ความหวังที่ฝันสร้าง-สาน

 
เว็บไซต์ Matichon Online


ณ ถนนสุขุมวิท ถนนเศรษฐกิจสายหลักของประเทศที่วุ่นวายสับสนทั้งจากรถรา ผู้คน และความคิด

            ในมุมเล็กๆ ของความเร่งรีบ บุคคลหนึ่งมุ่งมั่นสรรค์สร้างงานวรรณกรรมสร้างสรรค์อยู่ในมุมนั้น ทั้งงานเขียนส่วนตัวที่ประทับไว้ในความทรงจำอย่าง ผีเสื้อและดอกไม้ รวมถึงหนังสือหลายเล่มหลากแนวซึ่งผลิตในนามของสำนักพิมพ์ ผีเสื้อ และได้รับการชื่นชมด้วยคำว่า คุณภาพ

            ทว่าหลังจากที่ให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดีฉบับเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๔ มกุฏ อรฤดี ก็ต้องเปิดเผยตัวเองสู่สาธารณชน เพราะแนวคิดเรื่อง สถาบันหนังสือแห่งชาติ ที่จะมาพัฒนาระบบห้องสมุด ระบบการอ่าน และวางรากฐานระบบหนังสือในทุกห่วงโซ่ของไทย ที่ได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จนมีการร่วมมือกันเพื่อผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดตั้ง สถาบันหนังสือแห่งชาติและศูนย์รวมความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์

            แต่วันเวลาที่ผันผ่านกว่า ๗ ปี คงตอกย้ำกันให้รู้แล้วว่า โครงการที่จะช่วยทำให้คนไทยฉลาดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วน ได้ถูกตัดต่อพันธุกรรมไปเรียบร้อย กลายเป็นองค์กรมหาชนอย่าง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ที่แตกหน่อออกผลเป็น ๗ หน่วยงาน โดยช่วงเริ่มแรกหน่วยงานที่เข้าเค้ากับแบบแผน ของสถาบันหนังสือแห่งชาติมากที่สุดคือ อุทยานการเรียนรู้ หรือทีเคพาร์ค แต่ความเข้าเค้าก็มลายไปกับปัจจัยแวดล้อม แนวคิดที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างสติปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องพับเก็บไปชั่วคราว

            ที่ว่าชั่วคราวก็เพราะว่า แม้รัฐจะไม่มีความตั้งมั่นและบริสุทธิ์ใจเพียงพอ ในการสร้างเสริมสติปัญญาของคนไทย แต่ด้วยมือและสมองจากมกุฏและผองเพื่อนผู้หวังดีต่อวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย ที่ไม่มีท้อถอยและยังคงมุ่งมั่นในจุดยืน

            ทุกความหวังจึงยังคงอยู่ให้สร้างและสานต่อไป


            สานฝันแรก-สถาบันหนังสือแห่งชาติ

            "ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน" มกุฏกล่าวยิ้มๆ ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงปฏิวัติครั้งล่า สมาชิกกลุ่มหนึ่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พยายามสานต่อ แต่ด้วยเวลาอันจำกัดทำให้เรื่องนี้แท้งเป็นครั้งที่ ๒

            จำเป็นแค่ไหนที่เรื่องนี้จะต้องถูกกำหนดเป็นกฎหมายบังคับในสังคมไทย แล้ววาระการอ่านแห่งชาติที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันอยู่ไม่มีผลต่อวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยบ้างเลยหรือ เราสงสัย

            "ผมให้เวลาอีกร้อยปีก็ไม่พอ ต่อให้โลกแตกสลายแล้วเกิดโลกดวงใหม่ ประเทศไทยใหม่ ก็ไม่สามารถตั้งวาระแห่งชาติได้" มกุฏกล่าวทันทีที่สิ้นเสียงคำถาม

            ตอบตัวเองได้ไหมว่าระเบียบวาระการอ่านแห่งชาติคืออะไร มันไม่ใช่แค่ตัวเลขว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละกี่บรรทัดกี่เล่ม พ่อแม่ก็ขานรับว่าถ้ามีก็ดี จะได้ทำให้ลูกอ่านหนังสือ แต่ลองย้อนถามกลับไปซิว่าถ้ามีแล้วจะทำยังไงต่อ

            ผมบอกเลยว่า ระบบหนังสือของไทยมีห่วงโซ่ ๑๒ ห่วง ซึ่งทุกห่วงขึ้นสนิมและกระจัดกระจายกันอยู่ เราก็ต้องไปเอาห่วงตามที่ต่างๆ มาเคาะสนิมและจับมาคล้องกันทีละห่วงๆ ยกตัวอย่างห่วงสำนักพิมพ์ จะมีจุดหมายว่า ทำยังไงให้ขายได้ แต่พอถามว่าแล้วจะเอาอะไรขาย ก็ไปโยงกับห่วงบรรณาธิการต้นฉบับ และห่วงนักเขียนในแง่ที่ว่า สำนักพิมพ์รู้วิธีจะขายดี แต่ได้ต้นฉบับห่วยเลวทรามมา เขาก็ต้องขายต้นฉบับที่ว่า แล้วมีใครไปขจัดสนิมตรงห่วงนั้นหรือเปล่า หรือสมมุตินักเขียนนักแปลที่ดี แต่บังเอิญสำนักพิมพ์เอารัดเอาเปรียบ ๒ ห่วงนี้ก็คล้องกันไม่ได้ ต่อให้ทุ่มเทงบประมาณเพื่อเทคโนโลยีในห้องสมุดมากมายเป็นแสนล้านก็ไม่มีประโยชน์ เพราะห่วงโซ่เบื้องต้นในการผลิตหนังสือยังแก้ไขไม่ได้เลย

            เราพูดเรื่องนี้มาตั้งกี่สิบปีแล้ว หลังสงครามโลกครั้งที่สอง องค์กรยูเนสโกพยายามช่วยเหลือสังคมการอ่านของประเทศด้อยพัฒนา แต่เขานำความคิดแบบฝรั่งเข้ามาที่ว่า การอ่านต้องเริ่มจากครอบครัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมไทย นี่ก็เป็นอีกห่วงที่ขึ้นสนิม เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่อ่านหนังสือ แถมค่าแรงขั้นต่ำยังแค่ ๑๖๐-๑๗๐ บาทต่อวัน บางครอบครัวพ่อทำงานคนเดียวใช้ทั้งครอบครัว ในขณะที่ราคาหนังสือไม่ต่ำกว่าร้อยบาท แล้วจะไปหวังพึ่งได้อย่างไร แค่นี้ก็ผิดตั้งแต่ต้น ต้องทุ่มทุกอย่างไปที่โรงเรียนพร้อมๆ กับพยายามพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพ่อแม่ในอนาคต เพราะงั้นการแก้ปัญหาเลยไม่ใช่แค่ประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ

            เลยต้องมีถนนให้เดิน พระราชบัญญัติคือถนน ตอนนี้บอกว่าคุณเดินไปสิ แต่ทุกแห่งเป็นป่าดงหมดเลย ถ้ามีสถาบันหนังสือแห่งชาติเกิดขึ้นระบบหนังสือทุกส่วนจะได้รับการดูแลหมดเลย"

            แล้วจะมีการพยายามผลักดันให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งไหม

            "หมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เคยทำงานร่วมกับผมในการผลักดันคราวที่แล้วและเป็นคนที่เข้าใจระบบสถาบันนี้ดีที่สุดรองจากผม และที่สำคัญเขาเคยพูดถึงโครงการนี้ในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา คิดว่าคงจำคำนี้ได้อยู่ เพราะงั้นขึ้นอยู่กับเขาแล้วว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะผมเคยบอกคุณหมอไว้ตั้งแต่คุยกันครั้งแรกแล้วว่าผมร่วมมือกับรัฐบาลได้ แต่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ถ้าเกิดมีรัฐบาลที่ไม่มีหมอสุรพงษ์อยู่ก็อาจจะเสนอเข้าไป

            "แต่บางทีอาจจะมีความคิดที่ว่าการตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติ และทำให้ลูกหลานชาวบ้านได้อ่านหนังสือ คงจะได้คะแนนเสียงน้อยกว่านโยบายกองทุนหมู่บ้าน" มกุฏกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

            เมื่อแหล่งพึ่งพิงที่เคยฝากความหวัง นิ่งสนิทขนาดนี้ การช่วยเหลือตัวเองคงเป็นหนทางที่ต้องเลือก


            เสริมฝันสอง-โรงเรียนวิชาหนังสือ

            "สถาบันหนังสือแห่งชาติจะรับผิดชอบดูแลโรงเรียนวิชาหนังสือ แต่เมื่อรัฐบาลไม่ทำไม่รับผิดชอบเรื่องสติปัญญาของคนไทย เราก็ต้องพึ่งตัวเอง เป็นความหวังในมือเรา" มกุฏอธิบายถึงสาเหตุ ก่อนที่จะบอกอีกว่า โรงเรียนวิชาหนังสือเป็นสิ่งจำเป็นมากในการปลูกฝัง ความคิดและสำนึกความรับผิดชอบ ให้คนในแวดวงหนังสือ เมื่อหนังสือดีมีคุณภาพในทุกรายละเอียดและทุกขั้นตอน คนที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็คือคนอ่านนั่นเอง

            "การทำหนังสือเรียนรู้ได้อย่างไม่รู้จบ เพราะจะพบปัญหาให้ต้องสอนกันตลอดเวลา ผมเองก็เรียนรู้ศึกษาเองมากว่า ๓๐ ปี และก็อยากจะถ่ายทอดให้คนอื่น ยกตัวอย่าง ตอนนี้มีหนังสือหลายเล่มที่พิมพ์แถบสีดำข้างในหนังสือ ดูสวย แต่เขาลืมนึกไปว่าเวลาคนอ่านจับจะโดนหมึกพิมพ์ แล้วก็ไปหยิบขนมเข้าปาก ซึ่งในทางการแพทย์วิเคราะห์แล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็ง หรือเรื่องกระดาษว่าควรจะสะท้อนแสงเท่าไหร่ จะเลือกขนาดตัวอักษรอย่างไรสำหรับหนังสือแต่ละประเภท องค์ประกอบด้านรูปแบบนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือเท่านั้น ยังมีเรื่องละเอียดอ่อนมากมายให้ต้องศึกษา"

            โดยเฉพาะเรื่องละเอียดอ่อนทางความคิด เพราะมกุฏเชื่อว่าธุรกิจหนังสือคือธุรกิจพิเศษที่ต้องใช้ใจรัก
นำทาง

            "บางคนบอกว่าถ้ามีเงินก็ทำได้ เป็นเรื่องธุรกิจ พูดอย่างนั้นก็อาจจะถูกเพราะมีลงทุน กำไร ขาดทุน แต่หนังสือเป็นธุรกิจพิเศษนอกเหนือจากราคา เป็นเรื่องของสติปัญญา ความคิด ชีวิตผู้คน

            "อย่าลืมนะว่าถ้าคุณใช้ภาษาในหนังสือผิดเพียงคำเดียว ความเข้าใจผิดนี้ก็จะกระจายสู่วงกว้าง การเฮไปทำหนังสือตามกระแสก็ไม่ต่างกัน เหมือนเห็นดอกไม้สวยงามแล้วเราคิดว่าเป็นทิวลิป พอไปกรีดกลับเห็นยางแล้วเอายางมาดูดไม่รู้ว่าฝิ่น แล้วขายดิบขายดี เจริญงอกงาม ไม่มีใครปลูกพืชสมุนไพรเลย ทั้งที่กินแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง

            "ต้องคิดเยอะ เพราะงั้นหัวใจของโรงเรียนนี้คือสอนให้คิด ไม่ได้สอนให้ทำหนังสืออย่างเดียว"

            ซึ่งหลักสูตรของโรงเรียนนี้ก็จะแบ่งเป็นสองระดับ คือเด็กเล็ก ที่พ่อแม่วาดหวังอยากให้ลูกรักและรู้จักหนังสือในทางที่ถูกควร และอีกระดับคือผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนทั้ง "ความรู้" และ "ความคิด" คิดให้ไกลทั้งผลกระทบและประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งในปีหน้าตึกของสำนักพิมพ์ผีเสื้อกลางซอยสุขุมวิท จะถูกทุบทิ้งเพื่อก่อตั้งโรงเรียน

            ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่เหนื่อยไม่ท้อบ้างเลยหรือ ในสังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่วาดหวังทั้งความสุขและความสบาย คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัย

            เจ้าตัวเองยอมรับว่าเหนื่อยไม่ใช่น้อย แต่นอกจากนี่จะคือความสุขแล้ว ความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ก็มีส่วนที่ทำให้ต่อสู้จนทุกวันนี้

            "อย่างที่เห็นกันว่าคนที่ทำหนังสือในทางถูกต้องดีงามไม่มีใครรวยหรอก ผีเสื้อเองก็ขายสมบัติเก่าเพื่อสำนักพิมพ์ ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรหรอก เพราะเลือกแล้วว่าปรารถนาเช่นนี้ ผมอยากเกิดเป็นคนไทยอีก ถ้าเกิดมาแล้วการใช้ภาษาไทยยังผิดเพี้ยน การอ่านยังอ่อนแอ แล้วผมจะทำยังไง" มกฏย้อนถามยิ้มๆ


            ส่งฝันสาม-จดหมายถึงรัฐบาล

            สำนักพิมพ์ผีเสื้อเชิญเขียนจดหมายถึงรัฐบาล เขียนทำไม เพื่ออะไร? คือคำถามแรกที่สงสัย

            "ความเห็นของประชาชนคือความเห็นบริสุทธิ์" มกุฏเริ่มต้นอธิบาย

            "ผมคิดว่าปัจจุบันนี้รัฐบาลกับประชาชนห่างเหินกันมาก ทั้งที่รัฐบาลคือพ่อแม่ที่ต้องดูแลทุกข์สุข แต่จะบอกกล่าวผ่านสื่อรัฐบาลก็คงไม่ฟังแล้ว เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายมีท่าทีไม่เป็นมิตรกัน เลยปรับทุกข์กับใครไม่ได้ เพราะงั้นเรามาช่วยกัน บอกพ่อแม่ว่าเรารู้สึกยังไงไม่จำกัดเรื่องราว อาจจะเป็นวิธีที่ทำให้รัฐบาลฉุกคิดก็ได้ว่าความเห็นไม่ได้มาจากสื่ออย่างเดียว แต่มาจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดด้วย เป็นวิธีเดียวที่ผมพอทำได้"

            มกุฏยังบอกด้วยว่า เมื่อรวบรวมได้มากพอ ก็อาจจะพิมพ์รวมเล่มในชื่อว่า จดหมายถึงรัฐบาลไทย
พ.ศ.๒๕๕๑ เพื่อมอบแก่ประชาชนและรัฐบาลไทย

            และทั้งหมดคือความฝันที่หวังสร้าง-สาน ด้วยความปรารถนาดี


            ...อยากฟังรายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้ วันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา ๑๓.๓๐ น.เป็นต้นไป อย่าลืมไปร่วมงาน "หนังสือก่อนและหลังเป็นหนังสือ" ณ สยามสมาคมฯ สุขุมวิท ๒๑ ซึ่งจะมีเสวนาหัวข้อ บรรณาธิการศึกษา จุดเริ่มสำคัญของหนังสือดีในชาติ โดย ทิพภา ปลีหะจินดา สุชาติ สวัสดิ์ศรี และ
เรืองเดช จันทรคีรี หนังสือสำหรับผู้อ่านอายุ ๘-๘๘ ปี โดย ดร.วัลยา วิวัฒน์ศร ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง และ
ดร.สถาพร ทิพยศักดิ์ วรรณกรรมละตินอเมริกาและภาษาสเปนในสังคมหนังสือไทย โดย ดร. สถาพร ทิพยศักดิ์ มกุฏ อรฤดี และ โรงเรียนวิชาหนังสือ (โครงการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับคนทำหนังสือ) โดยสุชาติ สวัสดิ์ศรี
เรืองเดช จันทรคีรี และมกุฏ อรฤดี และยังมีแนะนำหนังสือ "นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน" วรรณกรรมคลาสสิคซึ่งเขียนโดย หลุยส์ เซปุลเบดา นักเขียนชิลี ผู้จัดเป็นนักเขียนยอดนิยมในระดับเดียวกับ อิซาเบล อเยนเด และสำหรับนักอ่านยุโรปแล้ว เขาจัดอยู่ในลำดับที่สองรองจากกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ แปลจากภาษาสเปน โดย สถาพร ทิพยศักดิ์ อีกด้วย...

   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >