ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

เมื่อรัฐบาลชักชวนให้ประชาชนอ่านหนังสือ หรือรณรงค์สร้างนิสัยชอบอ่านหนังสือแก่เด็ก ควรจะต้องรู้ด้วยว่า ‘มีอะไรให้เขาอ่าน’
 
           ย้อนกลับไปในช่วงเวลา ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา อุบัติการณ์อันแปลกประหลาดบังเกิดขึ้นในระบบห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา กล่าวคือ ส่วนใหญ่มีหนังสือของสำนักพิมพ์เพียง ๑-๒ แห่ง ประหนึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้นไม่มีสำนักพิมพ์อื่นผลิตหนังสือออกจำหน่าย หรือไม่เช่นนั้นผู้บริหารโรงเรียนเกือบทั่วประเทศไม่รู้จักสำนักพิมพ์อื่นใดอีก หนังสือเหล่านั้นไม่ปรากฏว่าจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดหรือร้านหนังสือ และยังมีราคาแพงกว่าหนังสือประเภทเดียวกันในระดับคุณภาพใกล้เคียงกัน อีกทั้งจำนวนไม่น้อยมีเนื้อหาไม่เหมาะสำหรับเด็กชั้นประถม หรือจัดทำอย่างลวกๆ รีบร้อน ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ปรากฏการณ์เช่นนี้ผลัดเปลี่ยนกันในรอบช่วงเวลานานกว่า ๓๐ ปี  
           มีอะไรให้เด็กอ่าน เป็นคำถามเดียวกันกับที่ว่า ในห้องสมุดมีหนังสืออะไร  
           มีผู้ประเมินว่า หนังสือในห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา (ซึ่งถือเป็นห้องสมุดสำคัญในระบบการอ่านของชาติ) นอกจากปริมาณไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กแล้ว ส่วนใหญ่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็นด้วย เหตุเพราะหากผู้ผลิตหนังสือรายใดสบช่องเข้าไปครอบงำระบบการจัดซื้ออย่างเหมาจ่ายได้ ก็มุ่งผลิตออกมามากๆ โดยไม่ตรวจสอบตามขั้นตอนการผลิตหนังสือที่ดี เช่น ไม่มีบรรณาธิการตรวจแก้ต้นฉบับอย่างจริงจัง การจัดรูปเล่มไม่ได้มาตรฐาน รูปประกอบด้อยคุณภาพ ทั้งนี้ก็เพราะเร่งให้หนังสือเสร็จทันปีงบประมาณ  
           หากรัฐบาลจะจัดระบบการอ่านให้ได้ผล จำเป็นต้องกำหนดแผนแห่งชาติระยะยาว และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อนว่า การลงทุนสร้างระบบและบุคลากรผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ การลงทุนสร้างและสนับสนุนส่งเสริมนักเขียน รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือนั้น เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญเบื้องต้น (ที่ดูเหมือนจะยังไม่มีใครเห็นภาพชัดเจนนักว่าสำคัญ) ซึ่งจะแตกแขนงไปสู่การพัฒนาพื้นฐานด้านอื่นๆ อย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แม้แต่ด้านแฟชั่นที่ทุ่มงบประมาณกันมากมาย (สิ่งที่น่าพิจารณาขณะนี้ก็คือ เรามักไม่มุ่งพัฒนารากหรือพื้นฐานแก่คนของเรา)
           ถ้าเมื่อใดรัฐบาลเห็นว่า การสร้างความมั่นคงมั่งคั่งด้านต่างๆ ในชาติเป็นสิ่งจำเป็น ต่อไปนี้คือความจำเป็นอันดับแรก คือ---  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
แผนแห่งชาติว่าด้วยนักเขียนและผู้ประกอบวิชาชีพด้านหนังสือ

ด้วยเหตุที่สิ่งซึ่งเรียกว่า หนังสือ มีความสำคัญยิ่งต่อมนุษย์ ดังที่รับรู้กันทั่วโลกในขณะนี้ อารยประเทศทั้งหลายถึงกับพยายามนำโครงการหนังสือเล่มแรก (หรือบุ๊คสตาร์ท) มาเป็นโครงการหลักในการเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้เป็นรากอันจะต่อเนื่องไปยังการอ่านขั้นพื้นฐานระดับประถมวัย (แต่หากมีโครงการบุ๊คสตาร์ท แล้วไม่มีโครงการต่อเนื่องไปยังวัยที่สูงขึ้นก็ป่วยการ)
 
           ทั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องในวงการอ่าน และวงการหนังสือของชาติต้องคำนึงถึงอย่างเข้าใจเสียก่อนว่า จุดเริ่มของหนังสือ นั้นมาจากไหน  
           จุดเริ่มของหนังสือคือนักเขียน และผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง  
           การจะส่งเสริมการอ่านที่ดี ต้องเริ่มจากการมีหนังสือดี หรือก็คือ ต้องมีนักเขียนที่มีความรู้ความสามารถ ความเข้าใจ มีสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบที่พิเศษกว่าอาชีพอื่น กล่าวสั้นๆ ก็คือ นักเขียนต้องมีคุณภาพเสียก่อนจึงจะผลิตหนังสือดีได้ โดยเฉพาะหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องระมัดระวังและพิถีพิถันเป็นพิเศษทุกด้าน ทั้งรูปแบบ เนื้อหา และองค์ประกอบอื่นๆ  
           ควรพิจารณาอย่างลึกซึ้งและเห็นการณ์ไกลว่า การส่งเสริมให้นักเขียนมีความรู้ความสามารถผลิตผลงานที่ดี จะกระจายความรู้ความคิดไปได้มาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าปล่อยให้นักเขียนซึ่งไม่มีความรู้ หรือรู้ผิดๆ ถูกๆ ครอบครองตลาด ก็จะส่งผลเสียในวงกว้างต่อนักอ่านหรือเยาวชน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบดำเนินงานเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างนักเขียนที่มีคุณภาพ (โดยเฉพาะนักเขียนเรื่องสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งสาขาวรรณกรรมและมิใช่วรรณกรรม) ให้มีจำนวนมากพอ โดยดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่องดังนี้  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ๑. จัดประกวดหนังสือในระดับรางวัลหนังสือแห่งชาติ ทุกแขนงทุกสาขา เป็นประจำปี
           ๒. จัดประกวดต้นฉบับ ทั้งสาขาวรรณกรรมและมิใช่วรรณกรรม โดยมีหน่วยงานกลางประสานกับกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ให้แต่ละกระทรวงมีรางวัลของตนได้ตามความเหมาะสม  
           ๓. จัดหลักสูตรสาขาวิชาหนังสือ การเขียน และอื่นๆ อบรมวิชาความรู้แก่ผู้สนใจจะเขียนหนังสือ หรือเปิดโอกาสให้นักเขียนที่ทำงานด้านการเขียนอยู่แล้ว แต่ประสงค์จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม มีโอกาสเข้าศึกษาหาความรู้สาขาวิชาต่างๆ เท่าที่ต้องการ โดยรัฐอำนวยความสะดวกให้ เช่น เมื่อจะเขียนนวนิยายที่มีข้ออ้างอิงด้านการแพทย์ และต้องการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนรายละเอียด หน่วยงานที่เป็นสถาบันกลางก็จัดหาหลักสูตรหรือชั่วโมงสอนให้นักเขียนผู้นั้น หรือมีโอกาสดูงานตามต้องการ เพื่อจะได้ต้นฉบับมีคุณภาพออกมาพิมพ์เป็นหนังสือที่ดีสำหรับสังคมการอ่านของไทย  
           ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องจัดหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านหนังสือที่ยังขาดแคลนอยู่ กล่าวคือ เปิดหลักสูครสำหรับผู้สนใจด้านภาษาและวรรณกรรมโดยเฉพาะ รวมทั้งเปิดหลักสูตรวิชาหนังสือเพื่อผลิตบุคคลที่มีความมุ่งหวังประกอบอาชีพหนังสือด้านต่างๆ เช่น บรรณาธิการ บรรณาธิการต้นฉบับ บรรณาธิการต้นฉบับแปล ภาพประกอบ ภาพปก ภาพแทรกและการ์ตูน ออกแบบ จัดรูปเล่ม ตรวจทานต้นฉบับ แม้แต่ระดับพนักงานในร้านขายหนังสือก็ควรจะมีหลักสูตรอบรมพิเศษ (หลักสูตรวิชา ‘บรรณาธิการต้นฉบับแปล’ ‘การคิดและเขียนวรรณกรรมเยาวชน’ และ ‘วิชาหนังสือ’ ทดลองเปิดอบรมสำหรับบุคคลภายนอกตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)  
           ๔. สวัสดิการนักเขียน ตั้งกองทุนเพื่อให้นักเขียนมีความเป็นอยู่ดี มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องกระเสือกกระสนทำงานอื่นยังชีพ แต่งานเขียนอันสำคัญกลับเป็นเพียงงานอดิเรกหรือทำด้วยใจรัก
           ควรให้นักเขียนมีโอกาสในชีวิตได้ผลิตงานเขียนที่มีคุณภาพอย่างทุ่มเทและจริงจัง การดำเนินงานเรื่องนี้ สถาบันที่เกี่ยวข้องต้องประสานกับสมาคมและหน่วยงานต่างๆ ขณะเดียวกันก็ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ ระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์ จัดหาสถานที่สำหรับการพบปะ ชุมนุม สถานที่ทำงาน ในฐานะที่นักเขียนเป็นวิชาชีพพิเศษ--- อาชีพที่จะก่อเกิดประโยชน์ใหญ่หลวงและล้ำเลิศยิ่ง ในทางกลับกัน อาจเป็นโทษมหันต์ หากผู้ประกอบวิชาชีพนั้นพิกลพิการด้านจิตใจและสติปัญญา
 


"หากรัฐบาลจะจัดระบบการอ่านให้ได้ผล จำเป็นต้องกำหนดแผนแห่งชาติระยะยาว และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อนว่า การลงทุนสร้างระบบและบุคลากรผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ การลงทุนสร้างและสนับสนุนส่งเสริมนักเขียน รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือนั้น เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญเบื้องต้น"
 
   
     
 
 
 
 
   
   

           ๕. สร้างสนามรองรับงานเขียน หากยึดถือแนวคิดที่ว่า การอ่านพื้นฐานของเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ ก็ควรจะเห็นความสำคัญต่อไปถึงตำแหน่งแห่งที่ของการเผยแพร่งานเขียนของนักเขียนด้วย
           ปัจจุบันนี้ มีนิตยสารสำหรับเด็กเพียงไม่กี่ฉบับ นิตยสาร (ซึ่งระบุว่า) สำหรับครอบครัว ก็มีพื้นที่เสนอเนื้อหาสำหรับเด็กในสัดส่วนน้อยนัก ยิ่งเป็นนิตยสารประเภทนวนิยายเป็นหลักด้วยแล้ว พื้นที่สำหรับนักเขียนใหม่แทบจะไม่มีเลย
           การสร้างสนามรองรับผลงานของนักเขียนอย่างกว้างขวาง นับเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เมื่อเอกชนยังไม่อาจดำเนินการได้ด้วยเหตุใดก็ตาม หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลพยายามสร้างสนามแข่งขันหรือฝึกซ้อมให้นักกีฬา อย่างน้อยๆ หน่วยงานของรัฐควรสนับสนุนให้มีการจัดทำนิตยสารว่าด้วยหนังสือและวรรณกรรมเพื่อเป็นสื่อกลางด้านนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีให้สำนักพิมพ์ทุกระดับเข้มแข็งขึ้น เพื่อรองรับการจัดพิมพ์ผลงานเขียนที่รัฐบาลสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นต้นฉบับที่ได้รับรางวัลการประกวด หรือต้นฉบับที่มีคุณค่าอื่นๆ ซึ่งตลาดโดยตรงของหนังสือที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วก็คือ ห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดอื่นๆ ในระบบหนังสือสาธารณะนั่นเอง
 
           ๖. ระดมรื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นหนังสืออย่างแพร่หลาย หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนักเขียนของชาติ จะต้องดำเนินภาระหน้าที่เพื่อดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นเอกภาพ เป็นระบบ ด้วยการดำเนินการต่อไปนี้ คือ
  • สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างรีบด่วน ก่อนจะสูญสลายหายไป พร้อมกันนั้นก็ช่วยเหลือ เกื้อกูลครูภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือชาวบ้านผู้รู้ทั้งหลายด้วยวิธีการและลักษณะต่างๆ
  • เร่งเก็บรักษาความรู้จากครูภูมิปัญญาท้องถิ่นขณะที่บุคคลเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ โดยร่วมมือ กับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ส่งนิสิตนักศึกษาไปปฏิบัติงานภาคสนาม เก็บบันทึกข้อมูลด้วยระบบวิธีต่างๆ และจัดทำเป็นเอกสารหนังสือหรือสื่ออื่นๆ ให้ผู้รู้หรือครูภูมิปัญญาท้องถิ่นตรวจแก้และตรวจทานก่อนหลายชั้น จนมั่นใจว่าถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์
  • บรรจุวิชาที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเหมาะแก่ภูมิภาคต่างๆ ในหลักสูตรระดับโรงเรียน มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยในภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาวิชาความรู้ให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
  • จัดระบบกระบวนความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นองค์ความรู้สาธารณะ เก็บรักษาสื่อ ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือใบลาน นำมาแปลงเป็นเอกสารระบบดิจิตอลเพื่อคงฉบับเดิมไว้เป็นวัตถุโบราณสำคัญอันล้ำค่าของชาติ
  • ปริวรรตอักษรโบราณเป็นภาษาและรูปแบบหนังสือปัจจุบันเพื่อเรียนรู้ ศึกษา และนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป อีกทั้งพิจารณาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ให้คุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนหาทางคุ้มครองผลงานที่ปริวรรตเป็นภาษาปัจจุบันด้วย
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   


"ควรให้นักเขียนมีโอกาสในชีวิตได้ผลิตงานเขียนที่มีคุณภาพอย่างทุ่มเทและจริงจัง การดำเนินงานเรื่องนี้ สถาบันที่เกี่ยวข้องต้องประสานกับสมาคมและหน่วยงานต่างๆ ขณะเดียวกันก็ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ ระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์"
 
           สมมุติว่า รัฐบาลดำเนินงานด้านส่งเสริมการอ่าน ปฏิรูประบบบรรณารักษ์วิชาชีพ จัดการก่อสร้างห้องสมุดสมัยใหม่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่วางแผนแห่งชาติเพื่อให้วงการนักเขียนมีความมั่นคงและมีคุณภาพ หรือดำรงคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น เราก็อาจจะได้ห้องสมุดที่มีแต่หนังสือแปลที่เป็นปัญหา เพราะขณะนี้ปรากฏว่าสำนักพิมพ์จำนวนไม่น้อยพิมพ์งานแปลด้อยคุณภาพออกมาจำหน่ายแข่งกันทุกวันจนเกลื่อน ด้วยเหตุไม่มีบรรณาธิการต้นฉบับแปลที่ใส่ใจเพียงพอ เด็กๆ ก็ต้องรับเคราะห์อ่านหนังสือที่แปลผิดๆ ถูกๆ แต่น่าสนใจตามกระแสโฆษณา โดยไม่มีนักวิจารณ์หนังสือเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นทัพหน้าคอยช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย
           เรื่องที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกันในระบบหนังสือของชาติอีกเรื่องหนึ่ง คือ---  
   
   
     
 
 
 
   
   


แผนแห่งชาติว่าด้วยการแปลหนังสือและวรรณกรรมสำคัญของโลก
 

ชาติที่พัฒนาทั้งหลาย ล้วนมีหลักหมายด้านวรรณคดี วรรณกรรมร่วมสมัย วรรณศิลป์ เป็นหลักสำคัญเช่นเดียวกับหลักหมายด้านศิลปะ นับแต่ยุคประวัติศาสตร์ ผู้นำประเทศที่ฉลาดเฉลียวจึงเห็นความสำคัญด้านนี้เสมอกับด้านเศรษฐกิจ ทหาร การทูต และอื่นๆ การติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างชนชาติต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงมิได้เป็นไปเพื่อเศรษฐกิจหรือการเมืองเพียงอย่างเดียว ทว่ายังคำนึงถึงความสัมพันธ์และความเข้าใจด้านศิลปะวรรณกรรมเป็นด้านหลักด้วย
 
           การเรียนรู้วรรณคดีของชาติตนย่อมเป็นสิ่งธรรมดา (ก็ไม่ธรรมดาอีกนั่นแหละ เพราะหนังสือวรรณคดีของไทยที่น่าจะพิมพ์เผยแพร่ให้แก่ห้องสมุดทั่วประเทศนั้น ปัจจุบันก็หายากเสียแล้ว ปัญหาติดขัดเช่นนี้ก็ด้วยเหตุต่างๆ หลายประการ ซึ่งคงจะแก้ไขไม่ได้ หากไม่มีหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบเฉพาะด้านเข้ามาสะสาง) แต่การเรียนรู้เรื่องราวของชาติอื่นโดยผ่านแง่คิดที่กลั่นกรองแล้ว หรือก็คือผ่านทางวรรณคดีและวรรณกรรมที่ถือเป็นผลงานซึ่งเรียกกันว่าคลาสสิค หรืองานอมตะของชาติต่างๆ นับเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็น  
           ระบบหนังสือของประเทศไทย ยังขาดผลงานแปลระดับอมตะ และวรรณกรรมร่วมสมัยที่ได้รับยกย่องจากชาติต่างๆ ทั่วโลกอีกจำนวนมาก รวมทั้งวรรณกรรมและหนังสือที่ถือว่าสำคัญของเพื่อนบ้าน (ประเทศอื่นๆ ล้วนดำเนินการเรื่องนี้เป็นสำคัญมานานนับศตวรรษ)
           นอกจากนักวิชาการ นักการศึกษาด้านวรรณคดีและอักษรศาสตร์แล้ว ประชาชนคนทั่วไปในบ้านนี้เมืองนี้ที่มีความรู้ความเข้าใจและสนใจเรียนรู้ รับรู้เรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านหรือชาวโลกโดยผ่านทางวรรณคดีและวรรณกรรมร่วมสมัย ดูจะหายาก
           ข้อนี้จะสรุปว่า คนไทยเหล่านั้นไม่สนใจหาความรู้ด้านนี้ ก็มิใช่ แต่เป็นเพราะไม่มีใครถ่ายทอดให้เขาได้รับรู้ แม้แต่นักวิชาการที่ร่ำเรียนมาจากต่างประเทศและรู้ภาษาต่างชาติดีจำนวนไม่น้อย ก็รังเกียจที่จะแปลหนังสือมีค่าเป็นภาษาไทย
           เหตุผลประการหนึ่งคือ ค่าตอบแทนไม่คุ้มกับการทุ่มเทสติปัญญาและเวลา
 
           สำนักพิมพ์เอกชนไม่นิยมพิมพ์หนังสือล้ำค่าของโลกที่แปลเป็นภาษาไทย ด้วยเหตุที่ขายไม่ได้ขายไม่ออก---ทั้งๆ ที่ห้องสมุดของรัฐน่าจะเป็นลูกค้าสำคัญ แต่ข้อสรุปของผู้รับผิดชอบห้องสมุดเพียงข้อเดียว คือ ไม่มีงบประมาณ ก็ปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างเสียสิ้น  
           หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดใหญ่ๆ ห้องสมุดมหาวิทยาลัย และห้องสมุดประชาชนทั่วไปในประเทศนี้จึงไม่มีหนังสือที่แปลจากวรรณกรรมสำคัญของโลกให้ประชาชนอ่าน  
           รัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนหน่วยงานราชการประจำ ก็ดูเหมือนจะไม่เคยมียุคสมัยใดเห็นความสำคัญเป็นพิเศษว่าควรดำเนินการจริงจัง ไม่มีใครพยายามเน้นให้เห็นพ้องกันว่า การที่คนชาติใดไม่สนใจศิลปะ วรรณคดี ดนตรี และความงามของชาติอื่นไปพร้อมๆ กับของชาติตนนั้น ย่อมทำให้สติปัญญาและความคิด กระทั่งรสนิยม ด้อยกว่าชาติอื่นไปชั้นหนึ่ง---แต่จะไปบอกใครเล่า---


"ระบบหนังสือของประเทศไทย ยังขาดผลงานแปลระดับอมตะ และวรรณกรรมร่วมสมัยที่ได้รับยกย่องจากชาติต่างๆ ทั่วโลกอีกจำนวนมาก รวมทั้งวรรณกรรมและหนังสือที่ถือว่าสำคัญของเพื่อนบ้าน (ประเทศอื่นๆ ล้วนดำเนินการเรื่องนี้เป็นสำคัญมานานนับศตวรรษ)"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
 
   
   
           ลงท้ายบทความฉบับนี้---เนื่องจากมีผู้ปรารถนาดีบอกว่า ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้มักจำต้องอ้างผู้อื่น จึงขออ้างข่าวจากสิงคโปร์ที่เพิ่งรับรู้เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ดังนี้---  
           หนังสือในหอสมุดเดิมที่ถนนแสตมฟอร์ด ซึ่งก็คือหอสมุดแห่งชาติใหญ่ของเมืองกลางเกาะ จะถูกลำเลียงไปยังห้องสมุดชุมชนต่างๆ---เขายอมให้คนรวยที่อยู่ศูนย์กลางของเมืองไม่มีหนังสืออ่านไปนานนับปี ก่อนที่หอสมุดแห่งชาติใหม่จะสร้างเสร็จ (เพราะคนรวยย่อมซื้อหนังสืออ่านเองได้) แต่ไม่ยอมให้คนในชุมชนขาดหนังสือ!!!  



* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๑๓ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
   
             
   
 
 
 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >