ฝากสำหรับฅนทำหนังสือ
มกุฏ อรฤดี




การจะเรียนรู้ รู้จัก รู้สึก นึกคิด และทำหนังสือให้ดี ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันครั้งเดียวแล้วจบ ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ข้อสำคัญก็คือ ต้องมีรากฐานด้านความงาม ภาษา เข้าใจความเรียบง่าย เข้าใจชีวิต สนใจและรู้จักมนุษย์ ใฝ่รู้วิทยาการ ทั้งสิ้นทั้งปวงอันประกอบขึ้นเป็นสังคมหน่วยเล็กหน่วยใหญ่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และไกลกว่าอนาคต

           ถ้าไม่มีพื้นฐาน ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีสำนึกเรื่องหนังสือ และหารสนิยมด้านหนังสือไม่เจอ ต่อให้ไปงานบุ๊คแฟร์มาทุกประเทศ ปีละหลายครั้ง ไม่ว่าจะจัดบุ๊คแฟร์กันที่ไหน แฟรงค์เฟิร์ตบุ๊คแฟร์ โบโลญญ่าบุ๊คแฟร์ สิงคโปร์บุ๊คแฟร์ ไทเปบุ๊คแฟร์ โตเกียวบุ๊คแฟร์ และในไม่ช้าก็ไปบางกอกบุ๊คแฟร์ หรือแม้กระทั่งสากลโลกบุ๊คแฟร์ ก็ไปได้หมดไปได้สิ้น อยู่จนตลอดงานด้วย กลับมาพูดถึงอย่างภูมิใจว่าไปมาแล้ว ไปมาหมดแล้ว บอกได้ว่าประเทศนั้นดีอย่างนี้ ชาติโน้นดีอย่างนั้น---ครั้นถึงเวลาพิจารณาหนังสือ ทำหนังสือเอง เล่มไหนเล่มนั้น ดูไม่ได้สักเล่ม ทั้งด้านนอกด้านใน ไม่เคยได้ความตามมาตรฐานที่ควรเป็น ไม่ว่ามาตรฐานสากล หรือแม้แต่มาตรฐานไทย และไม่เคยคิดตั้งคำถามว่า ที่ชาติอื่นเขาทำหนังสือดี ทำหนังสือสวย หนังสือมีคุณภาพนั้น เขาทำกันอย่างไร ทุ่มเทความคิด ค้นคว้ากันแบบไหน---หากเป็นเช่นนี้ก็ป่วยการ สู้ไปเดินตามแผงหนังสือแถวประตูน้ำ ท่าพระจันทร์ ริมคลองหลอด หรือแม้แถวพระโขนง ก็ไม่ได้ เพราะทุกวันนี้หนังสือปกขาวหนังสือโป๊ในเมืองไทยของบางสำนัก พัฒนารูปแบบไปไกลกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ บางรายด้วยซ้ำ---นั่นแหละ หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอุตส่าห์ลงทุนส่งเสริมให้รักการอ่าน เพราะเขาบอกว่า ‘อ่านอะไรก็ได้’---

           นี่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า ‘หนังสือ’ มิใช่ ‘สินค้า’ ตามปกติเช่นสินค้าอื่น ที่เพียงไปดูตัวอย่างในงานแสดง แล้วกลับมา เลียนแบบได้ลอกแบบได้---

           ‘หนังสือ’ นั้น เลียนแบบอย่างไรๆ ก็ไม่เหมือน เพราะมี ‘รสนิยม’ เกี่ยวข้องอยู่มาก

           และจะให้ฅนที่ไม่เข้าใจหนังสือไม่รู้จักหนังสือมาแนะนำก็ไม่ได้ เพราะแม้ถ้อยคำที่ถือเป็นหัวใจของการแนะนำก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี จะไปบอกเด็กๆ ว่า ‘อ่านอะไรก็ได้---’ นั้น ในสากลจักรวาลนี้จะมีก็แต่ ‘การมองเรื่องหนังสือ’ (แต่ไม่เห็น) ของเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยเท่านั้น

           เรื่องของหนังสือเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับ ‘รสนิยม’ และ ‘ความรู้สำนึก’ โดยแท้

           ฅนทำหนังสือต้อง ‘รู้สึก’ และ ‘สำนึก’ ผิดชอบชั่วดีจากภายใน อยู่ภายใน ต้องรักหนังสือด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยปาก รักหนังสือด้วยวิญญาณ จึงจะเข้าใจจริง พิจารณาช้าๆ พินิจความรู้สึกของตนลึกๆ---มองหนังสือให้เห็นว่าเป็นสิ่งวิเศษอันดีงาม อย่าเห็นเป็นอื่น อย่าเข้าใจให้ไขว้เขวไป ไม่เช่นนั้นจะนึกถึงผลประโยชน์และสิ่งตอบแทนมาก่อน

           แน่ละ ผลกำไรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานทุกประเภททุกชนิด แต่การทำหนังสือจะต้องนึกถึงมากกว่าผลกำไร

           การทำหนังสือ ควรมีความรักปูเป็นพื้น และซ้อนทับด้วยความรักหลายๆ ชั้น รักฅนอ่าน รักฅนเขียน รักฅนแปล รักฅนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตั้งแต่หัวแถวชั้นต่ำไปจนถึงท้ายแถวชั้นสูง ฅนทำความสะอาดสำนักพิมพ์ ฅนรับส่งเอกสาร ฅนเรียงพิมพ์ต้นฉบับ ตรวจทาน ช่างแท่น ช่างพิมพ์ ช่างพับ ฅนเย็บกี่ไสกาว ฅนออกแบบปก ฅนวาดรูปประกอบ ฅนขายสายส่ง ฅนซื้อฅนอ่าน ฯลฯ ต้องระลึกนึกถึงทุกฅนด้วยความกตัญญูรู้คุณ รักด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแท้จริง ไม่ใช่รักอย่างเอารัดเอาเปรียบ รักหนเดียวตอนนึกถึงผลประโยชน์

           อย่าเอากำไรมาก่อน---อย่าเอากำไรเป็นตัวนำ อย่าเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง

           แต่ก็มีอยู่ ฅนทำหนังสือบางฅนบอกว่า เขาเอาความรักเป็นตัวตั้งทั้งหมด---

           ทว่า ความรักของเขาคือ ความรักที่ล้วนเพื่อตนเองเป็นที่ตั้ง! และเอาผลกำไรเป็นตัวคูณ!!---
"หนังสือที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพนั้น มีจุดสรุปปลายทางอยู่ที่สำนักพิมพ์ เมื่อสำนักพิมพ์ไม่ใส่ใจการทำงานขั้นตอนต่างๆ หวังแต่จะให้หนังสือออกมาเร็ว หวังจะให้หนังสือขายดี หวังแต่ให้ได้กำไรมากๆ ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือฅนอ่าน โดยเฉพาะฅนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน"


           ประเทศไทยยังขาดหนังสือ และขาดบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือทุกด้านทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน บรรณาธิการต้นฉบับ บรรณาธิการต้นฉบับแปล ผู้ตรวจทานต้นฉบับ ผู้เขียนรูป ออกแบบปก เขียนรูปประกอบ จัดรูปเล่ม แม้แต่นักวิจารณ์หนังสือก็แทบจะกล่าวได้ว่า ‘ไม่มีเลย’

           หรือ ‘กรรมการตัดสินต้นฉบับ’ ‘กรรมการตัดสินหนังสือ’ อันเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนาส่งเสริมการเขียน ก็ขาดแคลน เมื่อขาดแคลน มีจำนวนน้อย ก็ส่งผลให้การพิจารณาต้นฉบับและหนังสือที่ส่งเข้าประกวดด้อยคุณค่าไปด้วย ดังเห็นได้จากหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลสำคัญหลายเล่ม มีข้อผิดพลาดด้านภาษาไทยและเนื้อหานับร้อยแห่ง ทั้งๆ ที่มีคณะกรรมการมากกว่า ๗ ฅน มีบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้เขียนคำนิยมที่มีชื่อเสียงลงชื่อรับรอง

           ที่ดูเหมือนจะมีมากในสังคมหนังสือปัจจุบัน เห็นจะได้แก่ ‘นักแปล’--- แต่ นักแปลที่เข้าใจวิชาการด้านการแปล อย่างถูกต้อง ไม่ไขว้เขว แปลให้ผู้อ่านภาษาที่สองได้รับสิ่งที่สื่อสารในภาษาเดิมอย่างเท่าเทียม และใส่ใจต้นฉบับจริงๆ นั้น มีน้อยเต็มที

           ในวงการหนังสือแปลที่ดูเหมือนจะเติบโตอย่างรวดเร็วจึงน่ากลัว ไม่เพียงการแปลไม่ได้คุณภาพทัดเทียมต้นฉบับภาษาเดิม การแปลที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้พิมพ์เร็วๆ การจ้างแปลราคาถูกโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพต้นฉบับแปล เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันในวงการหนังสือแปล เช่น การประมูลต้นฉบับภาษาต่างประเทศในราคาแพงเกินควร อันจะส่งผลให้หนังสือราคาแพงขึ้น และอัตราค่าลิขสิทธิ์ของต่างประเทศจะสูงขึ้นทั้งหมดในอนาคต (แต่ก็อาจเกิดผลดี ถ้าต้นฉบับต่างประเทศราคาแพงจนซื้อไม่ไหว---และก็ต้องมีข้อแม้อีกว่า นักเขียนไทยเขียนต้นฉบับที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต้นฉบับที่ซื้อจากต่างประเทศ)

           ข้อบกพร่องผิดพลาดต่างๆ ที่รวมกันเข้า จนทำให้หนังสือที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพนั้น มีจุดสรุปปลายทางอยู่ที่สำนักพิมพ์ เมื่อสำนักพิมพ์ไม่ใส่ใจการทำงานขั้นตอนต่างๆ หวังแต่จะให้หนังสือออกมาเร็ว หวังจะให้หนังสือขายดี หวังแต่ให้ได้กำไรมากๆ ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือฅนอ่าน โดยเฉพาะฅนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน ที่ยังแยกแยะสาระสำคัญ เรื่องหนังสือไม่ได้ ลงท้ายกรรมก็ตกแก่เด็ก ที่รับและซึมซับสิ่งผิดสิ่งบกพร่องจากความไม่เข้าใจและความมักง่ายของผู้ใหญ่ นับแต่ชั้นอนุบาลเลยทีเดียว

           ปัจจุบันนี้ดูเหมือนสำนักพิมพ์ต่างๆ จะเติบใหญ่ขึ้นมากจากหนังสือแปล--สำนักพิมพ์แทบทุกแห่งในประเทศไทย มุ่งพิมพ์หนังสือแปลกันมาก แรงจูงใจอย่างหนึ่งคือ การที่สำนักพิมพ์บางแห่งได้กำไรมหาศาลจากการพิมพ์หนังสือแปล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในอนาคตขอให้เฝ้าดูว่า เยาวชนที่เป็นผลผลิตจาก ‘กำไรมหาศาล’ ของสำนักพิมพ์ จะ ‘ขาดทุนย่อยยับ’ ในด้านความรู้ความคิด สติปัญญา และความสำนึกถึงรากเหง้าแห่งตัวตน แม้ขณะนี้หลายต่อหลายฅนอาจเห็นว่าเด็กเหล่านั้นรู้จักโลกจากการอ่าน แต่หากพิจารณาให้ดี และเล็งไปถึงอนาคต ทำนายได้ว่า จำนวนไม่น้อยจะกลายเป็น รู้แบบไม่มีราก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สืบมาในวงการหนังสือของไทย และจะสืบไป ถ้าไม่คิดแก้ทั้งระบบ

           ประเทศไทยมีดีอยู่หลายอย่าง และสิ่งดีอย่างหนึ่งคือ ใครอยากตั้งสำนักพิมพ์ ถ้ามีทุนพอ ก็ตั้งได้ทันที นักเขียน และนักแปลจำนวนไม่น้อย มีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การทำงานด้านหนังสือโดยไม่มีผู้ตรวจทานทุกขั้นตอน การไม่เชื่อระบบบรรณาธิการ ไม่เชื่อการตรวจสอบ เชื่อมั่นตนเองประการเดียว ดังที่นักเขียนเด็กไทย อายุ ๑๘ ปี ฅนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ‘เรื่องภาษาผมไม่ปรึกษาใคร ผมคิดว่าเป็นงานของผม ภาษาก็ควรเป็นของผม ผมจะไม่ให้ใครมาชี้แนะเรื่องภาษาที่ผมเขียน...จะถูกหรือผิดก็ยังภูมิใจที่เป็นของเรา...’

           หรือกรณีที่นักเขียนมีชื่อเสียงเข้าใจถ้อยคำภาษาไทยผิด แต่ยืนกรานจะใช้แบบผิดๆ ทั้งๆ ที่บรรณาธิการทักท้วง และท้ายที่สุด สำนักพิมพ์ก็ปล่อยให้ตีพิมพ์เป็นเล่มออกไปอย่างผิดๆ คนอ่านจำนวนหนึ่งอาจจะเชื่อว่า ‘ที่ผิด’ นั้นคือ ‘ถูก’ เพราะเป็นผลงานของผู้มีชื่อเสียง มีวิชาความรู้ และที่สำนักพิมพ์อยากพิมพ์ก็เพราะเชื่อว่าหนังสือนั้นจะขายดี มิได้ ปริวิตกว่า กำลังขาย ‘สินค้าด้อยคุณภาพ’ ‘สินค้ามีสารปลอมปน’ อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างใหญ่หลวง (โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน)

           เรื่องของฅนทำหนังสือ กระบวนการผลิตหนังสือนั้น มีรายละเอียดอันละเอียดอ่อนประณีตมากมาย ที่น่าสนใจคือ เมื่อผู้ผลิตหนังสือ หรือฅนทำหนังสือ ไม่เข้าใจว่าสิ่งละเอียดอ่อนอันประณีตเป็นสิ่งสำคัญอันจำเป็น และแล้วก็ตัดทอนหรือทิ้งไปหมด เพื่อย่นเวลาให้หนังสือออกได้เร็ว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุน ให้ได้กำไรมากๆ---จะเกิดผลทางลบต่อผู้อ่านอย่างไร มิได้คำนึงถึง

           ในโลกนี้ ไม่เคยปรากฏว่า ‘มหาเศรษฐี’ ฅนไหนที่ไม่ตาย---ล้วนแต่ตายทั้งนั้น และไปด้วยเสื้อผ้าชุดเดียวทุกฅน

           ---แล้วฅนทำหนังสือจะมัวคิดเพียงหาประโยชน์อะไรกันนัก เอาเปรียบอะไรกันหนา

           จะเอา ‘ผลประโยชน์’ และ ‘การได้เปรียบ’ เป็นเครื่องค้ำชีวิตไปจนสิ้นโลก กระนั้นหรือ

           หนังสือต่างหากที่ยังอยู่---หนังสือต่างหากเล่าที่ไม่ตาย

           แต่ถ้าฅนทำหนังสือมัวแต่นึกถึงประโยชน์ รีบร้อนทำหนังสือเพื่อหวังผลกำไรอย่างเดียว หนังสือออกมาชุ่ยๆ ชั่วๆ นอกจากหนังสือนั้นจะกลายเป็นสิ่งประจานตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นอนุสาวรีย์ด้านลบของฅนทำหนังสือแล้ว ยังเป็นเครื่องนำทางไปสู่นรกอีกด้วย---เพราะฅนข้างหลังจะสาปแช่งมิรู้จบรู้สิ้น ด้วยว่าการทำหนังสือแต่ละเล่มได้กร่อนโลกลงไปไม่น้อย ด้วยขบวนการและผลลัพธ์อันละเอียดอ่อนต่างๆ

           ไม่ว่าเราจะเป็นส่วนไหนของขบวนการทำหนังสือ หรือแม้เป็นเพียงฅนอ่านหนังสือ ก็ควรพิจารณาตรึกตรองหน้าที่ของตนให้ดี รักศักดิ์ศรี รักความเป็นมนุษย์ผู้รับผิดชอบ ที่จะไม่ทำหนังสืออย่างมักง่าย ไม่ซื้อหนังสืออย่างมักง่าย ไม่สนับสนุนฅนทำหนังสือที่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เกื้อกูลฅนทำหนังสือที่มักง่าย ไม่เสวนากับใครก็ตามที่ทำร้ายวงการหนังสือเพียงเพื่อประโยชน์ตน

           ฅนทำหนังสือที่หวังผลประโยชน์อย่างเดียว โดยไม่นึกถึงผลเสียอื่นๆ ที่ตามมา ก็มิต่างจากฅนผลิตยาเสพติด

           แต่ยาเสพติด ๑ เม็ด เสพได้ฅนเดียว---ทว่า หนังสือ ๑ เล่ม อาจมีฅนอ่านนับสิบ นับร้อย นับพัน นับหมื่น---

           เหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจจะ ‘ถูก’ บ้างเล็กน้อย หรือ ‘ไม่ถูกเลย’ ก็ได้ แต่อยากบอกให้ฟัง






           บทสรุปการบรรยายในการอบรม ‘วิชาหนังสือ’ สำหรับบุคคลภายนอก ครั้งที่ ๑ จัดอบรมโดย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ระหว่างวันเสาร์ที่ ๑๐ สิงหาคม - เสาร์ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕