..แง่งามในความหมาย..
(..ของสวนดอกไม้และเจ้าผีเสื้อเพื่อสันติภาพ..)





.



.

(๑)

เสียงเป๊ง ๆๆๆ จากระฆังทองแดงดังกระชั้นมาจากสถานี
ส่งสัญญาณว่ารถไฟท้องถิ่นขบวนเช้ากำลังจะเข้าเทียบชานชาลา
“เด็กชาย” หันไปคว้าย่ามใบเก่า เดินเอื่อย ๆ ผลุบออกประตูหลังบ้าน
ลอดซุ้มการเวกดอกเขียวเหลืองที่หอมเอียน ๆ จนน่าเวียนหัว
และเพียงระยะไม่เกินห้าสิบก้าวสั้น ๆ เขาก็เดินมาทันขึ้นรถอย่างสบายอารมณ์

.

“วันหยุดฝนพรำ ๆ ที่แสนจะว่าง
ขืนแกร่วอยู่บ้านก็คงได้นอนตีพุงทั้งวัน
ก็ดูแต่เจ้าทุยกลางทุ่งยังขี้คร้านจะไถนา แล้วประสาอะไรกับเด็กขยันน้อยอย่างเรา
อย่ากระนั้นเลยน่า สะพายย่ามพกหนังสือไปนั่งอ่านบนรถไฟดีกว่า”
เด็กชายคิดครึ้มคร่าว ๆ กับตัวเอง

.

“โน่นเห็นมั้ย...ทิวท้องนาหน้าฝนยังกวักมือเรียกอยู่ไหว ๆ
ใบข้าวเขียว ๆ โอบรวงที่เริ่มแตกเม็ดพราว ชวนให้นั่งมองได้ไม่รู้เบื่อ
ข้าวเหนียว ไก่ย่างบนรถไฟก็น่าติดใจ กินทีไรก็แทะเล็มจนแทบไม่เหลือกระดูก
ไหนจะ ผัดหมี่โคราช ตะโก้ ขนมชั้น ยามเที่ยงบ่ายอีกล่ะ”
ฝันหวานแนวตะกละเสร็จสรรพ เด็กชายก็หาที่นั่งว่าง ๆ หย่อนก้นได้พอดี

.

ไม่นานจากนั้น “ผีเสื้อและดอกไม้” หนึ่งในหนังสืออ่านนอกเวลา
ก็ถูกหยิบขึ้นมาจากย่ามสีมอมแมม

.



.



.

(๒)

ปลายหนาวเมื่อหลายปีก่อน
ฉันเคยเขียนอะไรถึงตัวเองด้วยข้อความคล้าย ๆ ข้างต้น
ขณะลุกจากที่นอนเตียงบนในรถไฟขบวนเช้า
และมองเห็นเมือง ‘หาดใหญ่’ เคลื่อนใกล้เข้ามาประชิดสายตา

.

คงเพราะความผูกพันตั้งแต่เยาว์วัย
ช่วงที่เคยใช้บริการเจ้ากิ้งกือยักษ์ เกาะอาศัยไปเรียนหนังสือในเมืองอยู่นานปี
ทำให้ฉันมีโบกี้แห่งความทรงจำส่วนตัวขึ้นมา

.

ความสุขเรียบง่ายของเด็กชายในตอนนั้น
คือการนั่งรถดีเซลรางสายท้องถิ่น แอบอู้งานบ้านไปเที่ยวเล่นในวันหยุด
จากสถานี “กระสัง” แล่นฉึก ๆ ฉัก ๆ จนถึงปลายทางที่ “โคราช”

.

หลายคนเคยการันตีอย่างขำขำ
ว่าเสน่ห์ของรถไฟนั้นอยู่ที่ความเชื่องช้า แถมไม่เคยตรงเวลาเลยสักครั้ง
ฉันเห็นด้วยในทุกถ้อยคำ แต่กลับไม่เคยรีรอที่จะเลือกใช้บริการ
อาจเพราะรู้สึกว่าสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง
หรือหลงใหลในกลิ่นพิเศษบางอย่างที่มิอาจอธิบาย

.

แต่เหตุผลชิ้นใหม่ เมื่อฉันเริ่มคิดทบทวน หลังใช้บริการรถไฟสายใต้บ่อยครั้งขึ้น
หรือแท้จริงแล้ว ฉันอาจจะฝังใจต่อเรื่องราวความดีงามของ “เด็กหญิง-ชาย” คู่หนึ่ง
ซึ่งเคยโลดแล่นอยู่บนรถไฟผ่านตัวหนังสือและแผ่นฟิล์ม

.

เรื่องราวมันเริ่มต้นที่สถานี ‘เทพา’ เรื่อยมาจนถึง ‘สุไหงโกลก’
ใช่...“ฮูยัน” และ “มิมปี” จาก “ผีเสื้อและดอกไม้” เรื่องนั้นเอง

.



.



.



.

(๓)

หนังสือดีที่กลายเป็นภาพยนต์ชั้นเยี่ยม
ได้บอกเล่าถึงแง่มุมที่ลึกซึ้งของความรักและความฝัน
ในช่วงรอยต่อวัยเยาว์อันงดงามของเด็กชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้

.

เด็กชาย ‘ฮูยัน’ (แปลว่า..สายฝน) เป็นเด็กเรียนดี
แต่เพราะสภาพครอบครัวที่ยากจน ทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียนมาเร่ขายไอศรีม
ด้วยหวังอยากให้น้อง ๆ สองคนได้เรียนหนังสือบ้าง
และเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของ ‘ป๊ะ’ (พ่อ) ซึ่งเป็นกรรมกรรับจ้างขนของตามสถานีรถไฟ

.

ส่วนเด็กหญิง ‘มิมปี’ (แปลว่า..ความฝัน) เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา
ที่ออกมาช่วยแม่ขายของบนขบวนรถไฟขึ้น-ล่องถึงเมืองชายแดน
มิมปีคือมิตรภาพผูกพันที่แสนสวยงาม
เด็กหญิงผู้ชื่นชอบการปลูกดอกไม้และหลงรักผีเสื้อคนนี้
เป็นเสมือนคนจุดประกายและชี้นำให้เขาเข้าใจถึงโลกใบใหม่นอกห้องเรียน

.

ท่ามกลางความแร้นแค้น ดิ้นรนเพียงเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ
เด็กหญิงชายกลับแสดงออกถึงคุณค่าที่ดีงามในจิตใจ
และภายใต้แสงหม่นมัว สภาวะขาดพร่องของทุก ๆ คนซึ่งจำลองมาจากสังคมจริง
ดวงไฟแห่งความหวังของพวกเขา กลับไม่เคยมอดดับลงแม้แต่น้อย

.

“ผีเสื้อและดอกไม้” ช่วยยืนยันถึงความเชื่อที่ว่า
ตราบใดที่หัวใจยังใฝ่หาและยึดมั่นในความดี
ชีวิตย่อมมีหนทางให้พานพบได้ในสักวัน

.

“ปลูกดอกไม้ให้มาก ๆ ที่ไหนมีดอกไม้ ที่นั่นจะมีผีเสื้อมาบินเต็มไปหมด
เราอาจจะไม่ได้ไปไหนไกล ๆ อย่างผีเสื้อ
แต่ถ้าเรามีใจฝันจะไป ใจของเราก็จะไปได้ก่อน ฝันว่าไปในที่ ๆ เรามีความสุข”

.

คำพูดของมิมปีที่มีต่อฮูยัน คงเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้เขาคิดกลับตัวทิ้ง ‘กองทัพมด’ เลิกขนของผิดกฏหมาย
หันมาทำสวนดอกไม้ตามความฝันของมิมปีอย่างมีความสุข

.



.



.



.

(๔)

กลางเดือนกุมภาพันธ์ ฉันแบกเป้ลงใต้อีกครั้ง
เพื่อตระเวนเคาะหินค้นหาร่องรอยเหมืองแร่สมัยยังรุ่งเรือง
ละแวกอำเภอจะนะ เทพา สะบ้าย้อย
ในเป้ใบเก่าบรรจุอุปกรณ์สำรวจสารพัดที่จำเป็น
รวมถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งฉันตั้งใจพกพาไปอ่านในพื้นที่จริงของเรื่องราว

.

เที่ยงวันเริ่มงาน
พาหนะสำรวจวิ่งตีขนานกับทางรถไฟสายเดิม บนเส้นทางหลวงหมายเลข 43
จากหาดใหญ่จนถึงหาดสร้อยสวรรค์และตัวอำเภอเทพา
แล้วหัวรถจักรขบวนหนึ่งก็เปิดหวูดเสียงดังก้อง ร้องทักทายพาหนะของฉัน
ก่อนชลอตัวเข้าจอดเทียบสถานี

.

ที่มุมไกล ๆ ในร้านอาหารริมทาง
ฉันคล้ายว่าได้เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินถือตะกร้ามัดดอกดาวเรือง
มุ่งตรงไปยังชานชาลาแห่งนั้น

.

หรือว่าพวกเขาจะเป็น ‘ฮูยัน’ และ ‘มิมปี’ ?
เด็กหญิงชายที่ชวนกันไปปลูกดอกไม้เมื่อหลายปีก่อน
และถ้าเป็นจริง ฉันอยากอวยพรให้สวนดอกไม้ของเขาจงงอกงาม
เพื่อหยัดยืนสู้สภาวะรุ่มร้อนในพื้นที่ชายแดนใต้
ให้กลายคืนสู่ความร่มเย็น

.



.



.

(๕)

วันนี้...ฉันหวนคืนมหานครอีกหนด้วยรถไฟ
เหตุที่ได้ปิดตาจากจอทีวีและหนังสือพิมพ์มาหลายวัน
นั่นทำให้ฉันตกข่าวสารไปพอสมควร
แต่รังสีความรุนแรงที่ยังคุกรุ่นในสังคม ก็ทำให้เข้าใจอะไรได้ไม่ยาก

.

ฉันเฝ้าคิดในขณะหนึ่งที่ใจยังมีหวัง
ว่าจะดีเพียงใดนะ ถ้าเราทุกคน ทุกเชื้อชาติ-ศาสนา
ได้หันมาลงแรงเพาะปลูกสวนดอกไม้ร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็นดอก ‘ทานตะวัน’ สีเหลือง ‘กุหลาบ’ สีแดง หรือดอกใด ๆ
เพื่อให้โลกใบเล็กคืนความสดใส เป็นทุ่งฝันของเหล่าผีเสื้ออิสระเช่นดังเดิม

.

และหากมีวันนั้น
สันติสุขคงเริ่มเบ่งบานในสวนดอกไม้ด้วยจิตใจที่ดีงาม

.

ในนาม
“ดอกไม้แห่งสันติภาพของแผ่นดิน”

.



.

หมายเหตุท้ายเอนทรี่

.

๑. จากขบวนรถไฟที่บ้านเกิด ล่องใต้เยี่ยมเจ้าผีเสื้อ
และเฝ้ารอดอกไม้แห่งสันติภาพ ฉันดูเหมือนจะหลงทางอีกครั้ง...อย่างตั้งใจ

.

๒. ขอบคุณภาพบางส่วนและบทเพลงจากอินเตอร์เน็ต

.

บุหงาคำนึง - ดีฆอลาฆู



.

ปลูกดอกไม้ - สองวัย





ที่มา เว็บไซต์ OK Nation Blog วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ