“ความร่วมมือในระบบหนังสือ ระหว่างเอกชนกับรัฐบาล”

            ผลงาน : อภิชัย วิจิตรปิยกุล
            เท็คนิค : สีอะครีลิค บนผ้าใบ, ขนาด : ๔๔ x ๖๔ เซนติเมตร




เมื่อครั้งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ ได้ตกลงกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสมัยนั้น กับฅนในสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้เสนอแนวคิด ‘ระบบหนังสือและการอ่านแห่งชาติ’ ว่า เห็นชอบ เห็นประโยชน์ และเข้าใจดีถึงความสำคัญ ความจำเป็น ในแนวคิดจะจัดตั้ง ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ โดยผ่านพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะย่นย่อเวลาและทำได้เร็วกว่าเสนอพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภา เพราะพระราชกฤษฎีกาเสนอตามมติคณะรัฐมนตรี

            แนวทางความคิดเห็นและข้อตกลงก็คือ รัฐบาล โดยรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีดำเนินการด้านกฎหมาย งบประมาณ และสั่งการหรือประสานงานส่วนราชการ คณะทำงานภาคเอกชนจะดำเนินงานด้านประชุมสัมนาระดมความคิดผู้เกี่ยวข้องในวิชาชีพระบบหนังสือทั้งหลายทั่วประเทศ ประมวลข้อมูลทั้งที่ศึกษามาแล้ว และข้อมูลความจำเป็นใหม่ๆ เพื่อนำมาเขียนโครงร่างสถาบันหนังสือแห่งชาติ ก่อนจะเป็นร่างพระราชกฤษฎีกา

            เมื่อมีโครงการใหญ่เช่นนี้ เกิดความคิดขึ้นว่า น่าจะพิมพ์โปสเตอร์สักแผ่น แสดงสัญลักษณ์ความร่วมมือและการริเริ่มสถาบันที่จะดำเนินงานเรื่องระบบหนังสือของประเทศไทยกันจริงจัง

            จึงได้ขอร้องคุณอภิชัย วิจิตรปิยกุล บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ และช่างเขียนฅนหนึ่งในสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ว่า ช่วยเขียนรูปสักรูปหนึ่งเถิด ในเวลาอันรวดเร็วด้วยนะ เพราะหลังจากหารือกันกับรัฐมนตรีฯแล้ว ก็กำหนดวันเวลาแถลงข่าว ในวันอังคารที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ เวลาเพียง ๒ เดือน จะเตรียมการอะไรทันก็ยังไม่รู้เลย

            พูดคุยหารือกับช่างเขียนรูปว่า รูปที่จะเขียนนี้รูปเดียวควรเป็นได้ทั้งโปสเต้อร์ แผ่นพับ ไปรษณียบัตร ที่คั่นหนังสือ แผ่นรองแก้วน้ำ แผ่นรองจาน ปกหนังสือ ปกเอกสาร แฟ้มการประชุมสัมนา รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์บนเวทีประชุมแต่ละครั้ง และแม้แต่พิมพ์เสื้อยืด ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดปาก สมุดบันทึก หรือสิ่งของอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งจะตามมาในอนาคต เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกและหารายได้สนับสนุนการทำงานด้วย จะได้ไม่ต้องใช้งบประมาณราชการ เช่นเดียวกับการทำงานส่วนอื่นๆของเราในโครงการนี้
 
   
     
 
ใบหน้าไหนควรเป็นรัฐบาล
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลักพีระมิด แทนความมั่นคง
 
 
 
 
 
 
 
   
            เราลองนึกภาพกันทุกแง่ทุกมุม มุมแรกก็ในฐานะงานนี้เป็นงานใหญ่ งานที่จะสร้างชาติด้านสรรพวิชาความรู้กันทีเดียว---และในมุมของช่างเขียนภาพเล่า เขาก็รู้ว่างานนี้เป็นงานสำคัญ ฅนอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างคุณอภิชัยจึงไม่อยากรับงานที่อาจต้องออกไปพบผู้ฅน ออกตัวว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้นจะทำงานระดับชาติ ทั้งๆที่เขาร่วมทำงานเขียนรูปวาดภาพปกของผีเสื้อมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ทำงานอย่างรู้จักรู้ใจกัน และรู้เรื่องควรไม่ควรทั้งสิ้นทั้งปวงดี เมื่อรู้ว่างานนี้ต้องรีบทำ เพราะยังมีหนทางอีกยาวไกล เราต้องจัดการอีกหลายเรื่องหลายอย่างตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ต้องระดมผู้ฅนมาช่วยกันแสดงความคิดความเห็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหม่ (แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเก่า แต่ก็เป็นเรื่องเก่าที่เดินไปตามจังหวะจะโคนเดิมๆมานานเต็มที) จึงพยักหน้าหงึกๆ บอกว่า “ผมจะกลับไปคิด และรีบทำ”

            คุณอภิชัยหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับการเขียนรูปนี้นานนับเดือน ทั้งๆที่ปกติเป็นฅนทำงานเร็ว ถ้าไม่มีอะไรบีบคั้น ปกหนังสืออย่างประณีต ใช้เวลาเพียงไม่เกินสัปดาห์---อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเราก็ได้เห็นรูปที่ชื่อ ‘ความร่วมมือในระบบหนังสือ ระหว่างเอกชนกับรัฐบาล’
            คุณอภิชัยอธิบายว่า

            “ผมคิด ถึงเรื่องความร่วมมือร่วมใจ การเติบโต
            ความผลิบาน และความมั่นคง

            ภาพ ชายสองฅนยืนจับมือกัน หนังสือเล่มหนึ่งแผ่ออกบังศีรษะของฅนทั้งสอง
            หนังสือแต่ละหน้ามีใบหน้าของชายทั้งสองปรากฏอยู่ ต่างส่งยิ้มให้กันและกัน
            หมายถึงความร่วมมือในการก่อตั้งสถาบัน

            รูปทรงพีระมิด
            สื่อถึงความมั่นคง การไปสู่จุดสูงสุด

            ใบไม้ ดอกไม้
            คือการเติบโต และผลิบาน---“

            ทุกสิ่งทุกอย่างมีความหมายครบถ้วนอยู่ในรูปวาดนั้น ช่างเขียนรูปและช่างจินตนาการก็คิดฝันเหมือนกัน นั่นคือหวังให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่านและการเรียนรู้

            ‘สังคมแห่งการอ่านและการเรียนรู้’ นี่แหละคือถ้อยคำสวยหรูที่พูดกันมานานนับครึ่งศตวรรษแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่จะแปรถ้อยคำเป็นการกระทำจริงจังด้วยนโยบายหลักแห่งชาติเสียที

            ระหว่างพิจารณารูป ถามคุณอภิชัยว่า ถ้าฅนสองฅนนั้น ฅนหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฅนหนึ่งเป็นเอกชน ฅนไหนคือรัฐบาล

            เขายิ้ม ไม่ตอบ

            จึงอ่านใจเขาจากรูปว่า

            “ฅนรัฐบาลน่าจะเป็นฅนที่ล้วงกระเป๋าและยืนยืดตัวสูงกว่า---
            เรารู้สึกเสมอมิใช่หรือว่า ฅนรัฐบาลมักยืนเขย่ง มือล้วงกระเป๋า---“

            แต่ก็ช่างเถิด ผ่านเรื่องหวาดระแวงไปก่อน---
เมื่อฅนในรัฐบาล เป็นถึงรัฐมนตรีอุตส่าห์เดินเข้าซอยมาเพื่อพูดคุยกับฅนในสำนักพิมพ์เล็กๆ
เรื่องระบบหนังสือและการอ่านของประชาชนในชาติที่เอกชนนั้นเองเคยประกาศไว้ว่า
‘ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีสถาบันหนังสือแห่งชาติ’
เพียงเดินเข้าซอยมาหา เท่านั้นก็ซึ้งใจแล้ว เรื่องข้างหน้าคงต้องวางใจกัน

            งานใหญ่ ชุลมุนวุ่นวายจริงๆ ยิ่งเมื่อข้าราชการในกระทรวงฯนั้นเองยังไม่เข้าใจว่า เหตุใดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ และการอ่านของฅนในประเทศ อีกทั้งกระทรวงนี้เป็นกระทรวงใหม่ มีข้าราชการไม่มากนัก การจะขอฅนของกระทรวงมาช่วยงานนั้นแสนยาก ต้องตอบคำถามสำนักนโยบายและแผนของกระทรวงฯไป ๒-๓ ครั้งว่า

            ‘เรื่องหนังสือและการอ่าน ประดุจแขนขาและเรือนร่างของระบบ
            ขณะที่ไอซีทีเป็นเสมือนมันสมอง ถ้าไม่มีแขนขา ไม่มีเรือนร่าง
            สิ่งที่ไอซีทีมีหรือจะมีในอนาคต ก็เป็นเสมือนผีหัวขาด’
            และท้ายที่สุดก็ต้องอ้างต่างประเทศว่า ‘ประเทศที่เขาเจริญรุ่งเรืองทันสมัยด้านการศึกษา
            และไอที เขามักบริหารสองสิ่งนี้ในกระทรวงเดียวกัน เช่น สิงคโปร์เป็นต้น’ แต่ก็ยังไม่เป็นที่กระจ่าง

            สรุปก็คือ มีผู้ช่วยซึ่งรัฐมนตรีขอยืมมาจากหน่วยงานอื่น ๑ ฅน นอกนั้นฅนของผีเสื้อต้องระดมกันทำงาน ที่สุดจึงต้องตัดสินใจปิดสำนักพิมพ์ชั่วคราวในกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕
   
   
     
 
ใบไม้ ดอกไม้ คือความงอกงาม เติบโต
 
 
 
 
 
 
 
 
มือที่ซุกไว้
 
 
 
 
 
 
 
   
            การจัดประชุมเพื่อแถลงข่าวโครงการครั้งแรก อันถือเป็นงานประชาสัมพันธ์ ดำเนินไปทุลักทุเล เพราะไม่มีฅนทำงานเลย แม้แต่พิธีกร---ย้อนไปแม้กระทั่งจดหมายเชิญ ก็ต้องนำซองขาวมาพิมพ์ตราครุฑเอง ด้วยว่าซองครุฑที่ได้มาจากกระทรวงฯนั้นมีไม่กี่สิบซอง จนมีฅนเย้าว่า “ฅนราชการเขาเอาซองครุฑไปส่งจดหมายส่วนตัว แต่นี่เอาซองขาวมาทำตราครุฑ’

            งานแถลงข่าว สถาบันหนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์สารนิเทศ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันอังคารที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. นับเป็นงานใหญ่ สื่อมวลชนมากมายคับคั่งทุกแขนง บุคคลผู้เกี่ยวข้องในวงการหนังสือที่สำคัญมาร่วมรับฟังแนวคิดและนโยบายซึ่งรัฐมนตรีของรัฐบาลชี้แจง มีผู้แสดงความคิดเห็นและชื่นชม ต่างก็ตั้งความหวังว่า การพัฒนาบ้านเมืองด้วยหนังสือจะเริ่มต้นจริงจังด้วยกระบวนการที่ครบถ้วนและเข้าใจจริง

            ไม่มีภาพสัญลักษณ์จากรูปเขียนประดับ ไม่มีโปสเต้อร์ แผ่นพับ ไปรษณียบัตร ที่คั่นหนังสือ แผ่นรองแก้วน้ำ แผ่นรองจาน ปกหนังสือ ปกเอกสาร ไม่มีรูปสัญลักษณ์บนเวทีประชุม ไม่มีของที่ระลึกจำพวกเสื้อยืด ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดปาก สมุดบันทึก หรือแม้สิ่งของเล็กน้อยอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งหมายมั่นว่าจะทำเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสสำคัญเช่นนนี้ ไม่มีแม้แต่แฟ้มเอกสารการประชุม---

            เอกสารการประชุมแถลงข่าวนั้น เป็นเพียงกระดาษถ่ายเอกสารเย็บมุมด้วยแถบกระดาษสีสามเหลี่ยมเล็กๆซึ่งตัดมาจากปกหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

แต่ก็น่ายินดีที่ข่าวสารแพร่หลายไปทั่วประเทศ ทุกกลุ่มสาขาวิชาชีพด้านหนังสือและผู้เกี่ยวข้อง มีผู้สนใจมากมายหลังจากนั้น และการเริ่มต้นงานสำคัญนี้ได้ดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้น (ไม่ว่าท้ายที่สุดมันจะถูกฉุดกระชากลากจูง หลงทางไปทางไหน ด้วยวิธีคิดของรัฐบาลซึ่งอาจไม่เข้าใจ หรือเข้าใจด้วยเหตุผลอันซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยอย่างไร ก็ตาม)
            ก่อนจะเริ่มแถลงข่าว รัฐมนตรีถามว่า มีร่างคำกล่าวนอกเหนือจากเอกสารที่แจกหรือไม่ ก็ตอบไปสั้นๆว่า
            “พูดสิ่งที่อยู่ในใจเถิด แถลงด้วยใจ---“

            ในที่สุด เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๗ เมื่อรู้แน่แล้วว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการสิ่งที่ผู้ฅนจำนวนมากได้ร่วมทำงาน หารือ ร่วมกับฅนทั่วประเทศซึ่งตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยมในสิ่งที่เรียกว่า ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’ และ ‘ระบบหนังสือ’ รูปวาดสำคัญรูปนั้นก็ได้กลายเป็นปกหนังสือ ชื่อ ‘สอนลูกให้ดี’

            “ท้ายที่สุด มันได้เป็นเพียงภาพปกหรือ” มีฅนเคยถาม
            “เปล่า---มันได้เป็นถึงภาพปกเชียวนะ ปกของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และหนังสือชื่อ สอนลูกให้ดี!”

            “สอนลูกให้ดี” ลองออกเสียงในใจ ออกเสียงดังๆสิครับ เสียงที่ได้ยินว่า “สอนลูกให้ดี---” นั้นบอกอะไรแก่คุณบ้าง ทั้งที่เกี่ยวกับรูปวาด นอกเหนือไปจากรูปวาด และตัวคุณ!!!


พิมพ์ครั้งแรกที่นี่ (วันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)
   
แสดงความคิดเห็นบทความเรื่อง “ความร่วมมือในระบบหนังสือ ระหว่างเอกชนกับรัฐบาล”  
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญเล่าเรื่องรูป > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >