ความคิดเห็นบางประเด็น
เรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ  
   
ระวี ภาวิไล  
   
   
หนังสือ คือ อะไร หนังสือ คือ บันทึกประสบการณ์ที่มนุษย์มุ่งหมายสื่อสารผ่านกาลและสถานอักษร รวมเป็นถ้อยคำ ถ้อยคำเรียงเป็นประโยค ประโยคสืบเนื่องกันเป็นเรื่องราว เรื่องราวในแต่ละหน้าติดต่อกันเป็นเล่มหนังสือ ผู้เขียนอาจอยู่ไกลลิบ ล่วงลับไปแล้ว แต่ความรู้ ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของเขา สัมผัสชีวิตของเราขณะเมื่อเราเปิดอ่าน หนังสือจึงไม่เป็นเพียงบันทึกประสบการณ์ชีวิต แต่เป็นด้านอมตะของชีวิตเอง หนังสือเล่มนี้ในมือ ผู้เขียนเคยมีชีวิตอยู่ในด้าวแดนไกล เมื่อฉันเปิดอ่าน ท่านผู้นั้นปรากฏตรงหน้า ยิ้มแย้มและพูดกับฉัน ด้วยถ้อยคำนุ่มนวลดังข้อความในหน้าหนังสือ มิตรภาพนี้ก้าวข้ามระยะทางและกาลเวลา  
           หนังสือเล่มแรกๆ ของโลก คือ ดินแผ่น (claytablets) ของ เมโสโปเตเมีย และ ม้วนปาปิรุส (papyrustolls) ของ อียิปต์ ตัวอย่างของทั้งสองประเภท มีอายุราวห้าพันปีมาแล้ว  
           หนังสือในความหมายปัจจุบัน ควรมีสาระยาวพอสมควร อันได้เขียนหรือพิมพ์ สำหรับสาธารณชน โดยอาศัยวัสดุที่เบาและทนทานพอที่จะพกพาไปได้สะดวก  
           หนังสือจีนเกิดขึ้นภายหลัง หนังสือสองประเภทข้างบนโดยไม่มีความสัมพันธ์สืบเนื่องกัน หลักฐานแสดงว่าชาวจีนมีอักษรและหนังสือ เป็นรากฐานของพัฒนาการทางวิชาการอย่างน้อยสามพันสามร้อยปีมาแล้ว หนังสือเหล่านี้ทำด้วยแผ่นไม้หรือไม้ไผ่ ผูกรวมกันเป็นมัด  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           จิ๋นซี ฮ่องเต้ มหาราชผู้รวบรวมหกรัฐเข้าเป็นหนึ่งเดียว สร้างเอกภาพอักษรจีน เป็นรากฐานสืบมาของความเป็นประเทศจีน ทรราชผู้กดขี่ปกครองทารุณกรรมชาวจีนนับล้านยิ่งกว่าผักปลา หวาดกลัวคำสอนของขงจื๊อ และเม่งจื๊อ อันแฝงสัจธรรมและคุณธรรมของมนุษย์ สวนทางกับพฤติกรรมของพระองค์บัญชาให้เผาหนังสือ คือ คัมภีร์และตำราของปัญญาชนทั่วประเทศ ทั้งฝังทั้งเป็นปัญญาชนสี่ร้อยกว่าคน เป็นการทำลายมรดกวัฒนธรรมอันตกทอดมาให้สิ้นซาก แต่เมื่อผ่านยุคนั้นมาไม่นาน ชาวจีนก็ย้อนกลับไปนับถือคำสอนขงจื๊อ และเม่งจื๊ออีกต่อมาจนปัจจุบัน
           เพราะหนังสือเป็นอุปกรณ์สื่อสารสำคัญ ข้ามยุคสมัยและท้องถิ่น สามารถนำประกาศสาระแห่งสัจธรรมของมนุษย์กว้างไกลในโลก พลังชั่วร้ายจึงพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ล้มเหลวในการเผาทำลายหนังสือ เช่นกรณีมหาวิทยาลัยพุทธนาลันทา และยุคนาซีเรืองอำนาจ ฯลฯ  
           ผู้เขียนมีหลานปู่ และ หลานตา อย่างละสองคน หลานปู่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดนักเพราะ พ่อ แม่ เขาเลี้ยงดูอยู่บ้านของเขา ส่วนหลานตาอยู่ใกล้ชิดเพราะ พ่อ แม่ ของเขาอยู่บ้านเดียวกับเรา หลานทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง  
           หลานตานั้นพี่สาวอายุตอนนี้แปดขวบ เรียนป. ๒ น้องชายอายุ ๖ ขวบ เรียน ป. ๑ พ่อแม่ทำงานส่วนตัวที่บ้านและไปส่งรับที่โรงเรียน ทั้งเอาใจใส่ในสุขภาพทางกายและใจของลูก จึงเป็นเด็กร่าเริงมีความสุข ตื่นตัวในการเรียนรู้จักโลกและชีวิต ทั้งโดยโทรทัศน์ที่บ้านและบทเรียนที่โรงเรียน นอกจากนี้ยังมีตายายให้ความเอ็นดูเอาใจใส่อีกด้วย  
           ผู้เขียนเฝ้าสังเกต วิวัฒนาการทางกายใจและสติปัญญาของหลานทั้งสองตลอดมาตั้งแต่เกิด นอนแบเบาะ คืบคลาน เดินลุกล้มจนเดี๋ยวนี้ วิ่ง และปีนป่ายเก่ง  
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
   
   
"การเติบโตของลูกมนุษย์ เป็นการเปิดประสาทสัมผัส ทั้งเพื่อการอยู่รอดและการเรียนรู้จักโลกรอบตัว เรื่องนี้ต้องนับว่าเป็นวิถีทาง ของธรรมชาติมนุษย์ ทั้งนี้ข้อพึงประสงค์ก็คือไม่ควรมีอุปสรรคขัดขวางความเจริญดังกล่าว อุปสรรคทางกายภาพ คือ การขาดหรือบกพร่องทางปัจจัยยังชีวิต หรืออุบัติการณ์รุนแรง เนื่องจากความรุนแรงในสภาพแวดล้อมหรือสังคม อุปสรรคทางจิตใจ คือ ครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นไร้น้ำใจไมตรีต่อกัน"
   
 
           ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตเห็นหลานตาหลายยายทั้งสองมีการเติบโตทางกายใจและสติปัญญา ในแนวทางที่สมควรนำมาพิจารณาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของภาษาพูด ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ ภาษาเขียน และหนังสือ  
           พ่อแม่เป็นเพื่อนมนุษย์แรกที่เด็กอ่อนรับรู้ และสำนึกความสำคัญของการสื่อสารความหมายด้วยเสียงและลักษณะอาการของหน้าตาและท่าทาง เด็กอ่อนจะจดจำใบหน้า ท่าทางและน้ำเสียง แล้วทบทวนหาความหมายเพื่อทรงจำ  
           สิ่งที่เป็นความหมายสำคัญของการอยู่รอดและสัมผัสอันก่อสุขเวทนานั้น เป็นสิ่งที่เด็กอ่อนจดจำโดยสัญชาตญาณ เมื่อเด็กสามารถเคลื่อนไหวอวัยวะออกเสียงภายในช่องปากได้ ก็จะพยายามเปล่งถ้อยคำสำคัญที่ได้ยินมา และจดจำไว้แล้ว และอีกก่อนหน้านั้น การส่งเสียงร้องที่นำหัวนมแม่มาสู่ปากให้ได้ดูดอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต และระงับความทุกข์ของความหิวโหย ก็จะถูกฝึกและนำมาใช้อย่างได้ผล เมื่อเจริญวัยต่อมาการเรียนรู้ ภาษาพูด ก็เป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กที่มีสุขภาพกายและใจปรกติ  
           ผู้เขียนเริ่มซื้อและสะสมหนังสือตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม สมัยหกสิบกว่าปีมาแล้ว และไม่ได้หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน ทั้งลูกและหลานจึงเกิดและเติบโตในบ้านที่เต็มไปด้วยหนังสือ และได้เห็นพ่อ-ตา-ปู่ อ่านหนังสือเป็นประจำ ข้อนี้ควรได้จูงใจให้ทั้งลูกและหลาน ตระหนักความสำคัญของอักขระ ตัวเลข รูปภาพ และหนังสือในชีวิตประจำวัน  
   
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           เด็กๆ ย่อมรู้เองว่าเมื่อสนใจต้องการรู้เรื่องใดแล้ว นอกจากจะคอยถามผู้ใหญ่แล้ว การค้นหาคำตอบในหนังสือเป็นสิ่งทำได้ด้วยตนเอง
           ในปัจจุบันแม้แหล่งข้อมูลอื่นเช่น โทรทัศน์ และอินเทอร์เนตจะเกิดขึ้น ก็ยังไม่สามารถทดแทนคุณค่าของหนังสือ ซึ่งไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีซับซ้อน นอกจากสิ่งที่มีมาด้วยแต่กำเนิดคือดวงตา  
           ในระดับอนุบาลเด็กทั้งสองมีตา และหูเปิดกว้าง เรียนรู้ อักษรและเสียงอ่าน รวมทั้งเปล่งเสียงจากลำคอได้รวดเร็ว ทั้งภาษาไทยและอังกฤษซึ่งเริ่มสอนแล้ว เด็กเห็นพ่อแม่ และตายายใช้ดินสอปากกาเขียนก็รีบเอาอย่าง ที่บ้านเราผู้เขียนมีนโยบายให้ใช้กระดาษ ดินสอปากกาได้เต็มที่มาตั้งแต่สมัยเลี้ยงดูลูกยังเป็นเด็ก ในบัดนี้ เมื่อ ทั้งสองจบอนุบาล และเข้าเรียน ป. ๑ และป. ๒ ก็พอสังเกตได้ว่าคุณครูที่โรงเรียนใหม่ไม่หนักใจ  
           เวลานั่งรถไปข้างไหน เด็กทั้งสองมองทางหน้าต่าง พยายามอ่านชื่อป้ายและโฆษณาต่าง ๆ ตามข้างทาง และถามผู้ใหญ่ว่าอ่านถูกต้องหรือไม่ พาดหัวตัวโตของหนังสือพิมพ์ก็เป็นที่สนใจ และพยายามอ่าน การเติบโตทางสติปัญญานี้นับว่าเป็นไปเองตามธรรมชาติ  
           ปัญหาอยู่ที่ว่า เด็กไทย และในโลกอีกมากมายขาดโอกาสเหมือนหลานของผู้เขียน เพราะขาดเหตุปัจจัยเงื่อนไขหลากหลาย แต่ทุกคนก็มีพื้นฐานสติปัญญาซึ่งส่วนใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ตรงนี้ที่ “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ตามความคิดของคุณมกุฏ ถ้ามีการเริ่มต้น และดำเนินการถูกต้องแล้วน่าจะช่วยได้มาก แต่เงื่อนไขที่จะให้เป็นไปได้จริงก็มีหลากหลายมากมายด้วย  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           หนังสือที่สำนักพิมพ์ของคุณมกุฏ จัดพิมพ์ขึ้นอย่างประณีตด้วยความรัก เขียนไว้ท้ายเล่มว่า... “หนังสือแต่ละเล่มจะทนทานหลายสิบปี หรืออาจจะอยู่ได้ถึงร้อยปีโดยไม่หลุดเป็นแผ่น ๆ ...” อย่างน้อยก็แสดงความตระหนักว่า หนังสือก็เหมือนคน เกิดแล้วก็ต้องแก่และมีการสิ้นอายุขัย
           ในประเด็นนี้ สถาบันหนังสือ คงจะต้องมีบทบาท จัดพิมพ์ใหม่ หนังสือที่ต้องหมดอายุขัยไปตามธรรมชาติทางกายภาพ สำหรับที่มีเนื้อหาทรงคุณค่า หนังสือเก่าที่เก็บรักษาไว้ได้กลายเป็น “หนังสือหายาก” ที่มีราคาอีกแบบหนึ่ง แต่การสืบต่อหนังสือที่ “เป็นอมตะ” ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างก็เช่น คัมภีร์ศาสนา และวรรณกรรมที่จรรโลงจิตใจ  
           ในขณะเมื่อเทคโนโลยีทางการสื่อสารได้เกิดขึ้น และมีพัฒนาการรวดเร็ว โดยแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยพึ่งพากันอย่างขาดไม่ได้ เป็นลูกโซ่ ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบาง เช่นที่ระบบคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และเศรษฐกิจของโลกอาจถูกทำลายได้ทันทีโดยระเบิดนิวเคลียร์ สาระในหนังสือทั้งหลายทั่วโลกจะยังคงใช้ได้ต่อไปแม้หลังวิกฤตการณ์มหันตภัยเช่นนั้น  
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >