘ลัทธิฟาสซิสม์’ จากพจนานุกรมศัพท์การเมืองการปกครองมาประกอบด้วย

            อันที่จริงผู้ที่อ่าน ฟอนตามาร่า ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองนี้คงพอจะเดาได้จากภาพปกเป็นเลาๆ ว่า ลัทธิการเมืองที่จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องคือลัทธิใด เนื่องจากบนภาพปกฝีมือ อุกฤษณ์ ทองระอา นั้น มีภาพหญิงสาวชุดดำถือแผ่นกระดาษที่มีคำว่า FASCISM และ MUSSOLINI ปรากฏอยู่ด้วย ในคำนำของสำนักพิมพ์เองก็เน้นถึงบทบาทของซิโลเน่ในการต่อสู้กับเผด็จการฟาสซิสต์ ศัตรูของประธิปไตย

            ทว่า รูปแบบของเผด็จการมิได้มีแต่ฟาสซิสต์เท่านั้น คำวิจารณ์ของ The New Yorker ซึ่งตีพิมพ์ที่ปกหลังหนังสือแสดงความเข้าใจในความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี

            “ฉากของนิยายเรื่องนี้ คือภาคใต้ที่ยากจนของอิตาลีในสมัยเผด็จการฟาสซิสต์มุสโสเลนี ในทศวรรษ ๑๙๓๐ แต่มันอาจจะเป็นที่ไหนในโลกในสมัยไหนก็ได้ ณ ที่ซึ่งประชาชนผู้ยากไร้และขมขื่นได้พบว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาถูกคุกคาม โดยมีอำนาจของรัฐบาลเผด็จการที่ควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือ...”

ถ้อยคำข้างต้นนี้ คงเป็นสิ่งที่ผู้แปลตระหนักอยู่เช่นกันเห็นได้จากคำอุทิศในการพิมพ์ครั้งนี้ที่ระบุไว้ว่า

“แด่อินถา ศรีบุญเรือง และผู้นำชาวไทยอีกหลายสิบคนที่ถูกลอบสังหารในช่วงปี ๒๕๑๗-๒๕๑๙ เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องสิทธิที่ควรจะเป็นของพวกเขา”


            ฟอนตามาร่า จึงมิใช่เป็นการต่อสู้ของชาวนาอิตาลีในระบบฟาสซิสท์เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วคือการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ในระบบเผด็จการทั้งมวล แม้จะมีผู้แปลนวนิยายเรื่องนี้อีกสักกี่ครั้ง หรืออีกสักกี่ภาษาสภาพความจริงดังกล่าวก็อาจคงมีอยู่ให้เห็น ณ ที่แห่งหนึ่งแห่งใดในโลก ให้เอ่ยอ้างถึงอยู่ทุกครั้งไป

            ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรก ผู้แปลได้เปรียบเทียบบรรยากาศและท่วงทำนองการเขียนนวนิยายเรื่อง ฟอนตามาร่า กับเรื่อง ไผ่แดง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ อีกทั้งให้ข้อมูลว่าเรื่อง ไผ่แดง เองก็ได้รับอิทธิพลจากนักเขียนอิตาลีชื่อจีโอวานนี่เช่นกัน อันที่จริงนอกจากไผ่แดง ฉบับนี้แล้ว ในภาคภาษาไทยยังมี ไผ่แดง(ฉบับหางเครื่อง) อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งแปลจากนวนิยายอิตาลีที่เป็นต้นเค้าของไผ่แดง ฉบับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ นั่นเอง

            ไผ่แดง(ฉบับหางเครื่อง) หรือชื่อเป็นทางการคือ โลกใบเล็กของหลวงพ่อ ดอน ดามิลโล แปลจากเรื่อง Mondo Piccolo Don Camillo ซึ่งแต่งโดย โจวันนี กวาเรสกิ (Giovanni Guareschi ค.ศ.1908-1968) แต่เดิมพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยาสารประเภทขบขันรายสัปดาห์ชื่อ Candido รวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๙๘๔

            Mondo Piccolo เป็นเรื่องชุดที่แบ่งเป็นเรื่องสั้นๆ จบสมบูรณ์ในตัวทั้งสิ้น ๓๗ เรื่อง ตัวละครหลักคือ ดอน คามิลโล พระสงฆ์ประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถบลุ่มแม่น้ำโป ในภาคเหนือของอิตาลี และเป็บโปเน่ นายกเทศมนตรีผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งสองเป็นตัวแทนของอุดมการณ์คนละขั้ว ซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้งในเหตุการณ์ต่างๆ Mondo Piccolo เป็นเรื่องของชาวนาเช่นเดียวกับ Fontamara และมีท่วงทำนองการเขียนที่เยาะหยันเสียดสีแฝงอารมณ์ขันอันร้ายกาจเช่นกัน แต่เขียนขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ชาวนาของกวาเรสกิเป็นชาวนาในสมัยยุคสงครามเย็น ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังเป็นที่หวั่นเกรงของกลุ่มโลกเสรี กวาเรสกิต้องการชี้ให้เห็นว่าชาวนาเหล่านี้รับแนวความคิดแบบคอมมิวนิสต์โดยไม่ได้เข้าใจถึงลัทธินี้อย่างแท้จริง และยังมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างแนบแน่น รัฐบาลจึงไม่น่าวิตกกับการแพร่หลายของลัทธินี้อย่างที่เป็นอยู่นี้ Mondo Piccolo ประสบความสบเร็จอย่างสูงในอิตาลี ส่งผลให้มีเรื่องชุด Don Camillo ตามออกมาอีกหลายเล่ม เกือบทุกเล่มแปลเป็นภาษาต่างๆ ในฉบับภาษาไทย โลกใบเล็กของหลวงพ่อดอน คามิลโล แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ Tales from the Little World of Don Camillo โดย นภดล เวชสวัสดิ์ มี จินตนา ศิริอาชาวัฒนา เป็นบรรณาธิการ พิมพ์เป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ ๓๑๕-๓๔๗ รวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๓๐ โดยสำนักพิมพ์แมวไท

            ต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่องของดอน คามิลโล นั้นมีหลายฉบับด้วยกัน แต่ละฉบับจะเลือกแปลเฉพาะบางเรื่องจากต้นฉบับภาษาอิตาลีบางเล่มเท่านั้น ดังปรากฏว่าฉบับ The Little World of Don Camillo ซึ่งแปลโดย Una Vincenzo Troubridge พิมพ์ครั้งแรกในสำนักพิมพ์ Gollancz ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.๑๙๕๑ นั้น รวมเรื่องชุดนี้ไว้เพียง ๒๒ เรื่องเท่านั้น บางเรื่องที่มีปรากฏในภาคภาษาไทย ไม่ได้อยู่ในเล่ม Mondo Piccolo แต่เป็นเรื่องที่อยู่ใน Don camillo’s Dilemma แปลโดย Frances Frenaye พิมพ์ครั้งแรกในอังกฤษ ค.ศ.๑๙๕๔ จึงเป็นไปได้ว่า The Little World of Don Camillo มิได้แปลจาก Mondo Piccolo เล่มเดียว แต่เรื่องเลือกจากหนังสือชุด Don camillo ซึ่งมีอยู่หลายเล่มด้วยกันมาแปล ในฉบับภาษาไทยจึงมีเรื่องของดอน คามิลโล เพียง ๒๒ เรื่อง ไม่ใช่ ๓๗ เรื่อง เท่าฉบับภาษาอิตาลี อย่างไรก็ดีในฉบับแปลภาษาต่างๆ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเรื่องชุดนี้คือ ภาพวาดฝีมือกวาเรสกิ ซึ่งปรากฏที่ภาพปกและนำเรื่องแต่ละเรื่อง

            จากเนื้อหาที่เน้นไปทางหฤหรรษ์โดยปราศจากความขมขื่นแบบ ฟอนตามาร่า ผู้พิมพ์และผู้แปล โลกใบเล็กของหลวงพ่อดอน คามิลโล คงไม่ต้องการเน้นสาระในส่วนของความเป็นวรรณกรรมมากนัก จึงไม่มีการแนะนำนักเขียน หรือบรรยากาศสังคมการเมืองของอิตาลีเช่น ฟอนตามาร่า คงมีแต่ข้อความที่ปกหลังและคำนำของผู้แปลที่เกริ่นถึงเนื้อหาของเรื่อง ผู้แปลได้กล่าวถึงไผ่แดง (ซึ่งเฉพาะในฉบับแปลภาษาอังกฤษเท่านั้นที่ระบุว่าได้รับอิทธิพลจสกเรื่องของกวาเรสกิ) แต่ผู้แปลได้ชี้ให้เห็นว่า ไผ่แดง และ โลกใบเล็กของหลวงพ่อดอน คามิลโล ต่างมีคุณค่าในตัวเองที่ไม่อาจเปรียบกันได้

            แม้ว่ากวาเรสกิมีเจตนาที่จะวิจารณ์และล้อเลียนลัทธิการเมืองคือ ลัทธิคอมิวนิสต์ แต่ความขบขันที่ผู้อ่านได้รับจากหนังสือชุด ดอน มิลโล อาจบดบังแนวความคิดทางการเมืองเสียสิ้น ต่างจากการอ่านเรื่อง เจ้าผู้ปกครอง ที่เป็นความเรียงเกี่ยวกับความคิดทาง การเมืองโดยตรง

            เจ้าผู้ปกครอง แปลจาก Il Principe นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolo Machiavelli ค.ศ.1469-1527) โดยสมบัติ จันทรวงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๓๘ โดยสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.๒๕๔๒ โดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟ ต้นฉบับที่ใช้ในการแปลคือ The Prince ซึ่งแปลจากภาษาอิตาลีโดยลีโอ พอล เอส เดอ อัลวาเรซ (Leo Paul S. de Alvarez) ซึ่งผู้แปลบอกเล่าว่าเป็นต้นฉบับที่แปลได้ใกล้เคียงต้นฉบับภาษาอิตาลีมากที่สุด และภายหลัง ได้ใช้ต้นฉบับของ ดร.อันเจโล โกเดวิลลา (Angelo Codevilla) ประกอบด้วย

            ก่อนหน้านี้มีการแปลวรรณกรรมการเมืองเล่มนี้เป็นภาษาไทยในชื่อของ เจ้า โดยไม่ระบุว่าแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษฉบับใด ผู้แปลเป็นนักศึกษากลุ่มหนึ่ง และผู้แปล เจ้าผู้ปกครอง เป็นผู้ตรวจทานต้นฉบับ วัตุประสงค์ในการแปล Il Principe ทั้งสองครั้งนี้เห็นได้ว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน เนื่องจากในครั้งแรกนั้น คณะนักศึกษาแปลหนังสือเล่มนี้ในบรรยากาศทางการเมืองหลัง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ โดยมีจุดประสงค์ในการปลุกเร้าสำนึกทางการเมืองของปะชาชนให้รู้จัก ‘ผู้ปกครอง’ ของตนดีขึ้น ส่วนการแปลครั้งต่อมามีจุดมุ่งหมายทางด้านวิชาการโดยตรง เนื่องจากผู้แปลเห็นว่ายังไม่มีการแปลหนังสือสำคัญฉบับนี้เพื่อการศึกษาอย่างจริงจัง ฉบับนักศึกษาก็ยังมีข้อผิดพลาดอยู่มากประกอบกับได้รู้จัก Il Principe ฉบับที่แปลตรงตามภาษาอิตาลีมากที่สุด จึงได้ตัดสินใจแปลวรรณกรรมการเมืองเรื่องนื้ “เพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นคนไทยที่มีความพยายามพอ ได้มีโอกาสเห็นความคิดริเริ่มและความละเอียดอ่อนอันร้ายกาจของมาคิอาเวลลี”

            ด้วยวัตถุประสงค์เชิงวิชาการนี้เอง ผู้แปลจึงได้ผนวกเรื่อง Mandragola : ความนำว่าด้วยปรัชญาทางการเมือง ของมาคีอาเวลลี ไว้กับฉบับแปลภาษาไทยด้วย เพราะเห็นว่าจะช่วยให้เข้าใจ Il Principe ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเรียบเรียงความนำที่มีลักษณะเป็นบทความสั้นๆ ประกอบเชิงอรรถอธิบายความประวัติและงานเขียนของมาคีอาเวลลี ตลอดจนภูมิหลังในการประพันธ์งานชิ้นนี้ พร้อมบทวิเคราะห์ Il Principe เสนอไว้ด้วย ในส่วนตัวเรื่องเองนั้น ท้ายบททุกบทจะมีเชิงอรรถที่ให้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ งานวิชาการอื่นๆ ความหมายทางภาษา และผลงานชิ้นอื่นของมาคีอัลเวลลีอย่างละเอียดต่างจาก เจ้า ที่แม้จะมีคำนำของผู้เขียนคนเดียวกันแต่ก็มีลักษณะย่นย่อกว่ามาก

            ในด้านความสำคัญของวรรณกรรมเล่มนี้ มีการสรุปให้เห็นเด่นชัดโดยนำคำพูดของนักคิดและนักการเมืองที่สำคัญของชาติต่างๆ ในโลกตะวันตกนับตั้งแต่ศตวรรศที่ ๑๗ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ คือ ฟรานซิส เบคอน จังจ้าค รุสโซ และเบนิโต มุสโสลินี มาพิมพ์ไว้ที่ปกหลัง โดยเฉพาะคำพูดของมุสโสลินีที่ให้เหตุลว่างานของมาคีอาเวลลีเล่มนี้มิได้ล้าสมัยไปกับกาลเวลา เพราะเหตุว่าจิตใจของมนุษย์มิได้เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นในอดีตนั้น ดูจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดว่ามาคีอัลเวลลีรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ดีเพียงไร

            หลังจาก เจ้าผู้ปกครอง โครงการจัดพิมพ์คบไฟได้พิมพ์วรรณกรรมแปลอิตาลีอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นเต้นแก่นักอ่านชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ หรือชื่อในภาษาอิตาลี Il Nome della Rosa ผลงานของอุมแบร์โต เอโก (Umberto Eco ค.ศ. 1932-

            Il Nome della Rosa เป็นนวนิยายเล่มแรกของเอโก ที่ทำให้เอโกมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ได้รับรางวัลวรรณกรรม Strega และ Viareggio ในอิตาลีและรางวัล Medicis ในฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.๑๙๘๐

            ในระดับหนึ่ง Il Nome della Rosa เป็นเรื่องการสืบสวนการฆาตกรรมนักบวชในอารามยุคกลางในบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนาที่ดำเนินเรื่องอย่างตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้เรื่องนักสือเชอร์ลอค โฮม แต่เอโกได้อาศัยความเป็นนักปราชญ์ทางสัญญวิทยาแฝงความจริงไว้ในอีกระดับหนึ่ง ความหมายที่เขาต้องการแสดงให้เห็นคือความสำคัญของหนังสือ ซึ่งในเรื่องคือกุญแจที่ไขปริศนาความลึกลับและความสยองขวัญทั้งมวล

            ผู้ถ่ายทอดวรรณกรรมคลาสสิคปัจจุบันเล่มนี้จากต้นฉบับภาษาอังกฤษของ วิลเลียม วีเวอร์ เป็นภาษาไทยคือ ภัควดี วีระภาสพงษ์ มี วิกิจ สุขสำราญ เป็นบรรณาธิการ พิมพ์ครั้งแรกโดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟใน พ.ศ.๒๕๔๑

            สำหรับผู้อ่านชาวไทยโดยทั่วไปที่ขาดทั้งภูมิหลังทางคริสตศาสนาและประวัติศาสตร์ยุโนปในยุดคกลาง การอ่านหนังสือเล่มนี้ให้เข้าใจทุกตัวอักษรคงจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ผู้แปลได้เล็งเห็นอุปสรรคข้อนี้เป็นอย่งดี จึงจัดทำบันทึกท้ายบทอธิบายคำ ข้อความ เหตุการณ์ ข้อความเชื่อในศาสนาคริสต์เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่าน โดยค้นความจากผู้รู้และหนังสือต่างๆ ที่ให้รายชื่อไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่ม ในส่วนของผู้เขียน มีการตีพิมพ์ภาพถ่ายและแนะนำอุมแบร์โต เอโกอย่างสั้นๆ และเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการได้ถึงลักษณะของห้องสมุดที่เป็นฉากสำคัญของเรือง หน้าปกจึงเป็นภาพห้องสมุดในอารามแห่งเมลค์ของคณะนักบวชเบเนดิคทีน

            สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับฉบับแปลเล่มนี้คือไม่มีหน้าสารบัญ สำหรับหนังสือทั่วไปสารบัญมีไว้เพื่อค้นหาหน้าที่ต้องการได้รวดเร็ว โดยระบุบทและเลขหน้าเท่านั้น แต่สารบัญของหนังสือยุคเก่าจะมีข้อความที่สรุปเนื้อหาของแต่ละเรื่องแต่ละบทประกอบด้วย เอโกเจตนาจะให้ Il Nome della Rosa มีลักษณะของหนังสือโบราณ จึงได้กำหนดให้มีสารบัญแบบเก่า การที่ฉบับแปลไม่มีสารบัญดังกล่าวจึงทำให้ขาดรูปลักษณะของต้นฉบับเดิม

            อย่างไรก็ดี การที่โครงการจัดพิมพ์คบไฟได้สนับสนุนให้มีการแปลหนังสือซึ่งทั้งยาวและยาก และจัดพิมพ์ขึ้นด้วยเจตนาจะเผยแพร่ ‘วรรณกรรมคลาสสิคร่วมสมัย’ เล่มนี้ให้แก่ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักนั้น ส่งผลให้โครงการจัดพิมพ์ได้รับรางวัลวรรณกรรมแปลจากรัฐบาลอิตาลี ในฐานะที่มีส่วยในการเผนแพร่วัฒนธรรมอิตาลีใน พ.ศ.๒๕๔๓

            นอกจาก สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ แล้ว วรรณกรรมแปลอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นนวนิยายย้อนยุคเช่นเดียวกันคือเรื่อง ไหม แปลจากภาษาอิตาลี โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ พิมพ์ครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๐ โดยสุรวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ และสำนักพิมพ์ได้จัดงานแนะนำหนังสือในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โดยผู้ประพันธ์ได้เดินทางมาร่วมงานด้วย

            ไหม แปลจาก Seta ของ อาเลสซานโดร บาริกโก (Alessandro Baricco 1958-) พิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๙๙๖ เฉพาะปีแรกปีเดียวตีพิมพ์ซ้ำถึง ๒๕ ครั้ง (ในเดือนกรกฎาคม ๕ ครั้ง)

            ขณะที่ Il Nome della Rosa เป็นนวนิยายขนาดยาว (๕๐๐ หน้าเศษ) ที่มีเนื้อเรื่องซับซ้อนและตัวละครมากมาย Seta เป็นหนังสือเล่มบางหนาเพียง ๑๐๐ หน้า ดังที่ผู้ประพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่นวนิยาย ไม่ใช่ทั้งเรื่องสั้น เป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งเท่านั้น

            Seta เป็นเรื่องของพ่อค้าไหมชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ ๑๘ ผู้เดินทางไปซื้อไข่หนอนไหมถึงญี่ปุ่น และได้พบเด็กสาวผู้หนึ่ง หลังจากที่ภรรยาตายจากไป เขาจึงได้ค้นพบว่า นางคือผู้ทำให้เขาหลงคิดไปว่า เด็กสาวผู้นั้นมีไมตรีตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเขาตลอดเวลาที่อยู่ห่างกัน

            โดยรูปเล่ม ไหม มีรูปร่างหน้าตาเหมือนต้นฉบับภาษาอิตาลี อย่างไม่ผิดเพี้ยน นับแต่ขนาดของเล่มที่เท่ากัน สีปกและข้อความที่ใกล้เคียงกัน ภาพอักษรภาษาญี่ปุ่นที่วาดด้วยพู่กันฝีมือ Toba Chiba บนปกหน้าของต้นฉบับภาษาอิตาลีก็ถูกจำลองมาไว้บนปกฉบับแปลภาษาไทยเช่นกัน ในส่วนของเนื้อหา ฉบับภาษาไทยพิมพ์คำแปลหน้าต่อหน้าตามต้นฉบับเดิมทุกประการ ซึ่งคงเป็นเพราะผู้จัดพิมพ์ต้องการรักษาจังหวะของเรื่องที่แสดงออกด้วยการแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทสั้นๆ จำนวนทั้งสิ้น ๖๕ บท บางบทมีข้อความเพียง ๕ บรรทัดเท่านั้น การเลียนแบบต้นฉบับเดิมอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ อาจเป็นเพราะผู้จัดพิมพ์เห็นว่า รูปลักษณ์ของต้นฉบับภาษาอิตาลีสื่อถึงเนื้อหาของเรื่องได้เป็นอย่างดีแล้ว จึงไม่ควรต้องออกแบบรูปเล่มใหม่ซึ่งอาจสื่อความหมายไม่ได้เท่าฉบับเดิม

            ในส่วนของผู้ประพันธ์ มีข้อความแนะนำสั้นๆ โดยเอ่ยชื่อผลงานที่บาริกโกได้รับรางวัลและกล่าวถึงความสำเร็จของ ไหม ที่มียอดพิมพ์สูงถึง ๓๓๐,๐๐๐ เล่ม ในช่วงเวลาสองปี เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะค้นให้พบว่าอะไรทำให้หนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ เล่มนี้ประสบความสำเร็จเช่นนี้

            จากผลงานที่นำเสนอทั้งหมดนี้จะเห็นว่า สภาพการแปลวรรณกรรมอิตาลีในประเทศไทยในช่วงทศวรรษหลังนี้มีความก้าวหน้าไปกว่าเดิม มีการแปลวรรณกรรมประเภทใหม่คือนิทาน ขณะที่การแปลนวนิยายก็ยังได้รับความนิยมอยู่ นอกจากวรรณกรรมสมัยใหม่แล้วยังมีการแปลงานในยุคก่อนๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีเริ่มมีการแปลจากภาษาอิตาลีโดยตรง ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการผลิตผลงานแปล อย่างไรก็ดีต้นฉบับภาษาอังกฤษก็ยังมีบทบาทสำคัญที่ทำให้นักอ่านรู้จักวรรณคดีเอกของอิตาลีและนำไปสู่การถ่ายทอดเป็นภาษาไทยต่อไป จุดประสงค์ในการแปลได้ขยายขอบเขตจากความบันเทิงไปสู่เรื่องของวิชาการด้วย ดังเช่นในกรณีของ เจ้าผู้ปกครอง ในด้านการจัดพิมพ์ผู้จัดพิมพ์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการจัดรูปเล่มที่สื่อสาระของเรื่องและให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้แต่งหรืองานแปลมากที่สุด ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจและซาบซึ้งถึงคุณค่าของงานได้ดีขึ้น ปรากฏการณ์ใหม่อีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอิตาลีมอบรางวัลแก่ผู้จัดพิมพ์วรรณกรรมแปล ซึ่งย่อมเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตงานแปลจากวรรณกรรมชิ้นเอกของอิตาลีมากขึ้น และด้วยคุณภาพการพิมพ์ที่ดียิ่งขึ้น แม้จำนวนงานแปลจากภาษาอิตาลีจะยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับงานแปลจากภาษาอื่นเช่นอังกฤษหรือฝรั่งเศส แต่มีการผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอในช่วงสิบปีหลังนี้ นั่นคือมีการจัดพิมพ์วรรรกรรมแปลอิตาลีเกือบทุกปี และบางเล่มมีการตีพิมพ์ซ้ำใหม่ ซึ่งก็หมายถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นทั้งจากผู้แปลและผู้อ่าน และเช่นเดียวกับยุคที่ผ่านมา เรื่องที่นำมาแปลล้วนเป็นวรรณคดีชิ้นเอกของอิตาลี ที่ทั้งงดงามในเชิงวรรณศิลป์และทรงคุณค่าในด้านปัญญาความคิด ด้วยผลงานแปลเหล่านี้เอง ผู้อ่านชาวไทยส่วนหนึ่งจึงได้ประจักษ์ถึงมุมมองใหม่ในความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและมนุษยชาติทั้งมวล




จาก พิน็อคคิโอ ถึง ไหม
หนึ่งทศวรรษของวรรณกรรมอิตาลี
พิมพ์ครั้งแรกใน ‘บุษบาบรรณ’ รวมบทความทางวิชาการ และบทแปลวรรณกรรมตะวันตก
พวงคราม พันธ์บูรณะ(บรรณาธิการ) กรุงเทพฯ : ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย 2544



 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญบทความวิจัย > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >