ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน  
และระบบหนังสือสาธารณะ  
   
มกุฏ อรฤดี  
   
   
   
   
 
   

อีกไม่ช้าไม่นาน ประเทศไทยก็จะมีสถาบันซึ่งทำหน้าที่ดูแล รับผิดชอบเรื่องหนังสือ ระบบหนังสือสาธารณะ และการอ่านในชาติ ชื่อ ‘สถาบันส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้’ เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาล
 
           สถาบันดังกล่าวนี้มีภาระหน้าที่หนักหนาสาหัสรออยู่มากมาย ด้วยว่าตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างจริงจัง และตรงจุดว่า ทำอย่างไรให้คนไทยอ่านหนังสือได้ทัดเทียมกับคนชาติอื่นประเทศอื่น ทำอย่างไรให้เรื่องการอ่านหนังสือเป็นสิ่งปกติธรรมดาในชีวิตที่ไม่ต้องมีการรณรงค์หรือชักชวนกัน (คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอีกแล้วว่า การอ่านนั้นจะนำประโยชน์ใหญ่หลวงมาสู่คนไทยและประเทศชาติอย่างไร)  
           จะมีก็แต่การวิจัยที่ได้ตัวเลขออกมาว่า คนไทยอ่านหนังสือเพียงปีละไม่กี่บรรทัด  
           แต่จะกล่าวว่าไม่มีการวิเคราะห์ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะมีการสัมมนา แสดงความคิดเห็น และอ้างทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาการอ่านและกระบวนการเรียนรู้กันอยู่เนืองๆ ทฤษฎีหนึ่งที่อ้างถึงเสมอ คือ  
           การอ่านต้องเริ่มจากครอบครัว พ่อแม่ควรเอาใจใส่หาหนังสือให้ลูกอ่านตามวัย  
           ความเชื่อ หรือแนวคิดนี้กล่าวอ้างกันมานานไม่น้อยกว่า ๓๕ ปี นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้หนังสือกับกลุ่มประเทศต่างๆโดยมีองค์การยูเนสโก แห่งสหประชาชาติเป็นศูนย์กลางสำคัญ และถ้อยคำที่อารยประเทศอื่นกล่าวถึงก็ถูกนำมาอ้างอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว  
           แต่เหตุใดการส่งเสริมการอ่าน และการพัฒนาระบบหนังสือ หรือระบบห้องสมุดสาธารณะของประเทศไท ยจึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรตลอดเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           คำตอบประการหนึ่งคือ เรามัวยึดทฤษฎีและวิธีปฏิบัติของชาติที่เจริญแล้ว โดยมิได้เฉลียวใจว่า แนวทางบางอย่างบางเรื่องอาจเหมาะสำหรับแห่งหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้เลยในอีกที่หนึ่ง
           ดังข้อหนึ่งที่กล่าวกันว่า ‘การอ่านต้องเริ่มจากครอบครัว พ่อแม่ควรเอาใจใส่หาหนังสือให้ลูกอ่านตามวัย’ นั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงสักกี่ครอบครัวในประเทศไทย  
           พ่อแม่ของเด็กไทยกี่ล้านคนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ แล้วจะไปหาหนังสืออะไรให้ลูก จะเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้อย่างไร  
           พ่อแม่ของเด็กไทยกี่ล้านคนที่มีรายได้ขั้นต่ำเพียงวันละ ๑๓๕-๑๖๕ บาท ขณะที่หนังสือเด็กเล็กทั่วไปราคาไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท (และชุมชนของครอบครัวเหล่านั้นก็ไม่มีห้องสมุดสาธารณะ หรืออาจจะมี แต่ก็มีหนังสือสำหรับเด็กเล็กที่ได้รับบริจาคซึ่งชำรุดและเน่าแล้วเพียงไม่กี่เล่ม) อย่าพูดหรือคิดฝันถึงหนังสือปกแข็งที่มีรูปภาพสวยๆพิมพ์ในกระดาษดีๆ เลย แม้แต่อาหารที่จะกินให้ครบมื้อก็ยังนึกไม่ออก ถ้าวันไหนไม่ได้ทำงาน  
           พ่อแม่ของเด็กไทยที่เป็นชาวไร่ชาวนา เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ปล่อยให้ลูกอยู่กับคนแก่คนเฒ่า หรือให้ไปโรงเรียน กว่าพ่อแม่จะกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด ไหนจะต้องหุงหาอาหาร เตรียมตัวสำหรับทำงานวันรุ่งขึ้น จะมีเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องหนังสืออ่านของลูก  
           หรือแม้แต่ครอบครัวฐานะดีระดับเศรษฐี ผู้ดีมีสกุล ข้าราชการ กระทั่งนักการเมือง ผู้บริหารนโยบายประเทศ ก็มีสักกี่ครอบครัวที่ลูกอ่านหนังสือเพราะพ่อแม่คอยแนะนำแต่อ้อนแต่ออก  
           เมื่อไม่เห็นสิ่งที่เป็นแนวปฏิบัติว่า ‘ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้’ เสียแล้ว ก็ไม่คิดจะหาวิธีอื่นมาดำเนินการ เราจึงได้ยินนโยบายส่งเสริมการอ่านในชาติปีแล้วปีเล่าว่า ‘การอ่านต้องเริ่มจากครอบครัว’  
           ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เป็นเพียงข้อหนึ่งประการหนึ่งของความพยายามอันล้มเหลวในเรื่องส่งเสริมการอ่าน เพราะนำวิสัยทัศน์ของคนอื่นมาอ้าง ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่า ประกาศนโยบาย ทุ่มงบประมาณกันมานานเกือบ ๔๐ ปี โดยไม่ได้ผลอะไร และจะยังคงไม่ได้ผลใดๆเช่นเดียวกับที่ผ่านมาหลายสิบปี หากยังดำเนินนโยบายแบบเดิม คิดแบบเดิม ปล่อยให้ปัญหาแต่ละเรื่องแต่ละอย่างกระจัดกระจายโดยไม่พยายามมองภาพรวมให้ทะลุปรุโปร่ง แต่ละฝ่ายคิดเพียงจะแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องของตนโดยไม่เห็นว่าทุกสิ่งทุกเรื่องนั้นเกี่ยวข้องโยงใยกันอย่างแยกไม่ออก หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้อีก ๑๐๐ ปี ก็แก้ปัญหาการอ่านหนังสือและระบบหนังสือของประเทศชาติไม่ได้  


"พ่อแม่ของเด็กไทยกี่ล้านคนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ แล้วจะไปหาหนังสืออะไรให้ลูก จะเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้อย่างไร"
 

           ข้อเท็จจริงของระบบหนังสือ กระบวนการส่งเสริมการอ่าน และระบบหนังสือสาธารณะของประเทศไทยนั้น หากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา (ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำเช่นนั้น) ก็คือ มีปัญหาไปเสียทุกจุด ทุกขั้น ทุกตอน ทุกส่วน ทั้งระบบ เสมือนห่วงโซ่แห่งปัญหาที่กระจัดกระจายกันอยู่ แม้เมื่อนำมาคล้องเข้าด้วยกันก็จะเห็นตรวนปัญหาที่ใหญ่ยิ่ง และยากจะแก้ ยากจะปลด หากไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบจริงจัง และพิจารณาปัญหาทั้งระบบ ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเข้าใจและซื่อตรง
 
           ลองไล่เรียงจากส่วนยอดสุดที่ถือว่าสำคัญยิ่งของระบบหนังสือแห่งชาติ คือ ราชบัณฑิตยสถาน  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. ๒๕๔๒)
ตัวอย่างที่ดีของการเรียนรู้เรื่องหนังสือ

เมื่อพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (พิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖) ปรากฏต่อสายตาชาวไทยและชาวโลกในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ และเวลาผ่านไปนานเกือบ ๔ เดือน โดยไม่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ไม่มีถ้อยแถลงใดๆ จากราชบัณฑิตยสถาน ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ราชบัณฑิตยสถานไม่เข้าใจเรื่องหนังสือ!!!
 
           ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะราชบัณฑิตยสถาน ประกอบด้วยปราชญ์และผู้รู้จำนวนมาก เป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งหลายในด้านสรรพวิชาความรู้ เป็นเสาหลักอันสำคัญยิ่งของประเทศชาติ ไฉนเลยจะไม่มีผู้รอบรู้เรื่องหนังสือ
           แต่การที่พจนานุกรมฉบับดังกล่าวแพร่หลายสู่สาธารณะ และเวลาล่วงเลยมาจนเกือบครึ่งปีโดยไม่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากราชบัณฑิตท่านใดเลย และไม่มีถ้อยแถลงใดๆ ออกมา ก็อาจเข้าใจได้ว่า ในราชบัณฑิตยสถานนั้นไม่มีผู้ใดรู้ ไม่มีใครเห็นข้อบกพร่องผิดพลาด หรือมีคนรู้เห็นแต่ไม่มีใครพูด หรือมีการพูดถึง แต่ผู้รับผิดชอบงานพจนานุกรมฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ของราชบัณฑิตยสถานนั้นปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจเรื่องอันสำคัญที่จะส่งผลเสียนานัปการต่อกุลบุตรกุลธิดา และกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนรสนิยมและความเข้าใจเรื่องหนังสืออันสำคัญยิ่งในอนาคต  
           หากเป็นเช่นนี้ ประชาชนผู้รู้น้อย และไม่รู้ทั้งหลายจะไปหวังพึ่งใครได้อีก และระบบหนังสือส่วนสำคัญยิ่งนี้จะอยู่ในสถานะเช่นใด เราจะตอบคำถามต่างชาติถึงรูปแบบพจนานุกรมไทยอันเป็นตัวแทนของชาติเมื่ออยู่ท่ามกลางพจนานุกรมของชาติอื่นประเทศอื่นอย่างไร  
           ข้อที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ.๒๕๔๒ มีสองด้าน คือ  
           ๑. ข้อผิดพลาดบกพร่องที่เสมือนหนึ่งจงใจ  
           ๒. ข้อผิดพลาดบกพร่องที่เสมือนไม่เข้าใจเรื่องหนังสือ  
           (อ้างถึงตามเอกสารสัญญาให้ใช้สิทธิในการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖) คือ  
   
     
 
 
 
 
   
   
เหตุใดจึงไม่ใช้กระดาษสำหรับพจนานุกรม
แต่ใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม

พจนานุกรม เป็นหนังสือชนิดพิเศษ นานาอารยประเทศ หรือแม้แต่ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศก็รู้ดีว่า การพิมพ์พจนานุกรมจำต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลว่า เป็นกระดาษที่บางกว่ากระดาษพิมพ์หนังสือปกติ มีเนื้อเหนียวแน่น ทั้งนี้ก็เพราะ พจนานุกรม ต้องใช้งานบ่อย ตัวเล่มไม่ควรให้มีน้ำหนักมาก และไม่หนาจนเกินควร แต่พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ นี้ มีความหนาถึง ๑,๔๗๒ หน้า (จำนวนหน้าจริงของพจนานุกรมเมื่อพิมพ์เสร็จแล้วคือ ๑,๔๙๐ หน้า) กำหนดให้พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง
 

           สัญญาข้อ ๑.๓ ระบุว่า ‘เนื้อใน : พิมพ์ ๒ สี จำนวน ๑,๔๗๒ หน้า ใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม’
 

           ทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นว่า เหตุใดราชบัณฑิตยสถานจึงกำหนดให้ใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม แทนที่จะระบุว่า ‘ให้ใช้กระดาษที่ผลิตขึ้นสำหรับพิมพ์พจนานุกรมโดยเฉพาะ’
 
           ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องพจนานุกรมของราชบัณฑิตสถาน ทราบหรือไม่ว่า พจนานุกรมควรจัดพิมพ์ด้วยกระดาษที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้ คือ  
           เพื่อให้มีน้ำหนักเบา ใช้งานสะดวก  
           เพื่อให้รูปเล่มบางกว่าหนังสือปกติในกรณีที่มีจำนวนหน้ามาก  
           เพื่อให้มีความคงทน เพราะกระดาษสำหรับพิมพ์พจนานุกรมนั้นเป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นให้มีความเหนียว  
           กระดาษพิมพ์พจนานุกรมมีคุณสมบัติเป็นกระดาษสีนวล เพื่อมิให้เกิดคราบน่าเกลียดปรากฏชัดเมื่อใช้ไปนานๆ  


"การพิมพ์พจนานุกรมจำต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลว่า เป็นกระดาษที่บางกว่ากระดาษพิมพ์หนังสือปกติ มีเนื้อเหนียวแน่น ทั้งนี้ก็เพราะพจนานุกรมต้องใช้งานบ่อย ตัวเล่มไม่ควรให้มีน้ำหนักมาก และไม่หนาจนเกินควร"
 

           แต่ถึงแม้จะมีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ตัดสินใจใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม ก็ยังมีคำถามต่อไปอีกว่า
 
           เคยทดลองหรือไม่ว่า เมื่อนำกระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม จำนวน ๑,๔๗๒ หน้ามาพิมพ์หนังสือ จะมีความหนาเท่าใด มีน้ำหนักเท่าใด รูปเล่มจะเป็นอย่างไร น่าดูหรือน่าเกลียดเพียงใด  
           ความรู้เบื้องต้นในการทำหนังสือว่าด้วย รูปเล่มหนังสือและการกำหนดชนิดกระดาษ ข้อนี้เป็นพื้นฐานทีเดียวว่า ก่อนจะพิมพ์หนังสือ โดยเฉพาะที่จัดทำใหม่ ต้องทดลองทำหนังสือตัวอย่างขึ้นก่อน เพื่อพิจารณาว่าควรใช้กระดาษชนิดใด หนาหรือบางอย่างไรตามลักษณะของงาน ขั้นตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เพื่อให้ได้คุณลักษณะของวัสดุการพิมพ์ที่เหมาะสมสำหรับหนังสือที่จะพิมพ์จริงในขั้นสุดท้าย  
           ถ้าผู้รับผิดชอบเรื่องการจัดพิมพ์พจนานุกรม พ.ศ. ๒๕๔๒ ของราชบัณฑิตได้ทดลอง และเห็นว่าขนาดความหนาและน้ำหนักของหนังสือตัวอย่างที่ทำขึ้นนั้นเหมาะควรดีแล้ว ก็นับว่าเป็นการพิจารณารูปแบบหนังสือที่ประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่หากมิได้ทดลองทำตัวอย่างขึ้นก่อน ก็ถือว่าผู้รับผิดชอบนั้นไม่มีความรู้เรื่องการทำหนังสือจริงๆ และเมื่อให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องหนังสือมารับผิดชอบงานหนังสือสำคัญของชาติเช่นนี้ สิ่งผิดปกติอย่างน่าอัศจรรย์ใจจึงเกิดขึ้น นั่นคือ ประเทศไทยได้พจนานุกรมอันเป็นสมบัติของชาติในรูปเล่มแปลกตา ดังนี้  
           ขนาดความหนา ๑,๔๙๐ หน้า พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ขาว ๘๐ แกรม รูปทรงแท่งสี่เหลี่ยม ขนาด ๒๖ x ๑๙ เซนติเมตร หนา ๘.๔ เซนติเมตร มีน้ำหนักถึง ๓ กิโลกรัมเศษ หนักมากจนไม่อาจใช้งานได้อย่างสะดวก ต้องเปิดพลิกหาคำขณะวางบนโต๊ะเท่านั้น ไม่อาจถือด้วยสองมือได้เลย เป็นผลเสียต่อการใช้พจนานุกรม โดยเฉพาะนักเรียน เมื่อใช้ไม่สะดวก ก็ไม่อยากใช้ เมื่อไม่อยากใช้ ก็ทำให้การใช้คำไม่แม่น สะกดภาษาไทยอย่างผิดๆ เพราะไม่อยากเปิดพจนานุกรม นับเป็นจุดเริ่มแห่งการบั่นทอนการใช้ภาษาไทยที่ดีโดยแท้  
           รูปเล่มเทอะทะ โดยเฉพาะเมื่อวางเทียบกับพจนานุกรมของชาติอื่นที่ผลิตในศักราชเดียวกัน ย่อมทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่า คนไทยไม่รู้เรื่องการทำหนังสือ เพราะแม้แต่พจนานุกรมซึ่งเป็นหนังสือสำคัญของชาติก็ทำออกมาเช่นนี้  
           หากราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้กระดาษสำหรับพิมพ์พจนานุกรมในการพิมพ์ ความหนาก็จะเหลือเพียงประมาณ ๖.๖ เซนติเมตร และน้ำหนักจะเหลือเพียง ๒ กิโลกรัมเศษ การใช้งานจะสะดวกขึ้นมาก รูปเล่มก็สวยงามขึ้นด้วย  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
เหตุใดจึงพิมพ์สองสี
ทำไมจึงเป็นสีน้ำเงิน (ฟ้าอ่อน)

การกำหนดให้พิมพ์พจนานุกรมที่หนาเกิน ๑,๐๐๐ หน้า ด้วยกระดาษปอนด์ขาว ๘๐ แกรม เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะมีที่ใดในโลก แต่การระบุให้พิมพ์พจนานุกรมด้วยสีสองสี ยิ่งน่าประหลาดใจขึ้นอีกสำหรับวงการหนังสือ
 
           สัญญาข้อ ๑.๓ ระบุว่า ‘เนื้อใน : พิมพ์ ๒ สี จำนวน ๑,๔๗๒ หน้า ใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม’  
           สัญญาข้อ ๑.๕ ระบุว่า ‘ระบบการพิมพ์ : ใช้ระบบออฟเซต เนื้อในถ่ายจากอาร์ตเวิร์กที่จัดเข้าหน้าไว้แล้ว หรือใช้แฟ้มเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้อนุญาต (ราชบัณฑิตยสถาน) จะมอบให้ไปจัดพิมพ์ โดยในส่วนที่เป็นแม่คำให้พิมพ์เป็นสีน้ำเงิน ส่วนลูกคำและอื่นๆ ให้พิมพ์เป็นสีดำ  
           คำอธิบายความสำหรับสัญญาข้อ ๑.๕ ก็คือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้พิมพ์ข้อความที่เป็นแม่คำ หรือคำศัพท์หลัก ด้วยหมึกสีน้ำเงิน ส่วนข้อความอธิบายคำศัพท์ หรือที่เรียกว่าลูกคำนั้นให้พิมพ์ด้วยสีดำ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า  
           แทนที่จะพิมพ์ข้อความในพจนานุกรมเพียงครั้งเดียวรอบเดียวในแต่ละหน้า ก็ต้องพิมพ์ ๒ ครั้ง  
           แทนที่จะใช้เพลท หรือแม่พิมพ์แผ่นเดียว ก็ต้องใช้ ๒ แผ่น  
           การคำนวณต้นทุนเผื่อเสียเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะการพิมพ์นั้นทำให้ใช้กระดาษเพิ่มมากขึ้น ใช้หมึกพิมพ์มากขึ้น  
           แรงงานเพิ่มขึ้น ค่าสึกหรอเพิ่มขึ้น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมันทำความสะอาดแท่นพิมพ์ ค่าเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ล้วนเพิ่มมากขึ้น  
           ในระบบการพิมพ์ก็ต้องระมัดระวังมิให้หมึกพิมพ์สองสีในบรรทัดเดียวกันเกิดการเหลื่อม (อย่างไรก็ตาม มีพจนานุกรมฉบับนี้จำนวนหลายเล่มที่ได้พบเห็น ปรากฏว่า บรรทัดเหลื่อม และความเข้มของหมึกพิมพ์ไม่เท่ากัน หมึกที่พิมพ์แม่คำซึ่งกำหนดว่าเป็นสีน้ำเงินนั้น ก็ไม่ใช่น้ำเงินที่ได้มาตรฐาน บางหน้ากลายเป็นสีฟ้าจาง บางหน้าฟ้าอ่อน)  
           นอกเหนือจากนั้น ผลอันละเอียดอ่อนต่อผู้ใช้พจนานุกรม โดยเฉพาะที่เป็นเด็กนักเรียนก็คือทำให้เกิดปัญหาด้านสายตา เพราะตัวอักษรแม่คำพิมพ์ไม่ชัด ต้องเพ่งเมื่อมองอักษรสีฟ้าของแม่คำ ขณะเดียวกันก็ต้องหรี่ตาเมื่อมองคำอธิบายสีดำหรือลูกคำ  
           ไม่อยากเชื่อคำครหาที่ได้ยินมาว่า ที่พิมพ์สีน้ำเงินนั้น ก็ด้วยประสงค์มิให้มีการถ่ายเอกสาร หรือป้องกันการปลอมแปลง เพราะเหตุผลเช่นนั้นไม่น่าจะเป็นแนวคิดของราชบัณฑิตยสถาน จนมองข้ามผลเสียใหญ่หลวงอันมหาศาลอื่นๆ  
           ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะนำมากล่าวอ้างได้เลยว่า เหตุใดจึงพิมพ์พจนานุกรมด้วยหมึกสองสี นอกจากเพื่อให้มีราคาแพงขึ้น  
           ประมาณคร่าวๆ ว่า การกำหนดให้พิมพ์สองสี ทำให้ราคาพจนานุกรมฉบับนี้แพงขึ้นกว่าที่ควรเป็นราว ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ หากไม่พิมพ์สองสี พจนานุกรมควรจะขายในราคาอย่างสูง ๔๒๐-๔๕๐ บาท แทนที่จะเป็น ๖๐๐ บาท หรืออาจหาวิธีทำให้ราคาลดลงได้เหลือเพียงเล่มละ ๔๐๐ บาทด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ในการพิมพ์ครั้งแรก จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ เล่ม ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ไปถึง ๓๐-๔๐ ล้านบาท หรือตามข้อเท็จจริงก็คือ  
           ในระยะเวลา ๒ ปีข้างหน้า ความต้องการในการใช้พจนานุกรมเท่าที่จำเป็นนั้นประมาณ ๑ ล้านเล่ม สำหรับหน่วยงานราชการ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาทั้งหลาย ครูอาจารย์ นักศึกษา นักเรียน ตลอดจนหน่วยงานเอกชน เพราะมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการใช้ตัวสะกด ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ความว่า  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           
           ‘โดยที่ราชบัณฑิตยสถานได้จัดพิมพ์หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขึ้นเสร็จแล้ว ควรยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖ แต่ทางราชการและโรงเรียนก็ยังควรมีแบบมาตรฐานสำหรับใช้ในการเขียนหนังสือไทย เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกัน และควรใช้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นมาตรฐานดังกล่าว
 
           ‘คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบด้วย ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖ และต่อไป บรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ให้ใช้ตัวสะกดตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เสมอไป หากกระทรวงทบวงกรมใดเห็นควรเปลี่ยนอักขรวิธีในคำใดแล้ว ให้ชี้แจงเหตุผลไปยังราชบัณฑิตยสถาน ต่อเมื่อราชบัณฑิตยสถานเห็นชอบด้วย และสั่งแก้พจนานุกรมแล้ว จึงให้ใช้ได้
 
           ‘อนึ่ง เมื่อราชบัณฑิตยสถานได้แก้ไขระเบียบอักขระวิธีที่กำหนดไว้ในพจนานุกรมแล้ว ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน'
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
"รูปเล่มเทอะทะ โดยเฉพาะเมื่อวางเทียบกับพจนานุกรมของชาติอื่นที่ผลิตในศักราชเดียวกัน ย่อมทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่า คนไทยไม่รู้เรื่องการทำหนังสือ เพราะแม้แต่พจนานุกรมซึ่งเป็นหนังสือสำคัญของชาติก็ทำออกมาเช่นนี้"
 

           นั่นหมายความว่า อีก ๒ ปีข้างหน้า ประเทศชาติจะต้องสูญเสียเงินเปล่าๆ ปลี้ๆ จำนวนถึง ๑๕๐ - ๒๐๐ ล้านบาท เพราะพจนานุกรมฉบับนี้
 

           แต่นอกเหนือไปจากนั้นก็คือ ต้องประสบปัญหาเรื่องเด็กไทยที่จบการศึกษาระดับต่างๆ ในช่วง ๔ ปีข้างหน้า จะเขียนภาษาไทยไม่ถูก เพราะนักเรียนจำนวนมากไม่มีพจนานุกรมใช้ ด้วยเหตุที่ราคาแพงเกินไป
           ที่กล่าวว่า ราคาพจนานุกรมแพงนั้น ประเมินหรือเทียบกับอะไร
           ตามปกติแล้วมักเทียบกับค่าครองชีพ กล่าวคือ พจนานุกรมราคา ๖๐๐ บาท ขณะที่ค่าแรงงานขั้นต่ำวันละ ๑๓๕ บาท เท่ากับเกือบ ๕ เท่าของค่าแรงขึ้นต่ำ ครอบครัวระดับหาเช้ากินค่ำแทบจะไม่มีปัญญามีไว้ใช้เป็นส่วนตัวเลย  
           ในขณะที่ประเทศซึ่งเห็นความสำคัญของการศึกษา จะพยายามให้ราคาพจนานุกรมสำหรับนักเรียนนักศึกษาอยู่ในอัตราเพียง ๑/๔ – ๑/๒ ของค่าแรงขึ้นต่ำ  
           เมื่อพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยอันเป็นส่วนสำคัญของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแล้ว เห็นว่าทั้งๆ ที่ทำให้ราคาถูกกว่านั้นได้ แต่ก็ไม่คิดจะทำ กลับหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อให้ราคาแพงขึ้น
           โปรดอย่าอ้างว่า นี่คือฉบับพิเศษ เพราะฉบับพิเศษจะต้องคิดทำไปพร้อมๆ กันกับฉบับปกติธรรมดา หรือฉบับธรรมดาควรต้องมาก่อน จะพิมพ์ฉบับพิเศษราคาแพงออกมาขายเพียงอย่างเดียวขณะที่คนจำเป็นต้องใช้ และจำยอมซื้อฉบับราคาแพงนั้นไม่ได้ และว่ากันตามความเป็นจริง ราชบัณฑิตยสถานเองไม่เคยคิดจะทำฉบับปกติด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับที่ไม่เคยคิดว่า พจนานุกรมฉบับนักเรียนนักศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ไฉนจึงไม่คิดพิมพ์ฉบับสำหรับนักเรียนนักศึกษาราคาประหยัดขึ้นมาด้วยพร้อมกัน
           เหตุใดราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดอันเกี่ยวด้วยวิชาความรู้ของชาติจึงไม่นึกถึงเรื่องนี้
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
"ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะนำมากล่าวอ้างได้เลยว่า เหตุใดจึงพิมพ์พจนานุกรมด้วยหมึกสองสี นอกจากเพื่อให้มีราคาแพงขึ้น"
 

           นั่นเป็นเพราะประเทศนี้ไม่เคยมีศูนย์กลางความคิดและศูนย์ปฏิบัติ ที่คอยเชื่อมโยงประสานสิ่งเกี่ยวข้องกับระบบหนังสือและการเรียนรู้อย่างเป็นแบบแผนจริงจัง
           ราชบัณฑิตยสถานทำหน้าที่อย่างดียิ่ง ไม่ตกหล่นในเรื่องการรวบรวมสติปัญญาวิชาความรู้ แต่เมื่อได้มาครบถ้วนมากพอแล้ว ไม่มีใครช่วยคิดต่อไปว่า ทำอย่างไรจะให้วิชาความรู้อันล้ำค่ามากหลายเหล่านั้นเผยแพร่ไปสูสาธารณชน สู่กุลบุตรกุลธิดาของชาติ เพื่อประโยชน์ใหญ่หลวงกว้างขวางออกไป เราจึงได้เห็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้คำ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ แจ้งว่า ‘ราชบัณฑิตยสถานได้จัดพิมพ์หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ขึ้นเสร็จแล้ว’ แต่ราชบัณฑิตเองเพิ่งทำสัญญาอนุญาตให้จัดพิมพ์พจนานุกรมฉบับดังกล่าวในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ หลังการประกาศ ๑๐ เดือน กลายเป็นว่านายกรัฐมนตรีประกาศให้บังคับใช้สิ่งซึ่งไม่มีตัวตนนานเกือบปี แต่นั่นเป็นเรื่องแก้ไขได้ในอนาคต หากราชบัณฑิตยสถานไม่มีหน่วยงานดูแลรับผิดชอบเรื่องเอกสารสิ่งพิมพ์และหนังสือที่พร้อมมูล ก็อาจจะขอความร่วมมือจากสถาบันที่ดูแลเรื่องหนังสือของชาติโดยตรงซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่  
           ทว่า สาระสำคัญของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
ทำไมพจนานุกรมสันโค้งของราชบัณฑิตยสถานไทย
จึงแตกต่างจากหนังสือสันโค้งของชาติอื่นๆ
 

พจนานุกรม เป็นสิ่งพิมพ์สำคัญยิ่ง ต้องใช้งานมากที่สุด บ่อยครั้งที่สุดยิ่งกว่าหนังสือเล่มใดเรื่องใดในโลก การจัดทำพจนานุกรมจึงมีหลักยึดถือว่า ใช้สะดวก สวยงามแบบเรียบ คงทน มีรสนิยมของหนังสือที่ดี
           รสนิยมของหนังสือที่ดีคืออะไร
           แน่ละ ในด้านเนื้อหา พจนานุกรมต้องมีเนื้อหาถูกต้องครบถ้วนกระบวนความ ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย นานาประเทศต่างยอมรับว่า พจนานุกรมคือตัวแทนของความถูกต้อง โดยเฉพาะพจนานุกรมที่เป็นทางการดังเช่นของประเทศไทย ไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือสอบทานซ้ำอีกเมื่อจะนำข้อความใดอันเกี่ยวด้วยความหมายและภาษาจากพจนานุกรมไปใช้เพื่ออ้างอิง เพราะถือเป็นเสมือนกฎหมายด้านภาษาที่ทุกคนยึดถือ ดังที่ปรากฏในคำประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี
           ในด้านรูปแบบนั้นเล่า พจนานุกรมต้องออกแบบให้คงทน สวยงาม มีมาตรฐานที่ดี เพราะเด็กทุกคนในโลกนี้ที่ต้องเรียนหนังสือ นับแต่ชั้นประถมศึกษาขึ้นไป จำต้องเปิดพจนานุกรม บางคนอาจเปิดทุกวัน วันละหลายครั้ง เด็กๆ จะต้องเห็นพจนานุกรม ซึมซับสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นพจนานุกรม นับแต่รูปแบบภายนอกไปจนถึงรายละเอียดข้างใน การดูดซับสิ่งซึ่งเป็นหนังสือนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของความเข้าใจเรื่องหนังสือ
 
           เมื่อเด็กทุกคนเรียนรู้จักหนังสือดี โดยเฉพาะได้แบบจากหนังสือที่พิมพ์อย่างสวยงามประณีต รูปเล่มดี ความทรงจำดีๆ อย่างถูกต้องเรื่องหนังสือก็ติดตาตรึงใจอยู่ในสมองและความนึกคิดมิรู้เลือน ครั้นถ้าพูดถึงหนังสือสวยหนังสือดีก็เข้าใจตรงกัน เหมือนกัน เพราะมีรากฐานมาเช่นเดียวกัน ได้รับการอบรมกล่อมเกลี้ยงมาเหมือนกัน เมื่อโตขึ้นก็เข้าใจเรื่องหนังสือ ดูหนังสือออก อ่านหนังสือเป็น เพราะมีพจนานุกรมเป็นหลักนำทางแต่เยาว์วัย
           สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนราชบัณฑิตยสถานก็ทราบดี ในเอกสารสัญญาดังกล่าวถึงแต่ต้นจึงระบุไว้ในข้อ ๑.๖ ว่า
           การเข้าเล่ม : เย็บกี่แบบสันโค้ง ด้ายที่เย็บต้องมีขนาดและคุณภาพไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป
 
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
 
   
   
           หนังสือปกแข็งสันโค้งนั้น คือหนังสือมาตรฐานที่ยึดถือเป็นแบบอย่างกันมาหลายร้อยปีแล้วในวงการหนังสือสากลทั่วโลกว่า เป็นต้นแบบของหนังสือรูปเล่มสวยงาม การพิมพ์พจนานุกรมเกือบทุกประเทศในโลกล้วนใช้รูปแบบเช่นนี้ หนังสือเรื่องสำคัญๆ ของโลกก็ถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดังเห็นได้จากหอสมุดแห่งชาติ หรือหอสมุดสำคัญของชาติต่างๆ บางเล่มที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกก็อาจหุ้มปกด้วยหนัง หรือผ้าไหมชนิดพิเศษ ทั้งอาจพิมพ์เส้นเดินทองหรือดุนทองให้วิจิตรยิ่งขึ้นเพื่อให้สมกับเป็นหนังสือพิเศษ และยกย่องว่าเป็นหนังสืองดงาม อีกทั้งใช้งานสะดวกง่ายดาย ตามที่ได้ศึกษากันมานานแล้วว่า ถือกระชับมือในด้านสัน เปิดหน้ากระดาษง่ายในด้านเว้า
           น่ายินดีที่ราชบัณฑิตยสถานก็เข้าใจเรื่องนี้ และกำหนดไว้ในสัญญาการพิมพ์ว่า การเข้าเล่มของพจนานุกรมราชบัณฑิต ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้อง เข้าเล่มเย็บกี่สันโค้ง  
           แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พจนานุกรมฉบับดังกล่าวนี้ทุกเล่มที่วางจำหน่ายนับตั้งแต่วันแรก ปรากฏว่ามีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เป็นมุมฉากทุกด้านไป ไม่ว่าด้านสันหรือด้านเปิด ขอบมุมใดก็ไม่มีโค้งให้เห็น อีกทั้งพจนานุกรมที่วางจำหน่ายอยู่นั้นมีตราเครื่องหมายกำกับว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากราชบัณฑิตยสถานแล้วด้วย
           นี่แปลว่าอย่างไร
           วลีที่ว่า การเข้าเล่ม : เย็บกี่แบบสันโค้ง ของราชบัณฑิตยสถาน มีความหมายและรูปแบบของหนังสือไม่เหมือนกับของชาติอื่นประเทศอื่นในโลกนี้กระนั้นหรือ
 


"พจนานุกรมฉบับดังกล่าวนี้ทุกเล่มที่วางจำหน่ายนับตั้งแต่วันแรก ปรากฏว่ามีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เป็นมุมฉากทุกด้านไป ไม่ว่าด้านสันหรือด้านเปิด ขอบมุมใดก็ไม่มีโค้งให้เห็น อีกทั้งพจนานุกรมที่วางจำหน่ายอยู่นั้นมีตราเครื่องหมายกำกับว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากราชบัณฑิตยสถานแล้วด้วย"
 

           เมื่อประมวลความมาตั้งแต่ต้น ก็อาจสรุปได้ประการเดียวว่า ประเทศไทยจะพัฒนาการอ่านและการเรียนรู้ที่ได้จากกระบวนการแบบเดิมที่เรียกขานกันว่า‘หนังสือ’ นั้น เห็นทีจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว
           เพราะแม้แต่ราชบัณฑิตยสถานเองก็ไม่เข้าใจว่า หนังสือสันโค้งนั้นคืออย่างไร และการเข้าเล่มหนังสือปกแข็งสันโค้งกับสันตรง มีกรรมวิธีที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดินอย่างไร
 



* พิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๐๖ วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และ ฉบับที่ ๖๐๗ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗
 
   
   
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >