ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

การที่จะให้เด็กสนุกกับการอ่านหนังสือ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องสร้างตั้งแต่โรงเรียน
 
           คำกล่าวข้างต้นนี้เชื่อมโยงกับเหตุและผลดังที่ได้พูดถึงมาแล้วว่า สังคมไทยโดยรวมยังมิอาจรณรงค์ให้การอ่านเริ่มจากครอบครัวได้ ด้วยเหตุที่ว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษาดีพอ ไม่มีนิสัยชอบอ่านหนังสือ ครอบครัวยากจนเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากปากท้อง ดังนั้น ความหวังในการอ่านของชาติและการเรียนรู้ทั้งมวล ต้องเริ่มจากโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนแรกเริ่มของเด็ก  
           ความเข้าใจดั้งเดิมซึ่งรู้กันทั่วทั้งโลก (ตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่มีการคิดค้นคว้าเรื่องหนังสือเล่มแรก หรือบุ๊คสตาร์ท) ก็คือ ระบบหนังสือพื้นฐานและการอ่านของเด็กปฐมวัยนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และต้องเน้นกันเป็นพิเศษ ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ  
           แต่เรามักจะเข้าใจผิด คิดออกนอกทางที่ควรเป็น และปฏิบัติอย่างแปลกประหลาดเสมอ เช่น โรงเรียนประถมศึกษา มีนักเรียน ๒๐๐ คน อาจได้งบประมาณค่าหนังสือเข้าห้องสมุดปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ขณะเดียวกัน โรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีนักเรียน ๒๐๐ คนเท่ากัน กลับได้รับงบประมาณค่าหนังสือเข้าห้องสมุดมากกว่าโรงเรียนประถมต้น  
           เช่นนี้แสดงให้เห็นชัดทีเดียวว่า ผู้ดูแลนโยบาย ผู้จัดงบประมาณไม่เข้าใจระบบหนังสือ หรืออาจจะรู้ทุกสิ่งแต่มิได้ฉุกคิดว่าหนังสือสำหรับเด็กเล็กระดับชั้นอนุบาล หรือเด็กที่เริ่มอ่านหนังสือนั้น มีราคาแพงกว่าหนังสือสำหรับเด็กโต เพราะยิ่งเด็กเล็กมากเท่าใด วัสดุที่ใช้สำหรับผลิตหนังสือยิ่งมีราคาแพง เนื่องจากต้องใช้วัสดุพิเศษ ต้องใช้กระดาษพิเศษ หมึกชนิดพิเศษที่ไม่มีสารพิษเจือปน และต้องทนมือทนปาก หนังสือสำหรับเด็กเล็กต้องดึงดูดความสนใจ การจัดทำต้องพิถีพิถัน และใส่ใจกว่าหนังสือสำหรับเด็กโต ด้วยว่าความผิดพลาดเรื่องหนังสือในวัยเริ่มต้น จะส่งผลระยะยาวสำหรับเด็กแต่ละคน การให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังสือตั้งแรกเริ่มหัดอ่าน อาจทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เกลียดหนังสือไปตลอดชีวิตก็ได้  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           หากเชื่อมโยงต่อไปก็จะได้ข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันนี้สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่ผลิตหนังสือสำหรับเด็กเล็ก หรือเด็กปฐมวัย มีจำนวนน้อยเต็มที เหตุเพราะตลาดไม่กว้างพอ ถ้าผลิตออกมาจำนวนน้อยก็ต้องจำหน่ายราคาแพง ตลาดใหญ่ (คือห้องสมุดโรงเรียน) ที่ควรจะมีก็หดหายไป ด้วยเหตุว่าใช้งบประมาณอย่างไม่เข้าใจ
           ห้องสมุดโรงเรียนประถมส่วนใหญ่จึงอยู่ในลักษณะมีปัญหา ถ้าถามผู้บริหารโรงเรียน ก็จะได้คำตอบว่า ไม่มีหนังสือดีๆ ให้เลือก---เมื่อถามสำนักพิมพ์ ก็จะตอบว่า ผลิตหนังสือดีแต่โรงเรียนไปซื้อหนังสือที่ระบบผูกขาดเข้าครอบงำ---เมื่อสำนักพิมพ์ผลิตหนังสือดีแต่ขายไม่ได้ นักเขียนเรื่องและนักวาดรูปก็อยู่ไม่ได้ เพราะหนังสือขายได้น้อย ค่าตอบแทนก็ย่อมน้อยตาม---กรรมจึงตกอยู่ที่เด็ก หนังสือดีๆ ไม่มีให้อ่าน ส่วนที่มีอยู่บ้างก็ด้อยคุณภาพ  
           ปัญหาต่างๆ คล้องกันอยู่เช่นนี้จนยากจะบอกว่าเริ่มต้นจากที่ไหน และควรแก้ตรงไหนก่อน  
           คำตอบมีอยู่แล้วในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ‘แนวคิดเรื่องระบบหนังสือสาธารณะ’ (วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ณ กระทรวงการต่างประเทศ) ว่า  
           ---ห้องสมุดเป็นสิ่งที่ ถ้าคนไม่รักการอ่าน มีห้องสมุดเท่าไรก็ไม่อ่าน มันเป็นไก่กับไข่ด้วย จะมีห้องสมุดก่อนแล้วถึงจะรักการอ่าน หรือจะให้รักการอ่านเกิดขึ้นก่อนถึงจะมีห้องสมุด ไม่ต้องเถียงกัน ถ้าเถียงกันเมื่อไรก็ไม่จบ เราจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน---การสร้างเด็ก เราต้องทำคู่ขนาน เหมือนไก่กับไข่ ต้องให้ไข่ฟักเป็นไก่ ต้องให้ไก่ออกไข่ต่อไป แล้วมันจะไปคู่กัน แล้วในที่สุดก็จะมีทั้งไก่ทั้งไข่ตลอดไป นั่นคือ ระบบส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาความรู้ที่มีแหล่งข้อมูล ต้องทำไป แต่ขณะเดียวกันต้องสร้างเด็กให้ไปสู่จุดนั้น ให้ไปเจอกันให้ได้ ต้องทำไปพร้อมๆ กัน--  


"หนังสือสำหรับเด็กเล็กระดับชั้นอนุบาล หรือเด็กที่เริ่มอ่านหนังสือนั้น มีราคาแพงกว่าหนังสือสำหรับเด็กโต เพราะยิ่งเด็กเล็กมากเท่าใด วัสดุที่ใช้สำหรับผลิตหนังสือยิ่งมีราคาแพง เนื่องจากต้องใช้วัสดุพิเศษ ต้องใช้กระดาษพิเศษ หมึกชนิดพิเศษที่ไม่มีสารพิษเจือปน และต้องทนมือทนปาก หนังสือสำหรับเด็กเล็กต้องดึงดูดความสนใจ การจัดทำต้องพิถีพิถัน และใส่ใจกว่าหนังสือสำหรับเด็กโต ด้วยว่าความผิดพลาดเรื่องหนังสือในวัยเริ่มต้น จะส่งผลระยะยาวสำหรับเด็กแต่ละคน การให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังสือตั้งแรกเริ่มหัดอ่าน อาจทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เกลียดหนังสือไปตลอดชีวิตก็ได้"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           สรุปง่ายๆ ก็คือ ต้องสร้างห้องสมุดพร้อมๆ กับพัฒนาเด็กให้อ่านหนังสือ

           การสัมมนาเรื่อง ‘แนวคิดเรื่องระบบหนังสือสาธารณะ’ ดังกล่าวนั้นคือจุดเริ่มของการระดมความคิดเพื่อก่อตั้ง ‘สถาบันส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้’ (ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า ‘สถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ’) สมมุติฐานว่า ปัญหาการอ่านไม่อาจแก้ด้วยการมีห้องสมุดอย่างเดียว เพราะห่วงโซ่ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านมิได้อยู่ที่ห้องสมุดเท่านั้น แต่ต้องมองจากภายในและออกไปข้างนอกด้วย เช่น ถ้ามีห้องสมุดใหญ่ ห้องสมุดดีพร้อม แต่ไม่มีหนังสือดี (เนื่องจากไม่มีบรรณาธิการ หรือมีบรรณาธิการแบบไม่มีความรู้เรื่องหนังสือ ตรวจแก้ต้นฉบับผิดๆ ถูกๆ) ก็ไร้ประโยชน์ หรืออาจจะยิ่งเป็นโทษ---มีห้องสมุดดี มีหนังสือดี แต่ไม่มีบรรณารักษ์ประจำ ใครจะทำหน้าที่ดูแลแนะนำผู้อ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน---มีบรรณารักษ์มากมาย แต่ไม่มีหน่วยงานใดเหลียวแลอย่างจริงจัง บุคคลเหล่านั้นจะดำรงตนอยู่อย่างมีเกียรติ และมั่นคงได้อย่างไร---มีห้องสมุดดี มีหนังสือดี มีบรรณารักษ์ประจำ แต่ครูในโรงเรียนไม่อ่านหนังสือสักคน จะรณรงค์เรียกร้องให้เด็กอ่านหนังสือได้อย่างไร---ห้องสมุดดี มีหนังสือมาก แต่เป็นหนังสือแปลเสียเกือบหมด นักเขียนไทยจะเกิดใหม่หรือลืมตาอ้าปากได้อย่างไร และเมื่อคนไทยไม่มีช่องทางเสนอสติปัญญาตน ต่อไปคนไทยก็ไม่ต่างไปจากชาติที่ตกเป็นเมืองขึ้นทางความคิด ความเป็นชาติและความเป็นคนไทยก็จะเสื่อมลงและสิ้นไปได้---นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปัญหานับสิบในระบบหนังสือ
 

           ภายหลังการระดมความคิดเห็นจากตัวแทนประชาชนและวิชาชีพต่างๆ ทั่วประเทศตลอดเวลาเกือบ ๑ ปี คณะทำงานโครงการก่อตั้งสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ ก็ได้ข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาล คือ
 
   
     
 
 
 
 
   
   
           ๑. เสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบจัดการให้ทันสมัย และให้บริการหนังสือสื่อความรู้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ปัจจุบัน ไม่มีกฎหมายโดยตรงสำหรับหอสมุดแห่งชาติ)

           พระราชบัญญัติว่าด้วยหอสมุดแห่งชาติใหม่นี้ ควรแยกหอสมุดส่วนบริการหนังสือออกจากส่วนที่เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์อ้างอิง หรือหนังสือหายาก หนังสือโบราณ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หอสมุดแห่งชาติประจำพระนครที่ท่าวาสุกรีนั้น นับเป็นหอสมุดสำคัญที่สุดของประเทศไทย แต่เปิดให้ใช้บริการเพียงค้นคว้าและเข้าไปอ่านหรือ ‘ดู’ แต่ไม่อนุญาตให้ยืมหนังสือออก ซึ่งก็เป็นการถูกต้องเหมาะสมดีแล้ว เพราะหนังสือส่วนใหญ่ในหอสมุดแห่งชาติเป็นหนังสือโบราณ หนังสือเก่า จะชำรุดเสียหายได้ง่าย หากสัมผัสกันเพียงคนละครั้งสองครั้ง
 
           ลักษณะหอสมุดที่เปิดเพียงให้เข้าไปนั่งอ่านนี้ ย่อมไม่เอื้อแก่ผู้สนใจหนังสือทั่วไป ซึ่งไม่มีเวลานั่งจ่อมจมอยู่แต่ในหอสมุด แต่ประสงค์จะยืมหนังสือกลับไปอ่านก่อนนอนที่บ้าน อ่านระหว่างนั่งรถกลับบ้าน หรือขณะมีเวลาว่างอื่นๆ  
           ดังนั้น หอสมุดแห่งชาติเดิมซึ่งมีหนังสือล้ำค่ามากมายมหาศาล ก็ควรจัดระบบและปรับปรุงให้เป็น‘หอจดหมายเหตุแห่งชาติ’สมบูรณ์แบบ และเชื่อว่าจะเป็นหอจดหมายเหตุที่มีหนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์เก่าแก่ หายากอันล้ำค่ามากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งในอนาคตจะเป็นแหล่งรวมของนักค้นคว้าและผู้สนใจวัตถุโบราณด้านอักษรศาสตร์ สิ่งพิมพ์และหนังสือที่สำคัญยิ่งของโลก  


"ลักษณะหอสมุดที่เปิดเพียงให้เข้าไปนั่งอ่านนี้ ย่อมไม่เอื้อแก่ผู้สนใจหนังสือทั่วไป ซึ่งไม่มีเวลานั่งจ่อมจมอยู่แต่ในหอสมุด แต่ประสงค์จะยืมหนังสือกลับไปอ่านก่อนนอนที่บ้าน อ่านระหว่างนั่งรถกลับบ้าน หรือขณะมีเวลาว่างอื่นๆ"
 

           แต่ขณะเดียวกัน ก็ควรจัดหอสมุดในรูปแบบเปิดให้ยืมออก แยกไปต่างหาก ซึ่งจะจัดกิจกรรมการอ่านได้กว้างขวางทุกรูปแบบ และรวบรวมสถิติได้เช่นเดียวกับอารยประเทศอื่นๆว่า ในปีหนึ่งๆ คนไทยยืมหนังสือไปอ่านกี่เล่ม ประเภทใดบ้าง
 
           สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยที่ประมวลขึ้นจากตัวเลขจริงยังไม่เคยมี แม้แต่สถิติหนังสือที่ผลิตออกมาในแต่ละปีก็ไม่ปรากฏตัวเลขแน่ชัด  
           เราจึงไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วหอสมุดควรจัดหาหนังสืออย่างไร แนวโน้มความสนใจเรื่องการอ่านของคนไทยอยู่ที่ไหน---กล่าวได้ว่า หอสมุดแห่งชาติมีตัวเลขเกี่ยวกับหนังสือปัจจุบันน้อยกว่าร้านขายหนังสือใหญ่ๆ ด้วยซ้ำ  
           ข้อวิตกของผู้รับผิดชอบหอสมุดแห่งชาติที่ผ่านมา ข้อหนึ่งอาจเป็นได้ว่า ยังไม่มีระบบควบคุมการส่งคืนหนังสือ หรือหนังสือสูญหายไปพร้อมกับผู้ยืม ปัญหาข้อนี้หรือเรื่องอื่นๆ ก็แก้ไขได้ เมื่อนำบัตรประจำตัวประชาชนระบบตัวเลขอเนกประสงค์มาใช้จัดการ ระบบบัตรตัวเลขจะควบคุมได้ว่า ใครยืมหนังสือเล่มใดไปเมื่อใดแล้วไม่ส่งคืน หรือส่งคืนล่าช้า ทุกครั้งที่ใช้บัตรนั้นติดต่อกับทางราชการ ติดต่อธนาคาร หรือผ่านเครื่องอ่านบัตรใดๆ ก็จะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการยืมหนังสือ พร้อมคำเตือน เช่น  
           ‘คุณยืมหนังสือเรื่องไก่กินไข่จากหอสมุดแห่งชาติ พ้นกำหนดส่งคืนแล้ว ๑ เดือน ต้องเสียค่าปรับ ๓๐ บาท ถ้าไม่ส่งคืนหนังสือภายใน ๑ ปี จะต้องชดใช้ค่าหนังสือ ๓ เท่า หรือต้องโทษจำคุก ๑ เดือน หากไม่ติดต่อกลับไปยังหอสมุดแห่งชาติ’ (แต่ตามความจริงโทษจำคุกนั้นเป็นเพียงคำขู่เหมือนกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ) ดังนี้ เป็นต้น  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ๒. เสนอให้ร่างพระราชบัญญัติระบบหนังสือสาธารณะให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล ความต้องการของประเทศ และสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน

           ระบบหนังสือสาธารณะ คือ แนวคิดที่ว่า ประชาชนคนไทยทุกคนควรมีสิทธิเสมอภาคกันในเรื่องการอ่านและการเรียนรู้ รัฐบาลต้องจัดระบบที่ดี ที่สะดวกให้แก่ประชาชนอย่างทัดเทียม นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดของประเทศ หากเป็นคนไทย ย่อมมีสิทธิ์ใช้หอสมุด ห้องสมุด หรือห้องหนังสือของทางราชการได้ตามระเบียบหรือเงื่อนไข โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนระบบตัวเลขควบคุมเช่นกัน
 
           นอกเหนือไปจากนั้น ห้องสมุดท้องถิ่นควรต้องบริการหนังสือหรือสื่อความรู้ประเภทอื่นทุกชนิด แก่ประชาชนทุกคนตามความต้องการ แม้อาจจะต้องรอคอยหรือใช้เวลาในการติดต่อสอบถาม จัดหาให้จากห้องสมุดอื่น รวมทั้งการยืมจากห้องสมุดหนึ่งและส่งคืนโดยผ่านห้องสมุดแห่งอื่น ตลอดจนการจัดให้มีอินเทอร์เน็ตหรือสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่อยู่ในห้องสมุดทุกแห่งด้วย  
           เพราะหากไม่จัดระบบหนังสือสาธารณะแล้ว จะมีก็แต่คนในเมืองหลวง ในเมืองใหญ่เท่านั้นที่มีโอกาสด้านการอ่านและใช้สื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย แต่คนชนบทในต่างจังหวัดก็ยังคงต้องอ่านหนังสือตามเพิงเล็กๆ หลังคารั่วข้างทางประจำหมู่บ้านที่มีแต่หนังสือพิมพ์เก่าๆ ซึ่งเหลือจากการฉีกมวนยาเส้นสูบ มีมูลวัวมูลควายทั้งใหม่และเก่าเป็นบรรยากาศอยู่นั่นเอง  


"ระบบหนังสือสาธารณะ คือ แนวคิดที่ว่า ประชาชนคนไทยทุกคนควรมีสิทธิเสมอภาคกันในเรื่องการอ่านและการเรียนรู้"
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ๓. สมควรพิจาณาแยกหน่วยงานหอสมุด ห้องสมุด และระบบบรรณารักษ์วิชาชีพ เป็นหน่วยงานอิสระในสังกัดรัฐบาล เพื่อการทำงานส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้อย่างได้ผล

           เมื่อจัดระบบหอสมุดแห่งชาติ ระบบห้องสมุดของชาติโดยมีกฎหมายรองรับแล้ว ก็จำต้องจัดระบบบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมด้วย คือผู้บริหารหอสมุด ห้องสมุด และบรรณารักษ์วิชาชีพทั้งหลาย เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หากมิใช่บรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ก็ดูเหมือนจะมีสถานภาพไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน
 
           ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกระมัง ที่บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนต้องสอนหนังสือเด็กสัปดาห์ละ ๒๔ ชั่วโมง นอกเหนือไปจากรับผิดชอบห้องสมุด เมื่อเป็นเช่นนั้น อาจทำให้การสอนไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรือการเป็นบรรณารักษ์ไม่มีคุณภาพ หรือทั้งสองประการ  
           ห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษาประมาณ ๔๐,๐๐๐ แห่งในประเทศไทย มีตัวเลขหรือไม่ว่า กี่แห่งที่มีห้องสมุดซึ่งเป็นห้องสมุดจริงๆ กี่แห่งที่มีหนังสือได้คุณภาพชนิดที่จะทำให้ ‘เด็กสนุกกับการอ่านหนังสือ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆ’ จริงๆ และกี่แห่งที่มีบรรณารักษ์ประจำ  
           หากไม่มีบรรณารักษ์ประจำ ห้องสมุดที่มีคุณภาพ ไม่มีระบบจัดการหน่วยงานและบุคลากรวิชาชีพที่เหมาะสม ก็คงยากที่จะทำให้ผู้อ่านวัยเด็กเป็นนักอ่านคุณภาพ และระบบเรียนรู้ก้าวหน้า  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ๔. สมควรนำวิธีการงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาใช้ในระบบการพิมพ์ การจัดซื้อจัดจ้าง เอกสาร หนังสือ และสิ่งพิมพ์ในหน่วยงานราชการ

           น่าแปลกใจหรือไม่ว่า ในแต่ละปี หน่วยงานราชการของไทยใช้งบประมาณผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์นับร้อยล้านบาท แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนน้อยที่สุด เหตุหนึ่งที่อ้างกันก็คือ เพราะไม่มีงบประมาณสำหรับเผยแพร่แจกจ่าย หรือไม่มีหน่วยงานกลางคอยดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ไปถึงประชาชน
 
           ทว่า ในการพิมพ์หนังสือและสิ่งพิมพ์เหล่านั้น กลับมีงบประมาณมากพอที่จะให้จัดรูปเล่มและพิมพ์ด้วยระบบสองสี ทั้งๆ ที่เป็นเอกสารที่มีแต่ข้อความ  
           เราจึงมีเอกสารสิ่งพิมพ์ของหน่วยงานราชการที่พิมพ์ออกมาแล้วกองสุม และในที่สุดก็ชั่งกิโลขาย เกือบจะเหมือนกับเอาเงินงบประมาณไปโยนทิ้งเสียเปล่าๆ จนมีผู้กล่าวล้อเลียนอย่างเศร้าๆ ว่า การจัดทำเอกสารสิ่งพิมพ์ของทางราชการน่าจะเป็นกระบวนการฟอกเงินทางหนึ่ง!!  
           รัฐบาลนี้มีความสามารถด้านจัดการงบประมาณ จึงควรปูทางเรื่องงบประมาณสิ่งพิมพ์ในชาติให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้วยการออกกฎระเบียบและบริหารงบประมาณด้านนี้เสียใหม่ เพื่อประชาชนจะได้มีความรู้จากสิ่งที่ราชการดำเนินงานเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ออกมาด้วยงบประมาณมากมายในแต่ละปี อย่างคุ้มค่าและไม่น่าเศร้าใจ  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           ๕. สมควรพิจารณาจัดตั้งสถาบันกลางเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดระบบความรู้ ระบบหนังสือ (ทั้งระบบพื้นฐานและอิเล็กทรอนิกส์) การอ่าน และการเรียนรู้ของชาติ

           ข้อสรุปนี้คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก เพราะนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ดูจะเป็นผู้นำประเทศที่เข้าใจวัฏจักรหนังสือและระบบการเรียนรู้พื้นฐานเป็นอย่างดี จึงกล่าวไว้ในการสัมมนาเรื่อง ‘แนวคิดเรื่องระบบหนังสือสาธารณะ’ ครั้งแรกว่า
 
           การที่จะให้เด็กสนุกกับการอ่านหนังสือ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องสร้างตั้งแต่โรงเรียน  
           จึงหวังได้ว่า ‘ระบบหนังสือสาธารณะ’ และ ‘สถาบันการอ่านและการเรียนรู้’ จะก่อตั้งขึ้นอย่าง ‘บูรณาการ’ ตรงเป้าหมาย เพื่อประชาชนทั่วประเทศทุกระดับโดยแท้จริง  



* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๐๙ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
 
   
   
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >