ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

เมื่อกล่าวถึงการส่งเสริมการอ่านที่ได้ผล ห้องสมุดสมัยใหม่ ห้องสมุดทันสมัยสมบูรณ์แบบ ห้องสมุดที่ชวนเชิญให้คนเข้าไปใช้ ก็มักจะได้ยินคำกล่าวอ้างถึงห้องสมุดสิงคโปร์อย่างยกย่องชมเชยและปรารถนาจะเอาอย่าง
 
           ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักวิชาการ ผู้เกี่ยวข้องและมิได้เกี่ยวข้องกับห้องสมุดของไทยจำนวนมาก เดินทางไปดูงานด้านห้องสมุดในประเทศสิงคโปร์ เราจึงได้ยินโครงการแปลกๆ เกี่ยวกับห้องสมุดที่มีผู้เสนอให้สร้างขึ้นในประเทศไทย (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) เช่น เสนอให้รัฐบาลตั้งห้องสมุดในศูนย์การค้าโดยใช้งบประมาณหลายสิบล้านบาท เปิดห้องสมุดคาเฟ่ หรือโครงการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งล้วนเป็นเจตนาดีที่ตั้งอยู่บนฐานการเอาอย่างความสำเร็จของผู้อื่น ที่มักใช้คำว่า ‘ต่อยอดความคิด’
           ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแบบอย่างของการจัดระบบห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ การค้นคว้าหาความรู้ของประชาชนทุกระดับทุกเพศทุกวัย (นับแต่เด็กอนุบาลจนถึงคนชรา) ที่ได้ผลดีเยี่ยมในภูมิภาคนี้ และถึงขนาดมีทัวร์หรือรายการท่องเที่ยวเยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาติ นำเงินตรา (โดยเฉพาะจากประเทศไทย) เข้าประเทศปีละไม่น้อย!!!
           แต่ต้องไม่ลืมว่า ห้องสมุดเป็นเพียงส่วนเดียวในบรรดาองค์ประกอบนับสิบของกระบวนการอ่าน และภาพห้องสมุดที่เห็นว่าสวยหรูและพัฒนาก้าวไกล (ไม่ว่าของสิงคโปร์หรือของชาติเจริญรุ่งเรืองด้านนี้ในประเทศใดก็ตาม) เกือบจะเป็นปลายยอดอันงดงามที่ตั้งอยู่บนฐานของระบบ และระบบส่วนหนึ่งก็คือ การมีกฎหมายหอสมุดแห่งชาติบังคับใช้ให้เป็นไปตามแนวทางหลักของประเทศ
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           มีผู้พูดอย่างหยันๆว่า สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ขนาดเท่าจังหวัดหนึ่งของไทยเท่านั้น ประชากรเพียงราวๆ ๔ ล้านคน จะจัดการเรื่องห้องสมุดหรือการอ่านอย่างไรก็ได้
           แต่ถามว่า จะจัดการให้จังหวัดเล็กๆ ของไทย หรือดำเนินงานให้ห้องสมุดในเมืองหลวงของไทยเจริญก้าวหน้า และพัฒนาการอ่านการเรียนรู้ทัดเทียมกับสิงคโปร์ ได้หรือไม่  
           อาจมีผู้ตอบอยู่แล้วว่า ทำได้ ในเมื่อรัฐบาลมีเงินมีงบประมาณมากมาย ก็เพียงหาสถานที่สร้างอาคารขึ้นมาให้หรูหราใหญ่โต เอาหนังสือใส่เข้าไป เอาอินเทอร์เน็ตใส่เข้าไป และลอกรูปแบบหอสมุดทันสมัยทั้งหลายทั้งปวงสารพัดประดามีของชาติต่างๆ ในโลกนี้เข้าไว้ ประเดี๋ยวก็เจริญขึ้นมาเอง  
           เรามักพูดถึง การต่อยอด และการต่อยอดด้วยกรรมวิธีลอกแบบหอสมุดทันสมัยจากชาติอื่นที่ประสบความสำเร็จ ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย---แต่ลึกลงไปกว่านั้นเล่า จะไม่ลองศึกษาวิธี การเพาะเมล็ดให้แตกรากหยั่งลึก เพื่อให้มีลำต้นแข็งแรงงอกงามอย่างมั่นคงบ้างละหรือ  


"ห้องสมุดเป็นเพียงส่วนเดียวในบรรดาองค์ประกอบนับสิบของกระบวนการอ่าน และภาพห้องสมุดที่เห็นว่าสวยหรูและพัฒนาก้าวไกล (ไม่ว่าของสิงคโปร์หรือของชาติเจริญรุ่งเรืองด้านนี้ในประเทศใดก็ตาม) เกือบจะเป็นปลายยอดอันงดงามที่ตั้งอยู่บนฐานของระบบ และระบบส่วนหนึ่งก็คือ การมีกฎหมายหอสมุดแห่งชาติบังคับใช้ให้เป็นไปตามแนวทางหลักของประเทศ"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติสิงคโปร์ ข้อความสำคัญที่บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ คือ

- - - อนาคตอยู่ในมือของประเทศซึ่งประชาชนใช้ข่าวสาร ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของชาติประสบความสำเร็จรุ่งเรือง ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติแบบเดิม
           ข่าวสาร คือเงินตราแห่งอนาคต ความรู้ คืออำนาจ
           ทั้งสองอย่างนี้อาจกระจายออกและสูญไปได้รวดเร็ว เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติคงขีดความสามารถในการแข่งขัน แข็งแกร่ง และรุ่งเรืองอยู่ได้ในโลกอนาคต
           ‘ห้องสมุด’ ในฐานะขุมทรัพย์ทางข่าวสารและความรู้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้สมัยก่อนเราลงทุนไปกับงานห้องสมุดน้อยกว่าที่ควรเป็น มีประชากรเพียงร้อยละ ๑๒ เท่านั้นที่ใช้บริการห้องสมุดอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การเข้าไปใช้ประโยชน์เป็นไปได้มาก
           ไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องล้าหลังอยู่
           เพื่อจะรักษาสภาพปัจจุบัน และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังกันเสียที - - -
 

           โปรดสังเกตว่า นี่คือสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ แทนที่จะกล่าวถึงเรื่องการรักชาติ ความร่วมมือของคนในชาติ แต่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กลับเน้นเรื่องห้องสมุดและการอ่านหนังสือ ถึงขนาดที่ถือว่าสองสิ่งนี้คือการดำรงอยู่ของชาติอย่างมั่นคง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า วิสัยทัศน์ของเขาคือ สร้างชาติและดำรงความเจริญมั่งคั่งมั่นคงของชาติด้วยห้องสมุด นั่นทีเดียว
 
           นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ใช้คำว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังเสียที ทั้งๆ ที่ในขณะนั้น ประเทศสิงคโปร์คือผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนสิงคโปร์ ยิ่งกว่าการที่คนในบางประเทศมีรองเท้าฟองน้ำให้สวมเสียอีก และประเทศในภูมิภาคเดียวกันเพิ่งตื่นเต้นกับการให้เด็กนักเรียนพยายามศึกษาวิธีเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ นั้น รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ความรู้อันทันสมัยต้องเดินไปพร้อมๆ กับระบบวิธีดั้งเดิม นั่นคือ ห้องสมุดที่ยังเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะมีอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่มากมายเพียงใดก็ตาม เพราะเด็กที่เติบโตโดยมีอิเล็กทรอนิกส์เป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อน และเป็นครูนั้นมักมีจิตใจแข็งกระด้าง และจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงในอนาคต พระราชบัญญัติที่จริงจังเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติของสิงคโปร์จึงเกิดขึ้น กระทรวงที่รับผิดชอบคือ กระทรวงข้อมูลสารสนเทศและศิลปะ (Ministry of Information, Communication and the Arts  
   
     
 
 
 
 
   
   
"เรามักพูดถึง การต่อยอด และการต่อยอดด้วยกรรมวิธีลอกแบบหอสมุดทันสมัยจากชาติอื่นที่ประสบความสำเร็จ ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย---แต่ลึกลงไปกว่านั้นเล่า จะไม่ลองศึกษาวิธี การเพาะเมล็ดให้แตกรากหยั่งลึก เพื่อให้มีลำต้นแข็งแรงงอกงามอย่างมั่นคงบ้างละหรือ"
 

           ลำดับความเป็นมาของพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ ของสิงคโปร์

ค.ศ. ๑๙๙๓ แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐’
มีนาคม ๑๙๙๔ คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐ จัดทำรายงานชุด ‘ห้องสมุดปี ๒๐๐๐ : การลงทุนสร้างชาติแห่งการเรียนรู้’
๒๓ มกราคม ๑๙๙๕ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ วาระแรก
๑ มีนาคม ๑๙๙๕ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓
๑ กันยายน ๑๙๙๕ ประกาศใช้พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕

           แท้จริงแล้ว พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาเผยโฉมให้เห็นอย่างท้าทายในประเทศไทยตั้งแต่เกือบ ๕ ปีก่อน เมื่อประเทศไทยจัดประชุม สหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (สมาพันธ์บรรณารักษ์นานาชาติ) ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ (65th IFLA Council and General Conference) มีบทความเสนอต่อที่ประชุม โดย R. Ramachandran เรื่อง The ‘national’ role of the National Library board of Singapore ดังนี้ :-
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           บทคัดย่อ
           บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ด้านกฎหมาย ว่าด้วยบทบาทของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติและพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ ในการพัฒนาห้องสมุดของประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนความรับผิดชอบทางตรงและทางอ้อมที่คณะกรรมการฯ มีต่อหอสมุดแห่งชาติและห้องสมุดประชาชน ทั้งยังอธิบายกลไกต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งยังให้เกิดการพัฒนาห้องสมุดของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นองค์รวม  

           บทนำ
 
           ๑. ประเทศส่วนใหญ่ คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติมักทำหน้าที่บริหารและรับผิดชอบหอสมุดแห่งชาติแต่เพียงอย่างเดียว คณะกรรมการหอสมุดจึงดูแลเฉพาะกิจกรรมของหอสมุดแห่งชาติเท่านั้น ส่วนบทบาทในการพัฒนาห้องสมุดของประเทศโดยรวมยังจำกัดอยู่ที่การให้ทุนอุดหนุนการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับบรรณารักษศาสตร์ การวางนโยบายเกี่ยวกับวัสดุที่เก็บรวมรวมในห้องสมุด และการกำหนดมาตรฐานทางด้านเทคนิคในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ หรืออาจจะให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาห้องสมุดของประเทศโดยรวม  

           ๒. สำหรับกรณีประเทศสิงคโปร์ นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง หอสมุดแห่งชาติของสิงคโปร์มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการดูแลหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดประชาชนควบคู่กันไป หน้าที่ทั้ง ๒ ส่วนนี้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติฉบับที่ ๑ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งรวมถึงการให้บริการยืมออก และสืบค้น ตลอดจนสนับสนุนให้มีการใช้วัสดุจัดเก็บให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด
 

           ๓. ถ้ามองย้อนหลังไป งานทั้ง ๒ ส่วนที่คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติได้รับมอบหมาย มักจะสวนทางกันมาตลอด เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด องค์กรบริหารจึงไม่อาจดำเนินการเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติได้เต็มที่ไปพร้อมๆ กับวางแผนโครงการและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ห้องสมุดประชาชนเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึง
 
           หากพิจารณาตามความเป็นจริง คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติเน้นดำเนินงานด้านห้องสมุดประชาชนแต่เพียงด้านเดียว จนเป็นผลเสียต่องานหอสมุดแห่งชาติ ส่วนพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งจัดสรรอำนาจการจัดการห้องสมุดประชาชนและหอสมุดแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพ กลับไม่เปิดช่องให้คณะกรรมการฯ ใช้อำนาจในการบริหารงานห้องสมุดสาธารณะประเภทอื่นเท่าใดนัก เช่นห้องสมุดสถาบันการศึกษา ทั้งๆ ที่ห้องสมุดประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการให้ข่าวสารความรู้แก่คนในชาติ ด้วยเหตุนี้ การให้บริการห้องสมุดในสิงคโปร์จึงมิได้ประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แหล่งข้อมูลข่าวสารของชาติมิได้พัฒนาให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  


"ในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ นั้น รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ความรู้อันทันสมัยต้องเดินไปพร้อมๆ กับระบบวิธีดั้งเดิม นั่นคือ ห้องสมุดที่ยังเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะมีอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่มากมายเพียงใดก็ตาม"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐
           ๔. กระทรวงข้อมูลสารสนเทศและศิลปะ แต่งตั้งคณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุด ปี ๒๐๐๐ (Tan Chin Nam เป็นประธาน) เพื่อวิเคราะห์การให้บริการห้องสมุดในประเทศ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกหน้า ว่าด้วยพิมพ์เขียวอนาคตของชาวสิงคโปร์ คณะกรรมการมีหน้าที่เสนอแนะเพื่อปรับปรุงการบริการห้องสมุดให้ตอบสนองความต้องการของชาวสิงคโปร์ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ดียิ่งขึ้น  
           ๕. คณะกรรมการพิเคราะห์ห้องสมุดฯ จัดทำรายงานชุด ‘ห้องสมุดปี ๒๐๐๐ : การลงทุนสร้างชาติแห่งการเรียนรู้’ ขึ้น (ต่อไปจะใช้ชื่อว่ารายงานของ Tan Chin Nam) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๔
           รายงานนี้นิยามวิสัยทัศน์ของห้องสมุดแห่งอนาคตว่าเป็น ‘การขยายขอบเขตความสามารถในการเรียนรู้ของชาติอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายห้องสมุดของชาติและศูนย์ทรัพยากรข่าวสาร’ ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการข้อมูลและให้โอกาสการเรียนรู้แก่คนในชาติ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศ
 
           ๖. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการห้องสมุดของชาติตามวิสัยทัศน์ที่ได้แสดงไว้ในรายงาน คณะกรรมการฯ เสนอแนะให้จัดตั้งสภาบริหารขึ้นตามพระราชบัญญัติ เพื่อปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะที่ระบุในรายงาน ร่างพระราชบัญญัติผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และมีการจัดตั้งสภาบริหารดังกล่าวขึ้น เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ค.ศ. ๑๙๙๕  
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
   
           พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕
           ๗. พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ มีสาระสำคัญแตกต่างอย่างมากจากพระราชบัญญัติฉบับเดิมปี ๑๙๕๘ กล่าวคือเป็นเหตุเป็นผลและเข้าใจได้ง่ายกว่า เนื่องจากได้นำเอาข้อจำกัดของพระราชบัญญัติฉบับเก่าและข้อเสนอแนะจากรายงานของ Tan Chin Nam มาปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความชัดเจน ไม่เพียงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติ แต่ยังครอบคลุมถึงอำนาจของคณะกรรมการ การจัดหาบุคลากร การจัดหาทุน ตลอดจนสินทรัพย์และความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดนี้  
           ๘. จากพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ ค.ศ. ๑๙๙๕ ทำให้มีการจัดตั้งสภาร่างนโยบายซึ่งมีอำนาจการบริหารจัดการขึ้น ก่อให้เกิดความเป็นอิสระและยืดหยุ่นในการตัดสินใจดำเนินงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบุคคลและการคลัง สภาดังกล่าวมีอำนาจบริหารหอสมุดแห่งชาติ และห้องสมุดประชาชนอีก ๑๖ แห่ง นอกจากนี้ ยังร่วมกับมูลนิธิ ‘ชุมชนของประชาชน’ ของพรรคกิจประชาชน (พรรครัฐบาลจัดตั้งโดยลีกวนยู) ในการจัดตั้งและดำเนินงานห้องสมุดเยาวชนอีก ๔๐ แห่ง ตามชุมชนใหญ่ๆ  
           ๙. คณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติยังกำกับดูแลบุคลากรอีก ๔๔ ตำแหน่ง (รวมถึงศาสตราจารย์ที่ปรึกษา) ซึ่งทำงานในห้องสมุดของส่วนราชการของรัฐ ห้องสมุดวิทยาลัยเตรียมอุดมศึกษาอีก ๑๑ แห่ง อำนาจในการควบคุมบุคลากรเหล่านี้ตลอดจนบทบาทต่อการดำเนินงานของห้องสมุดเฉพาะทาง ทำให้บทบาทของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน การกำกับดูแลบุคลากรเหล่านี้โดยตรงทำให้การประสานงานด้านจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดบริการร่วมระหว่างองค์กรขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการ ๓ คนเพื่อบริหารงานแต่ละส่วน เพื่อให้มั่นใจว่างานทั้ง ๓ ส่วนภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการใหญ่จะได้รับความใส่ใจเท่าเทียมกัน และเติบโตขึ้นเป็นส่วนสำคัญที่จะรองรับการพัฒนางานห้องสมุดของชาติต่อไป  



* บทความวิเคราะห์ของ R. Ramachandran เสนอเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทยโดย กุลวี พิโรจน์รัตน์

* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๑๑ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

 
   
   
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >