ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   

ว่าด้วยการประกวดต้นฉบับวรรณกรรม
ในแนวคิดของระบบหนังสือ

 
   

ระบบหนังสือของประเทศไทย จำเป็นต้องระดมสรรพสิ่งทุกแขนงที่เกี่ยวข้องแต่กระจัดกระจายอยู่ ให้เข้ามาเกี่ยวโยงกันอย่างเร่งด่วน ไม่ว่างานด้านห้องสมุดที่จะต้องมีกฎหมายเป็นพื้นฐานให้หน่วยงานหลักรับผิดชอบครอบคลุมเป็นเครือข่าย การส่งเสริมการอ่านที่ได้ผลโดยมีบรรณารักษ์วิชาชีพแนวใหม่ การคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดที่ตรงไปตรงมาโดยใช้วิชาความรู้ตัดสิน มิใช่พิจารณาจากอามิสส่วนลด การออกแบบหนังสืออย่างเข้าใจและมีหลักเกณฑ์ ระบบการพิมพ์ที่ดีและถูกต้อง ตลอดจนกระบวนการระดมนักเขียนแขนงต่างๆ ให้ได้เร็ว และได้มาก เพื่อผลิตหนังสือดีร่วมสมัยเข้าห้องสมุดสำหรับคนไทย (นอกเหนือจากหนังสือเก่าที่ดี)
 
           การจัดตั้งรางวัลวรรณกรรม โดยเฉพาะหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการกระตุ้นนักเขียนให้ผลิตผลงาน แม้มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดในระบบหนังสือ และมิใช่สิ่งที่นักเขียนควรคำนึงถึงจนหมกมุ่นครุ่นคิดแต่จะพิมพ์หนังสือเพื่อประกวด แต่ถ้าจัดระบบรางวัลให้เหมาะ ให้ถูกที่ถูกทาง อย่างมีมาตรฐานและเข้าใจ รางวัลก็จะเป็นเครื่องช่วยกระตุ้น และเพิ่มชีวิตชีวาแก่วงการหนังสือได้มา  
           ขณะเดียวกัน รางวัลนั้นเองอาจทำให้หนังสืออื่นๆ ที่พลาดรางวัลกลายเป็นสิ่งที่นักอ่านไม่เหลียวแลไปเลย หรือก็คือ รางวัลอาจเป็นตัวทำลายระบบการอ่านพื้นฐานไปได้เหมือนกัน  
           หากศึกษาวงการหนังสือของประเทศที่เจริญก้าวหน้าด้วยการอ่าน จะเห็นว่า รางวัลวรรณกรรมเป็นกิจกรรมสำคัญของระบบหนังสือและการอ่าน ในบางประเทศมีรางวัลหลายสิบสถาบัน แต่พร้อมๆ กันนั้นก็ต้องมีวงจรของการวิจารณ์หนังสือและวรรณกรรมที่เข้มแข็งจริงจังด้วย  
           รางวัลวรรณกรรมอาจเปรียบได้กับสถานีหนึ่งแห่งการเดินทางของหนังสือ ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางแท้จริง คือคนอ่าน ทว่า วงการวรรณกรรมในประเทศไทย (โดยเฉพาะระดับสำคัญ คือสำหรับเยาวชน) มีรางวัลอยู่น้อยนัก
           เหตุผลประการหนึ่งก็คือ ไม่มีหน่วยงานอิสระที่ปลอดจากผลประโยชน์ด้านธุรกิจทำหน้าที่จัดประกวด และสำนักพิมพ์ต่างๆ ยังคงจัดพิมพ์หนังสือตามเทศกาลประจำปี หนังสือที่ไม่ได้รางวัลก็ขายไม่ออก จนกลายเป็นว่า ระบบการพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนไทย เป็นกลไกที่แปลกที่สุดในโลก กล่าวคือ จัดพิมพ์ตามฤดูกาลของรางวัลเพียงรางวัลเดียว  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ทางออกสำหรับการผลิตหนังสือของนักเขียนไทยให้ได้ปริมาณและคุณภาพดีอย่างสม่ำเสมอ วิธีหนึ่งก็คือ ต้องระดมต้นฉบับอย่างขนานใหญ่
           การจัดประกวดต้นฉบับ เป็นการระดมต้นฉบับเพื่อจัดพิมพ์หนังสือที่ดี ทำได้เร็วกว่าการประกวดหนังสือ เนื่องจากไม่ต้องรอขั้นตอนยุ่งยากก่อนเป็นเล่ม แต่องค์ประกอบสำคัญยิ่งประการหนึ่งของการประกวดต้นฉบับ ก็คือ กรรมการพิจารณาและตัดสิน  
           หน่วยงานที่จะมาดูแลระบบหนังสือแห่งชาติในอนาคต ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งและทะลุปรุโปร่งด้วยว่า ผู้ที่จะมาตรวจและคัดเลือกต้นฉบับ จนกระทั่งประกาศผลให้ต้นฉบับเรื่องใดได้รางวัล หรือที่เรียกกันว่า กรรมการ นั้น ไม่เพียงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความคิด รู้ภาษาไทยดีพอที่จะตัดสินในเชิงภาษา รู้แนวทางด้านเนื้อหาที่กำหนดหรือแนวที่ผู้เขียนนำเสนอ สันทัดจัดเจนในการตรวจต้นฉบับ เท่านั้น แต่บุคคลเหล่านั้นยังเป็นสิ่งมีชีวิตด้วย  


"กระบวนการประกวดต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ ---และประการหนึ่งก็คือ ต้องกำหนดค่าตอบแทนแก่กรรมการพิจารณาและตัดสินอย่างเหมาะสม เพื่อให้งานเช่นนี้เป็นที่ยอมรับทั้งสถานะแห่งเกียรติยศ ความถูกต้อง และวิชาชีพ"
 

           สิ่งมีชีวิตที่ต้องกินอาหารเช่นเดียวกับคนอาชีพอื่น หรือผู้ทำหน้าที่อย่างอื่น กรรมการพิจารณาและกรรมการตัดสินวรรณกรรมหรือหนังสือประเภทใดก็ตาม มิใช่คนกินแกลบ---ถึงแม้จะกินแกลบก็เถอะ แกลบสมัยนี้ก็ต้องซื้อ และราคาแพงด้วย!!!
 
           ดังนั้น ในกระบวนการประกวดหนังสือ ประกวดวรรณกรรม ประกวดต้นฉบับ ก็ต้องรู้ด้วยว่า มิใช่เพียงเชื้อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาเพื่อเป็นเกียรติ เสมือนยันต์กันผี หรือเป็นเจว็ด หรือเป็นกระโถนท้องพระโรงยามเมื่อสังคมไม่พอใจการตัดสินเท่านั้น แต่ต้องทำงานอย่างจริงจัง  
           เมื่อมอบหมายหรือขอให้ใครก็ตามทำงานจริงจัง ควรตอบแทนเขาอย่างจริงจังด้วย จะเอา เกียรติ หรือ การยกย่องหลอกๆ ไปตอบแทน ย่อมไม่ควร
           เรื่องทำนองนี้ กรรมการพิจารณาและตัดสินรางวัลหนังสือและวรรณกรรมหลายคน คงกระอักกระอ่วนใจที่จะแสดงความเห็นขณะเป็นกรรมการอยู่ แม้กรรมการบางคนเกือบจะกลายเป็นกรรมการอาชีพ เพราะรับงานหลายแห่ง กรรมการบางคนเคยบ่นว่าเหนื่อยจนตรวจงานส่งประกวดไม่ทัน ถึงกับต้องขอให้ลูกช่วยอ่าน ก็ไม่มีใครกล้าเสนอแนะเรื่องค่าตอบแทน
           หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการพิจารณาและตัดสินหนังสือหรือวรรณกรรม ไม่ใช่เรื่องเล่น โดยเฉพาะการประกวดต้นฉบับ กรรมการต้องทำงานหนักกว่าการประกวดหนังสือ ด้วยเหตุที่ต้นฉบับเป็นของสด ของใหม่ มิได้ผ่านการตรวจสอบของบรรณาธิการในสำนักพิมพ์มาก่อน การประกวดต้นฉบับแต่ละครั้ง กรรมการต้องอ่านต้นฉบับอย่างน้อยก็ ๕๐ เรื่อง หรืออาจจะถึง ๑๐๐ เรื่อง ไม่ใช่แค่ประชุม ๒-๓ ชั่วโมง เพียงไม่กี่ครั้งก็จบ แต่ต้องกลับไปทำการบ้าน กลับไปใช้สมาธิ เสียเวลาอ่านต้นฉบับอย่างพิจารณา และต้องตรึกตรองเปรียบเทียบ ประเมินค่าของต้นฉบับแต่ละเรื่องในด้านต่างๆ แล้วต้องมานั่งถกเถียงกันอีก กว่าจะสรุปได้

"กรรมการบางคนเคยบ่นว่าเหนื่อยจนตรวจงานส่งประกวดไม่ทัน ถึงกับต้องขอให้ลูกช่วยอ่าน ไม่มีใครกล้าเสนอแนะเรื่องค่าตอบแทน"

           ในกระบวนการพิจารณาต้นฉบับนั้น หากตั้งข้อสังเกต และนำความลับมาเปิดเผย ก็น่าจะบอกได้ว่า
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ต้นฉบับที่ส่งเข้าประกวด มักมีปัญหาการใช้ภาษา
           แต่ก็น่าคิดต่อไปว่า แม้กรรมการตัดสินรางวัลเองก็ยังใช้ภาษาไทยผิดๆ ถูกๆ---จะยกตัวอย่างภาษาของกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมบางคน (โดยนำวลีที่ใช้ในวาระต่างๆ มาเรียงเป็นประโยคใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ) เช่น  

           โลกใบนี้มีถนนหลายเส้นที่จะนำพาคนในชาติไปสู่จุดหมายแห่งการรักษ์การอ่าน แต่ที่รัฐจะต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษก็คือระดับรากหญ้า
 

           (เฉพาะประโยคข้างต้นที่มีคำเพียงประมาณ ๓๒ คำนี้ เห็นหรือไม่ว่า ความผิดพลาดบกพร่องด้านภาษา การใช้คำไม่ถูกที่ถูกทาง อย่างผิดความหมาย มีอยู่ที่ใดบ้าง---และสำหรับคนช่างคิดในเรื่องการเปรียบเปรย มีสิ่งซึ่งถือว่า เป็นการใช้ถ้อยคำอย่างไม่คำนึงถึงพื้นฐานทางวัฒนธรรมและรากเหง้าของคนที่ถูกกล่าวถึง ชนิดที่คนบางกลุ่มรู้สึกว่ากำลังถูกสบประมาทอย่างแรงด้วยซ้ำ)
 
           ลองพิจารณากันเล่นๆ  
   
     
 
 
 
 
   
   

           โลกใบนี้มีถนนหลายเส้นที่จะนำพาคนในชาติไปสู่จุดหมายแห่งการรักษ์การอ่าน แต่ที่รัฐจะต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษก็คือระดับรากหญ้า
 

           คำว่า โลก ราชบัณฑิตยสถานยังมิได้บัญญัติลักษณนามให้ จึงมักมีผู้ใช้คำว่า ใบ
           เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เมื่อโลกเป็นวัตถุที่จัดอยู่ในประเภททรงกลม เป็นดวงดาวในระบบสุริยจักรวาลเช่นเดียวกับดาวดวงอื่น เหตุใดจึงไม่ใช้ลักษณะนามว่า ดวง
           จะอ้างว่า โลกก็มีสัณฐานเหมือน ไข่ ในเมื่อราชบัณฑิตบัญญัติให้ ไข่ เป็น ใบ หรือ ฟอง หรือ ลูก ก็ควรจะเรียก โลก ว่า ใบ กระนั้นหรือ
 
           ก็แล้วทำไมไม่คิดต่อไปเล่าว่า การที่อนุมานให้ใช้ลักษณนามแก่ ไข่ว่า ใบ ฟอง และ ลูก ได้นั้น ด้วยเหตุผลใด และใช้ในกรณีใด อย่างไร---ควรมีเหตุผลมากกว่าที่ว่า ใช้ตามความนิยม เพราะความนิยมผิดๆ ด้านภาษานั้นมีมาก เนื่องมาจากผู้เริ่มใช้คนแรกๆ พวกแรกๆ เข้าใจผิดหรือใช้อย่างไม่รู้ ดังเช่นคำว่า ถนนหลายเส้น ก็มีผู้ใช้กันเกร่อจนถือว่าถูก ทั้งๆ ที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติลักษณนามของถนนว่า สาย และหากนึกภาพรูปทรงอันเป็นวิธีการพิจารณาลักษณนาม ก็คงจะนึกออกว่า สาย ใหญ่กว่าเส้น และ เส้น เล็กกว่าสาย
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
"ความนิยมผิดๆ ด้านภาษานั้นมีมาก เนื่องมาจากผู้เริ่มใช้คนแรกๆ พวกแรกๆ เข้าใจผิดหรือใช้อย่างไม่รู้"
 
           คำที่ใช้กันผิดๆ อย่างกว้างขวาง และใช้คำผิดความหมายชนิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำลายภาษา ก็คือ ‘นำพา’ ในความหมายว่า ‘พาไป’ ‘นำไป’ ‘ชักนำไป’
           ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำ นำพา ไว้ดังนี้ คือ เอาใจใส่, เอื้อเฟื้อ, ช่วยธุระ, ใช้ในประโยคปฏิเสธว่า ไม่นำพา เป็นการให้ความหมายที่ประณีต ละเอียดอ่อน งดงาม และไพเราะสมเป็นภาษาไทยโดยแท้
           แต่เมื่อใช้คำว่า นำพา ในความหมายที่เพี้ยนไป กลายเป็น พาไป หรือ นำไป หรือ ชักนำไป อย่างทื่อๆ เสียแล้วเช่นนี้ ต่อไปก็จะไม่มีใครใช้ ไม่นำพา ในความหมายเดิมอีก และหากพิจารณาการใช้คำไม่นำพาแต่เดิม ก็จะเห็นความงามทั้งรูปและเสียง ภาษาดั้งเดิมที่ดี ที่สวย ที่ไพเราะ ทั้งเสียงและความหมาย ต้องกร่อนไปเพราะผู้นิยมใช้ไม่เข้าใจความหมายภาษาเดิม แล้วท้ายที่สุดก็สลายหายไปตามความนิยมอย่างผิดๆ
           นี่คือการทำลายภาษาซึ่งมีคำเดิมในความหมายที่ดี ที่งาม ทั้งรูปและเสียง
           เริ่มต้นทำลายด้วยความไม่รู้เป็นเบื้องต้น ต่อมาก็เอาอย่างกันเป็นละลอก (แผลพุพอง, ฝีหนอง) แล้วกลายเป็นความนิยมไปในที่สุด
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           มีโครงการต่างๆ สมัยนี้ที่ใช้คำว่า รักษ์ กันเกร่อ และ รักษ์การอ่าน นี่ จะให้หมายถึง รัก หรือ รักษา หรือหมายถึง รักษ์มั่กๆๆ (อย่างภาษาวัยรุ่นสมัยนี้)---รักษ์ นี่มันคืออะไรกัน  
           และก่อนจะใช้คำว่า รากหญ้า เพื่อเรียกขานคนระดับชาวบ้าน เคยคิดเคยศึกษาวัฒนธรรมชนบท วัฒนธรรมท้องถิ่นบ้างหรือไม่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ ต้องต่อสู้กับสิ่งใดมาตลอดเวลาหลายชั่วอายุคน รังเกียจและเกลียดสิ่งใดที่สุดในชีวิตประจำวัน และต้องเสียเวลาเสียเงินเสียทองไปกับสิ่งนั้น จนขนานนาม หญ้า ว่า วัชพืช หรือก็คือ พืชที่ไม่ต้องการ  
           หญ้า คือ พืชซึ่งชาวบ้านรังเกียจ ถึงกับมีกระบวนการกำจัดหญ้า หาวิธีทำลายหญ้ากันเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเสียเงินเสียทองซื้อ ยาฆ่าหญ้า เพื่อขจัดหญ้าอย่างชนิด ถอนราก ให้หมดไปจากพื้นที่ของตน เพื่อจะเพาะปลูกพืชชนิดอื่นอันเป็นประโยชน์  
           หญ้า และ รากหญ้า ก็เช่นเดียวกับวัชพืช มีความหมายเป็นนัยลบสำหรับชาวบ้านคนไทยอย่างไม่อาจอธิบายเป็นอื่นได้เลย  
           แต่คนในเมือง โดยเฉพาะนักการเมือง กลับเรียกชาวบ้านว่า คนระดับรากหญ้า เพราะไปแปลมาจากภาษาอังกฤษอย่างทื่อๆ โดยไม่นึกถึงนัยอื่น และใช้กันทุกวี่ทุกวันจนชาวบ้านบางคนก็คล้อยตามไปเรียบร้อย ด้วยคำพูดติดหูจนมาติดปากของตัวเองแล้วว่า ตนคือพวกรากหญ้า ทั้งๆ ที่ต้องตื่นแต่เช้าไปฆ่าหญ้ากันแทบทุกวัน (น่าดีใจที่ได้ยิน ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ใช้คำว่า เศรษฐกิจฐานราก แทนที่จะใช้คำว่า เศรษฐกิจกิจรากหญ้า เหมือนคนอื่นๆ ในรายการสัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ไม่ทราบว่าป่านนี้ถูกดูดกลืนไปแล้วหรือยัง)  
           การสร้างคำใหม่ขึ้นใช้ในกระบวนภาษานั้นเป็นเรื่องดี แต่การใช้คำชนิดจับแพะชนแกะ หรือเอาคำที่คิดว่าคล้องกันมาใช้ หรือแปลคำอย่างดิบๆ ทื่อๆ โดยไม่คำนึงถึงวัฒนธรรมของคน และอย่างไม่รู้ไม่ใส่ใจคำเก่าความหมายเก่า รังแต่จะเกิดความเสียหายแก่ภาษาโดยแท้  


"คำที่ใช้กันผิดๆ อย่างกว้างขวาง และใช้คำผิดความหมายชนิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำลายภาษา ก็คือ ‘นำพา’ ในความหมายว่า ‘พาไป’ ‘นำไป’ ‘ชักนำไป’"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           ที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อจะอธิบายว่า กระบวนการประกวดต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ (หรือตามภาษาสมัยใหม่ว่า ให้ความเอาใจใส่) และประการหนึ่งก็คือ ต้องกำหนดค่าตอบแทนแก่กรรมการพิจารณาและตัดสินอย่างเหมาะสม เพื่อให้งานเช่นนี้เป็นที่ยอมรับทั้งสถานะแห่งเกียรติยศ ความถูกต้อง และวิชาชีพ  
           สูตรการคิดค่าตอบแทนกรรมการฯ คือ ค่าตอบแทน ควรเท่ากับรางวัลทั้งหมด เฉลี่ยแก่กรรมการทั้งชุด เช่น รางวัลเป็นมูลค่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนของกรรมการคือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หากมีกรรมการ ๗ คน เฉลี่ยค่าตอบแทนคนละ ๑๔,๒๘๕ บาท (ปัดเศษเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท---แล้วอย่าไปหักภาษี ณ ที่จ่ายอีกเล่า น่าเกลียด!!! และงบประมาณสำหรับกรรมการฯ ไม่ควรต่ำกว่านี้)  
           เงินจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับการทำงานตรวจต้นฉบับอย่างพินิจพิจารณา พิถีพิถัน หรือต้องอ่านหนังสือหลายสิบเล่ม อย่างตรวจตราและเข้าใจแนวคิดของนักเขียนซึ่งต่างกันแต่ละคน นับว่าหนักหนาสาหัส เพราะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓ เดือน โดยเฉพาะกรรมการบางคนจริงจัง ถึงขนาดครุ่นคิดแต่เรื่องต้นฉบับทั้งยามหลับและตื่น ประเภทนอนกอดต้นฉบับทุกคืน ยิ่งไม่คุ้ม  
           ดังนั้น สถาบันใดก็ตามที่จะก่อตั้งรางวัลประกวด ไม่ควรลงทุนเพียงรางวัลสำหรับต้นฉบับอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนด้านอื่นๆ ที่ได้มาซึ่งต้นฉบับ อันจะนำมาซึ่งหนังสือดีด้วย  
           หากการเป็นกรรมการพิจารณาต้นฉบับหนังสือหรือวรรณกรรม ยึดเป็นอาชีพได้เมื่อใด วงการหนังสือของไทยก็จะกว้างออกไปอย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับแพร่หลายอีกชั้นหนึ่ง เช่นเดียวกับที่อาชีพบรรณาธิการต้นฉบับ และบรรณาธิการต้นฉบับแปลค่อยๆ ขยับขยาย ลงหลักปักฐานในปัจจุบัน  
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
   
   
           
"ถ้าจัดประกวด แต่หาทางจะไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์การพิมพ์ครั้งแรก ก็เท่ากับหลอกให้นักเขียนส่งต้นฉบับไปคัดเลือกเรื่องดีที่สุด โดยตั้งรางวัลเป็นสิ่งล่อ แท้จริงแล้วไม่ได้ลงทุนอะไรเลย"
 

           แต่กรณีบรรณาธิการต้นฉบับแปล ถูกสำนักพิมพ์โกง หรือนักแปล ถูกบรรณาธิการเบี้ยว นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสถาบันที่จะตั้งขึ้น เข้ามาแก้ปัญหาในส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบลิขสิทธิ์ ซึ่งจำเป็นต้องยกร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์กันขนานใหญ่ด้วย
 
           ส่วนเรื่อง ลิขสิทธิ์ต้นฉบับประกวด เคยมีปัญหาว่า สถาบันประกวดมีสิทธิ์นำไปพิมพ์เล่มครั้งแรกโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่นักเขียน ใช่หรือไม่  
           คำตอบคือ ไม่ใช่---สถาบันประกวดมีสิทธิ์นำไปจัดพิมพ์ตามเงื่อนไขโอกาสการพิมพ์ครั้งแรก แต่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เพราะรางวัลกับค่าลิขสิทธิ์เป็นคนละเรื่องกัน  
           ถ้าจัดประกวด แต่หาทางจะไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์การพิมพ์ครั้งแรก ก็เท่ากับหลอกให้นักเขียนส่งต้นฉบับไปคัดเลือกเรื่องดีที่สุด โดยตั้งรางวัลเป็นสิ่งล่อ แท้จริงแล้วไม่ได้ลงทุนอะไรเลย


* พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๒๔๓ วันที่ ๑๑-๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗
 
   
   
   
   
 
< ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >