ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมี  
"สถาบันหนังสือแห่งชาติ"  
   
   
            ขวัญใจ เอมใจ : สัมภาษณ์  
            นิตยสารสารคดี ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๙๔ เมษายน ๒๕๔๔  
   
   
   
เมื่อพบหน้ากัน มกุฏ อรฤดี พูดว่า "ตอนเป็นเด็ก ผมคิดว่าหนังสือเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ อาจจะถึงขั้นเรียกได้ว่าสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นเล็กๆ ของโลกทีเดียว ต่อมาเมื่อเป็นหนุ่ม ผมเห็นว่าการทำหนังสือเป็นงานสำคัญและเป็นเรื่องยาก เลยวัยหนุ่มมาอีกหน่อย ผมเชื่อมั่นถึงขนาดประกาศว่า การทำหนังสือดีก็เสมือนหนึ่งการสร้างโบสถ์สร้างวิหาร มาถึงวันนี้ เมื่ออายุ ๕๑ ปี ผมคิดและเชื่อว่าประเทศนี้จำเป็นต้องมีมหาวิหาร ตัวผมเองไม่มีปัญญาสร้างได้หรอกครับ ต้องพึ่งพาอาศัยเรี่ยวแรงของคนอื่น แต่บังเอิญผมมองเห็นเท่านั้นเองว่า สังคมไทยมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสำหรับการสร้างมหาวิหารได้ในวันนี้ วันพรุ่ง เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นถูกซุกซ่อน ถูกฝังดินอยู่ ถูกทับถม และถูกมองผ่านไป....ผมจะเล่าให้คุณฟังว่าผมมองเห็นและค้นพบอะไรจึงได้เชื่อมั่นเช่นนั้น”  
           ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาปฏิเสธการสัมภาษณ์และไม่ยอมเปิดเผยตัวตนมาตลอด ทั้งในฐานะบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ, นักเขียนผู้ใช้นามปากกา “นิพพานฯ” และ “วาวแพร” หรือแม้แต่ในฐานะผู้คลุกคลีอยู่ในวงการหนังสือมากว่า ๓๐ ปี เขาตอบอย่างสุภาพครั้งแล้วครั้งเล่า "ผมยังไม่มีเรื่องสลักสำคัญจะพูดจริงๆ ครับ" แต่ในวันนี้ เพียงพบหน้ากัน เขาพรั่งพรูถ้อยคำบอกเล่าความคิดและความเชื่อของเขาที่มีต่อหนังสือ มิหนำซ้ำยังเผยให้เห็นภาพร่างแห่ง “มหาวิหาร” อันกระจ่างแจ้งในใจเขา  
           สิ่งนี้สำคัญเพียงใด ถึงกับทำให้คนซึ่งเก็บตัวอยู่แต่ในมุมสงบ ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบๆ มาตลอดเวลาหลายสิบปี ยินยอมเปิดตัวและส่งเสียงในวันนี้  
           ''ถ้าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้ประเทศไทยมีมหาวิหารที่ชื่อว่า สถาบันหนังสือแห่งชาติ ขึ้นมาได้...ผมยอมทุกอย่าง”  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: ดิฉันอยากเริ่มต้นด้วยคำถามที่คงจะมีหลายคนสงสัย ว่าทำไมคุณมกุฏจึงเก็บตัวนัก ไม่ชอบให้สัมภาษณ์ ไม่ยอมให้ถ่ายภาพ ไม่ออกงาน และไม่ยอมให้ใครพบได้ง่ายนัก
           คุณมกุฏ: นอกเหนือจากการใช้ชีวิตกลางวันเป็นกลางคืนแล้ว ก็มีเหตุผลว่า ผมยังอยากเดินไปตามถนน ไปร้านหนังสือ นั่งลงกินข้าวแกงริมทางเท้า เตร็ดเตร่หรือซอกแซกไปไหนต่อไหนโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าผมคือใคร อีกประการหนึ่ง ผมไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ ตอนที่ สารคดี ติดต่อขอสัมภาษณ์ผมเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้น ผมยังไม่เห็นว่ามีเรื่องสลักสำคัญพอที่จะพูดคุยกันยืดยาว ยังไม่เห็นว่ามีสิ่งอันเป็นสาระประโยชน์แก่วงกว้าง ที่ผ่านมาก็มีนักข่าวโทรศัพท์ถามเรื่องต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เช่นการประกวดวรรณกรรมเยาวชนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซึ่งผมก็ตอบไป แต่ที่จะให้มานั่งพูดนั่งคุยยาวๆ อย่างนี้ ผมรู้ดีว่า ขณะนั้นยังไม่มีอะไรมากมายจะพูด  
           แต่วันนี้ ผมมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในใจ และคิดว่าจำเป็นต้องพูด...ไม่เช่นนั้นแล้วจะรู้สึกว่าเสียชาติเกิด  
   
           สารคดี: เกิดอะไรขึ้นคะ  
           คุณมกุฏ: เหมือนกับว่า สิ่งต่างๆ ที่ผมเฝ้าดู เฝ้าคิด วิตกกังวลทุกข์ร้อน และเห็นปัญหา มันอัดแน่นอยู่ในตัวผมมาเป็นเวลา ๓๐ ปี แล้วระเบิดออกมาเป็นสิ่งนี้ เป็นความคิดเรื่อง “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา ๘ เดือนแล้วที่ผมหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องนี้  
   
           สารคดี: หมายถึงว่า คุณมกุฏจะก่อตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติหรือคะ  
           คุณมกุฏ: ไม่ใช่ครับ ผมไม่มีปัญญาจะทำสิ่งนั้นหรอก เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จะต้องร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งสถาบันเสียก่อน เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ แต่นั่นก็เป็นรายละเอียดซึ่งจะว่ากันภายหลัง ส่วนตัวผมทำได้ก็เพียงเสนอแนวคิดที่ได้ศึกษาสำรวจให้สาธารณะได้รับรู้เท่านั้น ให้คนในสังคมไทยได้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจำเป็น และเป็นไปได้ ให้สังคมช่วยกันร่วมคิดต่อไป ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีสถาบันหนังสือแห่งชาติเสียที รัฐบาลจะต้องเร่งระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อก่อตั้งสถาบันนี้ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาเรื่องการอ่าน การเขียน และทุกเรื่องอันเกี่ยวข้องกับหนังสือ เรื่องการพิมพ์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องบรรดามี ให้เป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว ถูกต้อง และก้าวสู่เป้าหมายสำคัญ นั่นคือ ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีรากแห่งการอ่าน ให้เด็กไทยมีวิญญาณแห่งการอ่าน ไม่ใช่รักการอ่าน แค่รักการอ่านไม่พอเสียแล้วตอนนี้ แต่โปรดอย่าถามผมนะครับว่า การอ่านสำคัญอย่างไร สังคมไทยพูดถึงเรื่องนี้กันมามากพอแล้ว นานพอแล้ว ควรลงมือทำกันเสียที  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: แล้วที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมที่มีรากการอ่านหรือคะ เด็กไทยไม่อ่านหนังสือหรือคะ
           คุณมกุฏ: ต้องไม่ลืมนะครับว่า เด็กไทยในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงเด็กที่เรียนโรงเรียนดีๆ ในเมือง มีพ่อแม่เป็นชนชั้นกลาง เป็นปัญญาชน เป็นพ่อแม่ที่สนใจ ใฝ่รู้เรื่องหนังสือ พ่อแม่ที่อ่าน สารคดี คอยแนะนำ ส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านได้ เท่านั้น แต่ผมหมายถึงเด็กไทยอีกหลายสิบล้านคนในต่างจังหวัด เด็กไทยที่พ่อแม่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เป็นกรรมกร เกษตรกร เป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ มีรายได้เพียงยังชีพไปวันหนึ่งๆ และจะไม่มีโอกาสเจียดเงินไปซื้อวรรณกรรมเยาวชนดีๆ ให้ลูกได้แม้สักเล่มตลอดชีวิตของเขา เราควรจะตั้งคำถามสำหรับคนส่วนใหญ่เหล่านี้ต่างหาก ว่าทำอย่างไรให้เขาอ่านหนังสือ ให้หนังสือช่วยให้เขาใฝ่รู้ ให้เขารู้คิด คิดได้ทุกเรื่องทุกราวในชีวิตของเขา พาชีวิตเขาไปสู่จุดมุ่งหวังสูงสุด ซึ่งแท้จริงแล้วเราน่าจะรู้เหมือนๆ กันว่าไม่มีสิ่งใดในสังคมไทยจะยิ่งใหญ่และสำคัญเท่ากับเด็ก ถ้าจะแก้ปัญหาประเทศชาติในระยะยาวไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม เราต้องเริ่มที่เด็กก่อน  
             
"รัฐบาลจะต้องเร่งระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อก่อตั้งสถาบันนี้ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาเรื่องการอ่าน การเขียน และทุกเรื่องอันเกี่ยวข้องกับหนังสือ ให้เป็นไป อย่างราบรื่น รวดเร็ว ถูกต้อง และก้าวสู่เป้าหมายสำคัญนั่นคือ ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีรากแห่งการอ่าน"
 
   
           สารคดี: แต่ถึงแม้เด็กส่วนใหญ่ไม่มีพ่อแม่ที่จะแนะนำส่งเสริมเรื่องการอ่าน ครูที่โรงเรียนก็ส่งเสริมได้นี่คะ โรงเรียนทุกแห่งจะต้องมีห้องสมุดอยู่แล้ว  
           คุณมกุฏ: คำถามก็คือ มีหนังสืออะไรบ้างอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน...แต่เอาละ ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น คุณพูดถึงห้องสมุดก็ดีแล้ว คุณอาจบอกว่า พ่อแม่ไม่ส่งเสริมการอ่านก็ไม่เป็นไร ไม่มีเงินซื้อหนังสือก็ไม่เป็นไร ไปอาศัยการอ่านเอาตามห้องสมุดก็ได้ แต่ระบบห้องสมุดของประเทศเป็นอย่างไร เราเข้าใจและเห็นว่าห้องสมุดสำคัญสำหรับคนในชาติแค่ไหน  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           เริ่มจากหอสมุดแห่งชาตินะครับ ไม่ต้องพูดถึงจำนวนที่มีเพียงไม่กี่แห่ง และสถานที่ตั้งซึ่งมีอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่อยากพูดถึงเรื่องคอขาดบาดตายเกี่ยวกับระบบของหอสมุดแห่งชาติเอง อาจจะเนื่องมาจากหอสมุดแห่งชาติของเราอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร ดังนั้น ระบบการใช้หอสมุดแห่งชาติก็คือ “ให้คนเข้าไปดู” เหมือนเวลาเราเข้าพิพิธภัณฑ์ คุณเข้าไปดูแล้วก็กลับออกมา จะหยิบยืมของจากพิพิธภัณฑ์กลับบ้านไม่ได้ หอสมุดแห่งชาติของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ไม่อนุญาตให้ยืมหนังสือออกครับ...ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นนิดหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วคนสิงคโปร์ยืมหนังสือจากห้องสมุดประมาณเกือบ ๓๐ ล้านเล่ม ประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน ยืมหนังสือเฉลี่ยคนละเกือบ ๑๐ เล่ม เฉลี่ยรวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงนะครับ ประเทศไทยไม่เคยมีสถิติทำนองนี้ เพราะหอสมุดหลัก คือหอสมุดแห่งชาติ เป็นเพียงสถานที่ให้อ่านหนังสือ หรือเรียกให้โก้ว่า ให้ค้นคว้า ซึ่งแท้จริงก็คือ สถานที่เก็บหนังสือให้เข้าดู เราจึงไม่มีตัวเลขการยืมหนังสือ อย่าลืมนะครับ ถ้าให้สิทธิแก่คนอ่านเพียงเข้าไปนั่งอ่านในหอสมุด เราจะไม่สามารถขยายขอบเขตการอ่านให้กว้างออกไปได้เลย เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่มีเวลาไปจมอยู่ในหอสมุด เขาอยากยืมกลับไปอ่านที่บ้าน อ่านก่อนนอน อ่านเวลาว่าง ตอนเข้าห้องน้ำ หรือยามว่างห้านาที-สิบนาที ตอนไหนก็ได้ที่สะดวก หรือแม้แต่ขณะนั่งรถเมล์ ยามเดินทาง แต่ระบบหอสมุดหลักของประเทศเราดูเหมือนจะไม่เข้าใจ “หัวใจ” ของการอ่านอย่างแท้จริง
           ถ้าจะแก้ไขปัญหาการอ่านที่ตกต่ำของชาติ ผมจะบอกให้ ต้องรื้อระบบหอสมุดแห่งชาติทั้งระบบ..หรือหากจะพูดถึงหอสมุดที่สำคัญรองลงมา คือ ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยและสถาบันศึกษาต่างๆ ก็มีคำถามว่า ใหญ่พอที่จะเจียดเนื้อที่ให้แก่ประชาชนได้หรือเปล่า รูปแบบการจัดระบบและการบริการของห้องสมุดมหาวิทยาลัยเอื้อให้แก่ประชาชนผู้มีการศึกษาไม่เกินชั้นประถมหกเข้าไปใช้บริการได้หรือไม่ เช่น สมมุติว่าวันดีคืนดี ตาสีตาสาอยากจะค้นอะไรสักอย่าง เรื่องการปลูกข้าว เขากล้าพอจะเดินเข้าไปในห้องสมุดมหาวิทยาลัยไหม ผมเองยังไม่กล้าเลย ยิ่งตอนหลังทราบมาว่า หลายแห่งกำหนดกฎเกณฑ์ให้ต้องจ่ายค่าบริการด้วยแล้ว  
   
           สารคดี: แต่ก็ยังมีห้องสมุดประชาชนที่ชาวบ้านจะเข้าไปใช้บริการได้นี่คะ  
           คุณมกุฏ: ใช่ครับ ผมอยากรู้จริงๆ ว่า เราป้อนหนังสืออะไรให้เยาวชนผู้ที่จะเป็นอนาคตของชาติอ่าน อันที่จริง ผมรู้ข้อมูลเหล่านี้มาตั้งแต่สามสิบกว่าปีก่อน แต่ทว่าไม่ได้สำรวจแน่ชัด กระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อผมจะทำงานนี้ ผมไม่อาจพูดได้ว่า ผมเห็นมาอย่างนั้น อย่างนี้ ดังนั้น ผมจึงให้ผู้ร่วมงานไปสำรวจห้องสมุดโรงเรียนชั้นประถมทั่วประเทศ โดยสุ่มสำรวจเป็นภาคกระจายไปตามสภาพพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ ก็จะมีทั้งโรงเรียนในเมือง โรงเรียนบนภูเขา โรงเรียนในหมู่บ้าน  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ก็อย่างที่หลายคนรู้นั่นละครับ หนังสือส่วนใหญ่ที่ชั้นวรรณกรรมเยาวชนเป็นหนังสือที่มาจากสำนักพิมพ์เพียงสองสามแห่งเท่านั้น....เท่านั้นเองจริงๆ แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่ากับเรื่องราวที่ผู้ร่วมงานของผมได้ไปสำรวจพูดคุยกับครูในโรงเรียน ครูหลายคนบอกว่า แม้ในช่วงหลัง สปช. จะให้ทางโรงเรียนคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดเอง แต่ก็ต้องคัดเลือกหนังสือตามใบสั่งจาก สปช. อยู่ดี และสุดท้ายก็ส่งรายชื่อนั้นไปให้ทาง สปช. จัดซื้อให้ ครูบางคนเชื่อสนิทใจว่า หนังสือที่ สปช. เลือกมาให้นั้นเป็นหนังสือที่ดีที่ถูกต้องแล้ว และแม้จะมีครูบางโรงเรียนพยายามสั่งซื้อหนังสือนอกรายการของ สปช. แต่ปรากฏว่าจะมีปัญหากับ สปช. ทันที และในที่สุด หนังสือที่ สปช. ส่งมาให้โรงเรียน ก็จะเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์แห่งนั้นเพียงแห่งเดียว ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงที่น่าตลกหรือน่าเศร้าก็ไม่รู้นะครับ ครูเล่าว่า หนังสือที่ สปช. ส่งมาให้เด็กนักเรียนประถมอ่านนั้น คือหนังสือเกี่ยวกับการเสริมสวย เสริมความงาม การแต่งตัว และหนังสือแม่บ้านทั้งหลาย !
           นี่เรายังไม่ได้พูดถึงว่า สภาพของห้องสมุดในโรงเรียนชั้นประถมนั้นเป็นอย่างไร บางแห่งไม่มีโต๊ะเก้าอี้ เพราะต้องนำไปใช้ในห้องเรียน การจัดวางหนังสือก็ปะปนกันเละเทะ หนังสือเก่าขาดชำรุด ไม่ได้ซ่อม มิหนำซ้ำ ห้องสมุดบางโรงเรียนไม่ใช่สถานที่ที่เด็กจะเดินเข้าออกได้ ครูจะใส่กุญแจไว้ เปิดเฉพาะเวลาที่ครูว่างเท่านั้น คุณเชื่อไหมว่า โรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพมหานครนี่เอง มีหนังสือสำหรับเด็กอ่านอยู่เพียงสามเล่มเท่านั้น !  
           อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อการสำรวจที่ไม่มีหลักวิชาการรองรับที่ผมทำก็ได้ แต่ลองดูนี่สิครับ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าหรือเรื่องตลกกันแน่ ข่าวเมื่อไม่นานมานี้เอง ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ  
           “สปช. ยอมรับมีฮั้วขายหนังสือห้องสมุด” นี่เป็นข่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ แล้วจากนั้น เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๔ นี้เอง ก็มีข่าวทำนองเดียวกันว่า  
           “สปช. ยอมรับ งบฯ ซื้อหนังสือสูญนับร้อยล้าน”  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           หลายคนในสังคมไทยรู้อยู่แก่ใจดีว่ามีเรื่องราวแบบนี้อยู่ แต่ทำไมจึงไม่มีใครแก้ไข ทำไมจึงปัญหานี้ไม่ได้ ทำไมเรายังคงออกมาพูดกันปาวๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า ว่า มาเถอะมาส่งเสริมการอ่านให้เด็กไทยกัน โดยไม่เหลียวแลเลยว่า เรากำลังรณรงค์ให้เด็กไทยอ่านอะไรอยู่ แม้แต่นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดงานหนังสือประจำปีร่วมกัน จัดประกวดหนังสือ และเคยมีข่าวว่าเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังแสดงความคับข้องใจในปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่านให้ปรากฏต่อสาธารณะว่า
           “เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทย ก็รู้สึกเหนื่อยใจเพราะเห็นๆ อยู่ว่าหนทางอีกยาวไกล ด่านหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือหน่วยงานรัฐบาลของเรากันเอง ที่ไม่เข้าใจแม้แต่วิชาชีพ “สำนักพิมพ์” เพราะยังสับสนกับวิชาชีพ “โรงพิมพ์” อยู่เลย ดังนั้นเราจึงมีแต่นโยบายสนับสนุนธุรกิจการพิมพ์ (โรงพิมพ์) แต่ไม่มีกรมกองใดที่ดูแลสนับสนุนการผลิตหนังสือและการส่งเสริมการอ่านโดยเฉพาะ โดยมีแต่คำพูดที่นักการเมืองและข้าราชการพูดลอย ๆ ถึงความสำคัญของการอ่านเท่านั้น แต่ไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมมารองรับแนวความคิดดังกล่าวเลย  
           นี่ผมตัดมาจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วันเสาร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เพื่อแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว สังคมนี้มองเห็นปัญหาของหนังสือมาตลอดเวลา  
             
"ในตัวเด็กทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านอยู่แล้วครับ ถ้าเราดูแลให้ดี รดน้ำ ให้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสม เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะงอกงามเติบโตได้ แต่มีคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวกี่ล้านคนในประเทศนี้ ที่ทุกวันนี้ พอพ้นระบบโรงเรียนมาได้ เขาไม่อ่านหนังสืออีกเลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ...เพราะคนพวกนี้ไปเจอปุ๋ยปลอมปน ปุ๋ยเทียม ปุ๋ยค้างสต๊อก ไร้คุณภาพที่ซื้อมาในราคานับร้อยล้านบาท"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: คุณมกุฏพูดราวกับว่า หนังสือที่มีอยู่ในโรงเรียนและระบบการส่งเสริมการอ่านที่เป็นมามันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่ดิฉันสงสัยว่า แล้วคนอย่างดิฉัน คนอย่างคุณมกุฏเอง คนอย่างใครๆ อีกตั้งมากมาย ก็เติบโตมาภายใต้ระบบโรงเรียนแบบที่เป็นอยู่ อ่านหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด แต่ทำไมเราจึงมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่ใจที่จะอ่านหนังสือละคะ
           คุณมกุฏ: ในตัวเด็กทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านอยู่แล้วครับ ถ้าเราดูแลให้ดี รดน้ำ ให้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสม เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะงอกงามเติบโตได้ มีสักกี่คนที่โชคดีอย่างนั้น ได้ปุ๋ยดีและถูกต้องซึ่งส่วนมากเป็นปุ๋ยนำเข้าจากต่างประเทศ คุณเอง ผมเองและใครอีกหลายคนได้อ่านวรรณกรรมแปลดีๆ จากต่างประเทศมากมาย เราซาบซึ้ง เราชอบ เราหลงใหล เรื่องราวแสนสนุกเหล่านั้น แต่มีคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวกี่ล้านคนในประเทศนี้ ที่ทุกวันนี้ พอพ้นระบบโรงเรียนมาได้ เขาไม่อ่านหนังสืออีกเลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ...เพราะคนพวกนี้ไปเจอปุ๋ยปลอมปน ปุ๋ยเทียม ปุ๋ยค้างสต๊อก ไร้คุณภาพ ที่ซื้อมาในราคานับร้อยล้านบาท  
   
           สารคดี: ดิฉันพยายามจะแย้งนะคะ ว่าหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนนั้นอาจจะเป็นหนังสือดีก็ได้นี่คะ คุณมกุฏเอาอะไรมากล่าวหาว่าหนังสือเหล่านั้นไม่ได้มาตรฐาน เพราะแค่พูดถึงมาตรฐานทุกคนก็ตั้งคำถามแล้วว่าเอาอะไรมาวัด  
           คุณมกุฏ: ผมไม่ได้กล่าวหา แต่ประมวลสิ่งที่เป็นไปสดับตรับฟังจากทุกด้าน และตั้งข้อสังเกต พร้อมกับศึกษา และถ้าจะพูดถึงมาตรฐานของแต่ละคนคงตอบยาก เพราะคนส่วนใหญ่จะพูดเหมือนกันเสียตั้งแต่ต้นว่า “มาตรฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน” แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เราพบตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาก็คือ หนังสือที่อยู่ในห้องสมุดโรงเรียนชั้นประถมทั่วประเทศหรือเกือบทั่วประเทศมักจะเป็นของสำนักพิมพ์ซ้ำๆ กันอยู่เพียงสองสามแห่ง ผมขอให้ใครก็ตาม หน่วยงานใดก็ตามที่ปรารถนาจะได้ตัวเลขจริงๆ ในเรื่องนี้ ลองระดมนักสำรวจสักห้าร้อยหรือพันคน ส่งไปยังห้องสมุดโรงเรียนประถมทุกแห่งทั่วประเทศพร้อมๆ กันในทันที โดยไม่แจ้งล่วงหน้าแล้วจดรายชื่อหนังสือที่มีอยู่มารวบรวมกัน หาค่าเฉลี่ย ถ้าหากจะให้สาแก่ใจเข้าไปอีก ก็เอาไปเปรียบเทียบกับใบเสร็จรับเงินที่โรงเรียนเบิกเงินจากกรมกองเพื่อซื้อหนังสือว่า ชื่อหนังสือในห้องสมุดกับในใบเสร็จนั้นตรงกันหรือไม่ และหนังสือในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีราคาถูกแพงอย่างไร คุณภาพการพิมพ์เป็นอย่างไร หนังสือในระยะสิบปีที่ซื้อมายังหลงเหลืออยู่ในห้องสมุดกี่เปอร์เซ็นต์ สภาพอย่างไร และที่สำคัญ น่าเสียดาย ดูเหมือนจะยังไม่เคยมีใครพยายามวิจัยว่า หนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนชั้นประถมทั่วประเทศไทยนั้นเหมาะแก่เด็กวัยต่างๆ เพียงไหน...ปัญหาที่ถามข้างต้นว่า จะใช้มาตรฐานของใครวัด ตอบได้ไม่ยากหรอกครับ ลองหันซ้ายหันขวาไปดูประเทศเพื่อนบ้านก็แล้วกัน เลือกมาตรฐานการอ่านของประเทศเพื่อนบ้านมาสักประเทศ จะเลือกประเทศไหนตามใจคุณ สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือจะเลือกพม่า ลาว เขมร ก็แล้วแต่มาตรฐานความคิดของแต่ละคน  
             
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: ฟังแล้ว ดิฉันเริ่มสงสัยว่า ระบบการคัดเลือกหนังสือของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) มีหลักเกณฑ์อย่างไรคะ
           คุณมกุฏ: ผมไม่ทราบหลักเกณฑ์ แต่ทราบว่ามีกรรมการคัดเลือกแล้วพิมพ์เป็นรายชื่อแจกจ่ายแก่โรงเรียน ให้โรงเรียนติดต่อสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์ วิธีการเช่นนี้หากดูผิวเผินก็เป็นเรื่องปรกติธรรมดา แต่ถ้าพิจารณาให้ดี ย้อนกลับไปตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มต้นซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด สปช. ด้วยวิธีนี้ จนถึงบัดนี้ ขอให้นับดูว่ากี่ปีแล้ว ใช้เงินไปกี่พันล้านบาทแล้ว !  
   
            สารคดี: อย่างนี้ก็อาจจะมองได้ว่า การที่คุณมกุฏลุกขึ้นมาโวยเรื่องนี้ เพราะว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อเสียผลประโยชน์ หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อไม่เคยติดเข้าไปในรายชื่อหนังสือที่โรงเรียนควรซื้อเลย ก็ได้ใช่ไหมคะ  
           คุณมกุฏ: ครับ ต้องมีคนคิดเช่นนั้นแน่ ๆ ก่อนจะตัดสินใจให้สัมภาษณ์ ผมได้คิด ไตร่ตรองเรื่องนี้มาแล้ว ผมจะเล่าอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับว่า เมื่อปี ๒๕๔๒ ทันทีที่กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า หนังสือสามเล่มของสำนักพิมพ์ผีเสื้อได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านประจำห้องสมุดของเด็กนักเรียนชั้นประถม สองเล่มในจำนวนนั้นคือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ กับ เศรษฐีสอนลูก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีโรงเรียนประถมนับร้อยแห่งสั่งซื้อหนังสือสองเรื่องนี้เข้ามายังตัวแทนจำหน่ายของเรา ถ้าคิดในแง่การค้าและผลประโยชน์ก็น่ายินดี เพราะเมื่อหนังสือขายได้ก็ได้เงิน แต่ผมตกใจมาก เพราะเรารู้ดีว่าเรื่อง เศรษฐีสอนลูก นั้นเป็นหนังสือที่ใช้เรียนระดับปริญญาตรีและโทในประเทศญี่ปุ่น ส่วนเรื่อง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เท่าที่ผมทราบ มีนักศึกษาปริญญาโทมาปรารภกับผู้แปลว่าเป็นหนังสือที่อ่านยาก ไม่ค่อยเข้าใจ ต้องตีความ แต่กระทรวงศึกษาธิการกลับแนะนำให้เป็นหนังสือสำหรับห้องสมุดโรงเรียนชั้นประถม โดยพิจารณาเนื้อหาอย่างละเอียดแค่ไหนอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มั่นใจได้ว่า หากเด็กชั้นประถมที่เพิ่งเริ่มอ่านหนังสือ ได้มาอ่านหนังสือสองเล่มดังกล่าวเข้า โอกาสที่เขาจะเบื่อหนังสือนั้นมีมากทีเดียว ดีไม่ดีอาจจะพาลเกลียดไปเลยก็ได้ ดังนั้น ในฐานะที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อคำนึงถึงมนุษย์ผู้มีความสำคัญต่อโลกที่เราเรียกกันว่า “เด็ก” และเห็นว่าการป้อนสิ่ง “ไม่เหมาะแก่วัย” ให้เด็กนั้น เป็นการบั่นทอนอนาคตการอ่านของเขา เราเฝ้าฝัน ครุ่นคิด และพยายามมาตลอดเวลานับสิบๆ ปี ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กหลงใหลหนังสือตั้งแต่เยาว์วัย...แล้วกลับมาเกิดเรื่องเช่นนี้ เราเชื่อว่าการส่งหนังสือสองเล่มนี้ไปยังห้องสมุดโรงเรียนชั้นประถมจะเป็นผลเสียต่อเด็กมากกว่า สำนักพิมพ์ผีเสื้อจึงระงับการพิมพ์หนังสือทั้งสองเล่มชั่วคราว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาการสั่งซื้อไปเสียก่อน  
           อย่างไรก็ตาม การที่ผมคิดเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ และทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นเวลา ๘ เดือนนี้ ผมขอประกาศให้สาธารณะรับรู้ไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าวันใดวันหนึ่ง เรื่องนี้เกิดเป็นจริงขึ้นมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะไม่เกี่ยวข้องด้วย หากการมีหนังสือของสำนักพิมพ์เข้าไปอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนแล้วเกิดข้อครหา ก็อาจระบุเสียตั้งแต่ต้นว่า สำนักพิมพ์ไม่อยู่ในสารบบก็ได้ ผมไม่เดือดร้อนอะไร  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           จะให้ยืนยันแค่ไหน บอกอย่างไรจึงจะเชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดนี้เป็นความจริง...ผมไม่ได้คิดไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อตัวเองหรือเพื่อสำนักพิมพ์ของตัวเอง เพราะถึงจะมีใบสั่งมากมายอย่างไร สำนักพิมพ์ผีเสื้อก็พิมพ์หนังสือออกมาปีละมาก ๆ ไม่ได้อยู่ดี แต่ผมรู้สึกละอายใจถ้าไม่ได้ทำเรื่องนี้ เพราะผมรู้ดีทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการนี้อย่างน้อยก็ตลอดเวลา ๓๐ ปี ที่ผ่านมา และมาบัดนี้ผมรู้ด้วยว่าจะแก้ไขได้อย่างไร คงจะเป็นบาปติดตัวผมไปทุกภพชาติหากผมอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ หรือแม้จะเป็นเพียงการเริ่มคิดและบอกให้สังคมรับรู้...
             
"สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนในประเทศนี้สนใจกันอย่างจริงจังก็คือ เรื่องการสั่งซื้อหนังสือเข้าสู่ห้องสมุดโรงเรียนประถม โหดร้ายมากนะครับถ้ามีการซื้อหนังสือค้างสต๊อก ไม่สนใจเนื้อหา ไม่สนใจคุณภาพ ไม่สนใจอะไรเลย ให้เด็กในโรงเรียนประถมอ่าน เด็กในวัยซึ่งควรจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการอ่านอย่างสนุกสนาน ยินดี พอใจ ควรจะต้องได้อ่านสิ่งที่ดีงามทำให้สติปัญญางอกงาม รู้จักคิดอย่างทันโลก รู้จักฝัน รู้จักจินตนาการ"
 
             
            สารคดี: คุณมกุฏทำสิ่งนี้เพื่ออะไรคะ  
           คุณมกุฏ: ตอบง่ายๆ อย่างนี้ก็แล้วกันว่า การทำงานครั้งนี้ผมรู้สึกเสมือนสร้างถนน ผมต้องการเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีถนนสายการอ่านเกิดขึ้นแล้วก็ให้ทุกคนเดินไป เดินไป เดินกันไป โดยที่ไม่ต้องบอกไม่ต้องเขียนป้ายประกาศว่าถนนสายนี้ชื่ออะไร และใครเป็นคนคิดสร้างขึ้น  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
            สารคดี: กลับมาที่เรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติจากปัญหาต่างๆ ที่คุณชี้มา คุณมกุฏคิดว่า การมีสถาบันหนังสือแห่งชาติจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรคะ
           คุณมกุฏ: ขอผมพูดถึงปัญหาที่สำรวจพบต่ออีกสักนิดได้ไหมครับ  
   
            สารคดี: ยังมีอีกหรือคะ  
           คุณมกุฏ: การจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน เกี่ยวกับหนังสือนั้น ควรจะต้องหยิบยกปัญหาทุกอย่างมารวมกันเสียก่อน เพื่อจะมองเห็นได้อย่างรอบด้านจริงๆ แต่อย่าเพิ่งลืมว่า นี่เรากำลังพูดถึงการอ่านของเด็กไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้นะครับ ผมเชื่อว่า อาจมีข้อถกเถียงโต้แย้งบ้างว่า ถ้าหนังสือในห้องสมุดไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ก็ไปหาซื้ออ่านเอาเองก็ได้ หนังสือดีๆ มีถมไป ทว่าสำหรับเด็กในชนบท สำหับพ่อแม่ที่ยากจน สำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย คิดอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ ขณะที่พวกเราที่มีวิชาความรู้ มีสติปัญญา เราเรียกร้องว่า ส่งเสริมการอ่านสิ ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกหลานสิ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองมามีส่วนร่วมในการเลือกหาหนังสือ จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่านขึ้น จัดสัมมนาให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมในโรงเรียน หรืออะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็คงจะนึกภาพออกนะครับว่าทำได้เฉพาะในเมือง ระหว่างกลุ่มผู้มีฐานะดี มีอันจะกิน กลุ่มผู้มีการศึกษา แต่คนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด ในชนบท หรือแม้แต่คนในเมืองที่ยากจนที่หาเช้ากินค่ำ พวกเขาอาจจะนั่งทำตาปริบๆ คิดว่าเย็นนี้จะเอาอะไรกินเข้าไป พรุ่งนี้จะมีงานให้ทำไหม หรือทำงานหมดวันแล้วจะเหลือเงินกลับบ้านกี่บาท  
           เอาละ จากคำถามใหญ่ที่ว่า เด็กไทยไม่อ่านหนังสือเพราะอะไร ผมตั้งข้อสมมุติฐานไว้สองข้อคือ ขาดการส่งเสริมการอ่าน และไม่มีหนังสือดีพอให้เด็กอ่าน เมื่อสักครู่ เราพูดถึงพ่อแม่ พูดถึงห้องสมุด พูดถึงโรงเรียนไปแล้ว นั่นคือ การตอบสมมุติฐานข้อแรก คือ สังคมไทยขาดการส่งเสริมการอ่าน ใช่ไหม ทีนี้ มาดูอีกข้อหนึ่ง คือ เราขาดแคลนหนังสือที่ดีหรือเปล่า หนังสือในที่นี้ ผมหมายถึงหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนนะครับ  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           มีงานวิจัยอยู่สองชิ้นที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง นั่นคือ งานวิจัยเรื่อง “หนังสือดี ๑๐๐ ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาชนไทยควรอ่าน” และ “๕๐๐ เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน” ไม่ต้องถามไปไกลถึงขั้นว่าจะต้องมีงานวิจัยว่าด้วยหนังสือดีอีกกี่ร้อยเล่มกัน เด็กไทยถึงจะอ่านหนังสือ แต่เราลองมาดูที่ตัวงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้กัน จากงานวิจัยทั้งสองชิ้น ผมและผู้ช่วยได้ทำงานต่อออกไปจากการวิจัยเดิมเพื่อจะหาตัวเลขและความเป็นจริงว่า นักเขียนที่ปรากฏชื่อในงานวิจัยทั้งสองนั้น มีกี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่และเท่าที่มีชีวิตอยู่นั้น มีสักกี่คนที่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง มีกี่คนที่เขียนเรื่องเด็กเพียงเรื่องเดียวตลอดชีวิต และที่สำคัญมีกี่คนที่เป็นนักเขียนเรื่องสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง....
           ผมพอจะบอกได้โดยยังไม่มีตัวเลขชัดเจนในขณะนี้ว่า ความจริงก็คือ เราขาดแคลนหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน เท่านั้นไม่พอ เรายังขาดแคลนนักเขียนเรื่องสำหรับเด็กและเยาวชนมาก ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับนักแปล เรื่องบรรณาธิการต้นฉบับ และนักวิจารณ์ที่ทำงานด้านวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของการทำ “หนังสือดี” รายละเอียดเหล่านั้นจะมีอยู่ในเอกสารที่ผมกำลังทำขึ้นนี้  
           องค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งของหนังสือดีที่ผมอยากพูดถึง คือ ขั้นตอนการผลิต หมายถึงการใส่ใจเรื่องกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือแม้แต่การออกแบบขนาดของตัวอักษร ช่องไฟ เนื้อที่ว่างระหว่างหน้า ซึ่งล้วนมีผลต่อเด็ก นับตั้งแต่ผลกระทบต่อสายตา ผลทางจิตใจ แรงจูงใจ แรงกระตุ้น สิ่งเร้า และผลต่อเนื่องในการเกิดรสนิยมแห่งการมองเห็นสิ่งซึ่งเรียกว่า “หนังสือ” และ “การอ่าน”  
           ผมคลุกคลีกับหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนมานานพอสมควร ผมเฝ้าดูหนังสือจำนวนมากที่ออกสู่ตลาด พูดได้ทีเดียวว่าหนังสือสำหรับเด็กบางเล่มผู้ผลิตไม่เคยคำนึงเลยว่าการออกแบบหนังสือสำหรับเด็กแต่ละวัยควรเป็นเช่นไร ยิ่งในยุคหลังเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามา เราก็ตื่นเต้นไปกับโปรแกรมต่างๆ กระทั่งใส่ทุกอย่างเข้าไปในการออกแบบหนังสือ หนังสือบางเล่มเลอะไปหมดใช้ตัวหนังสือแบบต่างๆ นับสิบแบบ เราไม่ได้ปูพื้นฐานเรื่องความงาม รสนิยมที่ดีงามเกี่ยวกับหนังสือให้เด็กเลย ยิ่งหนังสือนอกเวลาเรียนด้วยแล้ว หลายเล่มพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวขาด หน้าเบี้ยว ก็ไม่เคยแก้ไข ยิ่งภาพปกยิ่งแล้วใหญ่ คิดดูสิว่า ทุ่งมหาราช วรรณกรรมคลาสสิคของไทยเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าชั้นครู แต่รูปปกเป็นภาพเด็กหญิงชายกำลังวิ่งเล่นว่าวในทุ่งหญ้า ซึ่งเอามาจากรูปประกอบของหนังสือเรื่องอื่นอีกที โอ้โฮ เด็กไทยจะมีรสนิยมทางศิลปะไปทางไหนกันเล่า ยังไม่ต้องอ่านด้วยซ้ำไป แค่เห็นก็บ้าแล้ว  
           ของแบบนี้มันซึมซับเข้าไปโดยไม่ต้องสอนนะครับ และติดแน่นอยู่ในใจ ในความทรงจำ ในอุปนิสัย ขอให้เชื่อเถิดว่า ถ้าเราผลิตหนังสือดีๆ ให้เด็กอ่านให้เด็กเห็นตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากชั้นอนุบาลชั้นประถมหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อเขาโตขึ้น เด็กเหล่านี้จะมีรสนิยมเรื่องความงาม เรื่องศิลปะ ความประณีต ความละเอียดอ่อน แทบไม่ต้องสอนกันเลย  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามทำก็คือ การศึกษาอย่างรอบด้านเกี่ยวกับองค์ประกอบของหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือสำหรับเด็ก ยิ่งเด็กเล็กเท่าใดยิ่งต้องพิถีพิถันและใช้ความคิดพิจารณามากขึ้นเท่านั้น...คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึงหรอกว่ากระดาษบางชนิดมีฝุ่นกระดาษ ฝุ่นละอองกระดาษทำให้เด็กที่มีเยื่อจมูกอ่อนบางเกิดอาการระคายเคือง บางคนแพ้เยื่อกระดาษทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขนาดหนัก อาจจะถึงขั้นหายใจไม่ออก นี่เฉพาะเรื่องภูมิแพ้ นอกจากนั้นผมยังพยายามศึกษาเรื่องค่าสะท้อนแสงของกระดาษแต่ละชนิด กระดาษฟอกสีและไม่ฟอกสี หรือฟอกสีแต่น้อย สีหมึกพิมพ์ที่ใช้ ซึ่งจะมีผลต่อสายตา รวมทั้งขนาดรูปเล่ม แม้แต่ตำแหน่งของเลขหน้า ก็ต้องศึกษาอย่างหาเหตุผลว่าทำไมจึงเอาเลขหน้าไว้ด้านใน ทำไมจึงมีชื่อหนังสือและชื่อผู้เขียนกำกับไว้ตรงเลขหน้า...มีเรื่องต่างๆ มายมายเกี่ยวกับหนังสือและสิ่งเกี่ยวข้องทั้งปวงที่เราจะต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อให้คำว่า “พัฒนาหนังสือ” มีความหมายจริงจังขึ้นมา
             
"ครูหรือใครก็ตามที่ทำหน้าที่สั่งซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด จะต้องตอบคณะกรรมการของสถาบันหนังสือแห่งชาติและตอบสาธารณะให้ได้ว่า เหตุใดจึงซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์เพียงแห่งเดียว เหตุใดจึงซื้อหนังสือที่ไม่เคยมีขายในท้องตลาด เหตุใดจึงซื้อหนังสือที่ไม่เหมาะสมแก่วัยของเด็กเข้าไป ที่สำคัญ เหตุใดครูจึงซื้อหนังสือในราคาเต็ม ทั้งๆ ที่ในวงการหนังสือรู้กันดีว่า หากสั่งซื้อหนังสือจำนวนมากจะมีส่วนลดมากมายหลายสิบเปอร์เซ็นต์"
 
             
           สารคดี: กลับไปที่เรื่องงานวิจัยหนังสือสำหรับเด็กที่คุณมกุฏเอามาศึกษาต่อยอดอีกสักนิดนะคะ ดิฉันอยากแย้งว่าเด็กไม่จำเป็นต้องอ่านเฉพาะงานที่พะยี่ห้อว่าเป็นงานสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้นนี่คะ  
           คุณมกุฏ: ถูกต้อง ถ้าเด็กคนนั้นมีผู้ใหญ่คอยชี้แนะแนวทางว่าหนังสือเล่มใดควรอ่าน เล่มใดยังไม่เหมาะแก่วัย แต่จะมีเด็กไทยสักกี่คนที่โชคดีอย่างนั้น รู้ไหครับว่า การที่เด็กสักคนต้องอ่านหนังสือที่ไม่เหมาะสมแก่วัยของตนนั้น เท่ากับเป็นการทำลายอนาคตการอ่านของเขาให้พังทลายลงอย่างน่าเศร้าที่สุด คิดดูสิ หากเด็กคนหนึ่งต้องอ่านหนังสือที่น่าเบื่อ อ่านไปแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่สนุกเพลิดเพลิน เล่มแรก เล่มที่สอง ที่สาม และเล่มแล้วเล่มเล่า หนังสือจะกลายเป็นยาขมหรือสิ่งน่าชิงชังสำหรับเขาทันทีนะครับ เห็นหนังสือเมื่อไรจะเบือนหน้าหนีเชียวละ พอพ้นระบบโรงเรียนมาได้ ก็อย่าได้หวังเลยว่าเขาจะขวนขวายอ่านหนังสืออีก  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: ฟังไปฟังมา ดิฉันเริ่มสงสัยว่า หรือสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่อ่านหนังสืออยู่แล้วคะ
           คุณมกุฏ: ไม่จริงครับ ความต้องการอ่านหนังสือนั้นมีอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว วรรณกรรมเยาวชนเรื่องดังของต่างชาติที่แปลเป็นภาษาไทย คงขายไม่ได้นับแสนเล่มเพียงชั่วข้ามเดือนหรอก ผมเชื่อนะครับว่า นักเขียนไทยที่มีความสามารถเขียนเรื่องได้ดีสนุก ให้เด็กชอบเด็กหลงใหลนั้นมีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมกันอย่างเต็มที่ทั้งด้านรายได้ที่จะยังชีพ เรื่องแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ  
           ความจริงผมไม่อยากเทียบกับเรื่องฝรั่งเลย แต่หากพิจารณาเรื่องสำหรับเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชนของฝรั่งแล้ว เราจะเห็นว่าเขาคำนึงถึงข้อมูลความรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านใด จิตวิทยา หรือวิชาความรู้ ศาสตร์แขนงอื่นๆ ไม่ใช่มีแต่โครงเรื่อง มีการดำเนินเรื่องแล้วหักมุม เรื่องบางเรื่องมีอิทธิพลขนาดที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเด็กได้ทีเดียว อย่างเช่น นักบินอวกาศและนักวิทยาศาสตร์อวกาศบางคนของสหรัฐฯ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาปักใจมั่นว่าจะทำงานเกี่ยวกับอวกาศหลังจากได้อ่านเรื่อง ลิฟต์มหัศจรรย์ ของ โรอัลด์ ดาห์ล ซึ่งเขียนถึงการท่องอวกาศก่อนที่มนุษย์จะสามารถสร้างสถานีอวกาศได้จริงเสียอีก...เห็นไหมครับ หนังสือหนึ่งเล่มสามารถกำหนดชีวิตคนสำคัญของโลกได้ทีเดียว  
           สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง นอกจากนักเขียนเรื่องเด็กและเยาวชนของไทยไม่ค่อยชอบค้นคว้าหาข้อมูลแล้ว ที่เราจะพบมากที่สุดก็คือ หนังสือส่วนมากยังคงวนเวียนอยู่กับการสั่งสอนเรื่องคุณธรรม ความดี ความชั่ว ความกตัญญูรู้คุณ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จว่าหนังสือทำนองนี้จะได้รับรางวัล มักจะได้รับเลือกให้เข้าห้องสมุด  
           การกล่าวว่า “นักเขียนเรื่องสำหรับเด็กไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่สอนเรื่องความดีงาม” นั้น ผมไม่เห็นด้วยหรอกนะครับ ผมกลับเห็นชอบด้วยซ้ำที่จะสอนเรื่องคุณธรรม เรื่องความดีงาม ความมีน้ำใจ การช่วยเหลือเกื้อกูล หรือแม้แต่ศีลธรรม แต่ทว่านักเขียนจะต้องใช้วิธีที่แยบยล ต้องสามารถแทรกสาระในเนื้อหาได้อย่างสนุก โดยไม่ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังอ่านตำราหรือคำสอนอันน่าเบื่อ...ในขณะที่นักเขียนของต่างชาติทำเรื่องเหล่านี้ได้ผลดีมาก แต่เรามีปัญหา ดูไปก็เหมือนกับว่านักเขียนเรื่องสำหรับเด็กของเราไม่ได้พยายามคิดให้รอบด้าน ไม่วางแผนการเขียน และนึกคิดไปไม่ไกลไม่กว้างว่า หนังสือสำหรับเด็กนั้นสำคัญอย่างไร  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           หรือถ้าจะพูดถึงบรรณาธิการต้นฉบับ มีสำนักพิมพ์กี่แห่งที่นึกถึงเรื่องนี้ มีใครบ้างที่เห็นความสำคัญของการตรวจแก้ต้นฉบับ มิใช่เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องเท่านั้น แต่ด้านภาษาด้วย ถ้าเราไม่ประณีตเรื่องภาษาในหนังสือเด็ก ใช้ภาษาในหนังสือเด็กอย่างผิดๆ ก็เท่ากับสอนให้เขามักง่ายในการใช้ภาษาตั้งแต่ต้นทีเดียว เช่นเดียวกับที่เราไม่นึกถึงเรื่องศิลปะของรูปแบบ แม้กระทั่งสีสัน
           ฟังมาอย่างนี้ คุณคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีการจัดระดมความคิด หรือเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนว่าด้วยวรรณกรรมเยาวชน ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสำหรับเด็ก รวมทั้งสังคายนาระบบการจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียนกันอย่างจริงจังเสียที....  
           ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ อย่าเพิ่งเหนื่อย ผมจะบอกอะไรให้ มีเรื่องสำคัญยิ่งยวดอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำโดยรีบด่วนพร้อมๆ กับโครงสร้างนี้ คือ การเก็บข้อมูลเรื่องราวจากนักเขียนที่ “อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” ของประเทศไทย ขอย้ำนะครับ “นักเขียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” หรือชาวบ้าน นักเล่านิทานตำนานทั้งหลาย ซึ่งเป็นขุมทรัพย์มหึมาค่ามหาศาลที่กำลังสูญสลายหายไปทุกขณะ โดยไม่มีใครเฉลียวใจนึกไม่ถึง และถ้าไม่เริ่มลงมือวันนี้ อีกไม่นานก็จะไม่เหลืออะไรเลย....  
   
           สารคดี: ถ้าอย่างนั้น ถามได้หรือยังคะว่า หากรัฐบาลก่อตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติขึ้นมาจริง สถาบันฯ จะทำอย่างไรทั้งเรื่องการส่งเสริมการอ่าน และเรื่องคุณภาพของหนังสือ การส่งเสริมนักเขียนและคนในสายงานหนังสือ  
           คุณมกุฏ: ผมคิดอยู่ตลอดเวลานะครับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องทำโดยรีบด่วน แต่ลำพังความคิดและข้อเสนอของผมนั้นไม่อาจเป็นผลสำเร็จได้หรอกครับ หากไม่ระดมสรรพความรู้ความคิดมาช่วยกันทำให้เป็นจริงเป็นจัง อย่างใสสะอาดและด้วยความปรารถนาดีจริงใจเป็นที่ตั้ง  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สถาบันหนังสือแห่งชาติควรจะเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อปลอดจากการเมือง ผมขอย้ำนะครับว่านี่เรากำลังพูดถึงเรื่องสติปัญญาของประเทศชาติ ถ้าจะมีการแทรกแซง มีการผูกขาด เพื่อผลประโยชน์ของคนหรือกลุ่มคนในกลุ่มคนหนึ่ง อนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร
           สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนในประเทศนี้สนใจกันอย่างจริงจังก็คือ เรื่องการสั่งซื้อหนังสือเข้าสู่ห้องสมุดโรงเรียนประถม โหดร้ายมากนะครับถ้ามีการซื้อหนังสือค้างสต๊อก ไม่สนใจเนื้อหา ไม่สนใจคุณภาพ ไม่สนใจอะไรเลย ให้เด็กในโรงเรียนประถมอ่าน เด็กในวัยซึ่งควรจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการอ่านอย่างสนุกสนาน ยินดี พอใจ ควรจะต้องได้อ่านสิ่งที่ดีงาม ทำให้สติปัญญางอกงาม รู้จักคิดอย่างทันโลก รู้จักฝัน รู้จักจินตนาการ แล้วทุกปีเราต้องเสียเงินงบประมาณปีละตั้งกี่สิบล้านบาทไปในการซื้อหนังสือซึ่งไม่เคยปรากฏโฉมในตลาดทั่วไป ไม่เคยมีใครเห็นในร้านหนังสือ สาธารณชนไม่รู้ว่าหนังสือเหล่านั้นมีเนื้อหาสาระอย่างไร ทำกันราวกับว่า การซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดเป็นราชการลับ จนคนไม่น้อยที่อยู่ในวงการหนังสือไม่เคยรู้เลยว่ากระบวนการเลือกสรรหนังสือเข้าห้องสมุดทำกันอย่างไร ทำกันตอนไหน ทำไมจึงไม่ใช้วิธีประกาศให้กว้างออกไปและเหตุใดจึงไม่ออกสำรวจหาหนังสือดีกันเองบ้าง...สถาบันหนังสือแห่งชาติจึงควรจะต้องมีบทบาทหน้าที่อย่างหนึ่งที่จะดูแลเรื่องหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนเหล่านี้ จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองหนังสือที่ครูเลือกมาจากรายชื่อของกระทรวงศึกษาธิการ และเปิดเผยต่อสาธารณะได้ว่า ทำไมถึงเลือกหนังสือเล่มนั้นให้เด็กอ่าน และประการสำคัญก็คือ จะประหยัดเงินงบประมาณให้แก่ประเทศชาติได้อย่างมหาศาล ถ้าโอนการจัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุดโรงเรียนมาไว้ที่สถาบันหนังสือแห่งชาติ ประหยัดได้ตั้งแต่นาทีแรกที่รัฐบาลตัดสินใจทำเรื่องนี้ทีเดียว  
   
            สารคดี: การทำเช่นนั้นมิเท่ากับเป็นการสวนกระแสหรือคะ เพราะตอนนี้ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะมุ่งเน้นไปที่การกระจายอำนาจทั้งนั้น แต่แนวคิดเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติของคุณกลับรวบกุมอำนาจกลับมาไว้ที่ศูนย์กลาง  
           คุณมกุฏ: ในประเทศที่ระบบการศึกษาเจริญกันหมดทั่วทุกหัวระแหงแล้ว สามารถใช้วิธีกระจายอำนาจได้หมดรวมทั้งด้านการศึกษา แต่ของเรามีพื้นฐานแค่ไหนต้องสำรวจตัวเองก่อน การกระจายอำนาจที่แท้จริงนั้นย่อมมิได้หมายถึงเพียงการเป็นผู้ถือเงิน และซื้อสิ่งที่ต้องการได้ตามอำเภอใจ ไม่ว่าของที่ซื้อนั้นจะมีราคาแพงและด้อยคุณภาพเพียงใด หากแต่การกระจายอำนาจในทางการศึกษา น่าจะหมายถึง การกระจายอำนาจในการบริหารระบบวิธีการเรียน การสอน ที่เหมาะสมกับสภาพของเด็กและท้องที่มากกว่า ซึ่งผมเห็นว่า ครูย่อมเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่า หนังสืออย่างไร ชนิดใด เนื้อหาเช่นไร จะเหมาะสมแก่เด็กโรงเรียนของตน ผมยืนยันครับว่า ครูยังคงมีสิทธิ์ทุกประการในการสั่งซื้อหนังสือที่ครูต้องการและคิดว่าดี ว่าเหมาะสม เพียงแต่ครูหรือใครก็ตาม ที่ทำหน้าที่สั่งซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด จะต้องตอบคณะกรรมการของสถาบันหนังสือแห่งชาติและตอบสาธารณะให้ได้เท่านั้นเองว่า เหตุใดจึงซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์เพียงแห่งเดียว เหตุใดจึงซื้อหนังสือที่ไม่เคยมีขายในท้องตลาด เหตุใดจึงซื้อหนังสือที่ไม่เหมาะแก่วัยของเด็กเข้าไป ที่สำคัญ เหตุใดครูจึงซื้อหนังสือในราคาเต็ม ทั้งๆ ที่ในวงการหนังสือรู้กันดีว่า หากสั่งซื้อหนังสือจำนวนมากจะมีส่วนลดมากมายหลายสิบเปอร์เซ็นต์  
             
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ที่ผมบอกว่าจะเป็นการประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาลก็เพราะการสั่งซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์เป็นจำนวนมากนับพันเล่ม ย่อมสามารถต่อรองส่วนลดได้อย่างน้อย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นเมื่อชำระเงินระยะสั้น นอกจากนั้น หากมีหน่วยงานดูแลเรื่องหนังสือนี้แล้ว ยังสามารถจัดระบบหนังสือ โดยการซื้อหนังสือจำนวนน้อยลง แต่หมุนเวียนกันอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย ผมคิดว่า วิธีนี้จะเป็นการรักษาเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี และตัดข้อครหาที่มีต่อครูหรือบุคลากรทางการศึกษาได้อีกด้วย...ผมอธิบายระบบวิธีจัดการเรื่องหนังสือที่คิดขึ้นใหม่เพื่อนำมาใช้เสริมกับระบบห้องสมุดถาวร เพื่อให้โรงเรียนประถมทุกแห่งในประเทศมีหนังสืออ่านเพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีกครึ่งหนึ่งของจำนวนเดิม แต่เสียเงินน้อยลงกว่าเดิมไว้แล้ว...“จ่ายเงินน้อยลง แต่เด็กได้อ่านหนังสือมากเล่มมากเรื่องขึ้น” ข้อความนี้ถูกต้องครับ และเป็นไปได้จริง เช่น ถ้าปีที่แล้วใช้เงิน ๑๐ บาท ได้หนังสือให้โรงเรียน ก. จำนวน ๑๐ เล่ม แต่ด้วยวิธีใหม่นี้จะเสียเงินเพียงประมาณ ๗ บาท ขณะที่ได้หนังสือราวๆ ๑๒ เล่ม
           ว่ากันที่จริง มันจะต่างอะไรเล่ากับการที่ใครจะเป็นผู้ถือเงิน ในเมื่อตลอดระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายคนทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยได้ผลประโยชน์ แต่วิธีใหม่ก็คือ สถาบันเข้าไปช่วยให้ขั้นตอนการทำงานของครูสะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น ไปป้องกันครูทุกคนออกจากข้อครหา ต่อไปนี้จะไม่มีใครมากล่าวหาครูทั้งหลายว่าคุณขี้โกงค่าหนังสือ เพราะว่าสถาบันนี้จะช่วยปกป้องให้คุณ ถ้าจะมีการกล่าวหา สถาบันก็จะต้องรับผิดแทน คนของสถาบันต้องพร้อมที่จะเดินเข้าคุก หากมีการกล่าวหาเรื่องโกงค่าหนังสือ แต่ในส่วนปริมาณและความต้องการหนังสือ เล่มไหนก็แล้วแต่ที่ห้องสมุดต้องการ คุณบอกได้เลย เป็นหน้าที่ของสถาบันที่จะจัดหาให้ตามรายการและตามงบประมาณ โดยคุณไม่ต้องวิตกเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องการรับสินบนต่างๆ  
           ดังนั้น การที่จะให้หน่วยงานของสถาบันหนังสือแห่งชาติซึ่งต่อไปนี้จะรับผิดชอบทุกเรื่องเกี่ยวกับหนังสือโดยตรง เป็นผู้จัดซื้อ จึงไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของครูหรือใครเลยสักนิดเดียว ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรจะยินดีด้วยซ้ำ เพราะต่อไปจะไม่มีใครกล่าวหาได้อีก  
             
"สถาบันหนังสือแห่งชาติจะต้องมีบทบาทหน้าที่อย่างอื่นอีกมากมาย รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นในลักษณะที่สามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นผลระยะยาวไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ซื้อหนังสือ สถาบันหนังสือแห่งชาติจะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่าน ต้องทำหน้าที่ผลิตและส่งเสริมนักเขียน นักแปล บรรณาธิการต้นฉบับ และวิชาชีพทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: ปัญหาอยู่ที่ระบบการจัดซื้อจริงๆ หรือคะ
           คุณมกุฏ: อยู่ที่เรื่องนี้ส่วนหนึ่ง ถ้าแก้เรื่องนี้ได้ก็จะทำให้ส่วนอื่นเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ผมเดิมพันด้วยชีวิตทีเดียวว่า สังคมไทยจะพลิกผันไปในทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัดเพียงชั่วเวลาไม่ถึงสิบห้าปี แทนที่จะเป็นห้าสิบปี นับจากดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง  
   
           สารคดี: หมายความว่า สถาบันหนังสือแห่งชาติก่อตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องการสั่งซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียนประถมเท่านั้นหรือคะ  
           คุณมกุฏ: ไม่ใช่เท่านั้นครับ ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้นะว่า ทุกปี เรานำเงินงบประมาณราว ๑๐๐ ล้านบาทมาซื้อถั่วกิน โดยไม่ได้ดูเลยว่า ถั่วนั้นมีคุณภาพอย่างไร เน่าเสีย ลีบ เหี่ยว ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่ แต่ในวันนี้ เราจะตั้งสถาบันถั่วแห่งชาติขึ้นมาแล้วนำเงินนั้นส่วนหนึ่งมาซื้อถั่วด้วยวิธีการใหม่ แล้วอีกส่วนยังเอาไปลงทุนซื้อที่ดินเพื่อปลูกถั่วของเราเองศึกษาวิจัยเพื่อบำรุงพันธุ์ถั่วในทุกทาง เพื่อมีถั่วดีๆ เก็บกินได้ทุกปี ไม่ต้องทุ่มเงินซื้อถั่วกินทุกปี หรือถ้าจะเสียเงินซื้อก็ขอให้ได้ชื่อว่าซื้อถั่วพันธุ์ดีรสอร่อยไม่ใช่ซื้อถั่วเน่า เหม็นหืน หรือซื้อถั่วมีเชื้อรามาให้เด็กกิน...ถั่วมีเชื้อราคือจุดเริ่มต้นของมะเร็งไงครับ !  
           งบประมาณนับร้อยล้านบาทที่เราเสียไปกับการจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดก็เช่นเดียวกัน จะต้องจัดการเสียใหม่ให้ถูกเรื่อง แล้วแปรเปลี่ยนงบประมาณส่วนหนึ่งมาเป็นงบลงทุน ลงทุนอะไร? คือลงทุนสร้างคนขึ้นมา คนที่จะผลิตหนังสือดีทั้งนักเขียน นักแปล บรรณาธิการต้นฉบับ และคนในระบบวงจรหนังสือทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมการอ่านกันอย่างจริงจัง ให้มากกว่าการจัดซื้อหนังสืออะไรก็ไม่รู้เข้าห้องสมุดปีแล้วปีเล่า  
           ผมจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่ง ทุกสิ่งที่พูดมา ผลประโยชน์ที่ชี้ให้เห็นว่าจะเพิ่มขึ้น ทวีขึ้นไป จะไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นแม้แต่บาทเดียว !
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สารคดี: แต่ว่าการมีหนังสือที่มาจากสำนักพิมพ์ที่มีแนวคิดต่างๆ หลากหลายกันไปอยู่ในห้องสมุดโดยผ่านระบบการจัดซื้อที่ถูกต้อง ไม่มีการผูกขาด ไม่มีการรับค่าคอมมิชชั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กไทยจะอ่านหนังสือมากขึ้นใช่ไหมคะ  
           คุณมกุฏ: ใช่ครับ สถาบันหนังสือแห่งชาติจะต้องมีบทบาทหน้าที่อย่างอื่นอีกมากมาย รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นในลักษณะที่สามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นผลระยะยาว ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ซื้อหนังสือ สถาบันหนังสือแห่งชาติจะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่าน ต้องทำหน้าที่ผลิตและส่งเสริมนักเขียน นักแปล บรรณาธิการต้นฉบับ และวิชาชีพทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน  
   
           สารคดี: สถาบันหนังสือแห่งชาติจะมีโรงเรียนนักเขียนด้วยหรือคะ  
           คุณมกุฏ: ไม่เชิงโรงเรียน แต่ควรเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะคล้ายกับศูนย์วิชาการที่จะร่างหลักสูตรต่างๆ เพื่อสร้างเสริมความรู้ให้แก่บุคลากรในสายงานหนังสือ เรื่องนี้ สถาบันฯ จะต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีทรัพยากรอยู่แล้ว คือ มีสถานที่ มีครู อาจารย์ เราเพียงแต่เข้าไปร่วมมือ จัดระดมความรู้ความคิดเห็นที่จะร่างหลักสูตรใหม่ขึ้นมา หลักสูตรที่ว่าด้วยทุกอย่างอันเกี่ยวกับหนังสือ นั่นสำหรับคนที่อยากทำงานทางด้านนี้ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานทางด้านนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักแปล หรือใครก็ตาม สถาบันฯ ก็ควรจะมีช่องทางที่จะดูแลช่วยเหลือด้วย เช่น มีนักเขียนบอกว่าอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับยานอวกาศ แต่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ศูนย์ส่งเสริมการเขียนของสถาบันหนังสือแห่งชาติก็ควรจะประสานงานไปยังแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ เช่นสมมุติว่าเป็นคณะดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรือคณะอะไรต่อมิอะไร บอกว่าขอให้นักเขียนของเราคนหนึ่งไปศึกษาหาความรู้ ไปนั่งเรียนโดยไม่เอาหน่วยกิตได้ไหม ในบางสาขาวิชาเราอาจของความร่วมมือ หรือร่วมกับมหาวิทยาลัยเปิดสอน ในอนาคตวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเรื่องสำหรับเด็ก วิชาชีพเกี่ยวกับการทำหนังสือ การพิมพ์ และที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้เติบโตงอกงามขึ้นมาในสังคมไทย อาชีพอื่นก็จะขยายวงไปด้วย  
            รายละเอียดเหล่านี้ผมได้กล่าวถึงไว้แล้วในโครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติที่ผมคิดและศึกษาไว้ จะบอกทั้งหมดว่ามีหน่วยงานที่ดูแลทั้งเรื่องการอ่าน การเขียน ศึกษาวิจัยทุกเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ ผู้คนในวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ เงินงบประมาณที่จะนำมาดำเนินการ การประสานงาน เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           
           สารคดี: ในงานศึกษาของคุณมกุฏ ได้พูดถึงเรื่องวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ด้วยหรือคะ  
           คุณมกุฏ: ในเมื่อเป็นสถาบันหนังสือแห่ชาติ ผมเห็นว่า สถาบันฯ นี้จะต้องดูแลทุกเรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือ การอ่าน และการพิมพ์ ในบ้านเรา ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด อย่าคิดว่าจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัด โรงพยาบาลทุกแห่งของประเทศสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ใช่ไหมครับแต่เราก็มีสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ทำงานและศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวข้องกับมะเร็ง โรงพยาบาลใดไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐบาลก็แล้วแต่ หากมีปัญหาเรื่องมะเร็งเมื่อไรก็สามารถติดต่อสอบถามขอข้อมูลความช่วยเหลือจากสถาบันมะเร็งได้  
   
           สารคดี: ดิฉันไม่เข้าใจว่า สถาบันหนังสือแห่งชาติจะไปทำอะไรกับวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์  
           คุณมกุฏ: คุณรู้ไหมว่า ทุกวันนี้ สำนักพิมพ์ขนาดเล็กอยู่ไม่ได้เพราะอะไร ที่ต้องล้มหายตายจากไป ทั้งๆ ที่หลายแห่งทำหนังสือดี มีคุณภาพ เพราะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันกับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ได้ในทุกทาง ไม่ว่าตลาดสว่างหรือตลาดมืด  
   
           สารคดี: แต่นั่นก็เป็นไปตามวิถีทางของระบบการค้าเสรีไม่ใช่หรือคะ จะไปก้าวก่ายแทรกแซงได้อย่างไร  
           คุณมกุฏ: ผมขอย้ำคำเดิมครับว่า หนังสือเป็นสินค้าทางสติปัญญา ธุรกิจหนังสือคือธุรกิจทางสติปัญญาเป็นธุรกิจที่ให้ความรู้ ความคิด และสติปัญญาแก่คนในชาติ รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงราคายาง แทรกแซงราคามันสำปะหลัง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่นี่หนังสือนะครับ ! หนังสือ ! เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งถ้าปล่อยให้การผลิตสินค้าที่ชื่อว่า “หนังสือ” จำกัดอยู่แต่ในบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง หรือ ปล่อยให้อยู่ในสภาพมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะการผูกขาดที่จะตามมานั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการผูกขาดทางธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการผูกขาดในเรื่องความคิดที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาหนังสือด้วย หนังสือจะปราศจากความหลากหลายทั้งรสนิยมในการผลิตออกแบบ ทั้งเนื้อหา ทั้งความคิด ในที่สุด ผู้อ่านจะไม่มีสิทธิ์เลือกอีกต่อไป  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           สารคดี: สถาบันหนังสือแห่งชาติจะทำอะไรคะในกรณีนี้  
           คุณมกุฏ: ควรช่วยเหลือให้มีต้นทุนการผลิตที่เท่าเทียมกัน ต้นทุนการผลิตที่สำคัญสำหรับสำนักพิมพ์ก็คือ กระดาษ สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ที่สามารถซื้อกระดาษได้ครั้งละมากๆ ก็จะซื้อได้ในราคาถูก ขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กหรือโรงพิมพ์เล็กๆ ไม่มีกำลังซื้อมากเท่านั้น ก็ต้องซื้อปลีกในราคาที่แพงกว่า ผมเห็นว่าควรต้องมีหน่วยงานหนึ่งในสถานหนังสือแห่งชาติตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป็นไปได้ไหมว่าหน่วยงานนี้จะประสานงานกับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กทั้งหลาย ใครต้องการกระดาษปีละเท่าไร ก็สั่งมา หน่วยงานนี้จะรวบรวมปริมาณความต้องการกระดาษทั้งหมด แล้วเป็นผู้สั่งซื้อให้เพื่อราคาจะได้ถูกลง  
            ยังมีเรื่องภาษี ผมเคยอ่านข่าวพบว่ามีตัวแทนของสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือไปเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้ลดภาษีกระดาษเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่ผมไม่ทราบว่าตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้ว...คงไปถึงไหนไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกำหนดภาษีสินค้า นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ยังมีความเข้าใจกระจัดกระจายกันอยู่ หรือเจตนาทำเป็นไม่เข้าใจก็ไม่ทราบ ผมเห็นว่า เรื่องอะไรแบบนี้แหละที่ควรจะต้องมีหน่วยงานตัวแทนเข้าไปดำเนินการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเรียกร้องกันคนละทีสองที เฉพาะเรื่องภาษีกระดาษเรียกร้องกันมานานดูเหมือนจะเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว  
            สถาบันหนังสือแห่งชาติควรจะมีหน่วยงานหนึ่งซึ่งผมเรียกของผมว่า “สำนักงานส่งเสริมหนังสือและการพิมพ์” ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการรับข้อเสนอของผู้คนในวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ ไปดำเนินการกับหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง...ดำเนินการนะครับไม่ใช่เรียกร้องหรือผลักดัน หรืออ้อนวอน...เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการผลิตหนังสือ ลดต้นทุนการผลิต ทั้งสองสิ่งนี้ก็เพื่อผลิตหนังสือราคาเหมาะสม และกระจายสู่ผู้อ่านได้มากที่สุด ซึ่งก็คือขายได้มากนั่นเอง  
            สำนักงานนี้ นอกจากจะดูแลผู้ผลิตแล้ว ในส่วนของผู้บริโภคคือผู้อ่าน ก็ควรดูแลด้วย เช่น จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนรู้ว่า การลดราคาหนังสือจำนวนมากๆ ตอนปลายปีนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การลดราคาแต่ทำให้ระบบการค้าขายหนังสือโดยรวมไม่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีตามที่ควรเป็น และไม่เกิดผลดีต่อระบบทั้งหมดในระยะยาว  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
            ในบางประเทศที่ใส่ใจเรื่องสติปัญญาของประชาชน มีกฎหมายห้ามการลดราคาหนังสือเกินกว่าอัตราที่กำหนด กล่าวคือ จะไม่มีการตั้งราคาหนังสือสูงจนเกินเหตุเพื่อจะมาลดราคาอย่างมากมายในช่วยปลายปี ซึ่งแท้จริงนั้นสำนักพิมพ์ก็จะได้เงินเท่าที่คำนวณไว้แต่แรกนั่นเอง การป้องกันกระแสซื้อหนังสือในเทศกาลลดราคาเป็นการช่วยเหลือสำนักพิมพ์ขนาดเล็กไม่ให้ขาดทุนและเลิกกิจการไป เพราะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจะไม่สามารถผลิตเพื่อลดราคาหนังสือในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสายป่านในการทำธุรกิจไม่ยาวเหมือนสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ การรอคอยเพื่อจะได้เงินก้อนใหญ่จากการขายหนังสือได้ในช่วงงานลดราคาหนังสือนั้น ไม่อาจทำให้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กอยู่ได้เลย  
           เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ราคากระดาษ ภาษี การตั้งราคาหนังสือ แม้แต่ระบบสายส่ง รวมทั้งวงจรหนังสือทั้งระบบ ไปจนกระทั่งการทำงานของหน่วยงานออกหมายเลขสากลประจำหนังสือ ซึ่งในอนาคตจะสามารถแจกแจงได้ถึงขนาดที่ว่า ชื่อเรื่องนี้มีคนเคยใช้เคยเขียนแล้ว นามปากกานี้มีผู้ใช้แล้ว หนังสือเล่มไหนมีคนเคยแปลแล้ว อย่างนี้เป็นต้น...ผมคิดว่า การตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็นตัวแทนนี้ หากตัดสินใจว่าจะสร้างชาติกันด้วยสติปัญญาคือการมีสถาบันหนังสือแห่งชาติแล้ว ก็ต้องระดมความคิดเห็นจากผู้คนในวงการให้มาก เพราะแต่ละคนอาจจะพบปัญหาไม่เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด ร่วมกันแสดงความเห็นตั้งแต่ต้น  

"หนังสือเป็นสินค้าทางสติปัญญา ธุรกิจหนังสือคือธุรกิจทางสติปัญญา ที่ให้ความรู้ ความคิดแก่คนในชาติ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งถ้าปล่อยให้การผลิตสินค้าที่ชื่อว่า “หนังสือ” จำกัดอยู่แต่ในบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง หรือปล่อยให้อยู่ในสภาพมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะการผูกขาดที่จะตามมานั้นไม่ใช่เป็นเพียงการผูกขาดทางธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการผูกขาดในเรื่องความคิดที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาหนังสือด้วย"
 
   
           สารคดี: ดูเหมือนสถาบันหนังสือแห่งชาติจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ มากมาย  
           คุณมกุฏ: แน่นอน ควรจะต้องเป็นอย่างนั้น สังคมหนังสือ การอ่าน และการพิมพ์ของบ้านเราจะเจริญเติบโตและก้าวหน้าไปกว่านี้มาก ถ้าเรามีหน่วยงานที่ทุ่มเทแก้ไขปัญหา และดูแลเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังสืออย่างจริงจัง อย่างมีความรอบรู้ ตั้งใจ และเข้าใจจุดมุ่งหมายของคำว่าหนังสือ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           สารคดี: ผลการศึกษาวิจัยชิ้นนี้ของคุณมกุฏ เมื่อทำเสร็จแล้ว จะจัดการอย่างไรต่อไปคะ  
           คุณมกุฏ: จะพิมพ์เป็นเล่มแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะครับ ตั้งใจว่าจะไม่ขาย แต่ถ้าเกิดปาฏิหาริย์ มีคนสนใจหนังสือเล่มนี้เป็นหมื่นเป็นแสนก็คงยุ่ง  
   
           สารคดี: งานนี้คุณมกุฏได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานไหนหรือเปล่าคะ  
           คุณมกุฏ: ไม่เลยครับ ผมมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่จำนวนหนึ่ง ก็นำเงินนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานนี้ จ้างผู้ร่วมงานทำสำรวจ เก็บข้อมูล และค่าพิมพ์  
   
           สารคดี:คิดว่าหนังสือจะออกสู่สาธารณะได้เมื่อใด และขั้นตอนต่อไปคืออะไรคะ  
           คุณมกุฏ: ต้นเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายนคงจะเสร็จ จากนั้นก็เป็นอันหมดสิ้นภาระหน้าที่ของผม เป็นเรื่องของสังคมต่อไปละครับ ใครจะเอาไปทำอะไรจะคิดต่อ หรือไม่คิดต่อ ก็เป็นเรื่องของคนอื่นแล้ว ผมจบเพียงเท่านี้ ผมก็คงจะอยู่ในที่ทางของผมอย่างเงียบๆ ทำงานหนังสือ เฝ้ามองวงการหนังสือ และทำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสือต่อไปเท่าที่จะทำได้  
   
           สารคดี:ทำไมคุณมกุฏสนใจและทุ่มเทคิดค้นศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “หนังสือ” มากมายถึงเพียงนี้คะ  
           คุณมกุฏ: คุณจะเรียกว่า “บ้าคลั่ง” ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะครับ  
            ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมถึงได้รัก ถึงได้หลงใหล...บ้าคลั่งนั่นแหละ คำนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว จะบอกว่าผมได้รับการส่งเสริมเรื่องการอ่านจากคนในครอบครัวก็ไม่ใช่ พ่อผมมาจากเมืองจีน อ่านหนังสือไม่ออก เซ็นชื่อได้ตัวเดียว แม่ผมเรียนแค่ชั้นประถมปีที่หนึ่งครึ่ง ต้องออกมาช่วยยายทำงานบ้านก่อนจบประถมสอง เพราะก๋งของผมทำเหมืองมีคนงานมาก ถามว่าการรักการอ่านของผมมาจากไหน ถ้าให้คิดตอนนี้ ผมว่าผมนึกภาพบางภาพได้รางๆ คือภาพความสุขที่เกิดขึ้นจากการอ่านของคนอื่นที่ผมได้เห็นตอนเป็นเด็ก เพื่อนบ้านผมมีหนังสืออ่านเป็นตั้งๆ เป็นกองๆ เขานั่งอ่านแล้วก็หัวเราะสนุกสนาน ผมได้แต่ดูและคิดว่า หนังสือนี่มันคงเป็นสิ่งวิเศษมากแน่ๆ ผมอยากมีความสุขอย่างนั้นบ้าง ผมจำได้ว่า เมื่อได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ผมกอดแล้วกอดอีก จูบแล้วจูบอีก ทุกวันนี้ผมก็ยังทำอย่างนั้นกับหนังสือทุกเล่มของผมที่พิมพ์เสร็จออกมา  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           กว่าจะมาถึงวันนี้ ผมอยู่กับหนังสือมาตลอดนานกว่า ๓๐ ปี มันเป็นชีวิตของผมไปแล้วนะครับ คุณรู้ไหมว่าพ่อผมตายในขณะที่ผมทำหนังสืออยู่ ตอนนั้นทำนิตยสาร พ่อเป็นเส้นโลหิตในสมองแตก ผมไปเยี่ยมก่อนหน้านั้น แล้วก็กลับมาทำงานต่อ พอกลับมาไม่กี่วัน ทางบ้านโทรศัพท์บอกว่าพ่อตายแล้ว ผมบอกพี่สาวว่า ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างไปก่อนผมกำลังปิดเล่มหนังสือ ภายในหนึ่งวันผมจะกลับไปจากนั้นผมก็กัดฟันปิดจนเสร็จ ผมรู้ว่า ถึงกลับไปในวันนี้ ผมก็ช่วยอะไรพ่อไม่ได้ เพราะพ่อตายไปแล้วแต่หนังสือนั้นสำคัญ เพราะมีคนรออยู่ ถ้าผมไปวันนี้นั่นหมายความว่าหนังสือจะช้าไป ๑๕ วัน  
            นี่คือชีวิตของผม ผมทะเลาะกับคนตั้งเยอะแยะเรื่องการทำหนังสือ ผมเลิกคบกับเพื่อนบางคนเพราะความคิดในการทำหนังสือไม่ตรงกัน ผมทำหนังสือด้วยความรู้สึกว่า จะทำหนังสืออย่างมักง่ายไม่ได้ เพราะมันอยู่ไปตลอดชีวิต ทุกครั้งที่อ่านหนังสือไม่ว่าของใครก็ตาม เรารู้สึกขอบคุณ เรารู้สึกดี พอเจอหนังสือที่ทำชุ่ย ๆ คุณจะรู้สึกอย่างไร จะโกรธใช่ไหม อยากขว้างทิ้งใช่ไหม ผมเชื่อว่าคนในโลกนี้จำนวนไม่น้อยมีอารมณ์และความรู้สึกอย่างนี้อยู่นะครับ  
            อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ผมได้พบสัจธรรมอย่างหนึ่งในการทำหนังสือ นั่นคือ เราทำหนังสือเพื่อฝากไว้ให้โลก เราไม่ได้ทำหนังสือเพื่อธุรกิจ ไม่ได้ทำเพื่อร่ำรวย เพื่อมีกำไรนับร้อยนับพันล้าน หรือคิดจะสร้างอาณาจักรใหญ่โต ไม่มีความคิดอย่างนั้นอยู่ในหัวสมองของผมหรอกครับ ชีวิตของผมไม่คิดถึงเรื่องอะไรมากไปกว่าหนังสืออีกแล้ว เพียงอยากอยู่เพื่อทำหนังสือดีเท่านั้นเอง  
             
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
            สารคดี: การที่คุณคิดอะไรแบบนี้ เพราะว่ามาถึงวันนี้ คุณไม่มีภาระเรื่องการหาเลี้ยงชีพ ไม่มีปัญหาทางธุรกิจอีกแล้วหรือเปล่าคะ  
           คุณมกุฏ: ก็อาจเป็นไปได้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมบอกตัวเองเสมอว่า ผมจะต้องทำหนังสือให้ดี นึกถึงเรื่องหนังสือให้มาก  
            มานั่งนึกดู การที่ผมคิดเรื่องนี้ การที่คิดว่าจะต้องส่งเสริมช่วยเหลือนักเขียนให้เขาสามารถผลิตงานที่มีคุณภาพออกมาให้ได้ เพราะผมรู้ดีว่าเมื่อใดก็ตามที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการยังชีพ ไม่เป็นทุกข์เรื่องการกินอยู่ เราจะคิดสิ่งต่างๆ ได้มหาศาลทีเดียว  
            เหตุที่ผมคิดเช่นนี้ได้ เพราะมีคนมาช่วยเราในขณะที่เรากำลังจะล้มละลาย สำนักพิมพ์ผีเสื้อเกือบจะเลิกแล้วเมื่อห้าปีก่อนเพราะขาดทุนสะสม ดอกเบี้ยทบต้นเยอะแยะ และไม่มีเงินหมุน เพื่อนของเพื่อนคนหนึ่งบังเอิญได้รู้จักกัน เขาก็ชวนผมไปกินข้าวอยู่บ่อยๆ ผมบอกว่าผมไปไม่ได้หรอก เขาถามผมกี่ครั้งผมก็ตอบปฏิเสธไปทุกครั้ง ในที่สุด เขาถามว่ามันงานอะไรกันนักหนา งานนายกรัฐมนตรีหรือไง ? ผมบอกว่าสำคัญกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก เขาซักว่าทำอะไร ผมตอบว่าผมทำหนังสือ แล้วก็เอาหนังสือจำนวนหนึ่งให้เขาไป วันหนึ่งก็มาเจอกันอีก เขาถามว่า ธุรกิจหนังสือในเมืองไทยนี่อยู่ได้ไหม หนังสือของผมขายได้ไหม เขาดูแล้วเห็นว่าประณีตเกินไป ดีเกินไป ต้นทุนคงสูง จะอยู่ได้หรือ อยู่ได้หรือเปล่า...ผมก็หลุดปากออกไปว่า อาจจะอยู่ไม่ได้ เขาก็เสริมว่านั่นสิ เห็นแล้วว่าไม่น่าจะคุ้ม อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็พูดถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผม เพราะเห็นว่าสำนักพิมพ์ของเรามุ่งมั่นทำงาน ยิ่งได้รู้ว่าคนที่ทำงานกับเรา ส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงค่าตอบแทน เพียงให้หนังสือออกมาดีสมบูรณ์ก็พอแล้ว เขาถามว่า เขาจะช่วย ผมจะรับไหม ผมตอบว่า ขอเวลาคิดดูก่อน  

"กว่าจะมาถึงวันนี้ ผมอยู่กับหนังสือมาตลอดนานกว่า ๓๐ ปี มันเป็นชีวิตของผมไปแล้วนะครับ พ่อผมตายในขณะที่ผมทำหนังสืออยู่ ผมบอกพี่สาวว่า ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างไปก่อน ผมกำลังปิดเล่มหนังสือ ผมรู้ว่า ถึงกลับไปในวันนี้ผมก็ช่วยอะไรพ่อไม่ได้ เพราะพ่อตายไปแล้วแต่หนังสือนั้นสำคัญ เพราะมีคนรออยู่ ถ้าผมไปวันนี้นั่นหมายความว่าหนังสือจะช้าไป ๑๕ วัน"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
            สารคดี: ต้องคิดมากขนาดนั้นเลยหรือคะ  
           คุณมกุฏ: ใช่ครับ ผมไม่รับความช่วยเหลือจากใครง่ายๆ หรอก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นจะแย่อยู่แล้ว ต่อมาเขาก็โทรมาถามว่า ว่าไงที่บอกว่าจะช่วย ตกลงว่าไงรับรึเปล่า ผมก็บอกขอคิดดูอีกหน่อยเถอะ แล้วผมก็ปล่อยเวลาผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง ก็มานั่งคิดว่า เอ๊ เขาจะเอาอะไรจากเราหรือเปล่า มาบัดนี้ ผมนึกตำหนิตัวเองที่คิดไปในทางไม่ดี เพราะตอนนั้นผมระแวงถึงขนาดที่ว่าเขาจะฮุบสำนักพิมพ์เราหรือเปล่า ในที่สุดผมบอกเขาว่าถ้าผมจะยืมเงินคุณ ผมมีข้อแม้ดังนี้ หนึ่ง อย่ามายุ่งอะไรกับผม คือคุณจะมาสั่งผมให้ทำนั่นทำนี่ หรือไม่ทำอะไรไม่ได้นะ สอง ขอถามว่าคุณต้องการอะไร เขาบอกว่าเขาไม่ต้องการอะไร ดอกเบี้ยก็ไม่ต้องการด้วยซ้ำ เพียงแต่อยากปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหมดเพื่อให้ผมทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ย ไม่ต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วก็เป็นทุกข์ว่าเดือนนี้จะมีดอกเบี้ยให้ธนาคารหรือเปล่า ธนาคารจะยึดเมื่อไหร่ มัวนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ ถ้าอย่างนั้นเขาเชื่อว่าผมจะทำงานดีไม่ได้หรอก...ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เขาบอกว่า เพราะเห็นผมตั้งใจทำหนังสือ เขาเห็นหนังสือที่ผมให้ไปแล้วก็รู้ว่าผมทำอย่างทุ่มเท แสดงให้เห็นถึงความรักหนังสือของผม จึงอยากให้ผมทำสิ่งสำคัญนี้ให้ลุล่วง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุน  
   
           สารคดี: เขาเป็นเพื่อนที่ดีจังเลยคะ  
           คุณมกุฏ: เขายังไม่ได้เป็นเพื่อนผมเลยด้วยซ้ำไปในตอนนั้น ผมนึกอัศจรรย์ใจอยู่เลยว่า ใครส่งเขามา  
   
           สารคดี:พระเจ้าส่งเขามา...หรือว่าเขาเป็นพระเจ้า  
           คุณมกุฏ: ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์นะครับ...ผมตอบตกลงรับความช่วยเหลือ วันรุ่งขึ้นเขาก็ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง แล้วชำระสะสางหนี้สินทั้งหมดที่ผมมีมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี ภายในเวลาสองวัน ทุกสิ่งก็เรียบร้อย ผมก็ทำงานอย่างมีความสุข ทำงานโดยไม่ต้องวิตกกังวลอะไร ผมมีเวลาคิด คิดสารพัดเรื่อง ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมคิดได้ทุกวัน คิดอย่างชนิดที่ไม่ต้องไปนั่งเป็นห่วงเรื่องใดๆ การช่วยเหลือของคนคนนี้ทำให้ผมนึกว่า ถ้าเผื่อคนมีความทุกข์มาหาเรา แล้วเราสามารถช่วยเขาได้ มันเป็นเรื่องสำคัญนะ  
           สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเป็นอย่างนี้ ผมจึงคิดเพียงว่าจะต้องทำหนังสือให้ดี ให้ถูกต้อง จะต้องคิดค้นทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือให้ดี...และนึกไปถึงจุดเริ่มของหนังสือ นั่นคือ นักเขียน จะทำอย่างไรให้เขามีชีวิตที่ดี นึกถึงบรรณาธิการ รวมทั้งบรรณาธิการต้นฉบับก็ต้องให้เขาอยู่ได้อย่างมีความสุข ฝ่ายศิลป์ ผู้วาดรูปประกอบ ผู้ออกแบบปก คนพิมพ์ต้นฉบับ คนทำงานร้านเพลต ช่างพิมพ์ช่างพับ พนักงานร้านเย็บกี่ไสกาวทำปก แม้กระทั่งคนขับรถส่งหนังสือ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง หากคนเหล่านี้อยู่ดีมีสุข งานของเขาก็ดำเนินไปด้วยดี เริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ดีหมด...ลองนึกภาพดูสิ  
            เกือบตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตผมมีจุดมุ่งหมายอยู่อย่างเดียว คือทำหนังสือให้ดีสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์อย่างไรก็แล้วแต่ เราทุ่มเทเวลา ความคิด และสติปัญญา รวมทั้งความรักให้หนังสือทุกเล่มอย่างเต็มที่ ใช้เวลาในการออกแบบ ตรวจทานครั้งแล้วครั้งเล่า พิจารณาตัวอักษรทุกตัว พยายามไม่ให้ผิดเลย อย่าให้ใครเข้าใจอะไรผิดพลาด รู้ไหมว่า การตรวจแก้ ๒,๐๐๐ แห่งในหนังสือหนึ่งเล่มของสำนักพิมพ์ผีเสื้อนั้นเป็นเรื่องปรกตินะครับ...อย่ายิ้ม เป็นเรื่องปรกติธรรมดาจริงๆ  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           สารคดี: ความคาดหวังสูงสุดของคุณมกุฏที่เสนอเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติคืออะไรคะ  
           คุณมกุฏ: ประเทศนี้จะมีคนอ่านหนังสืออย่างกระตือรือร้น เมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านในตัวเด็กไทยจะงอกงาม รากแก้วแห่งการอ่านจะหยั่งลงบนแผ่นดินนี้อย่างแข็งแรงและมั่นคง  
   
           สารคดี: เรื่องการอ่านเท่านั้นเองหรือคะ  
           คุณมกุฏ: เท่านั้นครับ เพราะถ้าคนรักการอ่านเสียแล้ว จะพัฒนาสิ่งใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว สิ่งดีงามต่างๆ จะตามมาเอง หนังสือเป็นสื่ออย่างเดียวที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ได้อย่างสุขุม ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในสมอง ในหัวใจ ให้ได้รู้สึก ได้คิด คนเราถ้ารู้จักคิดเสียแล้ว จะพัฒนาสังคมก็ทำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม อาจมีคนแย้งว่าสมัยนี้มีสื่ออื่นๆ ที่รวดเร็วสะดวกกว่าหนังสือ อย่างอินเทอร์เน็ต วิทยุ โทรทัศน์ แต่สื่อพวกนั้นเป็นสื่อที่ฉาบฉวยนะครับ มันผ่านไปๆ ไม่เหลือติดตัวติดใจเราสักเท่าไหร่หรอก...แต่ให้ลองนึกทบทวนดูสิ คนที่รู้จักคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่เด็ก เขาจะบอกได้ว่า เมื่อคุณซาบซึ้งความหมายและคุณค่าของหนังสือแล้ว มันจะติดตรึงอยู่ในหัวใจไปจนตลอดชีวิต  
   
           สารคดี: อาจมีคนแย้งว่า ที่คุณมกุฏคิดมาทั้งหมดนี้เป็นการคิดฝันหวานเกินไป  
           คุณมกุฏ: ไม่ใช่ฝันหวานหรอกครับ ผมรู้ดีว่าสิ่งนี้คงไม่สำเร็จในปีสองปีนี้หรอก หรือแม้แต่ในชีวิตของผมหรือสามสี่ชั่วอายุคนข้างหน้าก็ตาม ขอให้เชื่อผมเถิดประเทศไทยจำเป็นต้องมี “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ผมคิดว่า ถ้าผมไม่เสนอความคิดนี้ ก็จะต้องมีใครสักคนหนึ่งคิดเรื่องนี้ได้ในวันข้างหน้า เพราะมันเป็นความจำเป็นของสังคมไทยจริงๆ ผมยังมีความหวังว่าประเทศนี้คงจะไม่อาภัพเสียจนกระทั่งไม่มีใครเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้  
            ทุกคนในประเทศนี้ควรจะสูดลมหายใจได้เท่าเทียมกัน ต้องมีโอกาสรู้ ต้องมีโอกาสคิดอย่างเท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่า เด็กชนบทจะสามารถทำงานสำคัญๆ จะพัฒนาชีวิตตนเองและบ้านเมืองของตนมากขึ้น ถ้าเขามีโอกาสได้รู้ได้คิด มีโอกาสใช้สติปัญญาของเขาอย่างเต็มที่ ถามว่าความรู้ ความคิด และสติปัญญามาจากไหน...ก็มาจากการอ่านเป็นสำคัญ...ย้อนกลับมาหาคำถามเดิมว่า ที่ผ่านมาเราส่งหนังสืออะไรไปให้เด็กชนบทของเราอ่านครับ...เราฆ่าเด็กชนบทและเด็กยากจนด้อยโอกาสอย่างเลือดเย็นตลอดมา เราทำร้ายและทำลายวิญญาณของประเทศนี้อย่างสิ้นคิดกันโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนอาจจะเจตนาด้วยซ้ำ  

"เด็กชนบทจะสามารถทำงานสำคัญๆ จะพัฒนาชีวิตตนเองและบ้านเมืองของตนมากขึ้น ถ้าเขามีโอกาสได้รู้ได้คิด มีโอกาสใช้สติปัญญาของเขาอย่างเต็มที่ ถามว่าความรู้ ความคิด และสติปัญญามาจากไหน...ก็มาจากการอ่านเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาเราส่งหนังสืออะไรไปให้เด็กชนบทของเราอ่านครับ...เราทำร้ายและทำลายวิญญาณของประเทศนี้อย่างสิ้นคิดกันโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนอาจจะเจตนาด้วยซ้ำ"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           สารคดี: ไม่ทราบว่าจะเป็นการจบบทสัมภาษณ์อย่างโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า ถ้าดิฉันจะบอกว่าหนังสือชื่อ โครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติ ก็อาจจะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่คุณมกุฏจะหยิบยื่นให้แก่สังคมที่ยังไม่มีรากแห่งการอ่าน  
           คุณมกุฏ: จริงอยู่ โลกของการอ่านในบ้านเรามันมืดมานาน แต่ผมก็ยังหวัง...หวังว่าในความมืดมิดนั้นจะมีใครอีกหลายคนถือก้านไม้ขีดรออยู่ เขาเพียงหาเชื้อปะทุที่จะจุดไฟให้ความสว่างยังไม่เจอ ผมหวังว่าหนังสือที่ชื่อ โครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติ จะเป็นเสมือนหนึ่งเชื้อปะทุให้ก้านไม้ขีดเหล่านั้นได้จุดไฟสว่างไสว เมื่อจุดแล้ว จะเผาหนังสือนี้เพื่อให้ลุกโพลงขึ้นชั่วขณะ หรือจะนำไปต่อดวงไฟในมหาวิหารก็ตามแต่...ผมได้ทำหน้าที่ของผมเสร็จแล้วสำหรับเรื่องนี้  
             
             
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >