จากพิน็อคคิโอถึงมาร์โควัลโด :
วรรณคดีอิตาลีในภาษาไทย

ชัตสุณี สินธุสิงห์
(รองศาสตราจารย์ อาจารย์สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน ภาควิชาภาษาตะวันตก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ORDINE AL MERITO DELLA REPUBBLICA ITALIANA ชั้น CAVALIERE จาก รัฐบาลอิตาลี เมื่อปี ๒๕๒๕ และ CAVALIERE DELL'ORDINE DELLA STELLA DELLA SOLIDARIETA' ITALIANA ในปี ๒๕๕๐ ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมอิตาลีในประเทศไทย)



นับแต่เรื่อง ความพยาบาท(1) ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ.๒๔๓๓ เป็นต้นมา ผู้อ่านชาวไทยก็มีโอกาสได้รู้จักวรรณกรรมตะวันตกในพากษ์ภาษาไทยอีกมากมายหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่มักเป็นวรรณกรรมอังกฤษและอเมริกัน ที่เป็นภาษาอิตาลีนั้นมีจำนวนนับชิ้นได้ ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุดคือเรื่อง พิน็อคคิโอ แต่นอกจากเรื่องของตุ๊กตาไม้จมูกยาวตัวนี้แล้ว มีวรรณกรรมอิตาลีเรื่องใดบ้างที่เราสามารถอ่านได้ในภาษาไทย

            บทความนี้พยายามตอบคำถามข้างต้นอย่างย่นย่อ โดยกล่าวถึงงานภาษาอิตาลีที่มีการแปลเป็นภาษาไทยเท่าที่สามารถจะรวบรวมได้ในแง่ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงสภาพการแปลวรรณกรรมอิตาลีในประเทศไทยพอสมควร

            ในบรรดางานแปลภาษาอิตาลีทั้งหมด เรื่องพิน็อคคิโอนับว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในหมู่นักอ่านชาวไทย และดูเหมือนว่าทุกคนจะได้ลืมไปโดยสิ้นเชิงว่า เรื่องเดิมนั้นมาจากภาษาอิตาลี แต่ปรากฏว่าไม่มีการแปลต้นฉบับที่สมบูรณ์ของเรื่องนี้เป็นภาษาไทย คงมีแต่ฉบับย่อซึ่งมีหลายสำนวนและพิมพ์โดยหลายสำนักพิมพ์ ความประทับใจที่เด็กๆ ชาวไทยได้รับจากการอ่านเรื่องราวของหุ่นไม้ที่พูดได้เดินได้เหมือนคนจริงๆ แต่ต้องผจญภัยต่างๆ นานาเพราะความเกเรดื้อรั้นของตัวเองนั้น เรียกได้ว่าไม่น้อยกว่าเด็กชาติอื่นเลย พิน็อคคิโอ จึงเป็นหนังสือแปลสำหรับเด็กที่มีการตีพิมพ์ซ้ำมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้พิน็อคคิโอเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายกว่างานแปลเรื่องอื่นๆ

            ในฉบับภาษาอิตาลี พิน็อคคิโอเป็นประพันธ์ของ คาร์โล คอลโลดี (Carlo Collodi ค.ศ.1826-1890) ชื่อเรื่องในภาษาเดิมคือ Le Avventura di Pinocchio, storia di un burattino ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสำหรับเด็ก Giornale per I bambini ตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๘๑ โดยใช้ชื่อง่ายๆ ว่า Storia di un burattino ต่อมาในปี ๑๘๘๓ จึงรวมพิมพ์เป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์ Felice Paggi แห่งเมืองฟลอเรนซ์ โดยมี เอ็นริโค มัซซันตี (Enrico Mazzanti) เป็นผู้วาดภาพประกอบ

            คอลโลดี ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ เดิมทำงานหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันก็เขียนนวนิยายและบทละครไปด้วย แต่ไม่สู้จะประสบความสำเร็จนัก จนกระทั่งใน ค.ศ.๑๘๗๕ ได้แปลนิทานภาษาฝรั่งเศสซึ่งแต่งโดยแปร์โร (Perrault) เป็นภาษาอิตาลี ทำให้เกิดความสนใจที่จะเขียนเรื่องสำหรับเด็กบ้าง และในที่สุดได้แต่งเรื่องพิน็อคคิโอขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้คอลโลดีมีชื่อเสียงมากที่สุด

            งานแปลประเภทอื่นที่แพร่หลายในภาษาไทยรองจากพิน็อคคิโอ คือ เรื่อง เดกาเมรอน แปลจาก Il Decamerone ของโจวันนี บ็อคคัชโช (Giovanni Boccacio ค.ศ.1313-1375) เดกาเมรอน เป็นนิยาย ประกอบด้วยเรื่องสั้นๆ ๑๐๐ เรื่องด้วยกัน ผลัดเปลี่ยนกันเล่าในระยะเวลา ๑๐ วันโดยชายหนุ่มและหญิงสาว ๑๐ คน ที่หนีภัยกาฬโรคซึ่งระบาดในยุโรป ค.ศ.๑๓๔๘ ไปใช้ชีวิตร่วมกันในวิลลานอกเมืองฟลอเรนซ์ นิยายเรื่องนี้จึงได้ชื่อว่า Decameron ซึ่งเป็นภาษากรีกแปลว่า ๑๐ วัน บ็อคคัชโชใช้เวลาแต่งนานถึง ๕ ปี คือตั้งแต่ ค.ศ.๑๓๔๘ จนถึง ๑๓๕๘ ซึ่งขณะนั้นบ็อคคัชโชมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแล้วด้วยผลงานชิ้นอื่น

            เรื่องเล่าใน เดกาเมรอน มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผจญ ความรัก และการใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เสน่ห์ของเรื่องที่เล่าอยู่ที่การหักมุมอย่างสวยงามและการใช้ภาษาร้อยแก้วที่สูงส่ง มีความกลมกลืน มีทำนองและจังหวะ อย่างดียิ่ง ถ้อยคำที่ใช้ได้เลือกสรรมาอย่างดี มีศิลปะอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในวรรณคดีร้อยแก้วก่อนหน้านี้ งานชิ้นนี้จึงนำชื่อเสียงมาสู่บ็อคคัชโชในฐานะนักเขียนร้อยแก้วที่ใช้ภาษาในการเล่าเรื่องได้เป็นเอก

            ฉบับแปลภาษาไทยที่พบในปัจจุบันเป็นการแปลและเรียบเรียงของ อ. สายสนั่น แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของ จอห์น เพน ซึ่งถือว่าเป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุดและนิยมกันว่าสละสลวยที่สุด เป็นการแปลอย่างละเอียดครบถ้วน ฉบับแรกที่รวมนิยายซึ่งเล่าในวันที่หนึ่งและที่สองตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ชื่อ เดกาเมรอน นิยายร้อยเรื่องของ ยิโอวานนิ บอกกาจจิโอ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาคาร ภาพปกนอกและภาพประกอบต้นและท้ายนิยายแต่ละเรื่องวาดโดยทอสส

            ผู้อ่านจะทราบถึงประวัติของผู้เขียนและประวัติการแปลงานชิ้นนี้ได้จาก ‘บันทึกประวัติยิโอวานนิ บอกกาจจิโอ’ ซึ่งผู้แปลเก็บความจาก Dictionary of European Literature ของ Laurie Magnus และจากคำนำของผู้แปลซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของงานชิ้นเอกนี้ในแง่ของอิทธิพลที่มีต่อวรรณคดียุโรปด้วย

            จากคำนำของผู้แปลทำให้เราทราบว่า ก่อนหน้านี้เดกาเมรอนได้มีการแปลเป็นภาษาไทยมาแล้วหลายสำนวน แต่ไม่มีฉบับใดที่แปลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ บางฉบับแปลเฉพาะตัวนิยายและเลือกแปลเฉพาะนิยายบางเรื่องเท่านั้น ส่วนฉบับที่ชื่อ บันเทิงทศวาร เป็นฉบับเดียวที่แปลอย่างละเอียด และทำท่าเหมือนจะแปลให้จบ แต่ได้พิมพ์จำหน่ายใน พ.ศ.๒๔๖๐ เฉพาะนิทานสิบเรื่องที่เล่าในวันแรกและมิได้แปลพิมพ์ออกมาอีก นอกจากนี้มีการแปลพิมพ์ออกมาประปราย เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ มีนิยายอยู่ไม่กี่เรื่อง สุดแต่ผู้แปลจะแปลเรื่องใด ไม่ติดต่อและไม่เรียงลำดับ ที่นักเขียนไทยนำไปแปลงก็มี เช่น ยาขอบเก็บไปแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ให้ชื่อว่า กามเทวะนิยาย

            ส่วนการแปลเรื่อง เดกาเมรอน นี้ อ.สายสนั่นเล่าว่าได้เริ่มแปลตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๔ และทิ้งค้างไว้ เพราะทราบว่ามีผู้อื่นกำลังแปลอยู่ แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นการเลือกแปลเพียงนิยายบางเรื่องจึงกลับมาแปลใหม่ และตกลงกับสำนักพิมพ์ว่าจะแปลพิมพ์ออกมาเป็นห้าเล่ม แต่ละเล่มบรรจุนิยายที่เล่าใน ๒ วันหรือ ๒๐ เรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ปรากฏชัดว่าหลังเล่มแรกแล้ว มีการตีพิมพ์เล่มอื่นๆ ต่อมาอีกหรือไม่

            จากคำนำนี้อีกเช่นกัน ทำให้เราทราบวัตุประสงค์ในการแปลและการเลือกใช้สำนวนแปลของ อ.สายสนั่น ซึ่งค่อนข้างจะสัมพันธ์กัน กล่าวคือ แทนการใช้สำนวนแปลตามถนัดเช่นที่เคยแปลงานอื่นๆ ผู้แปลต้องเลือกสำนวนแปลที่เป็นวรรณคดีเพื่อให้สมกับฐานะของงาน และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่เนื้อหาบางตอนของนิยายเรื่องนี้มีลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลธรรม ซึ่งหากเกิดปัญหาใดขึ้นในการพิมพ์ก็จะทำให้วัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้มีหนังสือดีๆ เช่นนี้อ่านไม่ประสบผล อ.สายสนั่น เห็นว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นสำนวนวรรณคดีอยู่แล้ว จึงตกลงใจใช้สำนวนแปลตามฉบับภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาษาและสำนวนไทยอนุโลมเข้ากับบรรยากาศของเรื่องให้มากที่สุดที่จะมากได้

            ตัวอย่างสำนวนแปลของ อ. สายสนั่น
            “ข้าพเจ้าหมายจะเล่าชื่อเรื่อง หรือนิยาย หรือนิทาน หรือประวัติหรืออะไรก็สุดแต่ท่านจะขนานนามตามใจสมัคร สมทบประกอบกันเป็นจำนวนร้อยหนึ่ง ตามซึ่งชุมนุมบิษัทอันทรงเกียรติกอปร์ด้วยกุลนารีเจ็ดและบุรุษหนุ่มสามได้เวียนเล่าสู่กันฟังถ้วนทศวาร ในสมัยกาลแห่งโรคระบาดอันสยบสยอนซึ่งล่วงแล้วพร้อมด้วยลำนำกาพย์ต่างๆ อันกุลนารีที่กล่าวแล้วได้ร่ายร้องเล่นสลับเป็นอดิเรกเล่า ในบรรดาเรื่องเหล่านี้จักปรากฏนิยายพิศวาสทั้งในเชิงสุขแลในเชิงเศร้า ตลอดจนอุบัติเหตุอื่นๆ อันบังเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันแลในกาลก่อน ซึ่งกุลนารีดังกล่าวจักได้อ่าน แลถือเอาสิ่งน่าชื่นชมภายในแลข้อแนะนำอันมีประโยชน์เป็นเครื่องปลุกปลอบใจได้ทันที ทั้งแลจักได้ประดับสติปัญญาสืบไปว่า อันใดพึงละเว้น และอันใดพึงแสวงหาอีกเล่า ทั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าจักเป็นไปโดยความเศร้าหมองมิได้เหือดหายไปนั้น หาได้ไม่”

            หลังจากเดกาเมรอน ไม่ปรากฏว่ามีการแปลวรรณกรรมอิตาลีเรื่องใดจนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๕๑๖ จึงมีการจัดพิมพ์เรื่อง เจ้า อันเป็นวรรณกรรมการเมืองเรื่องเดียวที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย และด้วยจุดประสงค์ที่พิเศษกว่าการแปลวรรณกรรมเรื่องอื่น

            เจ้า แปลจากเรื่อง Il Principe ของ (Niccolo Macchiavelli ค.ศ.1469-1527) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๕๑๓ แต่ตีพิมพ์ใน ค.ศ.๑๕๓๒ เป็นหนังสือความเรียงร้อยแก้วเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองของมาคีอาเวลลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ ‘ผู้ปกครอง’ ของรัฐหรือ ‘เจ้า’ กล่าวถึง คุณสมบัติ การปฏิบัติตัว ตลอดจนวิธีการต่างๆ ที่ ‘เจ้า’ จะต้องมี ต้องทำ และต้องใช้เพื่อให้สามารถปกครองและรักษารัฐไว้ได้ สันนิษฐานกันว่า มาคีอาเวลลีเขียนเรื่องนี้สำหรับผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ในขณะนั้นคือ ลอเร็นโซเดย์ เมดิชี (Lorenzo dei Medici) ด้วยความหวังว่าจะได้กลับเข้าราชการอีก หลังจากถูกกล่าวหาว่าร่วมในการกบฏต่อพวกเมดิชีและถูกตัดขาดจากกิจกรรมทางการเมืองอยู่ระยะหนึ่ง แต่ความปราถนานี้ก็มิได้สัมฤทธิ์ผล

            ในพากษ์ไทย เจ้า แปลโดย พิชิต จงสถิตย์วัฒนา อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ ไพจง ไหลสกุล และเกรียงศักดิ์ เชวงทรัพย์ ตรวจทานและแก้ไขโดย สมบัติ จันทรวงศ์ จัดพิมพ์โดย สภาหน้าโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชมรมรัฐศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหิดลสาร มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรกเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๖ โดยมิได้ระบุว่าแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของผู้ใด แต่ผู้ตรวจทานได้ระบุไว้ในคำนำว่า ใช้ต้นฉบับของ Mark Musa The Prince (St. Martin Press Inc. 1974) ซึ่งมีทั้งภาษาอิตาลีและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป และน่าเชื่อถือได้ว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตามต้นฉบับในภาษาอิตาลีมากที่สุดเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบแก้ไขคำแปล นอกจากคำนำของผู้ตรวจทานซึ่งซึ่งกล่าวถึงประวัติผลงาน และแนวความคิดทางการเมืองของมาคีอาเวลลีด้วยแล้ว ยังมีบรรณานุกรม (ตามที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้) ชื่อต่างๆ ที่มาคีอาเวลลีเอ่ยถึงอยู่ท้ายเล่มด้วย

            เมื่อพิจารณาระยะเวลาที่ตีพิมพ์ ตัวผู้แปล คำอุทิศ และถ้อยแถลงของผู้จัดพิมพ์แล้ว อาจจะพออนุมานได้ว่า วรรณกรรมอิตาลีเล่มนี้แปลและตีพิมพ์ขึ้นด้วยความมุ่งหมายเฉพาะ กล่าวคือ มิใช่เพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยรู้จักวรรณกรรมต่างชาติเช่นที่เป็นจุดประสงค์ของการแปลวรรณกรรมโดยทั่วไป หากแต่เพื่อเป็นการปลุกเร้าสำนึกทางการเมืองของประชาชนในขณะนั้น อันเป็นยุคที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน

            งานแปลชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกเดือนธันวาคม ๒๕๑๖ นั่นคือ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ประมาณ ๒ เดือนเท่านั้น โดยมีคำอุทิศว่า “หนังสือเล่มนี้ขออุทิศให้แก่ประชาชนผู้ถูกกดขี่” คณะผู้แปลเป็นนิสิตนักศึกษาและผู้จัดพิมพ์เองได้ออกตัวไว้ในคำแถลงว่า “นี่เป็นงานของนักศึกษา ซึ่งสำนักในความไม่สมบูรณ์ของงานและเชื่อว่ายังมีความผิดพลาดอยู่มาก” อาจเป็นด้วยเหตุนี้เองที่ชื่อผู้แปลจึงมิได้ปรากฏอยู่บนปก ไม่ว่าจะเป็นปกหน้า ปกรอง หรือสันหนังสือ (เป็นชื่อผู้จัดพิมพ์) แต่กลับไปปรากฏหลัง ‘บรรณานุกรม’ ที่ตอนล่างของหน้าสุดท้ายของหนังสือ จึงน่าพิจารณาว่า เหตุใดนักศึกษาจึงหาญแปลวรรณกรรมชิ้นนี้ออกเป็นภาษาไทย ทั้งที่ในการแปลนั้น นอกจากจะต้องใช้ความรู้ทางภาษาอย่างดียิ่งแล้ว ยังจะต้องมีความรู้และความเข้าใจสภาพการเมืองของอิตาลีในศตวรรษที่ ๑๖ อย่างดีอีกด้วย

            ข้อความที่เฉลยปริศนาข้อนี้ น่าจะได้แก่คำแถลงของผู้จัดพิมพ์ที่กล่าวว่า “ผู้พิมพ์ต้องการให้ผู้อ่านเราๆ ท่านๆ ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เรารู้จัก และบางทีเราจะได้รู้จักผู้ปกครองของเราดีขึ้น” (น. III-IV) เพราะ “เจ้า ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงอย่างกระจ่างชัดมาก่อน คือในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน” (น. III) ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นที่ชัดเจนว่า “หนังสือเล่มนี้มีจุดยืน ณ ฝ่ายไหน ระหว่างการเปิดเผยถึงกลวิธีการปกครองที่ชั่วร้าย หรือเพื่อแนะนำกลวิธีการปกครองที่ดีแก่ผู้ปกครอง ผู้เขียนอยู่ฝ่านไหนระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง ระหว่างธรรมกับอำนาจ” (น. III) ในฐานะผู้ใต้ปกครอง ย่อมเห็นได้ไม่ยากว่าผู้จัดพิมพ์ปรารถนาที่จะให้หนังสือเล่มนี้ “เปิดเผยถึงกลวิธีการปกครองที่ชั่วร้าย” มากกว่า จุดประสงค์นี้ถูกเน้นด้วยวิธีการพิมพ์ตัวเรื่องที่เน้นข้อความซึ่งเกี่ยวกับผู้ปกครองเป็นพิเศษด้วยการใช้ตัวเอน เช่น

            “ถ้าผู้ปกครองนั้นมิได้มีความชั่วร้ายผิดธรรมดาที่จะทำให้เขาถูกเกลียดชังแล้ว ก็จะเป็นการสมเหตุสมผลที่ประชาชนจะจงรักภักดีต่อผู้ปกครองนั้นเองโดยธรรมชาติ (น.๕)”
            หรือ
            “ถ้าหากใครทำอะไรไม่เหมือนคนอื่นเกี่ยวกับกิจการภายในบ้านเมืองจะดีหรือไม่ก็ตาม เขาควรจะได้รับโทษหรือรางวัล ด้วยวิธีการให้คนทั่วไปโจษจรรย์และเหนือสิ่งอิ่นใด ผู้ปกครองควรพยายามสร้างชื่อเสียงให้คนอื่นเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษจริงๆ”

            เราคงต้องศึกษาต่อไปในเชิงสังคมวิทยาว่า วัตถุประสงค์ของผู้จัดพิมพ์สัมฤทธิ์ผลหรือไม่อย่างไร แต่ในเชิงวรรณกรรม คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากไม่มีเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา วรรณกรรมชิ้นเอกของอิตาลีชิ้นนี้จะได้ปรากฏในพากษ์ไทยหรือไม่ เพราะแม้มาคิอาเวลลีจะได้ชื่อว่าเป็นนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ แต่ความใคร่รู้ของนักศึกษาทางด้านรัฐสาสตร์ก็ยังไม่เคยึงจุดที่ทำให้มีการแปลบทประพันธ์เรื่องนี้ออกเป็นภาษาไทย ผลงานแปลเรื่อง เจ้า จึงแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างวรณกรรมกับการเมืองในลักษณะหนึ่ง

            วรณกรรมอิตาลีที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในสมัยหลัง เจ้า เป็นงานที่เสนอแนว ความคิดทางการเมืองเช่นกัน แต่นำเสนอในรูปแบบของนวนิยาย นั่นคือเรื่อง น้ำพุแห่งความขมขื่น ซึ่งแปลจาก Fontamara ของอิกนาซิโอ ซิโลเน่ (Ignazio Silone ค.ศ.1900-1978) น้ำพุแห่งความขมขื่น เป็นนวนิยายเรื่องแรกของซิโลเน่ เขียนขึ้นใน ค.ศ.๑๙๓๐ ขณะลี้ภัยเผ็จการฟาสซิสต์ไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาเยอรมันโดยสำนักพิมพ์ในสวิสเซอร์แลนด์ฉบับอิตาลี ตีพิมพ์ใน ค.ศ.๑๙๓๓

            น้ำพุแห่งความขมขื่น เป็นเรื่องการต่อสู้ของชาวนาทางใต้ของอิตาลี ในยุคฟาสซิสท์เรืองอำนาจ ซิโลเน่ ต่อต้าน เสียดสี และเยอะเย้ยแนวความคิดแบบฟาสซิสต์ของมุโสลินี และเสนอภาพชาวนาที่ได้รับความอยุติธรรมจากการกระทำของพวกฟาสซิสต์ในลักษณะขบขัน เพื่อสะท้อนความจริงอันขมขื่นที่เกิดขึ้นในยุคนั้น

            ฉบับภาษาไทยของนวนิยายเรื่องนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษโดย Gwenda David ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ ค.ศ.๑๙๗๕ ผู้แปลและเรียบเรียงคือ พรภิรมย์ เอี่ยมธรรม และวิทยากร เชียงกูร จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โคมทอง เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๓

            ผู้แปลเล่าถึงที่มาของการแปลหนังสือเล่มนี้ไว้ในคำนำของผู้แปลว่า ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนซึ่งอยู่ในอังกฤษว่าควรแปลนวนิยายเรื่องนี้พร้อมกับส่งหนังสือมาให้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ และเมื่อได้อ่าน (แบบวางไม่ลง) แล้ว ก็ตัดสินใจแปลทันที ผู้แปลไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ชัดเจนว่าเพราะเหตุใด แต่อาจพอวิเคราะห์ได้ว่า เป็นเพราะเนื้อหาสาระของเรื่องที่เป็นความทุกข์ยากของชาวนาและการต่อต้านเผด็จการประการหนึ่งกับท่วงทำนองการเขียนเสียดสีเยาะเย้ยอย่างมีอารมณ์ขันและมีศิลปะชวนให้ติดตามอีกประการหนึ่ง ผู้แปลได้เปรียบเทียบบรรยากาศและท่วงทำนองการเขียนเรื่องนี้กับเรื่องไผ่แดง (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนวนิยายอิตาลีเช่นกัน) ว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แม้จะต่างกันโดยเนื้อหาสาระและอุดมการณ์ของผู้เขียน ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่ผู้แปลให้ความสำคัญอยู่มาก มีการคัดข้อความจากเรื่อง ขนมปังและเหล้าองุ่น ซึ่งแต่งโดยซิโลเน่เช่นกัน ตอนที่กล่าวถึงเสรีภาพและข้อความจากเรื่องภัยร้ายจากเผด็จการฟาสซิสต์ ของ โยธิน มหายุธนา ตอนที่กล่าวถึงลักษณะสำคัญของฟาสซิสต์มาเสนอไว้ด้วย ราวกับจะเป็นการสรุปแนวความคิดและประเด็นหลักของ น้ำพุแห่งความขมขื่น ที่ต้องการให้ผู้อ่านได้ตระหนัก

            นอกจากที่มาของงานแปลชิ้นนี้แล้ว ในคำนำผู้แปลยังได้กล่าวถึงประวัติการแต่งการและการพิมพ์ ตลอดจนความสำเร็จของนวนิยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้มขณะแต่ง เมื่อผนวกเข้ากับประวัติโดยย่อของผู้เขียนที่เสนอไว้แล้ว ก็สามารถทำให้ผู้อ่านเห็นภาพของสารที่ผู้เขียนและผู้แปลต้องการสื่อได้ชัดเจนขึ้นและอาจช่วยตอบคำถามต่อไปนี้ที่จบบทท้ายของเรื่องได้

            “ภายหลังจากการต่อสู้, ความเจ็บปวด, น้ำตา, บาดแผล, เลือด, ความเกลียดชัง และความโศกเศร้าที่มากมายขนาดนั้น – เราจะทำอะไรกันดี”

            น้ำพุแห่งความขมขื่น ไม่ได้เป็นนวนิยายเล่มเดียวที่มีฉากเหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยฟาสซิสต์ที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย งานชิ้นเอกที่กล่าวถึงชีวิตภายใต้ระบอบฟาสซิสต์อีกเล่มหนึ่งที่ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักคือ นางกลางโรม ซึ่งแปลจากเรื่อง La Romana ของ อัลแบร์โต โมราเวีย (Alberto Moravia 1907-1990) โมราเวียเริ่มเขียนเรื่องนี้ใน ค.ศ.๑๙๔๕ โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากหญิงสาวชาวโรมันผู้หนึ่งที่เขาพบ ๑๐ ปีก่อนหน้านี้ เดิมเจตนาจะให้เป็นเรื่องสั้นสำหรับหน้าสาม(2) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกสาว แต่ในที่สุดงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นนวนิยายที่กล่าวถึงชีวิตโสเภณีชาวโรมในระหว่างการปกครองระบอบฟาสซิสต์ไป

            นางกลางโรม พิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.๑๙๔๗ ฉากรักภายในเรื่องและข้อความที่พาดพิงถึงความเชื่อทางศาสนาทำให้หนังสิอเล่มนี้ถูกบรรจุไว้ในรายการหนังสือต้องห้ามของสำนักวาติกัน และเป็นเหตุให้หนังสือเล่มอื่นๆ ของโมราเวียพลอยกลายเป็นหนังสือต้องห้ามไปด้วย

            ฉบับภาษาไทยแปลโดย เลิศ กำแหงฤทธิรงค์ จากฉบับภาษาอังกฤษชื่อ The Woman of Rome โดย Lydia Holland ซึ่งแปลเมื่อ ค.ศ.๑๙๔๙ พิมพ์ครั้งแรกใน ‘เสนาศึกษา’ อันเป็นนิตยาสารของทหารบกระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๙-๒๕๑๔ รวมพิมพ์ครั้งแรกพฤษภาคม ๒๕๒๙ โดยสำนักพิมพ์กันยา

            สิ่งที่เด่นสำหรังการพิมพ์ครั้งนี้คือ มีบทนำพิเศษ และบทสัมภาษณ์โมราเวีย นอกเหนือไปจากประวัติและผลงานโดยย่อ บทนำพิเศษเขียนโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ชื่อ ‘โมราวีย่าและนวนิยายต้องห้าม’ วึ่งเป็นบทความที่พิมพ์ครั้งแรกใน ‘อักษรานุสรณ์’ (๒๔๙๘) และครั้งที่สองใน ‘เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน’ (๒๕๒๑) เป็นการวิเคราะห์นวนิยายเรื่อง นางกลางโรม ในแนววรรณกรรมเพื่อชีวิต กล่าวถึงทรรศนะของโมราเวียที่ปรกฏในนวนิยายเรื่องนี้ และโดยเหตุที่เป็นบทความสำหรับนักศึกษา จิตรจึงเน้นประเด้นความรับผิดชอบของนักศึกาที่มีต่อสังคมเป้นพิเศษ ส่วนบทสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์คือ อันนา มาเรีย เดอ โดมินิซิส (Anna Maria de Dominicis) และ เบน จอห์นสัน (Ben Johnson) แห่งกองบรรณาธิการนิตยสารปารีสรีวิว ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่สัมภาษณ์ แต่จากเนื้อหาพอจะประมาณได้ว่าน่าจะอยู่ราว ค.ศ.๑๙๕๔-๑๙๕๙ เนื่องจากมีการกล่าวถึง Racconti romani ในฐานะผลงานล่าสุด บทสัมภาษณ์นี้ทำให้เราทราบถึงประวัติการเขียนนางกลางโรม และงานชิ้นอื่นๆ ตลอดจนวิธีการทำงานและทัศนะต่อนวนิยายของโมราเวีย

            นอกจากบทนำพิเศษ บทสัมภาษณ์ และประวัติของโมราเวียแล้ว ผู้จัดพิมพ์ยังได้เสนอภาพวาดลายเส้นรูปผู้เขียน และภาพสำเนาต้นฉบับบทละครเรื่อง La Mascherata ซึ่งโมราเวียเป็นผู้ประพันธ์ไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของผู้จัดพิมพ์ที่ต้องการให้ผู้อ่านได้รู้จักนักเขียนผู้นี้อย่างดีที่สุดทุกแง่ทุกมุม ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงผลงานของเขาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

            นอกจากในฐานะนักเขียนนวนิยายแล้ว ในระยะหลังโมราเวียยังเริ่มเป็นที่รู้จักของนักอ่านชาวไทยในฐานะนักเขียนเรื่องสั้นอีกด้วย ผู้ที่เกือบจะผูกขาดการแปลเรื่องสั้นของโมราเวีย คือ ธ. ภักดีกุล ผลงานของเธอมีปรากฏตามหน้านิตยาสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น สตรีสาร แพรว และเดลินิวส์ ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ มีการนำผลงานเหล่านี้ส่วนหนึ่งพิมพ์เป็นเล่มภายใต้ชื่อ ความรักของแม่ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุวีรินาสาส์น

            ความรักของแม่ เป็นชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในจำนวน ๒๐ เรื่องที่อยู่ในชุดแนวเดียวกันทั้งหมด คือ ‘เชิงจิตวิทยาสำหรับเพศหญิง’ ดังที่ได้ระบุไว้ในคำนำของสำนักพิมพ์ คำนำดังกล่าวเป็นการแนะนำโมราเวียและกล่าวถึงประวัติการตีพิมพ์เรื่องแปลในเล่มอย่างรวบรัด โดยไม่ได้ระบุว่าเรื่องสั้นเหล่านี้แปลมาจากงานชิ้นใดของโมราเวีย หรือใช้ต้นฉบับภาษาใดในการแปล เข้าใจว่า เรื่องส่วนใหญ่มาจาก Racconti Romani อันเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีฉากเหตุการณ์ในโรมของโมราเวีย ทุกเรื่องเล่าจากมุมของตัวเอกซึ่งเป็นผู้หญิง ใช้สรรพนาม ‘ฉัน’ โดยตลอด บรรยายถึงความรู้สึกและความคิดถึงที่เกิดจากความสัมพันธ์กับตัวผู้ใกล้ชิดอันได้แก่สามีและลูก สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ ‘บังเอิญเกิดมาเป็นผู้หญิง’ ตามคำอุทิศของผู้แปล อาจเคยมีประสบการณ์ร่วมกับ ‘ฉัน’ ในฐานะที่เป็นหญิง หรืออาจไม่เข้าใจว่าทำไมบางครั้ง ‘ฉัน’ จึงคิดและประพฤติตัวเช่นนั้นเนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม ขณะที่สำหรับผู้อ่านที่เป็น ‘ชาย’ อาจเป็นโอกาสที่ได้ทำความรู้จักกับบุคลิกและอารมณ์อันซับซ้อนของผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะเป็นเพศใดผู้อ่านเรื่องสั้นชุดนี้คงจะ ‘ได้ความคิดในแง่ต่างๆ ซึ่งแปลกจากเรื่องสั้นทั่วไปในท้องตลาด’ สมดังเจตนารมณ์ของผู้จัดพิมพ์อย่างแน่นอน

            หลังเรื่องสั้นชุดของโมราเวีย ได้มีการแปลเรื่องชุดของนักเขียนอิตาลีผู้มีชื่อเสียงก้องโลกอีกผู้หนึ่งคือเรื่อง มาร์โควัลโด ของ อิตาโล คัลวิโน (Italo Calvino ค.ศ.1923-1985) คัลวิโนประพันธ์เรื่องชุดนี้ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.๑๙๕๐ จนถึง ค.ศ.๑๙๖๐ ถือเป็นเรื่องชุดคลาสสิกในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นเรื่องสั้นๆ ๒๐ เรื่อง ซึ่งจบในตัวเอง โดยมีตัวละครหลักคือ มาร์โควัลโดและครอบครัว แต่ละเรื่องเล่าถึงพฤติกรรมของพวกเขาในแต่ละฤดูกาล ซึ่งอาจดูบ้าบอไร้สาระ ในลักษณะเหนือจริง เป็นการมองวิถีชีวิตสมัยใหม่ในเมืองอย่างซื่อๆ ตามประสาคนงานพื้นๆ จากบ้านนอก ผู้ละทิ้งวิถีชีวิตอันเรียบง่ายในชนบทมาสู่ชีวิตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายและสลับซับซ้อนในเมือง ด้วยความหวังว่าจะได้พบสิ่งที่ดีกว่า ผู้อ่านจะขบขันแกมสมเพชกับพฤติกรรมเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงแง่มุมบางอย่างที่แฝงไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปในชีวิตประจำวัน

            มาร์โควัลโด ฉบับภาษาไทยแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษคือ Marcovaldo หรือ The Sea sons in the City ซึ่ง William Weaver แปลจากฉบับภาษาอิตาลี ผู้แปลเป็นภาษาไทยคือ แทน เผ่าไท พิมพ์ครั้งแรกเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๐ โดยสำนักพิมพ์วลี มีบันทึกของผู้แปลแถลงประวัติชีวิตและลักษณะผลงานของคัลวิโนอย่างสั้นๆ พร้อมทั้งระบุที่มาของฉบับแปลภาษาไทย เจตนาของผู้พิมพ์คงเพื่อเผยแพร่วรรณกรรมอิตาลี สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการพิมพ์รูปคัลวิโนและเนื้อหาโดยสรุปของมาร์โควัลโด ไว้ที่ปกหลังซึ่งอาจกระตุ้นความสนใจของนักอ่านวรรณกรรมสากลทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

            ส่วนเรื่องสั้นของนักเขียนอื่นนั้น มักกระจัดกระจายอยู่ตามหน้านิตยสารต่างๆ เช่นเรื่อง ย้ายบ้าน ของวิตตอริโอ ปราโทลินิ (Vittorio Pratolini) โดย สอางค์ มะลิกุล ใน ‘สยามรัฐสุดสัปดาห์วิจารณ์’ เรื่อง เลือดปริศนา ของ คัลวิโน โดย นัช ใน ‘โลกหนังสือ’ เรื่อง ทะเบียนประวัติ ของโจวันนี กวาเรสคี (Giovanni Quareschi) โดย ปณิธิ ใน ‘แพรว’ (๒๕๒๙) ส่วนใหญ่เป็นการแปลจากภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส

            ที่แปลจากภาษาอิตาลีโดยตรงและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มรวมกับเรื่องสั้นของชาติอื่นๆ คือ เรื่อง ของฝาก แปลโดย ชัตสุณี สินธุสิงห์ จากเรื่อง I Regali ของ คอร์ราโด อัลวาโร (Corrado Alvaro ค.ศ.1895-1956) ในรวมเรื่องสั้นนานาชาติ ซึ่งจัดพิมพ์โดยศูนย์การแปล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ.๒๕๒๙ ในหนังสือเล่มนี้มีบทแนะนำอัลวาโรอย่างสั้นๆ ปรากฏอยู่ด้วย

            จากผลงานทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อาจทำให้พอเห็นได้ว่าการแปลวรรณกรรมอิตาลีเป็นภาษาไทยนั้นยังอยู่ในวงจำกัดมาก ทั้งนี้ อาจเนื่องจากว่าผู้ที่รู้ภาษานี้หรือศึกษาทางด้านนี้มีจำนวนไม่มากนัก ผลงานส่วนใหญ่มิได้แปลจากภาษาอิตาลีโดยตรง และเรื่องที่นำมาแปลจะเป็นประเภทเดียวกันเกือบทั้งหมด คือ นิทาน นิยาย เรื่องสั้นและนิยาย ซึ่งเป็นเรื่องสั้นสมัยใหม่แทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าชื่นชมประการหนึ่งก็คือ ทุกเรื่องล้วนเป็นเพชรน้ำเอกในวรรณคดีอิตาลี กอร์ปด้วยคุณค่าทั้งเชิงวรรณศิลป์และเชิงภูมิปัญญา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิด แต่งานแปลเหล่านี้นับได้ว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้อ่านชาวไทยได้ค้นพบความงามและความจริงของชีวิตมนุษย์ โดยที่พรมแดนแห่งภาษาและวัฒนธรรมมิอาจขวางกันได้



(1) นวนิยายแปลเล่มแรกของไทย พระยาสุรินทรราชา (มยูร วิเศษกุล) แปลจากนวนิยายอังกฤษ เรื่อง Vendetta ของ แมรี คอเรลลี ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓
(2) หน้าสามในหนังสือพิมพ์ของอิตาลี จัดไว้สำหรับเรื่องอ่านเล่นและบทความ ในหนังสือพิมพ์ชั้นนำเขียนโดยนักเขียนผู้มีชื่อเสียง



-------------------


‘จากพิน็อคคิโอ ถึงมาร์โควัลโดฯ’ พิมพ์ครั้งแรกใน ‘ตะวันตกนิพนธ์’
รวมบทความทางวิชาการ ของภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์คุณหญิงเกื้อกูล เสถียรไทย, กรุงเทพฯ



   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >