นี่คือขนมเค้ก - - -
เราจะแบ่งกันกิน


 
           มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง และสัมภาษณ์
           เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๕๖๓ วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

 

"เท่าที่ผมจำได้ ตลอดเวลา ๓๐ ปีเราเรียกร้องสิ่งนี้ เราเรียกร้องว่าขอให้กระดาษถูกลง ขอให้พิมพ์แล้วหนังสือขายได้ ขอให้ห้องสมุดซื่อตรง ขอให้ห้องสมุดมีคุณภาพ มีบรรณารักษ์ที่เข้าใจหนังสือ ขอให้ๆๆๆ ตอนนี้ขอให้คนที่ขอสิ่งเหล่านี้มาช่วยกันหน่อย อย่าปลีกตัวออกไป อย่าเสมอเพียงเป็นผู้ดู ขอให้เข้ามาร่วมกันคิด ทำ อย่างน้อยที่สุด มาช่วยกันเสนอแนะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่คุณรู้มากกว่าที่เรารู้ขอให้มาช่วยกัน”

           มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ หรือที่นักอ่านรู้จักกันในนาม “นิพพานฯ” ผู้เขียน ผีเสื้อกับดอกไม้, ปีกความฝัน และนวนิยาย วรรณกรรมเยาวชนอีกหลายเรื่องในนามปากกา “วาวแพร” ขลุกตัวอยู่ในกองหนังสือมากว่า ๓๐ ปี พร้อมๆ กับผลิตงานเขียนและงานแปลคุณภาพ ผู้บุกเบิกการใช้กระดาษถนอมสายตา การเย็บกี่ใสกาวหนังสือทุกเล่ม และยินดีรับคืนหนังสือพร้อมกับมอบหนังสือให้ใหม่อีก ๑๐ เล่ม เมื่อซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อไปแล้วชำรุด

           ในวันที่เขาลุกออกมาจากกองหนังสือ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาคือผู้สร้างหลักสูตรบรรณาธิการต้นฉบับ วิชาหนังสือและวรรณกรรมเยาวชน ให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในเมืองไทย โดยเป็นอาจารย์พิเศษในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แต่ยังคงเก็บตัวเงียบไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน มีเพียงตัวงานที่ปรากฏออกมาไม่ขาดสาย

           จนกระทั่งวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เขาได้พบกับคุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้พูดคุยกันสองชั่วโมงกว่าว่าด้วย “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ซึ่งเป็นความฝันอยู่ในแผ่นกระดาษร่างแล้วร่างเล่า ผ่านการวิจัยปัญหาการอ่านของคนไทยมากว่า ๓๐ ปี และวันนั้นเองที่ความฝันของเด็กไทยคนหนึ่ง ซึ่งคิดแทนเด็กไทยทั่วประเทศกำลังเป็นจริงขึ้นมา เมื่อคุณหมอสุรพงษ์เห็นด้วยและนำเรื่องดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็บอกให้เดินหน้าทันที

           สามเดือนให้หลัง “โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ” ก็เปิดแถลงข่าวขึ้นที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามมาด้วยกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสถาบันฯ คือเค้กก้อนใหญ่ของเขา กับงบประมาณการจัดซื้อหนังสือเข้าโรงเรียนปีละ ๕๐๐ ล้านบาทของกระทรวงศึกษาธิการที่เคยเป็นขนมเค้กก้อนใหญ่ของบรรดาข้าราชการครูและบรรณารักษ์มานานนั้น กำลังจะถูกโอนความรับผิดชอบงานมาที่สถาบันฯ แห่งนี้ด้วย

           รวมทั้งปัญหาในอนาคตที่เขาถูกจับตามองก็คือ หลังจากที่สถาบันฯ แห่งนี้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ออกเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อสถาบันฯ เกิดขึ้น ใครจะมาเป็นผู้บริหาร หลายคนเล็งไปที่เขา แต่เขาไม่ใช่เป้า “คงประกาศรับสมัครอีกทีหลังจากสถาบันเกิดขึ้น และคงคัดเลือกโดยคณะกรรมการซึ่งมาจากกระทรวงต่างๆ”

           มีคนถามเขาว่า ถ้าสถาบันฯ ตั้งเสร็จแล้วผู้บริหารโกงเขาจะทำอย่างไร เขาบอกว่า “ผมคงขอสมัครเป็นเพชฌฆาต!”

           เพราะตัวเขาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็มีเรื่องอื่นที่ต้องทำรออยู่ข้างหน้า “เรื่องปัญหาวัยรุ่นในอินเทอร์เน็ต ผมศึกษาอยู่ มีวิธีแก้ อินเทอร์เน็ตมันร้ายนะ มันฆ่าคนได้ ผมนั่งศึกษามาสองปีแล้ว ถ้าเราเป็นคนแก้จะแก้อย่างไร ต้องมีวิธีหนึ่งโดยเฉพาะ”

           เขาจึงพยายามเชื่อมร้อยลูกโซ่แห่งความฝันเกี่ยวกับสถาบันหนังสือแห่งชาติให้ปรากฏ เพื่อที่จะพัฒนาห้องสมุดในโรงเรียน ห้องสมุดในชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา และห่วงโซ่ของหนังสือนี่เองจะเป็นพลังช่วยปลุกปัญญาของเด็กและเยาวชนให้ตื่นขึ้น ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่งที่จะเปลี่ยนแหล่งมั่วสุมของเด็กจากยาเสพติด จากอินเทอร์เน็ตได้บ้าง

           ถ้าเพียงแต่ขนมเค้กก้อนนี้ ทุกคนมาให้ความร่วมมือในการปรุง และเมื่อมันเสร็จ ทุกคนก็จะได้แบ่งกันกิน!
 

สัมภาษณ์พิเศษ

หลักการของสถาบันหนังสือแห่งชาติ
           สืบเนื่องจากนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เขาก็คงคิดอย่างที่เราคิด ระบบไอซีทีมันคือสมองของการเรียนรู้ แต่สมองของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นโดยตัวมันเองไม่ได้ เพราะมันเหมือนเอาทุกอย่างไปเลี้ยงสมองแล้วร่างกายไม่มี กลายเป็นผีหัวขาด ลอยต่องแต่งๆ มันต้องมีรากเหมือนต้นไม้ รากคืออะไร คือหนังสือ คุณจะเรียนระบบไอซีที เรียนระบบอิเล็กทรอนิกส์จนเก่งก็ต้องเรียนหนังสือหนังหา เรียน ก ไก่ ข ไข่ มาก่อน เราจะไปจับยัดไม่ได้ ไม่มีใครที่ฉลาดเฉลียวด้วยคอมพิวเตอร์ตัวเดียว
           ผมถามว่าที่ส่งคอมพิวเตอร์ไปในโรงเรียนต่างจังหวัด ตอนเย็นครูเปิดอะไรกัน เว็บโป๊ทั้งนั้น เราต้องจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ เพื่อให้เขามีกิจกรรมกัน ในโรงเรียนระหว่างโรงเรียน ระหว่างหมู่บ้าน แล้วหมู่บ้านจะเป็นปึกแผ่น ภายในเวลา ๓ ปีจะดีขึ้น ถ้าเข้าใจวัตถุประสงค์ ก็เลยคุยกันว่าน่าจะทำระบบหนังสือให้เป็นปึกแผ่น ไม่เช่นนั้นต่างคนต่างทำก็ไม่รู้ว่าอะไรมันอยู่ที่ไหน
           โชคดีที่หมอสุรพงษ์กับผมเห็นตรงกัน ผมถามเอาแน่นะ เขาบอกเอาเลย ผมไม่ได้ทำหนังสือมาสองปีพอดี คนของเราไม่ได้ทำงานมาสามเดือนแล้ว เรียกได้ว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อหยุดไปโดยปริยาย เสร็จงานเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน

เหตุผลสำคัญ
           สิ่งแรกที่ผมพูดถึงเรื่องนี้คือประชาชนคนไทยจน ไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ เพราะฉะนั้นคุณจะบอกว่าไปพัฒนาการอ่าน ส่งเสริมการอ่าน ขายหนังสือราคาถูก ไม่มีทาง คนเหล่านี้ยังซื้อหนังสือไม่ได้อยู่ดี เขาได้วันละ ๑๓๕ บาท ครอบครัวมี ๓ คน พอกินไหม จะเหลือวันละบาทไว้ซื้อหนังสือปีละเล่มได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเปิดหนังสือฟรีให้เขา ให้เขาได้อ่านหนังสือฟรี เป็นการลงทุนที่ได้อย่างมหาศาลเลย
           สมมติว่าเด็กคนนี้มีปัญหา พ่อตีกับแม่ แต่เดิมวิ่งหนีออกจากบ้านไปหาเพื่อน ไปดมยา ดมกาว ไปเล่นสำมะเลเทเมา ต่อไปนี้เรามีที่ใหม่ให้เด็กๆ ไปมั่วสุมแล้ว พ่อแม่ทะเลาะกันไปขลุกอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดห้าหกชั่วโมงดีกว่าไหม มีช่องทาง มีแหล่งให้เด็กไปมั่วสุม

สำนักงานของสถาบันหนังสือแห่งชาติ
           เจ้าของคือจุฬาฯ เดิมเขาจะใช้ตึกนี้เป็นศูนย์การค้าไอที แล้วอีกหนึ่งตึกเป็นที่พักอาศัย แต่พอเราคิดเรื่องนี้ได้ เราก็คุยกับจุฬาฯ ว่าเราจะขอใช้ตึกนี้ ก็ร่วมมือกัน

ร่วมมือกันอย่างไรระหว่างจุฬาฯ กับสถาบันฯ
           การร่วมมือกันไม่ใช่ขนมเค้กที่วางอยู่นะ แต่เรากำลังช่วยกันปรุงขนมเค้กก้อนใหญ่ขึ้นมา พยายามหาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำขนมเค้กก้อนใหญ่ แน่ล่ะ ขนมเค้กปรุงไว้ให้คนกิน แต่ใครล่ะจะเป็นคนกินขนมเค้กก้อนมหึมานี้ นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะอธิบาย ผมชอบมากมีบอกว่าเค้กก้อนใหญ่ แต่เค้กก้อนนี้เป็นก้อนมหึมาที่ยังไม่เกิด กำลังปรุงเค้กก้อนนี้อยู่ หาวัสดุ หาตังค์ กำลังปรุงเป็นเค้ก แล้วเค้กนี้ให้ใครกิน เราวางแผนผังการกินของเค้กเอาไว้
           แรกทีเดียว เราจะมี “หอหนังสือแห่งชาติ” ส่วน “หอสมุดแห่งชาติ” ยังทำหน้าที่เดิมของตนอย่างครบถ้วน แล้วเราจะไปเสริมกับเขา บอกเขาว่า หนังสือในหอสมุดแห่งชาติทำอย่างไรให้มันมีค่ามากกว่าเก็บไว้ เช่น หนังสือสมุดข่อย ทำอย่างไรให้คนที่สนใจสมุดข่อยเล่มนี้ไม่ต้องมาที่หอสมุดแห่งชาติ ก็นำมาถ่ายเป็นไมโครฟิล์ม ใครต้องการก็คลิกเข้าไปที่หอสมุดแห่งชาติหรือสถาบันหนังสือแห่งชาติ แล้วก็ดึงออกมาดู
           หอสมุดแห่งชาติจะกลายเป็นหอหนังสือหายาก คนที่เคยทำงานอยู่จะมีงานต่อไปไหม โอ้โห! งานมหาศาลเลย แล้วไม่ต้องมานั่งบริการคน งานบริการคนมาอยู่ที่หอหนังสือแห่งชาติ
           งบประมาณในส่วนของหอสมุดรัฐบาลจะต้องจ่าย แต่สถาบันฯ จะต้องเลี้ยงดูตัวเอง สถาบันกับหอสมุดแยกออกจากกันโดยงบประมาณ แต่งานเชื่อมโยงกัน คือสถาบันดูแลหอสมุด แต่ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายของหอสมุดที่ไม่ได้คืนรัฐบาลต้องสนับสนุน อันนี้จะมาใช้เงินที่สถาบันฯ หาก็ตายเหมือนกัน เพราะสถาบันฯ ต้องเลี้ยงตัวเอง
 

"ประชาชนคนไทยจน ไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ เพราะฉะนั้นคุณจะบอกว่าไปพัฒนาการอ่าน ส่งเสริมการอ่าน ขายหนังสือราคาถูก ไม่มีทาง คนเหล่านี้ยังซื้อหนังสือไม่ได้อยู่ดี เขาได้วันละ ๑๓๕ บาท ครอบครัวมี ๓ คน พอกินไหม จะเหลือวันละบาทไว้ซื้อหนังสือปีละเล่มได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเปิดหนังสือฟรีให้เขา ให้เขาได้อ่านหนังสือฟรี"

ระบบการหยิบยืมหนังสือในอนาคต
           ต่อไปนี้ทันคุณเกิดมาเป็นคนไทย คุณสามารถยืมหนังสือในห้องสมุดไหนก็ได้ โดยใช้บัตรประชาชน นี่คือเค้กที่จะแบ่งกันกินอีกก้อน ทำอย่างไร ไม่ยากเลย เดิมเรามีปัญหาเรื่องยืมหนังสือแล้วสูญหาย ยืมหนังสือแล้วไม่คืน ต่อไปนี้มีอยู่สองอย่างที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นคนไทย ในการใช้สาธารณประโยชน์ทั้งหลาย
           เช่น ถ้าเรามีบัตรประชาชนซึ่งมีรูปของเราติดอยู่ มีหัวแม่มือซึ่งเราไปปั๊มไว้ที่กรมการปกครอง ต่อไปนี้ถ้าคุณจะยืมหนังสือหนึ่งเล่ม คุณใช้บัตรประชาชนคีย์เข้าไป เอาหัวแม่มือจิ้มเข้าไป เขาก็อนุญาตให้คุณยืมหนังสือเล่มนี้กลับบ้าน ห้องสมุดทั้งหลายก็วางระบบไว้ว่าให้ยืมเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่คืนในกำหนดเขาจะเตือนด้วยวิธีไหน
           ต่อไปบัตรประชาชนจะกลายเป็นสมาร์ทการ์ด ทันทีที่คุณนำบัตรประชาชนไปทำธุรกรรมอะไรก็แล้วแต่ ในจอคอมพิวเตอร์จะปรากฏออกมา เช่น ผิดกฎจราจรยังไม่เสียค่าปรับ คุณยืมหนังสือจากห้องสมุดนั้นยังไม่คืนเป็นเวลาเท่าไหร่ แล้วคุณจะต้องเสียค่าปรับเท่านั้นเท่านี้ ต่อไปบัตรประชาชนนี้เองจะเกี่ยวข้องกับธนาคาร ถ้าเผื่อคุณยังไม่คืนเขาจะหักออกจากบัญชีธนาคารของคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างทำได้ ถ้าคุณป้อนข้อมูลพื้นฐานเข้าไปในระบบ

จะทำอย่างไรให้คนอื่นเห็นด้วย
           ตอนแรกเราต้องถามก่อนว่าจะทำอย่างนี้เอาไหม เปิดระดมความคิดมาคุยกัน ถ้าเห็นด้วยทำ ถ้าไม่เห็นด้วยหยุด เพราะคนที่เราจะเชิญมาคือคนในวงการนี้ทั้งหมด คนที่เคยเรียกร้องทั้งหมด คนที่เข้าใจระบบหนังสือ คนที่เป็นนักเขียนทั้งหลาย เหมือนกับขอประชามติ ถ้าเห็นด้วยก็ทำ
           เราคิดกันอย่างนี้ ช่วงเวลาสร้างตึกประมาณ ๒ ปี สถาบันฯ จะก่อตั้งขึ้นได้ภายในเวลา ๖ เดือนข้างหน้า หลังจาก ๖ เดือนไป สถาบันฯ ก็จะเริ่มทำงาน มีสำนักงานชั่วคราวอยู่แห่งหนึ่งที่เรามองไว้คือที่โรงพิมพ์คุรุสภาเก่า ถนนพระอาทิตย์ ที่เรียกร้องกันมานมนานว่าจะให้เป็นหอศิลป์บ้าง เราจะขอเป็นสำนักงานชั่วคราวของสถาบันฯ ในช่วงระยะเวลาก่อนที่ตึกจะเสร็จ
           พอสถาบันฯ สร้างเสร็จย้ายออกมา เราจะให้ที่นั่นเป็นห้องสมุดแบบอย่าง เป็นห้องสมุดชุมชนที่แข็ง ให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เข้ามาดูแล มาจัดกิจกรรม จะเป็นห้องสมุดชุมชนที่แท้จริงตัวอย่าง

เค้กก้อนใหญ่ที่พูดถึงกันคืองบประมาณในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ต่อไปจะเป็นอย่างไร
           เรายกตัวอย่างอย่างเดียวคืองบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่มีงบประมาณ ๕๐๐ กว่าล้าน ไม่ใช่เงินมากมายอะไร ข้อสำคัญก็คือ ๕๐๐ กว่าล้านเป็นเพียงตัวเลขที่มีอยู่เดิม ถามว่าการตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติจะของบเพิ่มจากรัฐบาลในการบริหารงานไหม ตอบว่าไม่ ไม่มีงบเพิ่มขึ้นเลย งบประมาณซื้อหนังสือในประเทศนี้เคยมีอยู่เท่าไหร่ก็เป็นเท่านั้น เมื่อตั้งสถาบันฯ แล้วจะมาบริหารงบฯ เท่านั้น เท่านี้ ไม่มี จะต้องเป็นความสามารถของผู้บริหารสถาบันฯ ในอนาคตที่จะจัดสรรงบประมาณ จะต้องบริหารงบฯที่มีอยู่เดิมให้สถาบันใดก็ตาม ห้องสมุดใดก็ตาม โรงเรียนต่างๆ ได้รับหนังสือที่เขาควรจะได้รับเท่าเดิม

จะเกิดปัญหาของคนเดิมที่เคยเกี่ยวข้องกับการเลือกซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด?
           เขายังมีความสำคัญเช่นเดิม ยกตัวอย่างว่า โรงเรียนมัธยม ก. เคยได้งบ ๒๐,๐๐๐ บาท ปีที่แล้วโรงเรียนมัธยม ก. ซื้อหนังสืออะไรบ้าง ปีนี้โรงเรียนมัธยม ก. ได้งบเท่าเดิมต้องการซื้อหนังสืออะไรก็จะได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าไม่ต้องเหนื่อยที่จะไปซื้อหนังสือตามที่ตัวเองต้องการ ทำรายการมาในงบ ๒๐,๐๐๐ บาทแล้วส่งมาที่สถาบันหนังสือแห่งชาติ ที่นี่มีหน้าที่จัดซื้อให้ครบถ้วนตามจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
           เราอย่าไปว่า ว่าเขาเคยได้รับส่วนแบ่ง เราอย่าไปว่า ว่าเขาเคยได้รับคอมมิชชั่น ๕% หรืออะไร เราอย่าไปว่าเขา ตอนนี้เรากำลังอำนวยความสะดวก ถามว่าถ้าเราบริการถึงขนาดนี้ มันจะมีข้อครหาอะไร ผมถามหน่อยเถอะ งบประมาณเคยจ่าย ๕๐๐ ล้าน ตอนนี้ก็ต้องจ่าย ๕๐๐ ล้านเหมือนเดิม โรงเรียนได้เท่าที่เคยได้ แต่โดยระบบของสถาบันฯ ต่อไปนี้เด็กในประเทศไทยจะได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้น ๔ เท่า

เพิ่มขึ้นได้อย่างไร
           ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเราจะคิดซักหน่อย หาคนมาทำสักหน่อยว่าการที่จะเดินไปปากซอยมันไปได้ แต่บังเอิญเราไม่มีขา ถามว่าทำอย่างไร เราก็ต้องหาคนมาช่วยเข็น หาวิธีที่จะกลิ้งไปเอง มีวิธีตั้ง ๑๐๘ วิธีที่จะไป วิธีจัดการเรื่องหนังสือหมุนเวียนก็คือ ต้องร่วมมือกัน
           อย่างแรก จะต้องติดต่อกับสถาบันที่สอนว่าด้วยบรรณารักษ์ศาสตร์ ให้ปรับหลักสูตรใหม่ ให้เพิ่มเรื่องการหมุนเวียนหนังสือเข้าไปนี้เข้าไป วิธีการเพิ่มปริมาณคืออะไร จะต้องไปติดต่อกับโรงเรียนในสังกัด สปช. ต้องร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างใกล้ชิด ขอให้กระทรวงศึกษาฯ ซึ่งแบ่งเขตการศึกษาอยู่แล้ว จัดหมวดหมู่เป็น ๔ หน่วย ตำบลที่อยู่ติดกัน เช่น โรงเรียนมัธยม ก.ข.ค.ง. แต่เดิมโรงเรียน ก. มีงบ ๒๐,๐๐๐ บาทก็ซื้อไปเท่านี้ แล้วก็นอนกอดตลอดชีวิต โรงเรียน ข. ก็ซื้อ ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วก็นอนกอดตลอดชีวิต เหมือนกับโรงเรียน ค. โรงเรียน ง.
           คราวนี้ ๒๐,๐๐๐ บาทเขาจะกอดก็กอดไป แต่สถาบันฯ จะหาสมบัติพิเศษให้แก่เขา คือสมบัติที่อยู่ในหีบ A จำนวนหนึ่ง ๔๐๐-๕๐๐ เล่ม ส่งไปให้โรงเรียน ก. หนังสือในหีบ B ส่งไปให้โรงเรียน ข. หนังสือในหีบ C ส่งไปให้โรงเรียน ค. หนังสือในหีบ D ส่งไปให้โรงเรียน ง. ต่อไปก็จัดระบบหมุนเวียนให้กับเขา
           ทางโรงเรียนก็จะเร่งรีบกระตุ้นให้เด็กอ่าน ให้เด็กยืม ให้เด็กทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้หนังสือเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะหลังจากนี้สามเดือนแต่ละโรงเรียนก็จะมาแลกเปลี่ยนหนังสือกัน เวลามาเจอกันไม่ใช่เอาหนังสือใส่หีบแล้วโยนเข้าหากัน แต่จะมีกิจกรรมอย่างอื่นคือ กิจกรรมระหว่างโรงเรียน เช่น แข่งกีฬา ตอบปัญหา แข่งขันอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดสติปัญญาระหว่างสองตำบลนี้ มีพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นกองเชียร์ มี อบต.หรืออะไรก็แล้วแต่มีส่วนร่วม หนุนกันเข้ามาจัด มีกิจกรรมอย่างอื่นเช่น ตำบลนี้ปลูกผัก ตำบลนี้เลี้ยงไก่ ก็จะมานั่งสนทนากัน มันจะเกิดกิจกรรมที่แลกเปลี่ยนกัน นักเรียนแต่ละโรงเรียนแทนที่จะได้อ่านหนังสือหีบเดียวก็จะได้อ่านหนังสือถึง ๔ หีบภายในเวลา ๑ ปี

กิจกรรมอย่างนี้จะเริ่มเมื่อไร
           ผมคุยกับ ดร. สิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เขาเห็นชอบและคงจะไปคิดดูอีกทางหนึ่ง ผมคุยกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ซึ่งผมไปช่วยสอนวิชาหนังสือ เป็นวิชาเลือกพิเศษให้กับนักศึกษาปี ๔ เอกบรรณารักษ์ ที่นั่น ถ้ากระทรวงศึกษาฯ ยังไม่ทำ ประสานมิตรก็จะเริ่มทำก่อน และนี่คือเค้กส่วนหนึ่ง ที่สถาบันจะป้อนให้

โครงการเร่งด่วนของสถาบันฯ
           สิ่งหนึ่งที่เราเห็นความสำคัญเป็นพิเศษคือนักเขียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สถาบันฯ จะต้องดูแลเป็นพิเศษโดยการประสานงานกับสถาบันการศึกษาในภาคนั้นๆ เพื่อทำให้สิ่งที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นตัวหนังสือออกมาให้ได้ ทำอย่างไร ตอนนี้เกือบจะสายไปแล้ว ถ้าเราไม่รีบทำมันจะหมด
           วิธีช่วยทำอย่างไร เรามีนักศึกษาที่เรียนทางด้านวรรณกรรมมากมายเต็มไปหมด เราส่งเด็กเหล่านี้ไปประกบ เช่นภูมิปัญญาจากลุงป่วน เราก็ส่งเด็กไปประกบ แล้วอัดเทปไว้ มาทำเป็นหนังสือ นิสิตนักศึกษาก็ได้ความรู้ในวิชาที่เขาเรียน

ลิขสิทธิ์ผลงานนักเขียน
           กฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หนังสือเมืองไทยคลุมเครือที่สุด เช่นคำๆ เดียว คำว่า ภาพยนตร์ หมายถึงภาพที่เคลื่อนไหวได้ ถ้ามีใครบอกว่าขอซื้อเรื่องของคุณไปทำภาพยนตร์นั่นหมายความว่า เมื่อเขาซื้อไปแล้วทำเป็นวิดีโอ ซีดี ได้ทั้งสิ้น ถามว่ามีใครที่จะตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ ไม่มี มันต้องเป็นหน้าที่ของใครซักคนหนึ่งที่จะแก้ปัญหาแต่ละอย่างๆ ในห่วงโซ่ที่มันคล้องกันอยู่
           ต่อไปนี้เราจะมีทะเบียนของโรงพิมพ์ เพื่อเกื้อหนุนโรงพิมพ์เล็กๆ ตอนนี้โรงพิมพ์จะตายจะเป็นเราก็ไม่รู้ เรามีทะเบียนร้านขายกระดาษ ร้านขายสี มันต้องมีใครสักคนดูแลให้ดี ต่อไปหนังสือจะถูกลง คราวนี้เรานำปัญหาทุกอย่างมาแก้อย่างเป็นระบบ

การใช้หนังสือเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
           เราเคยรู้ไหมว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งใช้จ่ายไปสำหรับการซื้อหนังสือต่างประเทศเพื่อให้เด็กเรียนปีหนึ่งเท่าไหร่ กี่ร้อยกี่พันล้านเราไม่เคยรู้ เราไม่รู้เลยว่าคณะบัญชี จุฬาฯ ให้นักศึกษาซื้อตำราต่างประเทศเท่าไหร่ แล้วรู้ไหมว่าที่ธรรมศาสตร์ใช้ตำราเล่มเดียวกันก็มี ไม่รู้ ต่อไปนี้สถาบันก็เป็นคนคอยสอบถามว่า จุฬาฯ ใช้หนังสือ A ปีหนึ่งกี่เล่ม สมมติ ๕๐๐ เล่ม ถามธรรมศาสตร์ สงขลานครินทร์ ขอนแก่น เชียงใหม่ ใช้กี่เล่ม รวมกันแล้วมหาวิทยาลัยในประเทศไทยใช้หนังสือ A ปีหนึ่งกี่เล่ม สมมติว่า รวมแล้วได้ ๕,๐๐๐ เล่ม จะทำอย่างไร
           ๑. สถาบันฯ ช่วยสั่งซื้อหนังสือให้ล็อตใหญ่จากต่างประเทศจะได้ส่วนลดอย่างมากมายมหาศาล
           ๒. ถ้ามหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้จำนวนมากเหลือเกิน ให้สถาบันฯ ขอลิขสิทธิ์และมาจัดพิมพ์ในประเทศไทยทำให้หนังสือถูกลงไปอีก ขายนักศึกษาถูกลง ค่าใช้จ่ายในการเรียนลดลง ต่อไปสถาบันจะหารายได้จากการนี้ได้อย่างไร ก็เมื่อพิมพ์เองก็ติดต่อไปที่ลาว เขมร พม่า ถามว่าเขาใช้ไหมก็ส่งไปขายเขาในราคาที่แพงขึ้น แต่ก็ยังถกกว่าสั่งซื้อจากต่างประเทศเพราะต้นทุนเราถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาต้องการซื้อเองเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เดิมทีซื้อ ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าพิมพ์เอง ซื้อได้ในราคา ๕๐๐ บาทเขาจะซื้อไหม นี่เป็นวิธีคิดว่าจะทำให้ระบบหนังสือในประเทศงอกงามได้อย่างไร
 

"สำนักพิมพ์ของสถาบันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับเอกชน แต่เราตั้งขึ้นมาเพื่อพิมพ์งานที่เอกชนพิมพ์ไม่ได้ เพราะถ้าเขาพิมพ์เขาจะขาดทุน ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีหนังสือโบราณ หนังสือมีค่าอ่าน มาตรฐานของสิ่งพิมพ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรจะเลว"

 
การป้องกันการคอรัปชั่น
           เราป้องกันได้หลายทางด้วยระบบวิธีนี้ เช่นโรงเรียน ๓,๐๐๐ แห่งสั่งซื้อหนังสือ ก.เหมือนกันหมดเลย เป็นของสำนักพิมพ์หนึ่ง สถาบันฯ ก็รวบรวมจำนวนหนังสือที่จะสั่งซื้อกับสำนักพิมพ์นี้ไปสั่งให้สำนักพิมพ์จัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากหนังสือที่คุณพิมพ์ขายในท้องตลาด กระดาษข้างในก็แปลกออกไป จะต้องเย็บกี่เล่ม หนังสือห้องสมุดจะต้องแข็งแรง ไม่ใช่ใช้ห้าทีฉีกขาดหลุดออกเป็นแผ่นๆ ในเงื่อนไขนี้คุณจะคิดราคาเราเท่าไหร่ สถาบันฯ เป็นคนเจรจา สมมติเขาตั้งราคาไว้ ๑๐๐ บาท ถ้าเราสั่งซื้อ ๓,๐๐๐ เล่มจะคิดเราเท่าไหร่ ไม่เอาเปรียบกันและกันจนเขาทำไม่ได้ แล้วเขาส่งให้สายส่งเท่าไหร่ เราเสมือนสายส่งคุณแห่งหนึ่งที่ซื้อหนังสือคุณเป็นล็อตแล้วส่งต่อไปยังโรงเรียน ส่วนลดที่ซึ่งเป็นส่วนต่างก็คือเงินที่จะมาเป็นค่าบริหาร ค่าจัดส่ง ค่าทำอะไรก็แล้วแต่ให้โรงเรียนและสำนักพิมพ์ ถามว่าอย่างนี้ผิดไหม
           ต่อไปสถาบันฯ จะมีหน่วยงานหนึ่งที่รับพิจารณาหนังสือสำนักพิมพ์ใดก็ตามที่ส่งมาให้เราพิจารณา เห็นว่ามันเป็นหนังสือที่เหมาะที่ควรจะเข้าไปอยู่ในห้องสมุดระดับไหน เราจะพิจารณาซื้อแล้วส่งไป อย่าลืมนะว่า เพียงแค่ห้องสมุดในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ก็ ๔๐,๐๐๐ กว่าแห่งแล้ว และถ้าใช้ระบบหมุนเวียน เราซื้อหนังสือเพียง ๑๐,๐๐๐ เล่มก็เวียนได้ครบทุกโรงเรียน ถามว่าเป็นการทำลายระบบหรือ?
           การที่เราทำสิ่งนี้ขึ้นไม่ได้ทำลายระบบมาเฟียใดๆ ทั้งสิ้น เราก่อตั้งสถาบันฯ มาเราตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่ว่าใครทั้งสิ้น ถามว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เสียประโยชน์ไหม ไม่เสีย ไม่มีใครเสียประโยชน์เลย
           เราเคยสำรวจดูบางห้องสมุดมีหนังสือจากสำนักพิมพ์เพียงแห่งเดียว ต่อไปเราก็ต้องดูว่าโรงเรียนนั้นสั่งซื้อแต่หนังสือของสำนักพิมพ์เดียวอีก เราต้องถามให้เขาตอบให้ได้ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น แล้วหนังสือเล่มไหนไม่ได้มาตรฐานเราต้องบอกเขา มาตรฐานคืออย่างไร
           การตรวจสอบมาตรฐานจะไม่ใช้คนประจำ แต่เราจะขอความร่วมมือไปยังสถาบันที่สอนด้านวรรณคดี วรรณกรรม ขอให้ส่งนักศึกษามาเป็นกลุ่ม จากหลายๆ มหาวิทยาลัย กลุ่มละ ๕ คนมากัน ๕ กลุ่ม ถ้าหนังสือเล่มไหนมีปัญหาเราก็ให้ห้ากลุ่มนี้พิจารณา ถ้าห้ากลุ่มพิจารณาแล้ว หนังสือ ก. ผ่านการพิจารณาเพียงกลุ่มเดียว แสดงว่าหนังสือนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าหนังสือ ข ไข่ ผ่านการพิจารณาสี่กลุ่มในห้ากลุ่มแสดงว่าใช้ได้
           แล้วเราต้องตอบสังคมให้ได้ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ไม่ผ่าน เราจะรายงานให้ทราบทางวารสารและทางอินเทอร์เน็ต เห็นไหมว่าเรามีทางที่จะทำ ถ้าเผื่อขาดอะไรก็เสนอกันมา

ระบบ ISBN ที่จะเข้ามาทำให้มีประโยชน์มากขึ้น
           ต่อไปเราจะขอความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรมฯ ตอนนี้กระทรวงนี้ดูแลเรื่อง ISBN อยู่เพราะอยู่ในสังกัดหอสมุดแห่งชาติ ถ้าเผื่อว่าคุณพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งแล้วมี ISBN ตอนนี้เราทำอะไรกับ ISBN ไม่มากไปกว่าการเอาไปป้อนบาร์โค้ดสำหรับขายหนังสือ หรือเช็คไปทางหอสมุดแห่งชาติ ก็รู้เพียงว่า หนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ใครเขียนเท่านั้นเอง ต่อไปจะสืบไปได้ว่า คุณมีพ่อแม่ชื่ออะไร พ่อแม่คุณมีญาติกี่คน เท่าที่เราจะป้อนให้ได้ เพื่อสืบหาข้อมูลอะไรต่างๆ ได้ครบถ้วน คุณพิมพ์หนังสือไปแล้วกี่เล่ม หนังสือนั้นพิมพ์เป็นภาษาอะไร หนังสือนั้นมีความยาวเท่าไหร่ มันลิงก์ไปได้หมด แล้วไปอยู่ที่ไหนบ้าง เด็กนักเรียนที่เขาเรียนวิชาวรรณกรรมเขาไม่ต้องมานั่งถามว่าใครอยู่ที่ไหน มันสืบรู้หมด แค่คุณรู้ ISBN ตัวเดียว นั่นคือเรื่องหนึ่งที่เราต้องทำ

สถาบันฯ จะมีสำนักพิมพ์เองด้วย
           ถามว่าทำไมสถาบันต้องมีสำนักพิมพ์ เพราะมีเอกสารของชาติมากมายมหาศาลที่คุณจะรอระบบปกติทุกวันนี้ พิมพ์เท่าไหร่ก็ไม่หมด เอกชนทำได้ไหม ทำไม่ได้เพราะว่าต้องลงทุนมาก ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่จะเสียสละ สำนักพิมพ์ของสถาบันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับเอกชน แต่เราตั้งขึ้นมาเพื่อพิมพ์งานที่เอกชนพิมพ์ไม่ได้ เพราะถ้าเขาพิมพ์เขาจะขาดทุน ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีหนังสือโบราณ หนังสือมีค่าอ่าน มาตรฐานของสิ่งพิมพ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรจะเลว ผมชอบมากโฆษณาของบริษัทสุรายี่ห้อหนึ่ง เขาบอกว่ามูลค่าการลงทุน ณ ปัจจุบันมากว่า ๘,๗๐๐ ล้านบาท มีกำลังการผลิตเบียร์ ๕๐๐ ล้านลิตรต่อปี งงไหม คนไทยประมาณ ๖๖ ล้านคน แล้วคนไทยกินเบียร์กันเท่าไหร่ ที่น่าสนใจคือเขาลงทุนเพื่อผลิตเบียร์ ๘,๗๐๐ ล้านบาท จะผิดไหมถ้ารัฐบาลจะลงทุน ๒-๓,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะผลิตแหล่งสติปัญญาให้กับคน

ผู้บริหารสถาบันฯ
           ข้อใหญ่ใจความก็คือ คนที่จะมาบริหารสถาบันฯ นี้คือคนที่รักและเข้าใจหนังสือ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อที่จะได้ค่าจ้างเท่านั้นเท่านี้ จะได้ค่าคอมมิชชั่น หรือผลประโยชน์เท่านั้นเท่านี้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเข้ามากอบโกยเบี้ยบ้ายรายทางต่างๆ เพราะโครงสร้างบล็อกไว้หมดแล้ว มันไม่มีทางเลย การบริหารเงินเพื่อใช้จ่ายในการซื้อหนังสืออาจจะเป็น ๑,๐๐๐ ล้าน แล้วคุณจะไปเล่นแร่แปรธาตุมันได้ไหม ไม่ได้ เพราะมีรายการอยู่แล้วว่าคุณจะต้องสั่งซื้อหนังสือให้เขาได้ในราคาเท่านั้นเท่านี้ ส่วนที่เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าบริหารสถาบันฯ ไม่มีทาง
           อีกอย่างหนึ่ง ถามว่าตุกติกได้ไหม ระหว่างสำนักพิมพ์ เช่น สั่งซื้อโดยไม่ได้แจ้งให้รู้ หรือไปตุกติกกันเองไปพูดคุยกันเอง ระบบวิธีรัดกุมหมดด้วยคอมพิวเตอร์ ต่อไปนี้ห้องสมุดในประเทศไทยจะต้องมีคอมพิวเตอร์ที่จะลิงก์กันได้หมดเลยว่าห้องสมุดนี้มีหนังสืออยู่กี่เล่ม มีหนังสือชื่ออะไรบ้าง ได้มาด้วยวิธีไหน จะต้องบอก

โครงการอื่นๆ ในอนาคต
           มีอันหนึ่งที่น่าสนใจ บ้านจัดสรรของการเคหะที่สร้างขึ้นใหม่จะต้องมีห้องสมุด ได้คุยกับคุณหมอสุรพงษ์แล้ว เขาก็คงไปคุยกับรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องบ้านการเคหะฯ ด้วย วิธีนี้เราจะทำให้ชุมชนที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรของการเคหะฯ เป็นชุมชนทีมีสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น แต่เดิมมีปัญหาเรื่องเด็กมั่วสุม ต่อไปจะมาทางนี้มากขึ้น แล้วจะบริหารห้องสมุดของการเคหะฯ ได้อย่างไร ก็เอานิสิตนักศึกษาฝึกงานมาเลย มาช่วยกันบริหาร ช่วยกันทำแล้วเอาหน่วยกิตไป มีเบี้ยเลี้ยงรายวันให้ เขาได้ประสบการณ์ ชุมชนได้งาน
           ผมนึกไปถึงห้องสมุดในกรมกองทหาร เราเอาเด็กวัย ๒๐ ปีมาฝึกอาวุธ ๒ ปีแล้วจบออกไปเป็นทหาร ช่วงเวลาเหล่านี้เราควรใส่ความละเอียดอ่อน ใส่ความประณีตลงไป จะขอความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม ขอให้มีห้องสมุดสำหรับทหารเกณฑ์ทุกกรมกอง นี่คือขนมเค้กอีกชิ้นหนึ่งที่เรากำลังจะปรุงและกินกัน
           นอกจากนี้ ต่อไปสมมติว่าในชุมชนนี้ ตลาดนี้ รัฐไม่มีปัญญาจะทำห้องสมุด ประกาศเลยใครต้องการจะเปิดร้านหนังสือเช่า บอกมา คุณลงทุนเรื่องสถานที่ ตกแต่งเป็นแบบนั้นแบบนี้ มีคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวที่จะลิงก์กับเราได้ เราจะจัดหาหนังสือให้ชุดหนึ่งให้กับคุณ แล้วคุณก็เป็นเสมือนแฟรนไชส์ของเรา เป็นแฟรนไชส์ห้องสมุด

ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้อย่างไร
           ฝันนี้เป็นจริงได้ ต้องมีการคัดเลือกคนสะอาด คนบริสุทธิ์เข้ามาบริหารและช่วยกัน คือ อย่าบอกว่ามันต้องโกงแน่ตั้งแต่ยังไม่ทำอะไร เราจะพยายามตอบให้ฟังว่า เรากำลังทำอะไร ถามว่าเค้กก้อนนี้น่าสนใจไหม น่ากินแต่คนปรุงต้องเหนื่อยมาก ถามว่า ถ้าคุณมีผ้าใบ คุณมีขาหยั่ง คุณมีจินตนาการเลอเลิศ แล้วคุณไม่ลงมือวาดซักทีเมื่อไหร่มันจะได้ เราทำทุกอย่างให้มันงอกงามขึ้นอย่างน้อยเป็นสี่เท่า
           โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ จะเป็นสถาบันก็ต่อเมื่อเขาร่างกฎหมายแต่งตั้งสถาบันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใน ๖ เดือนนี้ก็ทำโครงการให้เสร็จ หลังจากนั้นก็คัดเลือกหากรรมการ แล้วกรรมการก็มารับสมัครผู้บริหาร คนทำงานตามหน่วยงานต่างๆ คนเหล่านี้ต้องการคนเข้าใจ เห็นปัญหาที่ผ่านมา

ถ้าเกิดเปลี่ยนรัฐบาล
           ไม่มีปัญหา ถ้าโครงการนี้ไม่มีโทษอะไรเลยจะมีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลอื่นจะมาล้ม มีเรื่องเลวไหม ที่จะทำให้คนไทยได้มีโอกาสอ่านหนังสือ มีระบบหนังสือดีขึ้นเป็นเรื่องชั่วไหม ถ้ารัฐบาลใหม่มาแล้วคิดว่าเป็นเรื่องชั่วก็เลิกกัน แต่ถ้าเห็นว่าเรื่องดีก็ปล่อยไป จบ ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นห่วงว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ก็มาช่วยกัน
           สิ่งที่ทำได้ก่อนคือเปิดเว็บไซต์ รับความคิดเห็นตลอดเวลา ไม่ก็ทางจดหมาย หรือหนังสือพิมพ์ รายการวิทยุจะให้พื้นที่สื่อสารก็ยินดี ช่วยแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้ที่โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ หรืออี-เมล์ bookinstitute@hotmail.com
           ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อสรุป เป็นเพียงพิมพ์เขียวแผ่นหนึ่ง มันอาจจะแก้ไขไปจากตรงนี้ทั้งหมดก็ได้ อะไรที่ไม่ถูกบอกมา เรายินดีแก้ไขเพื่อเป็นประโยชน์กับคนในแวดวงอาชีพนี้ทั้งหมด มันไม่ใช่ของผม มันไม่ใช่ของหมอสุรพงษ์ ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของทุกคน พอเราทำเสร็จ เราก็ออกมา คนที่จะมาบริหารต่อต้องรับภาระหนักหน่อย
 

"คนที่จะมาบริหารสถาบันฯ นี้คือคนที่รักและเข้าใจหนังสือ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อที่จะได้ค่าจ้างเท่านั้นเท่านี้ จะได้ค่าคอมมิชชั่น หรือผลประโยชน์เท่านั้นเท่านี้"

 

“สถาบันหนังสือแห่งชาติ”
องค์กรมหาชนอิสระในสังกัดรัฐบาล

"สถาบันหนังสือแห่งชาติเป็นองค์กรมหาชน เป็นหน่วยงานอิสระสังกัดอยู่ในรัฐบาลที่ไม่แสวงหาประโยชน์ อิสระแต่สังกัดรัฐบาล แต่ไม่ใช่ราชการ ส่วนจะอยู่ในหน่วยงานของใครก็ว่ากันไป เช่นอาจจะสังกัดกระทรวงการคลัง ไอซีที ผมเข้าใจว่าคงจะสังกัดกับไอซีทีมากกว่า แต่จะสังกัดกระทรวงใดนั่นเป็นเรื่องของอนาคต"

           มกุฏ อรฤดี ที่ปรึกษาโครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติกล่าว และเล่าถึงความฝันที่เป็นจริงกับตึก ๓๓ ชั้นที่กำลังวางผังอยู่...

           เบื้องต้นที่มาของตึกแฝดนี้ เราเข้าไปเจรจากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึกที่เขากำลังก่อสร้างอยู่ เพราะเขาหยุดชะงักไปพักหนึ่ง เราบอกว่ากำลังจะทำโครงการนี้ก็เลยจะทำเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างจุฬาฯ กับกระทรวงต่างๆ คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการคลัง มี ๔ กระทรวงหลัก ในงบประมาณ ๔,๙๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่าไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่กระทรวงทั้งหลายเอาเงินที่มีมาสร้างตึกและบริหารตึก ส่วนสถาบันฯ เป็นผู้เช่าตึก

           ตึกแฝดดังกล่าวอยู่ตรงหัวมุมถนนสามย่าน ในอนาคตอีก ๒ ปีข้างหน้าคือ “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ที่จะผุดขึ้นมาอยู่ข้างๆ ตึกใหญ่ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางของไอซีทีทั้งหลาย คอมพิวเตอร์ทันสมัยทั้งหลาย

           ตึกเล็กเดิมที ๓๙ ชั้นเราปรับระดับให้เป็น ๓๓ ชั้น เดิมเขาทำไว้เป็นที่อยู่อาศัยมันเตี้ย ส่วนหนึ่งเราจะทำเป็นหอหนังสือแห่งชาติ ตึกนี้จะมีห้องสต็อกหนังสืออยู่ชั้นล่าง ชั้นแรกเป็นศูนย์การค้าว่าด้วยหนังสือทั้งหมด อาจจะมีเครื่องเขียน แบบเรียน อาจจะมีร้านกาแฟบ้าง

           ชั้น ๕ เป็นห้องสมุดเด็กเล็ก เป็นห้องสมุดหนังสือกินได้ ชั้น ๖ เป็นห้องสมุดเด็กเล็กอยู่และกิจกรรม มีกิจกรรมอะไรต่างๆ ใครจะมาจัดการแสดงอะไรก็มา ชั้น ๗ เป็นสำนักงานของสถาบันฯ
 

เค้กชั้น ๘ สำหรับนักเขียน
           ชั้น ๘ เป็นชั้นของนักเขียนโดยเฉพาะ ให้นักเขียนยึดครองไปเลย คือ เราอยากให้นักเขียนมีความสุข ผลิตงานออกมา แต่ไม่มีที่นอนเท่านั้นเอง มีที่ฟังเพลง มีที่เล่นอินเทอร์เน็ต เราป้อนให้ทุกอย่าง ยกเว้นเนื้อเรื่องที่คุณจะต้องสร้างขึ้นมาเอง ชั้นนี้เรากันที่ไว้สำหรับสมาคมเกี่ยวกับหนังสือถึงแปดสมาคม แต่ละสมาคมเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นสมาคมนักเขียน สมาคมนักแปล สมาคมนักอ่าน ฯลฯ ห้องทำงานนักเขียนประมาณ ๑๒๐ ตารางเมตร

           เมื่อวันแถลงข่าวสถาบันหนังสือแห่งชาติ ประภัสสร เสวิกุล นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยถามผมว่า ไหนๆ สถาบันจะก่อตั้งแล้ว ขอเนื้อที่ให้กับสมาคมนักเขียนฯ ได้ไหม ผมตอบว่า เตรียมเอาไว้ให้แล้วชั้น ๑๓ แต่บังเอิญหลังจากประชุมเสร็จก็กลับมาวางผังใหม่ และได้จัดให้ร่นลงมาอยู่ชั้น ๘ ซึ่งสะดวกกว่า

           เราจัดเตรียมห้องโถงใหญ่สำหรับนักเขียนขนาด ๑๐x๑๗ เมตร สำหรับนักเขียนใครก็ได้ เข้ามาใช้บริเวณได้ เช่น มีนักเขียนคนไหนก็แล้วแต่อยากเขียนหนังสือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีที่ทำงาน หรือที่บ้านไม่มีแอร์ ไม่มีความสะดวก ไม่มีบรรยากาศที่ดีพอ มาลงทะเบียนกับสถาบันฯ แล้วเดินเข้ามา ขึ้นมาที่ชั้น ๘ แจ้งความจำนงว่าต้องการโต๊ะทำงาน มีคอมพิวเตอร์ให้ มีกระดาษให้ มีปริ๊นเตอร์ให้ ครบหมดทุกอย่างขาดอย่างเดียว คุณต้องไปซื้อกาแฟเองมั่ง หรืออาจจะมีบริการก็ไม่รู้

           ถ้าคุณมานั่งตั้งแต่เช้าจนเย็น ปริ๊นงานเขียนออกมาเรียบร้อย เก็บงานเป็นของตัวเอง คุณเดินออกมาเจอสำนักพิมพ์เรียงรายอยู่ สำนักงานของสำนักพิมพ์ที่เราจัดเรียงรายไว้ให้ประมาณ ๓๒ หน่วยอยู่ตามที่ต่างๆ คุณก็อาจจะแวะไปที่สำนักพิมพ์ซึ่งจัดไว้ให้ติดต่อกับลูกค้า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเอาหนังสือมาขายที่นี่ เป็นสำนักงาน คุณอาจจะมาทำงานที่นี่ก็ได้ ที่ทำงานของสำนักพิมพ์ประมาณ ๒๔ ตารางเมตร

           ถ้านักเขียนคนไหนไม่อยากเจอหน้าคนอื่น เราจัดห้องส่วนตัวให้เลย ตั้งแต่เช้าจนเย็นจนค่ำเลย คุณก็ปิดประตูซะ

           นอกจากนี้มีห้องประชุมสำหรับนักเขียน สำนักพิมพ์ เป็นห้องประชุมประมาณ ๒๕ ที่นั่ง คุณจะจัดประชุมกันเมื่อไหร่ก็ได้ หน่วยงานใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเราเปิดให้ เช่นเกี่ยวกับบรรณารักษ์ บรรณาธิการ นักเขียน นักเขียนภาพประกอบ ผู้จัดรูปเล่ม ทุกส่วนที่เราสามารถเกื้อหนุนได้ เราพยายามที่จะจัดทำเนียบของคนเหล่านี้ ต่อไปนี้สถาบันขอความร่วมมือผู้ทำวิชาชีพเกี่ยวข้องกับหนังสือ เช่นนักเขียน ขอมาเลยมาลงทะเบียนกันหน่อย พอถึงเวลาที่จะทำทะเบียนติดต่อช่วยเหลือจะทำได้และเป็นระบบ คุณมีปัญหาเรื่องอะไร ใครละเมิดลิขสิทธิ์คุณ เรามีแผนกลิขสิทธิ์ที่คอยช่วยเหลือคุณ นี่คือส่วนหนึ่งของเค้ก

           เนื้อที่สำหรับสำนักพิมพ์ ๓๒ แห่งบนชั้นแปดนี้ จองกันเข้ามาได้เลย ถ้าไม่พอเราจะจัดที่ให้อีก ถ้าคุณต้องการจะมาจัดสำนักงานที่นี่เราจะจัดให้ ถ้าสำนักพิมพ์ไหนเล็ก แล้วบอกว่าที่เช่าอยู่แพงไป ก็มาเช่าที่นี่ได้ในราคาถูก มีน้ำไฟอำนวยความสะดวก มีโต๊ะให้เสร็จสรรพ ถามว่าผิดไหมที่ทำอย่างนี้

           เราพยายามรวบรวมสำนักพิมพ์เล็กๆ มาอยู่ด้วยกัน ทำไม เพราะเราอยากให้สำนักพิมพ์เล็กๆ อยู่ด้วยกันอย่างดี ปัญหาของสำนักพิมพ์เล็กๆ ตลอดเวลา ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา ก็คือกระดาษแพง ทุกคนบ่น ก็ถ้าเผื่อว่ามีตัวกลางคือ สถาบันหนังสือแห่งชาติเกิดขึ้น สถาบันฯ บอกว่าเรามีหน่วยงานที่จะเกื้อกูลสำนักพิมพ์เล็กๆ เป็นพิเศษ ในเรื่องการพยายามลดต้นทุน เช่นมีสำนักพิมพ์เล็กๆ เข้ามา ๒๐ แห่ง และต้องการซื้อกระดาษ ๕๐ รีม หอบเงินสดไปซื้อบางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ แล้วก็มาบ่นว่าสำนักพิมพ์เล็กไม่มีทางสู้สำนักพิมพ์ใหญ่ได้เลย เพราะค่ากระดาษแพง ต้นทุนต่อหน่วยแพง เมื่อพิมพ์หนังสือออกมาในปริมาณเท่ากัน ขายถูกก็ไม่ได้

           ต่อไปในแต่ละเดือนคุณก็รวมยอดกันมาแต่ละสำนักพิมพ์มารวมกันเป็นล็อตใหญ่ สถาบันเป็นผู้สั่งให้แล้วแจกจ่ายกันไปคุณก็ได้กระดาษต้นทุนเท่ากับสำนักพิมพ์ใหญ่ ถามพอใจไหม อย่างนี้ดีไหม หรือไม่ดี
 

รายละเอียดในชั้นอื่นๆ
           ชั้น ๙ เป็นหอศิลป์เนื้อที่ ๑,๗๐๐ ตารางเมตร ทำอะไรได้เยอะมาก ชั้น ๑๒ เป็นที่ทำงานขององค์กรสถาบันหนังสือแห่งชาติ ชั้น ๑๓ เป็นห้องอบรมและห้องเรียน

           ห้องเรียนมีตั้งแต่ ๑๐๐-๑๕๐ คน ๓๐ คนอบรมวิชาต่างๆ ว่าด้วยหนังสือ ราคาค่าเล่าเรียนถูกมาก บางคอร์สอาจจะฟรีแต่ต้องคัดสรรกันนิดหน่อย

           ชั้น ๑๔ เป็นห้องอาหาร สำหรับทุกคนที่เข้ามาใช้ห้องสมุด ชั้น ๑๕ เป็นห้องประชุมสัมมนา ห้องประชุมใหญ่จุได้ประมาณ ๒๐๐ คน บางห้อง ๑๐๐ คน บางห้อง ๓๐ คน ประชุมว่าด้วยอะไรก็แล้วแต่ ถ้าห้องว่างใครจะขอใช้ก็ให้เช่า เป็นรายได้ของสถาบันอีกอย่างหนึ่ง จากนั้น ชั้น ๑๖-๓๑ เป็นห้องสมุดหมดเลย ชั้น ๓๒ เป็นห้องสมุดหนังสือสำคัญที่ต้องเก็บเฉพาะกลัวขโมยกันหายอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีห้องนิรภัย อาจจะมีรูปที่มีค่า หรืออาจจะมีทรัพย์สินอะไรเราก็เก็บไว้ที่นี่

           ชั้น ๓๓ เป็นห้องทำงานของกรรมการบริหาร เป็นห้องพิเศษที่จะจัดไว้ซึ่งจะประกาศในภายหลัง เรียกว่าเป็นตึกที่มีความสำคัญพอสมควร นอกจากนี้สถาบันฯ จะมีวารสารหรือนิตยสารว่าด้วยหนังสือและวรรณกรรม เช่น ถนนหนังสือ โลกหนังสือ ซึ่งล้มหายตายจากไปหมด ต่อไปนี้สถาบันฯ จะทำเพื่อแจกจ่ายไปยังห้องสมุดต่างๆ ลูกค้าคือห้องสมุดก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องการคนที่จะมาทำงานในสาขาต่างๆ มากมายเหลือเกิน ต้องการนักวิจารณ์หนังสือ แล้วเราจะจัดอบรมสัมมนาเป็นระยะๆ
 

สำนักงานชั่วคราวตอนนี้
           สิ้นเดือนเมษาก็ต้องย้ายไปอยู่ที่งามวงศ์วาน เพราะกระทรวงไอซีทีจะย้ายไปอยู่ที่นั่น กว่าจะขอที่ของโรงพิมพ์คุรุสภาได้คงอีก ๕ เดือน หลังจากนั้นคงใช้ที่นั่นสัก ๑ ปี ก่อนที่จะย้ายไปที่ตึกแฝดที่จุฬาฯ ขอให้เชื่อว่ามันเป็นขนมเค้กก้อนมหึมาและอร่อย แจกได้ทั่วถึง
 


            * พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๕๖๓ วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
 


กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >