งาน ‘ชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี ๒๕๕๓’



ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ
ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์
วันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓
เวลา ๑๓.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.


คำประกาศเกียรติ
นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓
สำนักช่างวรรณกรรม มอบให้แก่ มกุฏ อรฤดี

ประกาศเกียรติ มกุฏ อรฤดี นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ประจำปี ๒๕๕๓

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : ท่านนักเขียน นักอ่าน
ท่านที่มาเป็นเกียรติในงานชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี ๒๕๕๓

            คำว่า นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ คือการมอบเกียรติให้แก่นักเขียน นักประพันธ์ ผู้มีความดีเด่นในการสร้างงานเชิงคุณภาพ ว่าไปแล้วการมอบเกียรตินี้มีที่มาจาก ‘รสนิยมส่วนตัว’ ของบรรณาธิการ ช่อการะเกด เหมือนเช่นการพิจารณาเรื่องสั้น ช่อการะเกด ในขนบ ‘๓ แฟ้ม’ คือ ผ่านเลย – ผ่านรอ – ผ่านเกิด แต่การมอบเกียรตินี้ แม้เริ่มต้นจะเป็นรสนิยมส่วนตัวก็จริงอยู่ แต่ก็ถือเป็นการเลือกสรรที่มาจากการเฝ้ามองบุคคลฅนนั้นว่าเป็น ‘ของจริง’ ในวงวรรณกรรม

            ระยะเริ่มแรกของการมอบเกียรตินี้ได้พิจารณาเอาจากความอาวุโสของผู้สร้างงานที่มีความเป็นเลิศใน ‘ทาง’ ของงานเขียนเรื่องสั้นเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายวงไปถึง ‘ทาง’ งานเขียนประเภทอื่นด้วย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะ ‘ทาง’ ของเรื่องสั้นไว้เพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรากเหง้าในเชิงประวัติวรรณกรรม แม้พวกเขาจะ ‘ถูกลืม’ ไปแล้ว เพราะไม่มีผลงานต่อเนื่อง แต่ในรสนิยมส่วนตัวของสำนักช่างวรรณกรรม ได้ถือคติเสมอมาว่า ‘นักเขียนเก่าไม่มีวันตาย’

            ดังนั้นคำว่า นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ จึงเป็นเหมือนเกียรติที่เรียกกันว่า Lifetime Achievement Award กล่าวคือพยายามเพ่งมองไปที่ภาพรวมของนักเขียน นักประพันธ์ผู้นั้น ว่าเคยมีความเกี่ยวข้องกับวงวรรณกรรมมามากน้อยเพียงใด ซึ่งนอกจากจะมองหาความเป็นเลิศในเชิงการเขียน การประพันธ์แล้ว ยังมองหาบุคคลที่ ‘ใช่’ ผู้มีศักยภาพบางอย่างด้วย และจะไม่ใช้มาตรฐานทางศีลธรรมใดๆมาเป็นตัวตัดสิน โดยคำว่า ‘ใช่’ นั้นจะต้องให้ความหมายได้ ทั้งในเชิงประวัติ ผลงานและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ที่แสดงความเป็น ‘ฅนวรรณกรรม’

            นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ในฐานะการประกาศเกียรติประจำปีของ ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ ก่อเกิดขึ้นในช่วงการกลับมาของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ โดยเป็นการมอบเกียรติแบบ ‘รสนิยมส่วนตัว’ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ‘รสนิยมรวมหมู่’ ของคำว่า ศิลปินแห่งชาติได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว ๔ ปี นับถึงปัจจุบันมีนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศได้รับการประกาศเกียรติไปแล้วจำนวน ๒๐ ท่าน คือ ‘ลาว คำหอม’, ‘อ. ไชยวรศิลป์’, ‘สุวัฒน์ วรดิลก’, ‘อาจินต์ ปัญจพรรค์’, ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’, ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’, ‘ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ’, ‘ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว’, ‘วิลาศ มณีวัต’, ‘สมบูรณ์ วรพงษ์’, ‘ภิญโญ ศรีจำลอง’, และ ‘คำพูน บุญทวี’ รายชื่อเหล่านี้คือ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ ในช่วงการกลับมาของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๔๑ หลังจากนั้น ช่อการะเกด ได้เว้นวรรคไป ๙ ปี เพราะปัญหาภายใน แม้ในช่วงนั้นจะไม่มีนิตยสาร ช่อการะเกด แต่กิจกรรมของ ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ ก็ยังได้จัดให้มีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสัญลักษณ์หนุนเสริมให้วงวรรณกรรมบ้านเราได้ดำรงอยู่ในสถานะที่มีเกียรติ มีปัญญา และมีศักดิ์ศรี

            ในช่วงเว้นวรรคของ ช่อการะเกด ยุคที่ ๒ การประกาศเกียรติ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ ได้ขยายวงให้กว้างออกไปมากขึ้น กล่าวคือมิได้จำกัด ‘รสนิยมส่วนตัว’ เอาไว้เพียงแต่ความเป็นเลิศในฐานะของคำว่า ‘เรื่องสั้น’ เท่านั้น แต่ยังได้ปูพื้นที่ไปสู่ ‘ฅนวรรณกรรม’ ประเภทอื่นๆด้วย เช่น นักเขียนสารคดี นักเขียนความเรียง นักเขียนบทวิจารณ์ นักวิชาการ นักแปลและนักหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในแถวแนวของคำว่านักเขียน นักประพันธ์ รวมทั้งได้ขยายวงไปสู่ ‘ฅนทำหนังสือ’ ในฐานะบรรณาธิการคุณภาพด้วย

            ในช่วงเว้นวรรคของยุคที่ ๒ บุคคลผู้ได้รับการประกาศเกียรติในฐานะ ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ’ มีดังนี้ ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’, ‘เสาว์ บุญเสนอ’, ‘ชนิด สายประดิษฐ์’, ‘แข ณ วังน้อย’, ‘อาจิณ จันทรัมพร’, และได้ประกาศเกียรติให้ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เป็น ‘นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศกิตติมศักดิ์’ ในวาระที่ท่านมีอายุครบหนึ่งศตวรรษด้วย

            จนต่อเมื่อนิตยสาร ช่อการะเกด ได้กลับคือมาในยุคที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ได้ประกาศเกียรติดังกล่าวนี้ให้แก่ ‘ประกาศ วัชราภรณ์’, ‘ไพทูรย์ สุนทร’, และล่าสุดก่อนที่ช่อการะเกด จะขอเว้นวรรคไปอีกครั้งในปีนี้ คือ มกุฏ อรฤดี

            ทำไมจึงประกาศเกียรติให้ มกุฏ อรฤดี---เพราะเท่าที่มอบเกียรติผ่านมาในฐานะของ Lifetime Achievement Award ก็เห็นมีแต่ลำดับอาวุโสของผู้มี ‘รากเหง้า’ เชิงประวัติมาก่อนบรรณาธิการทั้งสิ้น แต่การมอบเกียรติในกรณีของ มกุฏ อรฤดี ครั้งนี้ถือเป็นข้อยกเว้น คือแม้ลำดับอาวุโสจะน้อยกว่าบรรณาธิการ แต่ถ้าเป็นผู้มีความริเริ่มบางอย่างและเป็นผู้มีอุดมคติต่อสิ่งนั้นอย่างแรงกล้า การมอบเกียรติดังกล่าวก็ให้บังเกิดขึ้นได้ กล่าวคือเมื่อประกาศชื่อไปแล้ว จะต้องไม่มีข้อกังขาใดๆจากสาธารณชน นอกจากคำว่า 'ใช่'

มกุฏ อรฤดี เป็นใคร
            มกุฏ อรฤดี เกิดเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เขาเพิ่งแซยิดให้ตัวเองไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มกุฏเป็นชาวสงขลา เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในอำเภอเทพา เป็นลูกชายคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง ๔ คน บิดามาจากเมืองจีน ไม่รู้ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย มารดาเป็นเจ้าของกิจการรับซื้อยางพารา มกุฏเรียนชั้นประถมและมัธยมทั้งที่อำเภอเทพา และอำเภอหาดใหญ่ จากนั้นได้ไปเรียนวิชาครูโดยจบเอกภาษาอังกฤษ ได้ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาขั้นสูงจากวิทยาลัยครูสงขลา

            เขามีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และจากนิสัยรักการอ่านมาแต่ครั้งเยาว์วัยนี่เองที่ทำให้เขาสนใจเรื่องการเขียน มกุฏเริ่มงานเขียนหนังสือมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม เช่น เขียนกลอนส่งไปที่สถานีวิทยุ วปถ. ๕ และหนังสือรายเดือนของสถานีโทรทัศน์ที่หาดใหญ่ เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่วิทยาลัยครูสงขลา เริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง

            ครั้งเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็เริ่มทำงานด้านหนังสือ โดยไปสมัครงานทำวารสารการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ เก็บรับประสบการณ์ทางหนังสือครั้งแรกๆมาจากนักหนังสือพิมพ์อาวุโส มานิตย์ สังวาลเพ็ชร มกุฏเคยเป็นคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ ‘ไม่เป็นภาษา’ ให้นิตยสาร กรุงเทพฯ วิจารณ์ ของ สังข์ พัธโนทัย และเขาได้พบสนทนากับ กรุณา กุศลาสัย ก็ที่นิตยสารฉบับนี้

            ภายหลังการ ‘ยึดอำนาจตัวเอง’ ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ของจอมพลถนอม กิตติขจร นิตยสารฉบับนี้ได้ปิดตัวลง มกุฏจึงย้ายไปประจำกองบรรณาธิการ ลลนา ของบรรณาธิการ สุวรรณี สุคนเที่ยง ผู้ใช้นามปากกาในฐานะนักประพันธ์ว่า ‘สุวรรณี สุคนธา’ มกุฏไปทำงานอยู่ที่ ลลนา รุ่นเดียวกับปกรณ์ พงศ์วราภา ซึ่งในระยะนั้นต่างฝ่ายต่างใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน และได้เขียนเรื่องสั้นส่งไปตามที่ต่างๆ ปกรณ์ พงศ์วราภา ใช้นามปากกาว่า ‘กรณ์ ไกรลาศ’---มกุฏ อรฤดี ใช้นามปากกาว่า ‘นิพพานฯ’

            หลังจากงานด้านหนังสือที่ ลลนา มกุฏได้ทำงานให้นิตยสารอีกหลายฉบับ เช่น ภาพข่าวฯ ญี่ปุ่น, บางกอกรีดเดอร์ จนต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร กะรัต รายเดือน และได้ร่วมก่อตั้ง ‘สำนักพิมพ์ผีเสื้อ’ และสำนักพิมพ์ในเครือ ผลิตผลงานคุณภาพทั้งเรื่องงานเขียนและงานแปล ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐, ๒๕๓๐ เรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน

            เมื่อครั้งก่อตั้ง ‘สำนักพิมพ์ผีเสื้อ’ เขาได้นำเอาชื่อนี้มาจากนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ที่ประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ขณะเมื่อมีอายุ ๒๘ ปี โดยก่อนหน้านั้นเขามีงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชื่อ จดหมายถึงเมา ใช้นามว่า ‘มกุฏ อรฤดี’ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ ตามมาด้วยงานรวมเรื่องสั้นชุดต่างๆ เช่น เพลงนกเหยี่ยว (๒๕๑๙) และ เปลวไฟ (๒๕๑๙) ภายหลังนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ได้รับความสำเร็จ แปลเป็นภาษาต่างประเทศ และมีผู้นำไปจัดทำเป็นภาพยนตร์จนได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแล้ว

            มกุฏยังได้เขียนนวนิยายขนาดสั้นไว้อีกหลายเล่ม เช่น ถนนดอกไม้, วันที่จากกัน และ ก่อนสิ้นมรสุม โดยทั้ง ๓ เล่มพิมพ์ออกมาในปีเดียวกัน คือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ และในครั้งนั้นเขาใช้นามปากกาว่า ‘นิพพานฯ’ เหมือนเมื่อครั้งที่เขียนนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ นอกจากนั้นเขายังได้ใช้นามนี้เขียนนวนิยายอีกหลายเรื่อง เช่น หากแม้นจะเอ่ยนามแห่งความรัก (๒๕๒๙) และ ปีกความฝัน (๒๕๓๕) จนในภายหลังมามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน โดยใช้นามปากกาอีกนามหนึ่งว่า ‘วาวแพร’ มีผลงานต่างๆปรากฏ เช่น พราวแสงรุ้ง (๒๕๓๐), เด็กน้อย (๒๕๓๐), เพลงดวงดาว (๒๕๓๑), เด็กชายจากดาวอื่น (๒๕๓๒), จะล่องลอยไปในฟากฟ้า (๒๕๒๙), ดอกไม้และสายฝน (๒๕๒๙), เทวดาพเนจร (๒๕๓๙)

            ภาพรวมในฐานะนักเขียน นักประพันธ์ มกุฏ อรฤดี มีบุคลิกแห่งความเป็นครูอยู่ในตัวเองมาตลอด และเพราะหน้าที่ของคนทำหนังสือในฐานะบรรณาธิการ เขาจึงเริ่มสนใจเรื่อง ‘ระบบหนังสือ’ ในเมืองไทย ทั้งในแง่ของการผลิตและการอ่านไปโดยปริยาย มกุฏมีความปรารถนาอยากให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือดีมีคุณภาพ และคนรุ่นใหม่ควรจักต้องรู้จักการทำหนังสือดีมีคุณภาพขึ้นมาด้วย

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้เสนอหลักสูตร ‘อบรมบรรณาธิการ’ และก่อตั้ง ‘โรงเรียนวิชาหนังสือ’ ขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทำให้ใน พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มจัดอบรม ‘บรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปล’ จนกระทั่งหลักสูตร ‘บรรณาธิการศึกษา’ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงการเปิดหลักสูตรวิชาโทบรรณาธิการศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา เพื่อแก้ปัญหาระดับชาติทั้งในเรื่องการอ่านและการผลิตหนังสือคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม

            เขาได้ก่อตั้งคณะเตรียมงานใน ‘โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยใช้ทุนทรัพย์ของตนเอง โดยหวังจะผลักดันให้เกิด ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ในฐานะองค์กรมหาชน แต่การทำงานในวิสัยทัศน์ดังกล่าวของเขาถูกนักการเมืองในสมัยนั้นนำไปบิดเบือนเจตนาจนกลายเป็นอย่างอื่น แม้จะล้มเหลว แต่เจตนารมณ์ของเขาในเรื่องดังกล่าวนั้นยังคงอยู่

            ปัจจุบันบ้านเรามี ‘หอภาพยนตร์แห่งชาติ’ ในฐานะองค์กรมหาชนได้ แต่ทำไมโครงการ ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ในฐานะอุดมคติของคำว่า ‘หนังสือ’ ทั้งในเรื่องรากเหง้าทางความคิดและการสร้างสรรค์ร่วมสมัย กลับเป็นเหมือน ‘ข้อต่อที่หายไป’ มากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิดเป็นองค์กรมหาชน นี่คือปัญหาระดับโครงสร้างที่ครั้งหนึ่ง มกุฏได้เขียนข้อความแสดงทรรศนะของเขาไว้ว่า

            “---ประเทศไทย---หากรัฐบาลไม่ใส่ใจเพาะเมล็ดพันธุ์การอ่าน การเรียนรู้และสรรพวิชาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดการด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจระบบหนังสือตั้งแต่ราก ให้หยั่งลึก ปักโคนมั่นคงทั่วถึง--เสียแต่วันนี้ อย่านับด้วยร้อยปีเลย จวบวาระสิ้นโลก กระทั่งบังเกิดดาวมนุษยชาติดวงใหม่ เราก็จะยังล้าหลังเรื่อง หนังสือ สืบไปชั่วนิรันดร์”

            ด้วยจิตใจแห่งความเป็นนักเขียนและบรรณาธิการ ผู้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบหนังสือ การอ่านและการเรียนรู้ โดยเสนอแนะให้ก่อตั้ง ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ขึ้นเป็นองค์กรมหาชน ด้วยความสำคัญในวิสัยทัศน์ที่กล่าวมา ‘สำนักช่างวรรณกรรม’ จึงขอกล่าวประกาศเกียรติให้ มกุฏ อรฤดี เป็นนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศประจำปี ๒๕๕๓

สำนักช่างวรรณกรรม
๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓


ถอดเสียงโดย นิชานันท์ นันทศิริศรณ์
   
   
กลับไปหน้าหลัก > กลับไปต้นบทความ