ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

พุทธศักราช ๒๔๒๔ ตรงกับรัชกาลที่ ๕ พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมพระราชหฤทัยสถาปนาถาวรประโยชน์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมชนกนาถ ได้รับพระราชทานนามว่า ‘หอพระสมุดวชิรญาณ’
 
           ปี ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งหอธรรมรวบรวมพระไตรปิฎกและหนังสือพระพุทธศาสนา เรียกว่า ‘หอพุทธสาสนสังคหะ’  
           ปี ๒๔๔๘ โปรดเกล้าฯให้ยกการเฉพาะหนังสือของหอพุทธสาสนสังคหะ และคัมภีร์พระไตรปิฎก กับหนังสือที่อยู่ในหอพระมณเฑียรธรรมมารวมไว้ด้วยกันในหอพระสมุดวชิรญาณ ยกฐานะเป็นหอหลวงสำหรับแผ่นดิน เรียกชื่อว่า ‘หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร’ มีที่ตั้ง ณ ตึกพิพิธภัณฑ์เก่าในพระบรมมหาราชวัง หรือศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน  
           ปี ๒๔๕๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯให้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณฯ มาอยู่ที่ตึกถาวรวัตถุ หน้าวัดมหาธาตุ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๔๕๙  
           ปี ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานหนังสือและตู้หนังสือในห้องสมุดส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพิ่มเติม สถานที่ไม่พอให้เก็บหนังสือซึ่งได้มาใหม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็น ๒ แห่ง คือ หอพระสมุดวชิรญาณ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพระราชวังบวรสถานมงคล เก็บพระคัมภีร์ จดหมายเหตุของเก่า หนังสือเขียนและจารโดยเก็บไว้ในตู้รดน้ำลายทองของโบราณ และนำศิลาจารึกมารวบรวมเก็บไว้ด้วย ส่วนตึกถาวรวัตถุพระราชทานนามใหม่ว่า ‘หอพระสมุดวชิราวุธ’ เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ให้บริการอ่านและเป็นสถานที่จัดพิมพ์หนังสือของหอพระสมุดฯ ด้วย  
           ปี ๒๔๗๖ หอพระสมุดฯ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หอสมุดแห่งชาติ’ มีฐานะเป็นกอง สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  
           ปี ๒๔๙๐ มีอาคารเพิ่มอีกหนึ่งหลังคือ ‘หอดำรงราชานุภาพ’ เป็นสถานที่เก็บหนังสือของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ เป็นส่วนหนึ่งของหอสมุดแห่งชาติ
           ปี ๒๕๐๖ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่ ณ ท่าวาสุกรี เนื้อที่ ๑๗ ไร่ เป็นเงิน ๒๓ ล้าน ๙ แสนบาท เพื่อสนองความต้องการใช้หอสมุดของประชาชนและแก้ปัญหาสถานที่เดิมคับแคบ
           ปี ๒๕๐๙ เปิดหอสมุดแห่งชาติแห่งใหม่เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ หอสมุดแห่งชาติมีฐานะเป็นกอง สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ
           ปี ๒๕๔๕ รัฐบาลตั้งกระทรวงวัฒนธรรม จึงโอนกรมศิลปากรจากกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม หอสมุดแห่งชาติจึงย้ายมาสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมด้วย
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           หอสมุดแห่งชาติของประเทศไทย เริ่มต้นอย่างเป็นสิริมงคลโดยแท้ และนับเวลามิใช่น้อย ถ้าถือการตั้ง ‘หอสมุดแห่งชาติ’ ตามแบบสากลจริงๆ ในปี ๒๔๗๖ (ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕) จนถึงปัจจุบัน เวลาก็ล่วงเลยมานานถึง ๗๐ ปี มีรัฐบาลปกครองประเทศมาหลายยุคหลายสมัย แต่กฎหมายว่าด้วยหอสมุดแห่งชาติแทบจะไม่มีการแก้ไขหรือยกร่างใหม่เลย นับแต่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยหอสมุดสำหรับพระนครในปี ๒๔๔๘ และเท่าที่ปรากฏเด่นชัดว่าเป็นกฎหมายซึ่งใช้บังคับสำหรับหอสมุดแห่งชาติก็คือ พระราชบัญญัติการพิมพ์พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งตราไว้เพียง ๒ มาตรา คือ

           มาตรา ๒๐ ให้ผู้โฆษณาส่งสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรสองฉบับให้หอสมุดแห่งชาติภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันพิมพ์เสร็จโดยไม่คิดราคาและค่าส่ง
 

           และ มาตรา ๕๙ ผู้โฆษณาคนใดละเลยไม่ส่งสิ่งพิมพ์ให้แก่หอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๒๐ หรือไม่ส่งหนังสือพิมพ์ ให้แก่ เจ้าพนักงาน การพิมพ์หรือหอสมุดแห่งชาติตามมาตรา ๓๒ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบสองบาท
 


"เหตุใดจึงไม่มีใครเฉลียวใจเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งควรจะเป็นหน่วยงานบังคับดูแลระบบหนังสือสาธารณะของประเทศ และสนับสนุนการอ่านของคนในชาติให้เฟื่องฟูเจริญก้าวหน้าขึ้น ในช่วงเวลาย้อนหลังไป ๔๐ ปี หรือย้อนไกลไปอีกถึง ๗๐ ปี"
 

           ในเมื่อหอสมุดแห่งชาติมีกฎหมายบังคับใช้อยู่เพียงเท่านั้น ประเทศนี้ ผู้คนในบ้านเมืองนี้จะพัฒนาระบบหนังสือ ระบบการอ่าน และระบบหนังสือสาธารณะได้อย่างไร
 
           รัฐบาลมีแต่จะต้องตั้งงบประมาณแม้เรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ไม่ควรจะต้องสูญเสีย เช่น หากผู้พิมพ์หนังสือรายใดละเลย ไม่ยอมส่งหนังสือเข้าหอสมุดแห่งชาติตามระเบียบที่ปฏิบัติกันทั่วโลก หอสมุดแห่งชาติก็เอาผิดได้เพียงปรับเป็นจำนวนเงินตามที่กฎหมายกำหนด และหากสำนักพิมพ์เห็นแก่ตัว พิมพ์หนังสือขายราคาเล่มละหมื่นบาท แต่ไม่ยอมส่งให้หอสมุดฯ โทษก็เพียงปรับ ๑๒ บาท  
           เช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ต่ำต้อยยากไร้ทั้งหลายจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ ได้เรียนรู้สิ่งที่ควรรู้จากหนังสือสิ่งพิมพ์ทั้งหลายทัดเทียมกับคนร่ำรวย ผู้มีโอกาส หรือคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ได้อย่างไร  
           นับเป็นเรื่องน่าฉงนฉงายว่า เราเขียนกฎหมายเรื่องต่างๆ ได้มากมายนับหมื่นนับแสนเรื่อง แต่กฎหมายสำหรับเรื่องสำคัญที่สุดต่อสติปัญญา การเรียนรู้ ความเจริญงอกงามของคนในชาติ กลับไม่มีใครคิด ดูราวกับว่า ตลอดเวลาเกินกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยปล่อยให้สิ่งสำคัญยิ่งนี้ผ่านไปด้วยความหลงลืม อย่างเฉยเมย ไม่ใส่ใจ หรือมิได้ฉุกคิด  
           น่าคิดบ้างไหมว่า เหตุใดจึงไม่มีใครเฉลียวใจเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งควรจะเป็นหน่วยงานบังคับดูแลระบบหนังสือสาธารณะของประเทศ และสนับสนุนการอ่านของคนในชาติให้เฟื่องฟูเจริญก้าวหน้าขึ้น ในช่วงเวลาย้อนหลังไป ๔๐ ปี หรือย้อนไกลไปอีกถึง ๗๐ ปี  
           อย่างน้อยกฎหมายเพียง ๒ มาตราที่ใช้กันมานับแต่ปี ๒๔๘๔ นับเวลาได้ถึง ๖๓ ปี ซึ่งกำหนดโทษผู้เผยแพร่หนังสือที่ไม่ส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติโดยปรับเป็นเงินไม่เกิน ๑๒ บาท นั้น ฉายภาพอะไรได้บ้างในวงการหอสมุดแห่งชาติ และระบบห้องสมุดของประเทศไทย  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
"การส่งเสริมการอ่าน จัดการระบบการเรียนรู้ และหนังสือของชาตินั้น จำเป็นต้องเริ่มจากระบบโดยรวมอย่างจริงจัง หากไม่มีระบบเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะวิปริตผันผวนไปหมด"
 

           แต่ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะฟื้นฝอยหาตะเข็บว่า นักการเมืองและผู้บริหารประเทศใส่ใจเรื่องระบบการเรียนรู้ ความเข้าใจเรื่องโอกาสของการเพิ่มพูนสติปัญญาให้แก่คนในชาติอย่างไรหรือไม่เพียงใด ผู้รับผิดชอบระบบหอสมุดแห่งชาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเข้าใจแนวทางการบริหารงานด้านนี้อย่างเป็นระบบเพียงใด หรือรัฐมนตรีที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบหอสมุดแห่งชาติจะเคยทราบหรือไม่ว่า กฎหมายเกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งจะเอื้อให้การดำเนินงานห้องสมุดทุกระดับอันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ของคนในชาตินั้น แทบจะไม่มีใช้เลย
 
           ป่วยการที่จะไปกล่าวโทษใคร
           เพราะทุกสิ่งผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้ลงทุนวิจัยความผิดพลาดบกพร่องเรื่องนี้ด้วยเงินอีกกี่ร้อยล้านบาท ก็คงไม่ช่วยอะไรได้ หากไม่พยายามทำให้รัฐบาลและผู้บริหารเรื่องนี้เข้าใจว่า การส่งเสริมการอ่าน จัดการระบบการเรียนรู้ และหนังสือของชาตินั้น จำเป็นต้องเริ่มจากระบบโดยรวมอย่างจริงจัง หากไม่มีระบบเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะวิปริตผันผวนไปหมด ดังตัวอย่างที่เห็นขณะนี้ ว่า ระบบหนังสือส่วนหนึ่งของรัฐบาลกำลังจะสูญหายไปอย่างเงียบๆ เพราะไม่มีผู้รับผิดชอบ หลังจากปฏิรูปการศึกษา นั่นคือ การจัดประกวดหนังสือของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งดำเนินมากว่า ๓๐ ปีแล้ว
           การประกวดหนังสือประจำปี (แม้จะไม่ยอมเรียกว่า ‘รางวัลหนังสือแห่งชาติ’ ด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏ) ดีๆ ชั่วๆ ก็กระตุ้นคนเขียนหนังสือไทยได้ทางหนึ่ง แม้จะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็ทำให้นักเขียนตื่นขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยปีละครั้ง ทว่าในปี ๒๕๔๖ – ๒๕๔๗ จะไม่มีเสียแล้ว นัยว่าเนื่องจากหาเจ้าภาพไม่เจอ ไม่มีใครรู้ว่าหน่วยงานใดควรรับผิดชอบดำเนินงานต่อไป---นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ระบบหนังสือเชื่อมโยงกันอยู่ทุกเรื่องทุกจุด ไม่อาจแก้ปัญหาทีละเรื่องได้เลย  
           และในเมื่อฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายการเมือง ตลอดจนฝ่ายราชการและผู้เชี่ยวชาญ ยังมิได้คิดเรื่องการร่างกฎหมายสำหรับหอสมุดแห่งชาติและระบบหนังสือสาธารณะขึ้น ในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่งก็ใคร่จะเสนอแนวคิดเรื่องกฎหมายหอสมุดแห่งชาติและระบบหนังสือสาธารณะ ซึ่งอาจจะเกื้อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้บ้าง  
   
     
 
 
 
 
   
   
แนวคิดเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติหอสมุดของชาติ
และระบบหนังสือสาธารณะ (ฉบับประชาชน)

เมื่อปรากฏหลักฐานว่ามีกฎหมายกล่าวถึงหอสมุดแห่งชาติอยู่ ๒ มาตรา นับเวลาล่วงเลยมา ๖๓ ปี เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น จึงสมควรนำกฎหมายนั้นมายกร่างไว้ในกฎหมายที่จะร่างขึ้นใหม่ด้วย คือ
 

           ให้ผู้โฆษณาส่งสิ่งพิมพ์ที่ทำขึ้นในราชอาณาจักรจำนวนสิบฉบับให้หอสมุดแห่งชาติภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันพิมพ์เสร็จโดยไม่คิดราคาและค่าส่ง
 

           และ ผู้โฆษณาคนใดละเลยไม่ส่งสิ่งพิมพ์ให้แก่หอสมุดแห่งชาติตามมาตรา---(ข้างต้น) หรือไม่ส่งสิ่งพิมพ์ให้แก่หอสมุดแห่งชาติตามมาตรา--- มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยเท่าของมูลราคาสิ่งพิมพ์ และจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
 

           การกำหนดให้ส่งสิ่งพิมพ์ ๑๐ ฉบับแก่หอสมุดแห่งชาติ ถือว่ามากเกินความจำเป็น และทำให้ผู้พิมพ์เดือดร้อนหรือไม่
 
           หากพิจารณาประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายราชการ คือหอสมุดแห่งชาติ ได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องไล่ตามหาสิ่งพิมพ์เข้าห้องสมุด ไม่ต้องเสียงบประมาณซื้อหนังสือและสิ่งพิมพ์ อย่างน้อยสำหรับหอสมุดแห่งชาติสาขาจำนวน ๘ แห่ง (หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่กำหนดให้ส่ง ๑๐ เล่ม หอสมุดแห่งชาติจะต้องเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติจำนวน ๒ เล่ม)  
           ส่วนด้านเอกชนนั้นเล่าก็จะได้ประโยชน์ ได้เผยแพร่งานของตนในการจัดแสดงผลงานใหม่ ณ หอสมุดแห่งชาติอย่างน้อย ๘ แห่ง นับเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลตรงจุดอย่างยิ่ง เพราะในอนาคต หอสมุดแห่งชาติของประเทศนี้จะล้ำหน้าทันสมัย มีประชาชนคนอ่านสนใจเข้าใช้บริการยืมหนังสือกลับบ้านวันละหลายล้านคน! ในจำนวนนั้นย่อมมีผู้อ่านที่สนใจซื้อหนังสือซึ่งนำมาแสดงไว้เป็นสมบัติส่วนตัว  
           อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดจึงกำหนดโทษจำไว้ด้วย
           คำตอบคือ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเอาจริงเอาจังกับสิ่งพิมพ์ของชาติ เพราะการกำหนดโทษไว้สูงเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ละเมิดกฎหมายทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้พิมพ์สิ่งพิมพ์ไม่เหมาะสม จะได้มีชนักติดหลังอีกอันหนึ่ง
 
           สิ่งพิมพ์ ตามข้อความดังกล่าวซึ่งหอสมุดแห่งชาติจะต้องควบคุมดูแล และเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ เป็นหลักฐานของประเทศ หมายถึงอะไรบ้าง
           สิ่งพิมพ์ในยุคสมัยนี้ย่อมมิใช่เพียงหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์เช่นแต่ก่อนอีกต่อไป ทว่าหมายถึงสิ่งซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ บัญญัติไว้รวมทั้ง‘วรรณกรรม’ ต่างๆ ด้วย กล่าวคือ
 
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           มาตรา ๖ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือ ทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

           เมื่อบัญญัติให้ผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้จำต้องส่งมอบแก่หอสมุดแห่งชาติ ระบบหอสมุดก็จะจัดการตนเองด้วย ‘ระบบ’ ไปแล้วชั้นหนึ่ง เช่นนี้ หอสมุดแห่งชาติก็จะเป็นที่รวบรวมสรรพสิ่งอันควรรวบรวมไว้ในสถานสำคัญของชาติโดยแท้ แต่ถ้าไม่จัดการด้วยระบบ คือไม่ร่างพระราชบัญญัติหอสมุดเพื่อบังคับใช้เสียแต่ต้น ในอนาคตอันใกล้ที่รัฐบาลจะจัดสร้างหอสมุดหรือห้องสมุดทันสมัยที่ใดก็ตาม จำต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อจัดซื้อโสตวัสดุต่างๆ อันเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นสำหรับห้องสมุดในยุคปัจจุบันและอนาคต
 
           มาตราที่น่าสนใจอีกมาตราหนึ่งในพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติซึ่งจะร่างขึ้นคือ บทที่ว่าด้วยระบบหนังสือสาธารณะ บัญญัติให้อาคารสถานที่ของหน่วยงานเอกชนซึ่งเป็นที่รวมของคนจำนวนมาก ต้องมีห้องสมุดของตนตามอัตราส่วนของคนและเนื้อที่ เช่น  
           ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่จะสร้างขึ้นใหม่ (ให้มีบทเฉพาะกาลสำหรับสถานที่ซึ่งสร้างก่อนพระราชบัญญัติ) ต้องมีห้องสมุดตามสัดส่วนเนื้อที่ โดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเลย  
           อาคารสำนักงานและอาคารที่พักอาศัย คอนโดมิเนียมต่างๆ ตามเนื้อที่ (ซึ่งจะกำหนดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้) จะต้องจัดบริเวณเป็นห้องสมุดสำหรับบุคลากรในอาคาร หรือผู้เกี่ยวข้อง  
           โรงงานต่างๆ ที่มีพนักงานหรือคนงานตั้งแต่ ๓๐ คน ขึ้นไป จะต้องจัดห้องสมุดตามอัตราส่วนคนงานและเนื้อที่ของโรงงาน ให้คนงานได้ใช้เป็นที่ศึกษาหาความรู้และพักผ่อน  
           หมู่บ้านจัดสรรทุกแห่งจะต้องมีห้องสมุดชุมชนสมบูรณ์แบบ โดยรัฐบาลหรือหอสมุดแห่งชาติ หรือผู้บริหารระบบหนังสือสาธารณะ จะต้องจัดรูปแบบตัวอย่างของห้องหนังสือ ห้องสมุดชุมชน ให้เป็นบรรทัดฐานของการปฏิบัติ  


"มาตราที่น่าสนใจอีกมาตราหนึ่งในพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติซึ่งจะร่างขึ้นคือ บทที่ว่าด้วยระบบหนังสือสาธารณะ บัญญัติให้อาคารสถานที่ของหน่วยงานเอกชนซึ่งเป็นที่รวมของคนจำนวนมาก ต้องมีห้องสมุดของตนตามอัตราส่วนของคนและเนื้อที่"
 

           การจัดห้องสมุดชุมชน อาจยึดถือตามแนวทางที่ได้สำรวจมาในระยะเวลา ๑ ปี เศษ คือ ชุมชนทุกแห่งควรมีห้องสมุดเป็นของตนเอง โดยรัฐบาลจัดให้ และมอบหมายให้ชุมชนรับผิดชอบดูแลร่วมกับสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนวิชาว่าด้วยบรรณารักษศาสตร์ หรือสารสนเทศศาสตร์ โดยมุ่งใช้ประโยชน์อาคารสถานที่ทิ้งร้างของทางราชการซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และให้นิสิตนักศึกษาในปีสุดท้ายของหลักสูตรดังกล่าวเข้าปฏิบัติการฝึกงานในห้องสมุดชุมชนนั้นๆ
 
           พอจะเห็นช่องทางหรือไม่ว่า ถ้าเมื่อมีกฎหมายสำหรับหอสมุดแห่งชาติ ทุกอย่างในระบบหนังสือของชาติหลายๆ ส่วนที่ดูจะยุ่งยากสิ้นเปลืองนั้นอาจดำเนินไปอย่างง่ายดายเพียงใด  



* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๐๘ วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗
 
   
   
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >