ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

“กรมสามัญศึกษามีข้อมูลว่า แต่ละปีเราให้งบประมาณ ๑ แสนบาท ให้แต่ละโรงเรียน แต่มีบางแห่งให้เงินบำรุงการศึกษาซื้อเพิ่มเติม เช่น โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย หรือ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ปีหนึ่งจะให้ทุนเพิ่มเติมเพื่อซื้อหนังสือในห้องสมุดอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๔-๕ แสนบาท แต่โรงเรียนทั่วไปก็ได้แต่อาศัยงบประมาณที่กรมให้"
                  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                  หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖
 

“งบประมาณที่ สปช.ได้รับปีละ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ถือว่าน้อยหากจะเทียบกับนักเรียนที่มีอยู่ประมาณ ๖ ล้านคน (โรงเรียนในสังกัด สปช.มีอยู่ ๓๐,๒๘๘ โรง)---งบประมาณที่ได้รับจัดสรรต่อปี จะแบ่งเป็นโรงเรียนขนาด ๑ มีนักเรียน ๑๒๐ คน ได้รับงบฯจัดซื้อหนังสือ ๓,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๒ นักเรียน ๑๒๑-๓๐๐ คน ได้รับงบฯ ๔,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๓ นักเรียน ๓๐๑-๖๐๐ คน ได้รับงบฯ ๕,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๔ นักเรียน ๖๐๑-๙๐๐ คน ได้รับงบฯ ๖,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๕ นักเรียน ๙๐๑-๑,๒๐๐ คน ได้รับงบฯ ๗,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๖ นักเรียน ๑,๒๐๑-๑,๕๐๐ คน ได้รับงบฯ ๘,๐๐๐ บาท โรงเรียนขนาด ๗ นักเรียน ๑,๕๐๐ คนขึ้นไป ได้รับงบฯ ๙,๐๐๐ บาท ส่วนโรงเรียนขยายโอกาสจะได้รับงบฯเพิ่มอีกแห่งละ ๑,๒๐๐ บาท---อัตราส่วนหนังสือ ๕ เล่มต่อนักเรียน ถือเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนหนังสือ และเป็นจำนวนโรงเรียนที่มาก ประมาณ ๑๘,๐๐๐ กว่าโรง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าโรง ซึ่งเป้าหมายที่ สปช.ตั้งไว้ อัตราส่วนจะต้องอยู่ที่ระดับ ๑๐ เล่ม ต่อนักเรียน ไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร”
                  หัวหน้ากองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับประถมศึกษา
                  สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)
                  หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ไม่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องการจัดสัดส่วนความสำคัญด้านการอ่านของเด็กสักกี่ครั้ง ก็ต้องยืนยันว่า วัยประถมเป็นวัยที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนและเอาใจใส่พัฒนาระบบวิธีและกระบวนการอ่านกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นรากเป็นฐานอันสำคัญ ให้มีอุปนิสัยชอบอ่านหนังสือ โดยไม่ต้องรณรงค์ให้รักการอ่านกันเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะถึงเวลานั้นก็สายเกินแก้เสียแล้ว ไม่ว่าจะต้องทุ่มเทงบประมาณสักเท่าใด---แต่เมื่อเห็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นมาหลายสิบปีข้างต้นนี้แล้ว ดูท่าว่ายากที่จะให้พัฒนาด้วยระบบและความเข้าใจซึ่งเป็นอยู่ การปฏิรูปการศึกษาก็ดูเหมือนจะมิได้เน้นเรื่อง‘ระบบหนังสือ’ ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดแต่อย่างใด
           โรงเรียนประถมได้รับงบประมาณในอัตราส่วนต่อเด็กหนึ่งคน เทียบกันไม่ได้เลยกับโรงเรียนมัธยม  
           เงิน ๓,๐๐๐ บาท จะไปซื้อหนังสือได้สักกี่เล่ม อย่างเก่งก็ ๓๐ เล่ม---สำหรับนักเรียน ๑๒๐ คน นักเรียนทั้งโรงเรียนได้หนังสือใหม่ปีละ ๓๐ เล่ม เฉลี่ยเล่มละ ๔ คน  
           โรงเรียนที่มีนักเรียน ๑,๕๐๐ คน ได้งบฯ ปีละ ๘,๐๐๐ บาท ได้หนังสือราวๆ ๘๐ เล่ม เฉลี่ยเล่มละเกือบ ๒๐ คน !!!  
           (ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หนังสือที่ซื้อเข้าห้องสมุดนั้นมีคุณภาพเหมาะแก่เด็กเพียงใด)
           ควรจะต้องอุทานและอ้อนวอนว่า ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วสากลพิภพ!!!
           เพราะปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายนั้น ไม่มีใครเห็นว่าควรหยิบยกขึ้นมาหาทางแก้ในระดับรัฐบาลเลย
 


"อีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้า เด็กนักเรียนชั้นประถมในโรงเรียนทั่วไปของไทยจึงจะมีโอกาสครอบครองหนังสือในอัตราเฉลี่ยคนละ ๑๐ เล่ม ตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ---แต่ก็อย่าได้สิ้นหวัง เมื่อไม่มีใครช่วยจัดงบประมาณค่าหนังสือห้องสมุดอย่างเข้าใจ ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง พยายามช่วยกันใช้ความคิด คงไม่ต้องถึงกับไปจี้ไปปล้น หรือไปทำทุจริตด้วยวิธีการใดๆ หรือใช้เล่ห์เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อเอาเงินมาซื้อหนังสือให้เด็กอ่านดอกกระมัง

           ค่อยๆ พิจารณา ช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ คิด คิดทีละเรื่อง---ทีละเรื่อง
 

           จากคำถามทิ้งท้ายก่อน ที่ว่าขณะนี้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาส่วนใหญ่มีหนังสือในห้องสมุดให้อ่าน เฉลี่ย ‘อัตราส่วนหนังสือ ๕ เล่มต่อนักเรียน---เป้าหมายที่ สปช.ตั้งไว้ อัตราส่วนจะต้องอยู่ที่ระดับ ๑๐ เล่มต่อนักเรียน ไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร’
 
           ถ้ารองบประมาณเพียงอย่างเดียว การจะให้นักเรียนชั้นประถม จำนวน ๖ ล้านคน มีสิทธิครอบครองหรือมีโอกาสอ่านหนังสือคนละ ๑๐ เล่ม (เฉลี่ยราคาหนังสือเล่มละ ๑๐๐ บาท) จะต้องใช้งบประมาณถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท  
           หากงบประมาณค่าหนังสือที่ได้รับในแต่ละปี เป็นเงินเพียง ๒๐๐ ล้านบาท กว่าที่เด็กจะมีหนังสือตามเป้าหมายได้ ก็ต้องใช้เวลาราวๆ ๓๐ ปี  
           นั่นหมายถึงหนังสือแต่ละเล่มต้องอยู่ยงยั่งยืนไปจนถึงอีก ๓๐ ปีข้างหน้า และจำนวนเด็กในระยะเวลาช่วง ๓๐ ปี จะไม่ทวีขึ้น แต่ถ้าเด็กเพิ่มจำนวนขึ้นแม้เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ และหนังสือในห้องสมุดชำรุดทุกปี การจะให้เด็กชั้นประถมจำนวน ๖ ล้านคน ซึ่งได้งบประมาณปีละ ๒๐๐ ล้านบาทเศษ มีสิทธิ์ครอบครองหรือมีโอกาสอ่านหนังสือในอัตราส่วนคนละ ๑๐ เล่ม จะต้องใช้เวลาถึง ๑๐๐ ปี  
           อีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้า เด็กนักเรียนชั้นประถมในโรงเรียนทั่วไปของไทยจึงจะมีโอกาสครอบครองหนังสือในอัตราเฉลี่ยคนละ ๑๐ เล่ม ตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้  
   
     
 
 
 
 
   
   
"คน ๔ คน ซื้อหนังสือต่างกัน ๔ เล่ม หากตกลงแลกกันอ่าน ทุกคนก็จะได้อ่านหนังสือ ๔ เรื่อง ๔ เล่ม โดยซื้อเพียงเล่มเดียว"
 

           ถามว่า---
           โรงเรียนจะทำให้งบประมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องขอเพิ่มจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้หรือไม่
           จะทำให้หนังสือที่มีอยู่ทวีจำนวนขึ้น ให้เด็กมีโอกาสอ่านหนังสือมากขึ้นโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มได้หรือไม่
           คำตอบคือ---
           ทำได้---ด้วยการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประถมที่สิงคโปร์ ที่อังกฤษ ที่สหรัฐฯ ฝรั่งเศส แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน---นี่ตอบแบบคนร่ำรวย ตอบแบบประชด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย (คนร่ำรวยทั้งหลายต่างรู้ดีอยู่แล้วว่า การส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ย่อมมีโอกาสทุกสิ่งทุกด้านดีกว่าเรียนในเมืองไทย และคนมีเงินจึงมีโอกาสดีกว่าคนจนตลอดกาล)
 
           แต่ถึงแม้จะให้ตอบจริงๆ ก็ขอตอบว่า  
           ทำได้---และเด็กชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศไทยจะมีโอกาสอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าเดิมถึง ๔ เท่าทันที โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณเลย ถ้าคิดหาวิธีมาดำเนินการอย่างเข้าใจ จริงจัง และใส่ใจ  


ระบบหนังสือหมุนเวียน
 

การหมุนเวียนหนังสือในโรงเรียนประถมศึกษา ก็ไม่ต่างไปจากวิธีการของนักอ่านที่ไม่มีงบประมาณมาก หรือนักอ่านที่อยากประหยัดค่าหนังสือ แต่มีเพื่อนนักอ่านด้วยกัน เป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันนั่นเอง
 
           เมื่อคนคนหนึ่งซื้อหนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง ถ้าอยากอ่านเล่มอื่นอีก วิธีง่ายที่สุดคือไปซื้อหนังสือเล่มที่ต้องการ วิธีนี้สำหรับคนมีเงินและซื้อหนังสือได้ทุกครั้งที่อยากอ่านหนังสือเล่มใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีเงินมากพอ ต้องคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะอ่านหนังสือได้หลายเล่มโดยซื้อเพียงเล่มเดียว  
           ลองสมมุติว่า มีเพื่อนอีก ๓ คน เป็นนักอ่านเหมือนกัน คน ๔ คน ซื้อหนังสือต่างกัน ๔ เล่ม หากตกลงแลกกันอ่าน ทุกคนก็จะได้อ่านหนังสือ ๔ เรื่อง ๔ เล่ม โดยซื้อเพียงเล่มเดียว (ในกรณีของคนธรรมดา อาจมีเพื่อนมากกว่ากลุ่มละ ๔ คน แต่กรณีของโรงเรียน ระบบหมุนเวียนหนังสือจัดกลุ่มได้ไม่เกิน ๔ โรงเรียน ถ้าโรงเรียนใดมีนักเรียนจำนวนมาก มีหนังสือมาก ก็อาจจัดกลุ่มเพียงสามหรือระหว่างสองโรงเรียน เนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องเวลา)  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           หลักการจัดระบบหนังสือหมุนเวียนระหว่างโรงเรียน คือจัดกลุ่มโรงเรียนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันได้ไม่ยาก กลุ่มละ ๔ โรงเรียน ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

           ๑. นำงบประมาณค่าหนังสือมารวมกัน และจัดซื้อเป็นหนังสือกองกลางเสมือนหนึ่งจัดซื้อสำหรับโรงเรียนเพียงแห่งเดียว กรรมการคัดเลือกหนังสือมาจากโรงเรียนทั้ง ๔ แห่ง สิ่งแรกที่เป็นผลดีคือ จะได้หนังสือที่หลากหลาย
 
           ๒. แยกหนังสือกองกลางออกเป็น ๔ กอง สมมุติให้ชื่อว่า กอง ก. ข. ค. และ ง.  
           ๓. แจกจ่ายหนังสือที่แยกแล้วให้แก่โรงเรียนในกลุ่มสมาชิก โรงเรียนละ ๑ กอง กำหนดเวลาให้แต่ละโรงเรียนครอบครองหนังสือได้ ๓ เดือน เมื่อครบ ๓ เดือนก็นำมาแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน  

           กรรมวิธีหรือกระบวนการของระบบหมุนเวียนหนังสือ นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่ การแลกหนังสือกันอ่านอย่างปกติธรรมดาเหมือนคน ๔ คน แต่เป็นกระบวนการใหญ่ อาศัยความสัมพันธ์รอบด้าน

           กระบวนการหมุนเวียนหนังสือจะทำให้เกิดระบบที่เข้มแข็งต่อไปนี้

 


"บรรณารักษ์เป็นผู้กำหนดกิจกรรมการอ่านของเด็กในรอบ ๓ เดือน อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้เด็กในโรงเรียนของตนใช้ประโยชน์จากหนังสือแต่ละกองอย่างเต็มที่ ให้ทันเวลาก่อนจะส่งมอบแก่โรงเรียนอื่นเมื่อครบกำหนด ๓ เดือน กระบวนการอ่านอย่างกระตือรือร้นก็จะดำเนินไปตามปกติ มีการรณรงค์ให้เด็กอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา มิใช่เทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน ต้องมีสถานะที่มั่นคงแน่นอน ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องหนังสือในฐานะบรรณารักษ์วิชาชีพ แต่รัฐบาลจะต้องเข้าใจให้แจ่มแจ้งลึกซึ้งว่า ห้องสมุดกับบรรณารักษ์นั้นเป็นสิ่งคู่กัน ไม่ใช่ว่ามีห้องสมุดแล้วให้ ‘ใครก็ได้’ มานั่งเฝ้า หรือให้ครูที่ต้องสอนประจำมาทำหน้าที่เปิด-ปิดห้องสมุดและทำหน้าที่บรรณารักษ์ด้วย ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ไม่ว่าตำแหน่งบรรณารักษ์โรงเรียนจะดำเนินการโดยหน่วยงานกลางหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ก็จำเป็นต้องเป็นบรรณารักษ์วิชาชีพ หากจะมีอาสาสมัครด้วยก็เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือเท่านั้น
           รัฐบาลต้องไม่เสียดายงบประมาณสำหรับการมีบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษาอย่างทั่วถึงและครบถ้วน เพราะบรรณารักษ์ที่ดีที่เก่ง จะมีอิทธิพลด้านการอ่านต่อเด็กอย่างใหญ่หลวง และเป็นผลดีระยะยาว  
           บรรณารักษ์เป็นผู้กำหนดกิจกรรมการอ่านของเด็กในรอบ ๓ เดือน อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้เด็กในโรงเรียนของตนใช้ประโยชน์จากหนังสือแต่ละกองอย่างเต็มที่ ให้ทันเวลาก่อนจะส่งมอบแก่โรงเรียนอื่นเมื่อครบกำหนด ๓ เดือน กระบวนการอ่านอย่างกระตือรือร้นก็จะดำเนินไปตามปกติ มีการรณรงค์ให้เด็กอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา มิใช่เทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง บรรณารักษ์จะเป็นเสมือนที่ปรึกษาด้านการอ่านของเด็กอย่างใกล้ชิดสนิทสนม และเป็นผู้กำหนดกิจกรรมที่จะจัดขึ้นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนหนังสือ  
             
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           กิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือ ถือเป็นกุศโลบายสำคัญยิ่งประการหนึ่งในระบบหนังสือหมุนเวียน มิใช่เพียงนำกล่องหนังสือไปโยนให้กันหรือแลกกันเฉยๆ แต่โรงเรียนในกลุ่มต้องกำหนดให้เป็นวาระสำคัญในแต่ละภาคเรียน เสมือนมีงานเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลองประจำภาคเรียน ให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น แข่งขันตอบปัญหาจากหนังสือเพื่อให้ระบบการอ่านเข้มข้นขึ้น มีการตั้งรางวัลซึ่งขอความร่วมมือจากชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
           ในวาระเดียวกันนั้น ก็จัดแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนทั้งสอง เพื่อกระจายกิจกรรมออกไปสำหรับเด็กที่รักกีฬาเป็นพิเศษ หรือจัดกลุ่มแสดงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มงานฝีมือ กลุ่มเกษตรกรรม ฯลฯ ไม่เพียงระหว่างเด็กๆ แต่รวมถึงผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งไปเป็นกองหนุนกองเชียร์ลูกของตน ที่อาจไม่เคยรู้จักกันก็จะได้รู้จัก ที่รู้จักกันแล้วก็มีโอกาสคุ้นเคยกันยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านระหว่างตำบลก็จะแนบแน่นใกล้ชิดยิ่งขึ้น มีปัญหาสิ่งใดในอนาคตก็จะช่วยกันแก้ไขได้  
           การผสมผสานกันระหว่างชุมชนท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น ผู้คนในหมู่บ้านหรือตำบลใกล้เคียง การระแวดระวังภัยทั้งด้านธรรมชาติและภัยอื่นๆ ย่อมถือเป็นโอกาสที่จะดึงหน่วยงานราชการอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงอื่นๆ  
           กล่าวได้ว่า ในการแลกเปลี่ยนหนังสือของโรงเรียน เท่ากับการยกหมู่บ้าน ๒ แห่งมาพบปะกันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลและมีประโยชน์ร่วมกัน ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และเห็นการณ์ไกล  
           มีวิธีใดอีกเล่าที่จะให้คนระหว่างตำบลหรือหมู่บ้านต่างๆ มาเป็นมิตรกันโดยง่าย หากมิใช่ด้วยการอาศัยเด็กๆ เป็นผู้นำทาง
           นี่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนที่ไม่จบสิ้นหรือขลุกอยู่แต่ในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนเพื่อรอบรู้อย่างกว้าง เรียนรู้โลกและชีวิตข้างนอก ผูกมิตรกับคนอื่น พร้อมๆ กับได้ความรู้ใส่ตัว
 


"บรรณารักษ์ที่ดีที่เก่ง จะมีอิทธิพลด้านการอ่านต่อเด็กอย่างใหญ่หลวง และเป็นผลดีระยะยาว"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
 
   
   
           ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับห้องสมุดโรงเรียน ก็บังเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติด้วยวิธีการดังกล่าว เมื่อชาวบ้านและชุมชนเห็นดีเห็นงามไปกับกระบวนการนี้แล้ว ก็ย่อมขอความร่วมมือสนับสนุนได้ไม่ยาก
           ครูใหญ่ (หรือผู้นำโรงเรียนในชื่ออื่น เช่น ผู้อำนวยการ) ต้องแสดงความสามารถ แสดงเจตนาให้ชาวบ้านในชุมชนได้เห็นและรู้สึกว่า ห้องสมุดโรงเรียนเป็นของลูกหลานตน ขณะเดียวกันก็เป็นของตนไปด้วย หากชาวบ้านต้องการอ่านหนังสือ ประสงค์จะใช้ห้องสมุด ก็มีสิทธิ์จะใช้ได้  
           นอกเหนือจากการดึงชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมในรอบภาคการศึกษาทุกๆ ๓ เดือนแล้ว ก็อาจขอความร่วมมือบริจาคทรัพย์ หรือช่วยเหลือด้านแรงงาน หากทำให้ชาวบ้านมีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มอกเต็มใจและภาคภูมิได้แล้ว ห้องสมุดก็จะเติบโตเข้มแข็งและมีคุณภาพขึ้นได้ไม่ยาก  
           ในช่วงที่รอรัฐบาล โรงเรียนทั้งหลายลองมาคิดทำวิธีง่ายๆ ด้วยงบประมาณเท่าเดิมนี้ เพื่อจะให้เด็กของเรามีโอกาสอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ ๔ เท่าของที่เป็นอยู่ (---แต่จะมีหนังสืออะไรให้อ่าน นั่นค่อยว่ากันอีกที) ก็น่าจะเป็นผลดีสำหรับเด็ก  
           ข้อสำคัญ รัฐบาลต้องกำหนดนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนจริงจัง และดำเนินการให้เด็กชั้นประถมศึกษามีอุปนิสัยชอบอ่านหนังสือตั้งแต่วันนี้ เพื่อว่าในอีก ๑๕ ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะเริ่มเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่าน โดยไม่ต้องรอนานถึงหนึ่งศตวรรษ  



* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๑๐ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
 
   
   
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >