วิสัยทัศน์ห้องสมุดปี ๒๐๐๐ (Library 2000)
ที่นำไปสู่แผนแม่บทปฏิรูปห้องสมุดสิงคโปร์  
   
   
“ไม่ต้องสงสัยว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่ร่ำรวยที่สุดของสิงคโปร์ และความหวังยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติอยู่ที่ ทรัพยากรมนุษย์”
 
   
“อนาคตอยู่ในมือของประเทศผู้ซึ่งประชาชนใช้ข่าวสาร ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของชาติประสบความสำเร็จรุ่งเรือง ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติแบบเดิม ข่าวสารคือเงินตราแห่งอนาคต ความรู้คืออำนาจ (Information is the currency of the future. Knowledge is power.) ทั้งสองอย่างนี้สามารถกระจายออกและสูญไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติคงขีดความสามารถในการแข่งขัน แข็งแกร่ง และรุ่งเรืองอยู่ได้ในโลกอนาคต
 
   
“ห้องสุมด” ในฐานะขุมทรัพย์ทางข่าวสารและความรู้ จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าสมัยก่อนเราลงทุนไปกับงานห้องสมุดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น มีเพียงร้อยละสิบสองของประชากรเท่านั้นที่ใช้บริการห้องสมุดอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจ สามารถตอบโต้แบบปฏิสัมพันธ์ได้ ทำให้การเข้าไปใช้ประโยชน์เป็นไปได้ ไม่มีสาเหตุอันใดเลยที่เราจะต้องล้าหลังอยู่ เพื่อที่จะรักษาสภาวะปัจจุบันและกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังกันเสียที”
 
   
นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ ปี ค.ศ. ๑๙๙๓
 
   

 
     
 
 
 
 
 
   
   
ความเป็นมาของบทบาท“แห่งชาติ”ของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติประเทศสิงคโปร์: เอกสารประกอบการประชุม IFLA Council and General Conference ครั้งที่ ๖๕ เมื่อวันที่ ๒๐ – ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ณ กรุงเทพมหานคร
โดย อาร์. รามาจันดรัน
 

The ‘national’ role of the National Library board of Singapore: 65th IFLA Council and General Conference August 20 – August 28, 1999 Bangkok, Thailand

 
R. Ramachandran  

 
แปลโดย กุลวี พิโรจน์รัตน์
 

 
   
บทคัดย่อ  

บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ด้านกฎหมาย ว่าด้วยบทบาทของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติและพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕ ในการพัฒนาห้องสมุดของประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนความรับผิดชอบทางตรงและทางอ้อมที่คณะกรรมการฯ มีต่อหอสมุดแห่งชาติและห้องสมุดประชาชน ทั้งยังอธิบายกลไกต่างๆ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาห้องสมุดของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นองค์รวม
 
   
บทนำ  

           ๑. ประเทศส่วนใหญ่ คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติมักทำหน้าที่บริหารและรับผิดชอบหอสมุดแห่งชาติเพียงอย่างเดียว คณะกรรมการหอสมุดจึงดูแลเฉพาะกิจกรรมของหอสมุดแห่งชาติเท่านั้น ส่วนบทบาทต่อการพัฒนาห้องสมุดของประเทศโดยรวม ยังจำกัดอยู่ที่การให้ทุนอุดหนุนการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับบรรณารักษศาสตร์ การวางนโยบายเกี่ยวกับวัสดุที่เก็บรวบรวมในห้องสมุด และการกำหนดมาตรฐานทางด้านเทคนิคในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ หรืออาจจะให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาห้องสมุดของประเทศโดยรวม
 

           ๒. สำหรับกรณีประเทศสิงคโปร์ นับตั้งแต่ก่อตั้ง หอสมุดแห่งชาติของสิงคโปร์มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการดูแลหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดประชาชนควบคู่กันไป หน้าที่ทั้งสองส่วนนี้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติฉบับที่ ๑ ปี ๑๙๕๘ ซึ่งรวมถึงการให้บริการยืมออก และสืบค้น ตลอดจนสนับสนุนให้มีการใช้วัสดุจัดเก็บให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด
 

           ๓. หากมองย้อนไป งานทั้ง ๒ ส่วนที่คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติได้รับมอบหมาย มักจะสวนทางกันมาตลอด เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด องค์กรบริหารจึงไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติได้เต็มที่ ไปพร้อมๆ กับวางแผนโครงการและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ห้องสมุดประชาชนเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง
 

           หากพิจารณาตามความเป็นจริง คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติเน้นดำเนินงานด้านห้องสมุดประชาชนแต่เพียงด้านเดียว จนเป็นผลเสียต่องานด้านห้องสมุดแห่งชาติ ส่วนพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๕๘ ซึ่งจัดสรรอำนาจการจัดการห้องสมุดประชาชนและหอสมุดแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพ กลับไม่เปิดช่องให้คณะกรรมการฯ ใช้บทบาทต่อการบริหารงานห้องสมุดสาธารณะประเภทอื่นๆ อย่างเช่นห้องสมุดของสถาบันการศึกษาเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่ห้องสมุดประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการให้ข่าวสารความรู้แก่คนในชาติ ด้วยเหตุนี้การให้บริการห้องสมุดในสิงคโปร์จึงไม่ได้ประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แหล่งข้อมูลข่าวสารของชาติไม่ได้รับการพัฒนาให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มขีดความสามารถ
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
คณะกรรมการทบทวนนโยบายห้องสมุดปี ๒๐๐๐ (Library 2000 Review Committee)

           ๔. กระทรวงข่าวสารและศิลปะ จัดตั้ง คณะกรรมการทบทวนนโยบายห้องสมุดปี ๒๐๐๐ เพื่อวิเคราะห์การให้บริการห้องสมุดในประเทศท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง นำไปสู่วิสัยทัศน์ "คลื่นลูกหน้า : ว่าด้วยพิมพ์เขียวอนาคตของชาวสิงคโปร์" (Singapore’s blueprint for the future) โดยคณะกรรมการมีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงการบริการห้องสมุดให้ตอบรับความต้องการของชาวสิงคโปร์ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ดียิ่งขึ้น
 

           ๕. คณะกรรมการทบทวนนโยบายห้องสมุดปี ๒๐๐๐ จัดทำรายงานชุด "ห้องสมุดปี ๒๐๐๐ : การลงทุนสร้างชาติแห่งการเรียนรู้" (ต่อไปนี้จะใช้ชื่อว่ารายงานของ ดร. ตัน ชิน นำ) ในเดือนมีนาคมปี ๑๙๙๔
 

           รายงานนี้นิยามวิสัยทัศน์ของห้องสมุดแห่งอนาคตว่า เป็นการขยายขอบเขตความสามารถในการเรียนรู้ของชาติอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายห้องสมุดของชาติและศูนย์ทรัพยากรข่าวสาร ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการข้อมูลและเอื้อโอกาสในการเรียนรู้แก่คนในชาติ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศ
 

           ๖. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการห้องสมุดของชาติตามวิสัยทัศน์ที่ได้แสดงไว้ในรายงาน คณะกรรมการฯ เสนอแนะให้จัดตั้งสภาบริหารขึ้นตามพระราชบัญญัติ เพื่อปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะที่ระบุในรายงานร่างพระราชบัญญัติ ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และมีการจัดตั้งสภาบริหารดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๑๙๙๕
 
   
พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕ (National Library Board Act 1995)  
   
           ๗. พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕ มีสาระสำคัญแตกต่างอย่างมากจากพระราชบัญญัติฉบับเดิมปี ๑๙๕๘ กล่าวคือเป็นเหตุเป็นผลและมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากได้นำเอาข้อจำกัดของพระราชบัญญัติฉบับเก่า และประมวลข้อเสนอแนะจากรายงานของ ดร. ตัน ชิน นำ มาปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ชัดเจนเรื่องบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติ แต่ยังกล่าวครอบคลุมไปถึงอำนาจของคณะกรรมการ การจัดหาบุคลากร การจัดหาทุน ตลอดจนสินทรัพย์และความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว  

           ๘. จากพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕ ทำให้มีการจัดตั้งสภาร่างนโยบายซึ่งมีอำนาจการบริหารจัดการขึ้น ก่อให้เกิดความเป็นอิสระและยืดหยุ่นในการตัดสินใจในการดำเนินงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานบุคคลและการคลัง สภาดังกล่าวมีอำนาจบริหารหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดประชาชนอีก ๑๖ แห่ง นอกจากนี้ ยังร่วมกับมูลนิธิชุมชนของประชาชนของพรรคกิจประชาชน (พรรครัฐบาลจัดตั้งโดย อดีตนายกรัฐมนตรีลี กวนยู) ในการจัดตั้งและดำเนินงานห้องสมุดเยาวชนอีก ๔๐ แห่งตามชุมชนใหญ่ๆ
 

           ๙. คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติยังกำกับดูแลบุคลากรอีก ๔๔ ตำแหน่ง (รวมถึงศาสตราจารย์ที่ปรึกษา) ซึ่งทำงานในห้องสมุดของส่วนราชการของรัฐ ห้องสมุดของวิทยาลัยเตรียมอุดมศึกษาอีก ๑๑ แห่ง อำนาจในการควบคุมบุคลากรเหล่านี้ ตลอดจนบทบาทต่อการดำเนินงานของห้องสมุดเฉพาะทาง ทำให้บทบาทของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติยิ่งมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน การกำกับดูแลบุคลากรเหล่านี้โดยตรง ทำให้การประสานงานด้านการจัดการข้อมูลทำได้มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดบริการร่วมระหว่างองค์กรขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการ ๓ คน เพื่อบริหารแต่ละส่วนงาน ให้มั่นใจว่างานทั้ง ๓ ส่วนภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการใหญ่จะได้รับความสำคัญเท่าเทียมกัน และเติบโตขึ้นเป็นส่วนสำคัญที่จะรองรับการพัฒนางานห้องสมุดของชาติต่อไป
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติ  
ที่มีต่อห้องสมุดและการพัฒนาห้องสมุดของสิงคโปร์  

           ๑๐. พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติเป็นเสมือนสันเขาปันน้ำสู่ร่องน้ำและคูคลอง ช่วยตัวร่องให้งานได้รับการจัดสรรลงสู่ส่วนย่อยต่างๆ ได้ทันทีที่พระราชบัญญัติผ่านการพิจารณา นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการจัดตั้งองค์กรของชาติที่มีอำนาจเพียงพอ คือไม่เพียงแต่บริหาร ควบคุมดูแล และประสานงานกับห้องสมุดต่างๆ ทั้งหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาระดับเตรียมอุดม แต่ยังมีบทบาทต่อการพัฒนา การให้บริการห้องสมุดของชาติอย่างเป็นองค์รวมด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติยังเพิ่มอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บตัวอย่างวัสดุสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ให้ครอบคลุมไปถึงวัสดุที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์อีกด้วย
 

           ๑๑. เพื่อให้ดำเนินการได้ง่ายขึ้น คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติจึงปรับนิยามของวัสดุห้องสมุด (library materials) ให้ครอบคลุมไปถึงวัสดุสิ่งพิมพ์และวัสดุที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ ดังนี้
 

                  a. หนังสือที่จัดพิมพ์ วารสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ ดนตรี แผนที่ แผนภูมิ แบบแปลน รูปภาพ รูปถ่าย ภาพพิมพ์ ตลอดจนสิ่งพิมพ์
 

                  b. ฟิลม์ทุกชนิด รวมถึงไมโครฟิลม์และไมโครฟิช ฟิลม์เนกาทีฟ เทป ดิสก์ ร่องบันทึกเสียง และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งบันทึกภาพมากกว่า ๑ ภาพ หรือบันทึกเสียง หรือข้อมูลอื่นใดลงไป และสามารถทำซ้ำใหม่ได้ (ไม่ว่าด้วยเครื่องมืออื่นใดหรือไม่ก็ตาม)
 

           ๑๒. การทบทวนนิยามดังกล่าวช่วยให้สามารถพัฒนาการจัดเก็บรวบรวมวัสดุ และเอกสารข้อมูลของประเทศ ให้เป็นระบบที่เข้าใจง่ายและจำแนกลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น และไม่เพียงทำให้เกิดระบบห้องสมุดชุมชนที่ได้มาตรฐานโลก แต่ยังปูทางให้หอสมุดแห่งชาติเป็นศูนย์กลางแหล่งอ้างอิงทางความรู้และการวิจัยที่สำคัญที่สุดของประเทศอีกด้วย
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
             
ห้องสมุดที่ดำเนินงานด้วยทุนสาธารณะ (Publicly–funded Library)  
   
           ๑๓. แม้ว่าคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติจะมีอำนาจโดยตรงแต่เพียงดูแลหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชน และห้องสมุดของหน่วยงานรัฐบาล และวิทยาลัยระดับเตรียมอุดมศึกษาเท่านั้น แต่ก็สามารถให้บทบาทต่อการพัฒนาระบบห้องสมุดของสิงคโปร์โดยรวมได้ โดยพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติได้ให้อำนาจบริหารโดยตรง ในการบริหารห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะอื่นๆ (Publicly-funded Library) โดยให้นิยามว่า เป็นห้องสมุดใดๆ ก็ตามที่เป็นของรัฐบาลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ตลอดจนห้องสมุดอื่นๆ ซึ่งดำเนินการด้วยกองทุนจากรัฐบาล (ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน) ตามที่คณะกรรมการกำหนด นิยามดังกล่าวครอบคลุมห้องสมุดเกือบทั้งหมดในสิงคโปร์ เว้นไว้แต่เพียงห้องสมุดของบริษัทเอกชนเท่านั้น ดังนั้นอำนาจหน้าที่และบทบาทของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติต่อกระบวนการพัฒนาห้องสมุดต่างๆ ของสิงคโปร์ จึงขยายขอบเขตออกไปได้กว้างขวาง  
             
โครงการร่วมในระดับชาติ  

           ๑๔. การให้อำนาจดังกล่าวมีผลให้ห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะ (Publicly-funded Library) ต้องร่วมโครงการและร่วมพัฒนาบริการห้องสมุดหลายโครงการ ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่ช่วยวางโครงสร้างพื้นฐานทางข่าวสารที่แยบยลสำหรับอนาคต เช่น การสร้างเครือข่ายห้องสมุดไร้พรมแดน การทำบัญชีรายชื่อหนังสือของสหภาพ (ห้องสมุดแห่งชาติ) และการเชื่อมโยงบริการสืบค้นวัสดุจัดเก็บประเภทต่างๆ ข้ามห้องสมุด ดังจะเห็นได้จากมาตรา ๗(๒) (b) ในพระราชบัญญัติฯ ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติต้องพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงห้องสมุดต่างๆ ในประเทศ กับมาตรา ๗(๒)(d) ที่ระบุว่าคณะกรรมการมีอำนาจในการประสานงานและดำเนินการเชื่อมโยงสืบค้นวัสดุจัดเก็บประเภทต่างๆ ในห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะเป็นไปได้สะดวกขึ้น
 

           ๑๕. ในทำนองเดียวกัน มาตรา ๑๑ ในพระราชบัญญัติกำหนดให้ห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะ (Publicly-funded Library) แต่ละแห่ง จะต้องอุดหนุนบัญชีรายชื่อหนังสือและรวบรวมเป็นสถิติส่งไปยังสหภาพห้องสมุดแห่งชาติ เพื่อปรับปรุงให้บัญชีรายชื่อหนังสือของสหภาพฯ (National Union Catalogue) ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แนวคิดการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับทรัพยากรข้อมูลในห้องสมุดสาธารณะนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เครือข่ายห้องสมุดไร้พรมแดนที่ปรากฏในรายงานของ ดร. ตัน ชิน นำ ปัจจุบันมีห้องสมุดสาธารณะประเภทนี้ให้บริการร่วมในโครงการบริการร่วมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องสมุด (Integrated Library Automation Service หรือ SILA) แล้ว ๑๓๑ แห่ง จากห้องสมุด ๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายที่คณะกรรมการหอสมุดจัดทำขึ้น สำหรับห้องสมุดสาธารณะที่เหลือก็จะต้องเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายเช่นเดียวกัน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติฯ
 

           ๑๖. มาตรา ๑๒ กำหนดให้ห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะทุกแห่งต้องเข้าร่วมโครงการยืม-คืนข้ามห้องสมุด ซึ่งคณะกรรมการฯ จัดทำขึ้น เพราะคงไม่เป็นประโยชน์อันใด หากสามารถสืบค้นจนพบข้อมูลที่ต้องการว่าอยู่ที่ไหนแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นเพื่อนำมาใช้ได้ ข้อกำหนดดังกล่าวช่วยให้บริการยืม-คืนข้ามห้องสมุดสาธารณะทำได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดทัศนคติเชิงบวกและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมืออันดีต่อกันระหว่างห้องสมุด
 

           ๑๗. มาตรา ๗(๒)(c) ยังให้อำนาจคณะกรรมการฯในการนิยาม กำหนดนโยบาย และดำเนินการให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับการรวบรวมแหล่งความรู้ของชาติ ทั้งยังมีอำนาจแต่งตั้งห้องสมุดและศูนย์ข้อมูลต่างๆ ให้เป็นแหล่งจัดเก็บหนังสือและวัสดุเฉพาะสาขาที่สำคัญ และเป็นที่สนใจของชาติ ทั้งหมดนี้เป็นผลให้ระบบการจัดหมวดหมู่ความรู้ในห้องสมุดมีลักษณะเป็นเหตุเป็นผลยิ่งขึ้น* และเกิดความสิ้นเปลืองน้อยที่สุด การจัดหมวดหมู่และให้น้ำหนักอย่างชัดเจนเช่นนี้ทำให้มีการริเริ่มบริการและเกิดห้องสมุดเฉพาะสาขาขึ้น ห้องสมุดที่คณะกรรมการฯ แต่งตั้งให้เป็นห้องสมุดเฉพาะสาขา มักจะเป็นห้องสมุดที่เก็บรวบรวมหนังสือและวัสดุที่ให้ความรู้ในสาขานั้นๆ ไว้แล้วเป็นจำนวนมาก เช่น ห้องสมุดกฎหมายและการแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapores หรือ NUS) นโยบายห้องสมุดเฉพาะสาขานี้อาจเป็นปัญหาบ้างสำหรับห้องสมุดที่ต้องจัดหนังสือแยกย่อยตามสาขาต่างๆ ซ้ำซ้อนกัน เพื่อรองรับความต้องการผู้ใช้บริการ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีเครือข่ายที่จะรวมแหล่งความรู้ของห้องสมุดแต่ละแห่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
             
กองทุนรับบริจาค (Endowment Fund)  

           ๑๘. พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกำหนดให้มีกองทุนรับบริจาค ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติขึ้น เป็นผลให้คณะกรรมการฯ สามารถรับบริจาคจากประชาชนและองค์กรต่างๆ ได้ เพื่อเป็นทุนอุดหนุนสำหรับการพัฒนาห้องสมุดหรือโครงการต่างๆ เช่น โครงการฝึกอบรมและทุนการศึกษาด้านสำหรับบุคลากร ห้องสมุด การจัดปาฐกถา ตลอดจนทุนอุดหนุนโครงการและการวิจัยด้านการอ่านและบรรณารักษศาสตร์ โดยคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติจะได้รับสถานะเป็นสถาบันสาธารณะ (an Institution of Public Character) ซึ่งได้รับการละเว้นภาษีเงินได้ ทรัพยากรที่มีในกองทุนฯ จะใช้ไปในการอุดหนุนโครงการและการวิจัยที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของงานห้องสมุดของประเทศ อำนาจดังกล่าวนี้ทำให้คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติมีบทบาทต่อการดำเนินงานของห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะ (Publicly-funded Library) โดยตรง และสามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของห้องสมุดประเภทนี้ได้หากจำเป็น
 
   
ด้านบุคลากรและการฝึกอบรม  

           ๑๙. คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติยังมีอำนาจเต็มที่ในการดำเนินการใดๆ ก็ตาม เพื่อประกันว่าบุคลากรห้องสมุดจะได้รับการฝึกอบรมจนมีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างพอเพียง มาตราที่ ๖(e) ให้อำนาจคณะกรรมการฯ ให้กำหนดมาตรฐานสำหรับการฝึกอบรมบุคลากรวิชาชีพบรรณารักษ์ อำนาจดังกล่าวนี้ทำให้คณะกรรมการมีบทบาทเชิงรุก ในการฝึกอบรมผู้ทำงานวิชาชีพด้านข่าวสารความรู้และลูกจ้างของห้องสมุด ทั้งยังมีอำนาจที่จะไม่เห็นชอบอนุมัติโครงการฝึกอบรมใดๆ ก็ตามที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University หรือ NTU) เพื่อพัฒนาโครงการฝึกอบรมในระดับบัณฑิตศึกษา และร่วมมือกับเทมาเสคโพลีเทคนิก (Temasek Polytechnic) ในโครงการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรจะไม่เพียงแต่ได้รับการฝึกอบรมเพียงพอเท่านั้น แต่การฝึกอบรมนั้นจะต้องได้ตามมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง ในกรณีนี้พนักงานที่เข้าฝึกอบรมในโครงการดังกล่าวจะได้รับทุนอุดหนุน ซึ่งนำมาจากกองทุนรับบริจาค และคณะกรรมการฯ เองยังจัดการฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับห้องสมุดทุกๆ ระดับอีกด้วย โดยจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติ (National Library Board Institute หรือ NLBI) ขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมด้านนี้
 
   
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
บทบาทด้านการให้คำปรึกษา

           ๒๐. พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการฯ ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์การบริการห้องสมุดที่ทันสมัยให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติจึงเป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ที่สร้างองค์กรระดับประเทศขึ้นมากำกับดูแล และให้ทิศทางนโยบายด้านหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดสาธารณะของประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก กล่าวคือได้ให้อำนาจแก่องค์กรในการควบคุมระบบห้องสมุดแห่งชาติ และระบบห้องสมุดสาธารณะ ตลอดจนควบคุมบุคลากรข่าวสารในหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันการศึกษาด้วย
 

           สำหรับโครงการในระดับชาติอื่นๆ เช่น การตั้งเครือข่ายห้องสมุด และการวางนโยบายเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมวัสดุของชาติ ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับชุมชนและคนในชาติโดยรวมนั้น พระราชบัญญัติฯ กำหนดให้ห้องสมุดที่ดำเนินการโดยทุนสาธารณะทุกแห่งจะต้องเข้าร่วมโครงการหลัก อาทิ โครงการยืม-คืนข้ามห้องสมุด โดยห้องสมุดที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำปรึกษาทางด้านแผนงานและการปฏิบัติการ เพื่อให้ดำเนินการตามโครงการเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นดังจะเห็นได้จากมาตรา ๑๒ ในพระราชบัญญัติซึ่งระบุให้ "ห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะทั้งหมดจะต้องเข้าร่วมในโครงการ เพื่อให้การสืบค้นและยืมข้ามห้องสมุดเป็นไปได้ หากคณะกรรมการจะริเริ่มดำเนินการต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ต้องปรึกษาห้องสมุดที่เกี่ยวข้องนั้นๆ ก่อน" ส่วนนโยบายตลอดจนการดำเนินการทั่วๆ ไปของห้องสมุดสาธารณะนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวมีอำนาจแต่เพียงการให้ความเห็นได้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากมาตรา ๖(h) ที่ว่า "มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลเกี่ยวกับความต้องการของชาติ และนโยบายว่าด้วยเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับห้องสมุดที่ดำเนินการด้วยทุนสาธารณะ และการให้บริการข่าวสารห้องสมุดในสิงคโปร์"
 
             
ห้องสมุดโรงเรียนและระบบห้องสมุดหลักอื่นๆ  

           ๒๑. บทบาทของคณะกรรมการฯ ในการเป็นที่ปรึกษาและให้ความเห็น จะเห็นได้อย่างเด่นชัดหากพิจารณาความสัมพันธ์แบบหันหน้าเข้าหากัน ระหว่างคณะกรรมการฯ กับห้องสมุดโรงเรียนซึ่งมีกระทรวงศึกษาธิการกำกับดูแล ซึ่งคณะกรรมการฯ สามารถใช้อำนาจผ่านการให้ความเห็นและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงศึกษาธิการได้โดยตรง ทั้งสองหน่วยงานจึงร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดทิศทาง (Steering Committee) ขึ้น เพื่อสนับสนุนและพัฒนาความเป็นเลิศในการบริการห้องสมุดโรงเรียน ตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษาที่ว่า “A thinking Schools, Learning Nation” ที่มุ่งบ่มเพาะนิสัยการคิดให้เด็กในโรงเรียน และนิสัยการเสาะแสวงหาความรู้ให้คนในชาติ โดยในระยะแรกนี้สถาบันทั้งสองจะแสวงหาความร่วมมือกันในด้านต่างๆ คือ
 

                  i. การรวมศูนย์ในการจัดซื้อจัดหาวัสดุห้องสมุดทุกประเภท
 
                  ii. การจัดเก็บรวบรวมวัสดุสำหรับห้องสมุดโรงเรียน  
                  iii. การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องสมุดโรงเรียนที่จัดตั้งใหม่  
                  iv. การพัฒนาบริการต่างๆ ของห้องสมุดโรงเรียน  

           ๒๒. คณะกรรมการฯ จะประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการศึกษาหาวิธีการเพิ่มวัสดุในโรงเรียน ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรข่าวสารร่วมกัน ลดการทำสำเนาวัสดุ ตลอดจนปรับปรุงประสิทธิภาพของห้องสมุดโรงเรียน เพื่อให้สนับสนุนการสอนและความต้องการด้านข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งความต้องการของชุมชนโรงเรียนทั่วไป โดยเริ่มต้นนำร่องโครงการดังกล่าวในโรงเรียน ๑ แห่งก่อน เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานตลอดจนประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการได้อย่างเด่นชัด โครงการความช่วยเหลือระหว่างคณะกรรมการฯ กับกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัจจุบันมีห้องสมุดโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่อยู่ภายใต้การบริหารของกระทรวงศึกษาแล้ว ๑๑ แห่ง;
 

           ๒๓. นอกจากนี้ยังเห็นความร่วมมือและความช่วยเหลืออันดีระหว่างคณะกรรมการฯ กับระบบห้องสมุดขนาดใหญ่ของประเทศที่ไม่ใช่ของรัฐ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกระบบ อาทิเช่น กระแสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ มหาวิทยาลัยด้านการบริหารของสิงคโปร์ (Singapore Management University หรือ SMU) ในฐานะองค์กรภายนอก จะเข้ามาช่วยบริหารและการจัดการข่าวสารให้คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติ ในบริบทนี้ คณะกรรมการฯ หวังว่าจะสามารถจัดตั้งสภาหัวหน้าแผนกบรรณารักษ์ (Council of Chief Librarians) ซึ่งมาจากทั้งสถาบันการศึกษาและห้องสมุดสถาบันวิจัยอื่นๆ ในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือและความช่วยเหลืออันดีระหว่างกัน
 
   
   
   
     
 
 
 
 
   
   
บทสรุป

           ๒๔. การร่างพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ กระทำด้วยความเข้าใจว่า หากคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติมีอำนาจเพียงให้คำปรึกษาทุกด้านเกี่ยวกับงานด้านห้องสมุดแล้ว คณะกรรมการจะไม่อาจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะหางเสือที่กำหนดทิศทางการพัฒนาห้องสมุดของชาติให้บรรลุตามเป้าหมายได้เลย พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการฯ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าอำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจเต็ม เพราะไม่เช่นนั้นจะไปละเมิดอำนาจการบริหารงานอย่างเป็นอิสระของห้องสมุดประเภทดำเนินการด้วยทุนสาธารณะอื่นๆ คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติจึงเป็นสถาบันซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำกับ กำหนดทิศทาง และเสริมประสิทธิภาพให้ห้องสมุดที่คณะกรรมการบริหารอยู่ ขณะเดียวกันก็ให้อิทธิพลต่อบริการห้องสมุดและบริการทางด้านในระดับชาติโดยรวม
 

           กรณีของประเทศที่กำลังพัฒนา อาจรวมเอาองค์ประกอบเฉพาะอื่นๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาพิจารณาในการปฏิรูปการให้บริการห้องสมุดของประเทศ เพื่อให้สามารถก้าวกระโดดและใช้ห้องสมุดของประเทศเป็นประตูรับข่าวสารของคนในชาติได้
 
             
   
   
บันทึกเสริมท้าย  

๑. ดร. ตัน ชิน นำ (Dr. Tan Chin Nam) เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการคณะกรรมการทบทวนนโยบายห้องสมุดปี ๒๐๐๐ (Library 2000 Review Committee) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติ (ข้อมูล ณ ปีที่เผยแพร่บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ)
 

๒. ปัจจุบันมีห้องสมุดประมาณ ๖๐๐ แห่งในประเทศสิงคโปร์ (ข้อมูล ณ ปีที่เผยแพร่บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ) ได้แก่ หอสมุดแห่งชาติ ๑ แห่ง ห้องสมุดสาธารณะ ๑๖ แห่ง ห้องสมุดชุมชนสำหรับเด็กเล็ก ๔๐ แห่ง ห้องสมุดสถาบันการศึกษา ๖ แห่ง ห้องสมุดที่จัดเก็บวัสดุพิเศษหรือเฉพาะด้าน ๑๕๐ แห่ง และห้องสมุดโรงเรียน ๓๗๕ แห่ง
 
   
เอกสารอ้างอิงของของบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ  
   
National Library Act (Chapter 197 of the Statutes of the Republic of Singapore, Rev.ed, 195). Singapore: Law Revision Commission, 1986.  

The National Library Board Act 1995 (No. 5 of 1995). Singapore: National Printers, 1995.
 

Singapore. Library 2000 Review Committee. Library 2000: Investing in a learning nation: Report of the Library 2000 Review Committee. Singapore: SNP Publishers, 1994. (Tan Chin Nam Report).
 

Singapore. National Library Board. Annual Report 1995/97- Singapore : NLB, 1997.
 

Singapore. National Library Board. Corporate brochure. Singapore: NLB, 1999
 

Singapore. The Next Lap. Singapore: Published for the Government of Singapore by Times Edition, 1991.
 
   
Last Revision: August 4, 1999  

 
Copyright © 1995-2000
International Federation of Library Associations and Institutions
 
http://www.ifla.org  
   
(เอกสารประกอบการสัมมนา โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๖)  
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >