จะมีไหม! สถาบันหนังสือแห่งชาติ

 
การสัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 MHz
รายการห้องรับแขก

วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๙.๓๐ - ๒๑.๐๐ น.
ผู้ดำเนินรายการ : พัชราภรณ์ ชุมกลิ่น, ธนาทิพย์ ฉัตรภูติ
ผู้ให้สัมภาษณ์ : มกุฏ อรฤดี
ฟังเสียง : (จะมีไหม! สถาบัันหนังสือแห่งชาติ_๑) (จะมีไหม! สถาบัันหนังสือแห่งชาติ_๒)






พีธีกร : สวัสดีค่ะ

คุณมกุฏ : ครับ สวัสดีครับ

พีธีกร : คุณมกุฏ อรฤดี นะคะ

คุณมกุฏ : ครับ

พีธีกร : ช่วยแนะนำตัวนิดหนึ่งค่ะ ว่าคลุกคลีวงการหนังสือมานานกี่สิบปีค่ะ

คุณมกุฏ : ผมเริ่มรู้สึกว่าตังเองมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเมื่ออายุสิบสามครับ คือโรงเรียนที่เรียนอยู่ในต่างจังหวัด ไม่มีห้องสมุด บังเอิญผมเคยเรียนโรงเรียนฝรั่งในชั้นประถม เมื่อมาเรียนโรงเรียนมัธยมของรัฐบาล ไม่มีอะไร ก็พยายามถามครู ครูก็บอกว่าไม่มีงบประมาณ สิ่งแรกที่เราทำได้ในขณะนั้น ก็---เรี่ยไรเงินกันคนละหนึ่งบาทเดือนละบาท และก็ซื้อนิตยสารมา---มาแบ่งกันอ่าน จุดเริ่มต้นนั้นเองทำให้ห้องสมุดเล็กๆ ที่เก็บเงินคนละบาท เดือนละบาทได้สิบกว่าบาท บัดนี้เวลาผ่านล่วงเลยมาประมาณสี่สิบห้าปี สี่สิบห้าปีนะครับ จำคำนี้ไว้ให้ดี ถ้าเราใช้วิธี อย่างนี้ เราจะใช้เวลาเท่านี้ บัดนี้เด็กที่นั่นก็ได้อ่านหนังสือในห้องสมุด มีหนังสือประมาณหมื่นเล่ม ก็ได้อ่านตามปกติเหมือนกับเด็กในเมือง

พีธีกร : จังหวัดอะไรคะ

คุณมกุฏ : จังหวัดสงขลาครับ

พีธีกร : จังหวัดสงขลาเลยนะคะ เป็นโชคดีของน้องๆ ที่นั่นที่มีรุ่นพี่ดีๆ แบบคุณมกุฏ เริ่มต้นเอาไว้ นั่นก็หมายความว่าเราต้องใช้เวลานานมาก สี่สิบห้าปี

คุณมกุฏ : สี่สิบห้าปีครับ โรงเรียนอื่นๆ อีกสามถึงสี่หมื่นแห่ง จะมีใครเริ่มให้อย่างนี้ไหม ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องคิด และต้องทำ ถ้าอยากให้เด็กฉลาด เว้นเสียแต่รัฐบาลคิดได้แล้วว่า ไม่อยากให้คนไทยต่างจังหวัดฉลาด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

พีธีกร : เขามีปัญหาถกเถียงกันนะคะว่าทุกครั้งที่หาเสียงนะคะ คุณมกุฏคะ ก็จะบอกว่านักการเมืองไปกราบขอคะแนนเสียงกัน ไหว้วอนขอคะแนนเสียกันมาเพื่อที่จะได้เป็นตัวแทน แล้วก็ถามว่าการศึกษาหรือการให้ความรู้ทางวิชาการลงในพื้นที่มันตอบแทนไป กลับไปบ้างหรือเปล่า เวลาให้คะแนนกลับมา แล้วท้องถิ่นได้ความรู้กลับคืนไปบ้างไหม เอ---กลัวคนในพื้นที่จะฉลาดแล้วไม่เลือกเขาเหรอ อะไรอย่างนี้

คุณมกุฏ : เราเคยพยายามทำกับรัฐบาลในสมัยพุทธศักราช ๒๕๔๖ ถึงขนาดเสนอเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาก็คือ ผมพูดๆ ตลอดเวลาสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา และก็ต้องพูดประโยคเดิมก็คือ เอกชนพยายามเสนอบอกให้รัฐบาลทำ เสนอโครงสร้างอย่างละเอียดว่าควรจะมีอะไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ว่าเป็นความคิดของเอกชน เสนอแม้กระทั่งว่าให้เป็นความคิดของรัฐบาล และก็รัฐบาลเอาหน้าเอาตาไป แต่สิ่งที่เราอยากได้ก็คือ อยากให้คนไทยในต่างจังหวัดทั้งหลายรวมทั้งเด็กๆ ที่กำลังจะเกิดมาในอนาคตด้วย คนปัจจุบันนี้ด้วย ได้มีโอกาสที่จะรู้เท่าๆ กันกับคนในกรุงเทพฯ มีโอกาสเท่ากัน ผมบอกว่ารัฐบาลสิ่งที่จัดระบบเอาไว้ แท้จริงแล้วง่ายนิดเดียว รัฐบาลมีสมาร์ทการ์ด เติมข้อมูลเข้าไปอีกอย่างก็คือ ใครมีบัตรประชาชนไทยเดินเข้าไปในห้องสมุดที่ไหน ยืมได้ ก็แค่นั้นเองก็ไม่เห็นจะยากอะไร และถ้าทำระบบให้ดี คนไทยจะฉลาดขึ้นกว่านี้อีกเยอะ การปกครองก็จะง่ายขึ้น วิธีการคิดในเรื่องต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น และถ้ามีระบบหนังสือแห่งชาติ เราก็ไม่ต้องแก้ปัญหาต่างๆ ปลีกย่อย เช่น ปัญหาหนังสือปลอม เห็นไหมครับ เคยได้ข่าวใช่ไหมครับ

พีธีกร : โอ้โฮ---เต็มหน้าเลยค่ะ เรื่องดีๆ ไม่ค่อยได้เห็น จะเห็นว่าพิมพ์หนังสือปลอม สูญเสียรายได้เยอะ

คุณมกุฏ : อันที่จริงเราก็คิดให้เสร็จเรียบร้อยว่า วิธีการแก้ปัญหาหนังสือปลอม รัฐบาลแทบจะไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาตามหลังกันยาวเหยียด เพราะผมศึกษาปัญหาเรื่องนี้มาตั้งแต่ผมอายุสิบสามนั่นแหละ ว่าทำไมไม่มีหนังสือ ทำไมมีหนังสือปลอม ทำไมหนังสือราคาแพง หนังสืออะไรต่างๆ ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปนะครับว่า วิธีการแก้ปัญหาหนังสือปลอม มีอย่างเดียว รัฐบาลต้องเข้าไปร่วมมือด้วย ก็คือทำหนังสือแบบเรียนให้เป็นราคาที่ขาดทุนเสีย ก็แทนที่จะคำนวณว่าเวลาขายเอากำไรเท่าโน้นเท่านี้ ก็ตั้งราคาขายให้ขาดทุน แทนที่จะขายสักร้อยบาท รัฐบาลก็ไปช่วยคุรุสภาตั้งราคาหนังสือสักห้าสิบบาท ผมขอถามสักคำ มีพ่อค้าคนไหนจะปลอมของที่ขายแล้วขาดทุน ในต่างประเทศบางประเทศนั้น หนังสือแบบเรียนเขาไม่ให้เด็กซื้อนะครับ

พีธีกร : รัฐบาลเขาจัดให้สวัสดิการสังคม

คุณมกุฏ : จัดให้ยืมนะครับ หรือให้เช่า เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันมีปัญหา เรื่องหนังสือมีปัญหาแปดร้อยอย่าง ถ้าเกิดไม่มีใครมานั่งรับผิดชอบตรงกลาง และพยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทีละจุด แต่เดิมผมคิดว่าเราคงใช้เวลาสักร้อยปี เราถึงจะทันประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ แต่ขณะนี้ที่ผมเฝ้าดูมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ เป็นต้นมาถึงบัดนี้ เราใช้เวลาอีกล้านปีก็คงตามเขาไม่ทัน

พีธีกร : คุณมกุฏมองว่าเกิดปัญหาจากอะไรคะ ที่สถาบันหนังสือแห่งชาติ ความคิดเรื่องการจัดระบบห้องสมุดทั่วประเทศหรือหนังสือเพื่อเด็กฟรี ไม่เป็นจริงสักที เกิดจากอะไร

คุณมกุฏ : คือรัฐบาลทุกยุคที่ผ่านมานั้นน่ะ คิดปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป คือคิดว่าจะทำอย่างเช่น---ในกรณีนี้เราพยายามเสนอกฤษฎีกาเข้าไป สิ่งที่ออกมาคืออะไร คือห้องสมุดหนึ่งแห่งในห้างสรรพสินค้า

พีธีกร : เอ้อ---อันนี้เห็นอยู่นะค่ะ

คุณมกุฏ : เมื่อเกิดห้องสมุดหนึ่งแห่ง และมันก็เกิดขึ้นแล้ว ใช้งบประมาณปีหนึ่งประมาณสองร้อยถึงสามร้อยล้านบาท เงินสองร้อยถึงสามร้อยล้านบาท จัดระบบให้ประเทศได้เลย

พีธีกร : อื้อ---

คุณมกุฏ : ถามว่าเหตุเพราะทำไม ก็คือก็รู้กันอยู่ เหตุเพราะว่าในขณะนั้นต้องการสร้างห้องสมุดหนึ่งแห่งนี้ในห้างสรรพสินค้าเพื่อหาเสียง นั่นก็เป็นปัญหาใหญ่ พอนึกแค่เรื่องหาเสียงก็จะไม่ไปถึงประชาชนหรอกครับ ก็เป็นฉากก่อน ทำเป็นฉากเสียก่อน

พีธีกร : ก็เอาอะไรที่สามารถประชาสัมพันธ์ก่อน บูมแล้วละ บูมมาแล้วละ อะไรที่ทำให้สามารถให้นักข่าวหรือเยาวชนเข้าถึงตรงนี้ได้ แต่อีกเจ็ดสิบห้าจังหวัดที่อยู่ข้างนอกจะได้หรือเปล่า ไม่รู้ ถ้าคำนวณปีละสองร้อยล้านบาทได้ทั่วถึงไหมคะ

คุณมกุฏ : คือผมพยายามอธิบายอย่างนี้นะครับว่า ถ้าเผื่อเอาเงินแค่ค่าเช่านะครับ ค่าเช่าในห้างสรรพสินค้าสอง เดือน เราจะตั้งโรงเรียนสอนวิชาหนังสือได้ทันที ถ้าเผื่อเอาค่าเช่าทั้งหมดและงบประมานทั้งหมด ที่เขาใช้จ่ายสำหรับห้องสมุดหนึ่งแห่งในห้างสรรพสินค้าหนึ่งปี เราจะจัดการระบบให้คนอ่านหนังสือในประเทศไทยได้ทั้งประเทศเลย

พีธีกร : อื้อ---ก่อนถึงตรงนั้นขอย้อนถามนิดนึงว่า เมื่อกี้ที่บอกว่าจะตั้งโรงเรียนสอนวิชาหนังสือให้ได้ อยากให้ขยายความให้ฟังสักนิดหนึ่งว่า โรงเรียนสอนวิชาหนังสือนั้นคืออะไร และเพราะอะไร ทำไมถึงควรจะต้องมี

คุณมกุฏ : คือขณะนี้ผมได้ประกาศแล้วว่า สำนักพิมพ์เล็กๆ เล็กที่สุดในโลกในประเทศไทย ชื่อสำนักพิมพ์ผีเสื้อ จะตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า เพื่อสอนคนที่จะมาทำงานเกี่ยวกับวงการหนังสือ เหตุเพราะว่าวิชาชีพอื่นเรามีวิชาสอนในมหาวิทยาลัย วิชาปูผ้าปูที่นอนเขาก็สอนกัน

พีธีกร : (หัวเราะ) ค่ะ การโรงแรมใช่ไหมคะ

คุณมกุฏ : ทุกคนมีมหาวิทยาลัยสอนหมด วิชาบรรณารักษ์ก็สอน วิชานิเทศน์ศาสตร์ก็สอนทำนิตยสาร ทำสื่อต่างๆ แต่วิชาทำหนังสือที่เราเรียกว่า Book นี่นะครับ ไม่มีใครสอนนะครับ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งซึ่งจะอยู่อีกร้อยปี พันปีข้างหน้าก็อยู่ได้ แต่ไม่มีใครสอนเลย ฉะนั้นเราก็มีนักทำหนังสือลองผิดลองถูกหมด มีอะไรอีกหลายอย่าง ที่เราเห็นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ที่ยังบกพร่องผิดพลาดอยู่นะครับ เพราะฉะนั้น อันที่จริงสิ่งเหล่านี้อยู่ในโครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติ ผมเขียนไว้เสร็จเรียบร้อยหมด ครบถ้วนทั้งหมด ถ้าเผื่อสนใจเข้าไปดู ในเว็บไซต์ www. bflybook.com ก็ได้

พีธีกร : เว็บไซต์ bflybook.com

คุณมกุฏ : เว็บไซต์ bflybook.com -b-f-l-y-book

พีธีกร : ย่อมาจาก butterfly เหรอค่ะ

คุณมกุฏ : ครับ www.bflybook.com ในภาคบทความ ว่าด้วยสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยปีที่เราเริ่มทำงานร่วมกับรัฐบาล คือเราปิดสำนักพิมพ์ไปประมาณสองปี เพื่อจะทำเรื่องโครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติให้รัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลตอบแทนให้ประชาชนก็คือห้องสมุดหนึ่งแห่งในกรุงเทพมหานคร อย่างที่ว่า

พีธีกร : คุณมกุฏคะ ถ้าเราลองหาเหตุผลนะว่าเพราะอะไร ลองพยายามคิดเอาเองดูนะว่าใช่หรือเปล่า เขาอาจจะมองว่าการที่ระบบเหมือนคีย์การ์ด มาสเตอร์การ์ดที่เป็นแบบอัจฉริยะไปไหนก็รูดได้ ในมหาวิทยาลัยเขาก็มีห้องสมุดแบบนั้นอยู่แล้ว เขาก็เลยคิดว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องลงมือทำอีก เพราะว่านักศึกษาหลายๆ สถาบันก็สามารถยืมกันข้ามมหาวิทยาลัยได้ แบบนั้นหรือเปล่า

คุณมกุฏ : ประชาชนกับนักศึกษา

พีธีกร : มีสัดส่วนต่างกัน

คุณมกุฏ : มีจำนวนต่างกันเท่าไหร่ ประชาชนกล้าพอที่จะเดินเท้าเปล่าเข้าในมหาวิทยาลัยไหม กล้าพอที่จะขอยืมหนังสือจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยไหม หรือแม้แต่ประชาชนบางคนอาจจะกล้านะครับ ลุงมี ลุงมาอาจจะกล้า แต่ค่ารถจากบ้านลุงไปมหาวิทยาลัยเป็นเงินเท่าไหร่ล่ะครับ คือมีเรื่องละเอียดอ่อน เรื่องรายละเอียดมากมายเหลือเกิน เกินกว่าที่จะอธิบายภายในเวลาสิบชั่งโมง ผมคิดว่าอธิบายไม่หมดในเรื่องนี้ แต่เรามาสรุปกันย่อๆ อย่างนี้ การที่เราพูดถึงเรื่องให้ประชาชนยืมหนังสือหรืออ่านหนังสือ เป็นข้อละเอียดปลีกย่อยอย่างหนึ่งในล้านๆ อย่างของระบบนี้นะครับ ในประเทศที่เขาเจริญแล้ว อย่าลืมว่าเขาเจริญเรื่องการอ่านหนังสือมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว แต่วัฒนธรรมเรื่องการอ่านหนังสือของไทยยังเพิ่งเริ่ม หรือแทบจะไม่เริ่มด้วยซ้ำในบางท้องที่ เพราะฉะนั้นเวลาเราคิดอะไรต่างๆ คิดดูว่าสภาพความเป็นอยู่ของเขาเป็นยังไง สังคมเขาเป็นอย่างไร เขาพร้อมจะใช้ระบบไหน ผมเดินทางมาในช่วงประมาณสองปีที่ผ่านมา เดินทางไปในหลายจังหวัดนะครับ พยายามจะแวะไปดู อบต.ใช้เงินสร้างสำนักงานกันขึ้นมาด้วยเงินจำนวนมากมาย และมีทุกตำบล สวยงาม ใหญ่โต หรูหรา แต่แทบจะไม่มีสักแห่งเลยที่จะพยายามเน้นสถานที่เรียนรู้สำหรับประชาชน ไม่มีห้องสมุดที่จะเป็นหัวใจของการเรียนรู้ อาจจะมีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ คอมพิวเตอร์เหล่านั้นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เขามาดูอะไรกัน เขามาเล่นอะไรกัน สำหรับใคร

พีธีกร : คุณผู้ฟังเองมี sms มาที่ ๔๒๒๑๙๖๕ ถ้าลองปรับโทนได้ไหม ถ้าเสนอตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติดูมันยากมันเย็นเหลือเกิน ไม่เหมือนกับหวยออนไลน์ ตั้งเร็วใช่ไหม หรือว่าตู้เกมส์แห่งชาติ รู้สึกว่าร้านเกมส์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ง่ายมากเลย แต่ว่าห้องสมุดกับสถาบันหนังสือ พอจะมีอะไรที่ปรับและพอจะเกิดขึ้นจริงได้บ้างไหมคะ ทำให้มันเป็นจริงถ้ารู้สึกว่าแผนเดิมยาก

คุณมกุฏ : ที่จริงไม่มีอะไรยากหรอกครับ แผนเดิมง่ายที่สุด เพียงแต่ว่าต้องถามสองประโยค คือ หนึ่งใครได้ประโยชน์ สองใครเสียประโยชน์

พีธีกร : มีหนังสือให้อ่านได้ง่าย เด็กนักเรียนก็ได้ประโยชน์ พ่อแม่ก็ได้ประโยชน์ ลูกหลานฉลาดขึ้น ทำงานมีอาชีพ รายได้ดีขึ้น

คุณมกุฏ : แล้วใครเสียประโยชน์

พีธีกร : คนเสียประโยชน์ ดูจะไม่มีเลยนะคะ

คุณมกุฏ : นั่นสิครับ ดูไปก็แทบจะไม่มีเลย แต่ดูเหมือนการคิดระยะยาวของคนสองกลุ่มไม่เหมือนกันนะครับ การคิดระยะยาวของพวกเราบรรดาคนทำหนังสือทั้งหลายหรือกลุ่มหนึ่ง คนทำหนังสือก็แบ่งออกเป็นหลายๆ กลุ่มเหมือนกัน กลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่าคนไทยฉลาดขึ้น เขาก็เจริญงอกงาม เขาก็ทำมาหากินได้ดีขึ้น เขามีสตางค์มากขึ้น เขามีการศึกษามากขึ้น เขาซื้อหนังสืออ่านมากขึ้น อีกพวกหนึ่งก็เกรงว่าคนไทยฉลาดขึ้น เขาก็มีสติปัญญาที่จะเลือกหนังสือ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องเลือกหนังสือที่ดี การทำหนังสือแบบสุกเอาเผากินก็จะทำไม่ได้อีกต่อไปหรือเปล่า คิดกันอย่างละเอียดอ่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง นักการเมืองเขาก็คิดไประยะยาวเหมือนกันว่า เผื่อว่าถ้าคนไทยฉลาด เขายิ่งจะต้องอ่านสื่อ อ่านบทความอะไรต่างๆ ที่ทำให้สติปัญญาเขางอกงามขึ้น เพราะ ฉะนั้นการจะหลอกล่ออะไรต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง มันคงจะยากไปหรือเปล่าในอนาคต เพราะฉะนั้นก็ ตัดตอนอย่าให้เขาฉลาดเลยดีไหม อย่างนั้นหรือเปล่า ผมไม่ทราบ

พีธีกร : เอ๊ะ---เดี๋ยวนะคะ ถ้าอย่างนั้น ตามที่ฟังคุณมกุฏพูด ปัญหาไม่ได้มีแค่รัฐบาลไม่จริงจังที่จะส่งเสริมเท่านั้น แม้แต่คนที่อยู่ในส่วนของสำนักพิมพ์ด้วยกันเอง ธุรกิจเดียวกัน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่จริงใจต่อการจะส่งเสริมด้านนี้เหมือนกัน

คุณมกุฏ : ก็ต้องถามกัน ผมไม่อาจบอกได้ทั้งหมด เพราะผมก็ทำสำนักพิมพ์เหมือนกัน

พีธีกร : แล้วอย่างนี้คุณมกุฏ ได้ลองซาวด์เสียงของสำนักพิมพ์อื่นๆ หรือตรวจสอบว่าเขาสนับสนุนไหมคะ กับแนวคิดเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ

คุณมกุฏ : น่าเสียดายจังเลยที่ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้กันมาตั้งแต่ต้น คือ เรื่องนี้เราเสนอรัฐบาลมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ แล้วปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ เรามีการประชุมกันหลายครั้ง รัฐบาลรับเรื่องนี้เข้าไปเป็นงานของรัฐบาลเลย เสนอกฤษฎีกา และในระหว่างก่อนที่จะเสนอกฤษฎีกานั้น ก็มีการประชุมใหญ่ ประชุมน้อย ประชุมย่อย สัมมนาในจังหวัดต่างๆ ผมเดินทางทั่วประเทศนะครับ แล้วสัมมนาร่วมกับคนทั้งหลายในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง และในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อจะถามความคิดเห็น เราเชิญสำนักพิมพ์ คนที่เกี่ยวข้องวิชาชีพนี้ ทุกแขนงร่วมประชุมกัน เราก็ได้เห็นว่ามีบางคน บางกลุ่ม ขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยที่จะให้ตั้งสถาบัน แม้แต่สมาคมห้องสมุดฯ ในสมัยนั้นก็ขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีหน่วยงานกลางมาดูแลห้องสมุดทั่วประเทศ แต่เห็นว่าควรยังจะใช้ระบบเดิม คือต่างคนต่างซื้อหนังสือเอง ถ้าเผื่อว่าเราไปคิดถึงเรื่องการใช้เงินอย่างเดียว มันก็จะทำให้เกิดการขัดแย้งขึ้นมา เหตุเพราะอะไร ถ้าเผื่อเราใช้ระบบศูนย์กลางเหมือนกับสิงคโปร์ เวลาห้องสมุดไหนต้องการหนังสือเขาไม่ซื้อเองนะ เขาไม่ซื้อเอง เขาแจ้งไปยังศูนย์กลางเพื่อจะบอกว่าต้องการหนังสือเล่มนี้นะ และห้องสมุดต่างๆ ทั่วประเทศก็จะแจ้งมายังศูนย์กลางเพื่อแจ้งว่าเขาต้องการหนังสือเล่มนี้ แล้วศูนย์กลางก็เป็นคนรวบรวมแล้วก็ซื้อ อย่างนี้ถามว่าวิธีแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อศูนย์กลางได้จำนวนมากพอก็จะต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อจะได้ราคาลด ลดเปอร์เซ็นต์

พีธีกร : ซื้อมากก็ถูกลงไป

คุณมกุฏ : ราคาถูก อย่างประเทศไทย ประเทศใหญ่ สมมุติว่าซื้อหนังสือสำหรับเด็กนับหมื่นๆ เล่ม แทนที่จะซื้อ ต่างคนต่างซื้อ สั่งพิมพ์เลย สั่งพิมพ์ยิ่งถูกลง คราวละเป็นหมื่นๆ เล่มอย่างนี้

พีธีกร : ใช่ๆ

คุณมกุฏ : เพราะฉะนั้นต้นทุนต่อหน่วยที่จะซื้อสำหรับหนังสือหนึ่งเล่มที่จะส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ ในการซื้อเอง กับการจัดระบบมันต่างกันเยอะ ต่างกันประมาณครึ่ง ถามว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเสียประโยชน์ไป จากการที่จะได้เปอร์เซ็นต์ในการซื้อหนังสือซึ่งเป็นอยู่ตลอดมา ขณะนี้ก็เป็นอยู่

พีธีกร : ก็มันเป็นเค้กก้อนใหญ่เลยนะ คงจะอดกินเลยนะงานนี้

คุณมกุฏ : อย่างเช่นเรามีปัญหาขณะนี้ว่าอบต.ไปทำหนังสือแล้วก็พิมพ์รูปตัวเองเข้าไป นี้เป็นฆาตกรรมที่โหดร้ายที่สุด

พีธีกร : ตอนนี้ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกภาคส่วนแหละค่ะที่ผลิตหนังสือ วารสาร จุลสาร เอกสาร นิตยสาร ก็ต่างคนต่างทำ

คุณมกุฏ : มันจะกลายเป็นขยะทั้งหมด เด็กก็ไม่อยากอ่าน เพราะเปิดมาเห็นรูปน่าเกลียดมาก เขาไม่อยากอ่าน

พีธีกร : ปัญหาตรงนี้เรื่องใหญ่มากนะ

คุณมกุฏ : เรื่องใหญ่ครับ

พีธีกร : ทางออกจะมีไหม ความฝันที่จะได้มีสถาบันหนังสือแห่งชาติ สามารถซื้อหนังสือราคาถูกๆ ได้เรียน ? หนังสือฟรี ? หนังสือฟรีจริง เป็นไปได้หรือเปล่าชาตินี้

พีธีกร : คุณมกุฏ อยู่ในแวดวงหนังสือมาสี่สิบห้าปี เรียกว่าพอรู้ความ เป็นนักเรียนมัธยม ก็เคลื่อนไหวเรื่องหนังสือมาโดยตลอด ปัจจุบันดำรงตำแหน่งบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อนะคะ

พีธีกร : ดิฉันคิดว่า เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นนักอ่านต้องรู้จักแน่นอน บ้านดิฉันเองก็มีหนังสือผีเสื้อ แหม---ไม่ครบทุกปกหรอกนะ แต่ก็ไม่อยากจะคุย ไม่ครบทุกปกแต่ก็เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ว่าจะไปหาต่อให้ครบทุกปก ความฝันที่เราอยากจะได้สถาบันหนังสือแห่งชาติ ที่คุณมกุฏพูดให้กำลังใจมากเลย ล้านปีก็ไม่ทัน คุณผู้ฟังให้ความเห็นมาบอกว่าอย่างนี้ มีอะไรที่พอจะเป็นไปได้ ที่ไม่เต็มร้อยก็ได้ สักหน่อยก็ยังดี

คุณมกุฏ : เดี๋ยว จะเล่าให้ฟังนะครับว่า คนที่ทำให้ผมต้องมายุ่งเกี่ยวกับรัฐบาล ในเรื่องนี้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ ก็คือ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นคนที่ทำให้เกิดโครงการนี้สำหรับรัฐบาล ในการหาเสียงครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งคราวที่แล้ว มีประกาศในหนังสือพิมพ์ต่างๆ มีโฆษณา มีคัตเอาท์ต่างๆ บอกว่าถ้าเผื่อได้เป็นรัฐบาลก็จะตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นคำมั่นสัญญาของรัฐบาลหรือเปล่า ศาลปกครองจะรับไหม ถ้าเผื่อไปฟ้องศาลปกครองว่าตอนที่คุณโฆษณาสินค้านั้นน่ะ คุณโฆษณาว่าจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้นะ เมื่อคุณขายสินค้านั้นปรากฎว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ติดมา

พีธีกร : ไม่ได้เป็นไปตามนั้น

คุณมกุฏ : จะฟ้องศาลปกครองได้ไหม ให้รัฐบาลทำตาม โดยที่มีเงื่อนไขว่า การปฏิบัติงานในนามโครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ จะต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นก็ยังพอจะมีความหวังได้ แต่เราก็ยังนึกไม่ออกอยู่เหมือนกันนะครับ ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ นานพอที่จะตั้งสถาบันนี้ได้ไหม นั่นถ้าเผื่อว่าจะหวังจากรัฐบาล ถ้าไม่หวังจากรัฐบาลนี้ ก็ต้องหวังจากรัฐบาลหน้าละครับ ต้องให้ประชาชนไทยทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวงการศึกษานะ ทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า เราต้องไม่คิดสำหรับตัวเองให้มาก แต่ถ้าเราคิดสำหรับตัวเองมาก ระบบนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ อย่างเช่นครูบาอาจารย์มีสิทธิ์ในการสั่งซื้อหนังสือ ยังคิดถึงส่วนลดเปอร์เซ็นต์ ค่าตอบแทน รวมถึงคิดถึงค่าเลี้ยงดูปูเสื่อของสำนักพิมพ์ที่มุ่งเข้าไปหาตัวเองอยู่ เราก็ไม่อาจจัดระบบนี้ได้ เพราะครูพวกนั้นเองก็ย่อมปฏิเสธการซื้อหนังสือรวมศูนย์ คำว่ารวมศูนย์กลัวกันมาก กลัวว่าจะเอามารวมอยู่ในที่เดียวกัน แล้วคนที่ดูแลเรื่องรวมศูนย์เองนั่นแหละ

พีธีกร : ก็น่ากลัว

คุณมกุฏ : ก็น่ากลัว แต่เราได้คิดระบบแก้ไขกันไว้แล้วในโครงสร้าง วิธีการก็คือ การซื้อหนังสือรวมศูนย์ สมมุติว่าโรงเรียนสี่หมื่นแห่งสั่งหนังสือเรื่องไก่กินไข่มาสี่หมื่นเล่ม ศูนย์กลางก็จะมีหน้าที่ไปหาหนังสือทั้งสี่หมื่นเล่มมา ในราคาซึ่งจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยออนไลน์ โดยวิธีอะไรก็ตาม ตอนนี้เรามีออนไลน์ ต่อจากนี้ไปโรงเรียนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเล็ก โรงเรียนน้อย ก็จะออนไลน์ถึงกัน มีหนังสืออะไรบ้าง จำนวนหนาหน้ากระดาษเท่าไหร่ ขนาดของหนังสือเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ ได้มาอย่างไร จากไหน และตอนนี้มีอยู่ที่ไหนอย่างไร---ทำได้---ถ้าคิดจะทำ

พีธีกร : พอพูดถึงตรงนี้ปุ๊บ มีคุณผู้ฟังถามเข้ามาว่า เราทำเป็นห้องสมุดหนังสืออิเล็กทรอนิคง่ายกว่าไหม แล้วมันพอที่จะช่วยได้ไหม

คุณมกุฏ : จะทำยังไงละครับ หนังสืออิเล็กทรอนิคนี่น่ะครับ เขาจะอ่านอย่างไร แม้แต่ในอเมริกา ในสิงคโปร์ ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายเขาไม่พึ่งหวังหรอกว่า ห้องสมุดอิเล็กทรอนิคจะช่วยให้คนได้เรียนรู้ต่างๆ มันช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มันช่วยไม่ได้ หนังสือพื้นฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ถ้าเกิดรัฐบาลไม่นึกถึงเรื่องนี้เสียแล้ว ไปนึกถึงเรื่องอิเล็กทรอนิค เรื่องอิเล็กทรอนิคเป็นเรื่องสำหรับใคร คนที่มีสตางค์จะซื้อคอมพิวเตอร์ได้ ชาวบ้านที่ทำไร่ไถนาเขามีปัญญาจะซื้อคอมพิวเตอร์ไหม หรือถ้าจะซื้อ เขาใช้เป็นไหม แล้วเรามีช่องทางจะไปสอนเขาหรือเปล่า

พีธีกร : ตอนนี้มีคอมพิวเตอร์ในทุกโรงเรียนใช่ไหมคะ มีช่วงหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะกระตุ้นทุกโรงเรียนต้องมีคอมพิวเตอร์ เด็กทุกคนต้องได้เรียนรู้ เด็กก็มีปริมาณสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรหกสิบกว่าล้านคน ผู้ที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์จริงๆ ก็มีไม่เยอะ แต่หนังสือถ้าเทียบสัดส่วนแล้ว คนเราก็ยังเข้าถึงหนังสือไม่เยอะอีกเหมือนกันนะคะ

คุณมกุฏ : มันยิ่งไปกันใหญ่ เราสูญเสียอะไรไปอีกหลายอย่าง ผมก็สอนหนังสืออยู่ในขณะนี้ สิ่งที่เราพบก็คือลายมือเด็กอ่านไม่ออก เพราะเด็กเริ่มใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น เก่งขึ้น

พีธีกร : พิมพ์รายงานตลอดเวลา

คุณมกุฏ : เรื่องการทำรายงานเขาใช้วิธีลอก

พีธีกร : ก๊อปปี้ต่อๆ

คุณมกุฏ : เพราะฉะนั้นสมองของเด็กก็จะลีบลง ในอนาคตเราก็จะมีเด็กไทยที่ไม่เก่งอะไรสักอย่าง

พีธีกร : สมองซีกซ้ายลีบ สมองซีกขวาฝ่อ มือขวาโต คลิกเก่งอย่างเดียว นี่แหละมนุษย์พันธ์ใหม่เลย

คุณมกุฏ : แขนก็โตนะครับ

พีธีกร : แล้วถ้าคุณมกุฏ จะแนะนำผู้ฟังอย่างดิฉันว่ามีส่วนร่วมอะไรได้บ้าง ตอนนี้เราก็มีการบริจาคหนังสือ การบริจาคสร้างห้องสมุด การบริจาคทำโครงการต่างๆ ออกไปสัญจรทั่วประเทศนะ มันก็ยังไม่พอนะ เพราะว่าติดตามข่าวมาสามสิบปีแล้ว ก็ยังไม่เป็น หนังสือเดี๋ยวก็ขาด เดี๋ยวก็สูญหายใช่ไหมคะ

คุณมกุฏ : ผมเคยคำนวณเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ พยายามศึกษาคำนวณว่า ถ้ารัฐบาลใช้งบประมาณระดับประถมศึกษา สองร้อยล้านประมาณหนึ่งปีสำหรับประถม แล้วก็ตั้งเป้าหมายว่าให้เด็กไทยอ่านหนังสือปีละสิบเล่ม

พีธีกร : ตอนนี้ประมาณห้าบรรทัดเองไม่ใช่เหรอคะ

คุณมกุฏ : ถ้าเผื่องบประมาณเท่านั้นเราต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งร้อยปี นี่ไม่ใช่พูดเล่นนะครับ ศึกษาด้วยตัวเลขเลย เพราะอะไร หนังสือมีอายุของมัน เมื่อใช้ไปห้าปีสิบปีหนังสือชำรุด ต้องทิ้ง เพราะฉะนั้นจะต้องซื้อหนังสือเข้ามาใหม่ แล้วงบประมาณเท่านั้นมันจัดไม่ได้ ก็มีวิธีการอยู่เหมือนกัน มีคนพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการบริจาคหนังสือ ผมถามว่าหนังสือที่คุณบริจาคเป็นหนังสือที่คุณไม่ต้องการแล้วใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นคุณกำลังส่งหนังสือมือสองไปให้เด็กใช่ไหม อย่าลืมนะครับ ต้องศึกษาไปอีกนิดหนึ่งว่า หนังสือที่ใช้แล้วนานๆ ทำให้เกิดฝุ่นกระดาษขึ้น การที่คุณส่งหนังสือมือสองไปให้เด็ก คือการที่คุณส่งไวรัสไปให้เด็กพร้อมๆ กันด้วย ส่งสารกระตุ้นภูมิแพ้ที่อยู่ในฝุ่นกระดาษไปให้เด็กด้วย แล้วนึกถึงเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ถ้าเผื่อเราจัดส่งหนังสือใหม่เอี่ยมไปบริจาคให้ได้ ก็จะต้องมีคนดำเนินการ อย่างน้อยที่สุดเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาเรามีอยู่ประมาณสี่หมื่นแห่ง ถามว่าเราจะจัดกองคาราวานสำหรับสี่หมื่นโรงเรียนได้ไหม และถ้าเผื่อบริจาคเสร็จแล้ว ปีหน้าก็ต้องบริจาคอีกใช่ไหม เพราะฉะนั้น ระบบบริจาคดูเหมือนว่าจะดีนะครับ แต่เป็นการแก้ปัญหาชั่วครั้งชั่วยาม

พีธีกร : พูดถึงเรื่องการบริจาคหนังสือ มีเรื่องหนึ่งค้างคาใจดิฉันมาก ต้องบอกอย่างนี้ เคยเปิดรับบริจาคหนังสือเพื่อเอาไปให้เด็กๆ ต่างจังหวัดห่างไกล ปรากฎว่าอันที่หนึ่งนอกจากไวรัสแท้อย่างที่คุณมกุฏพูด นั่นก็คือกระดาษ ยังมีไวรัสเทียมอีก คือประเภทว่าคุณภาพหนังสือเนื้อหาไม่เหมาะแก่เด็กแต่ให้มา จนทำให้รู้สึกว่า ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการบริจาค แต่สำนึกของคนเรา รู้ว่าจะเอาหนังสือไปให้เด็ก น่าจะมีการคัดเลือกเนื้อหาสักหน่อยไหม

คุณมกุฏ : ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักในระบบบริจาคหนังสือ ผมเคยอยู่ต่างจังหวัด แล้วผมก็ได้คลุกคลีสนิทสนมกับเด็กต่างจังหวัดตลอดเวลาเกือบตลอดชีวิต เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า เรากำลังทำให้เด็กต่างจังหวัดเป็นเด็กรับบริจาค เวลาเกิดวาตภัย อุทกภัย ภัยต่างๆ เราก็ส่งเสื้อผ้าไปบริจาค ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ต้องการแล้ว รองเท้าก็เป็นรองเท้าปุปะแล้ว เสื้อก็ขาดแล้วบ้าง กางเกงก็ใส่ไม่ได้แล้วบ้าง นั่นแหละ เครื่องแต่งกาย เอาละอาหารที่บริจาคก็บริจาคอาหารกระป๋องที่ไม่รู้ว่าหมดอายุหรือยัง พอมาถึงเรื่องสมอง เรื่องวิชาความรู้อีก ก็ได้รับบริจาคหนังสือซึ่งเขาไม่ใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ชีวิตนี้ทั้งชีวิตเขาจะอยู่กับสิ่งบริจาคหรือ มันน่าเศร้านะ

พีธีกร : โตขึ้นมาท่ามกลางของมือสองทั้งนั้น

คุณมกุฏ : ของบริจาคทั้งนั้นนะครับ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนชั้นหนึ่งนะครับ

พีธีกร : เขาก็เสียภาษีเหมือนกับเรา ผลิตอาหารให้เรา

คุณมกุฏ : ใช่ครับ คนชั้นหนึ่ง เพียงแต่เขาไม่ได้อยู่ในกรุงเทพมหานครเหมือนเรา เราจะทำอย่างไร จัดระบบอย่างไรให้เขาไม่เป็นมนุษย์บริจาคได้ไหม เราคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาว่า ในด้านการศึกษา ถ้าเผื่อเราคิด เมื่อใดก็ตามที่เราจัดระบบการศึกษาให้เด็กได้ดี เขาจะได้ไม่ต้องกลายเป็นเด็กบริจาคอีกต่อไป เขาจะได้อ่านหนังสือใหม่เหมือนกับเด็กในกรุงเทพมหานคร

พีธีกร : ค่ะ ตอนนี้ก็มีบางโครงการ บางสำนักพิมพ์ให้คุณผู้ฟังโอนเงินไป แล้วเขาจัดส่งหนังสือใหม่ไปให้ อย่างนี้พอที่ จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ไหมคะ

คุณมกุฏ : มันเกิดอย่างนี้นะครับ ถ้าสำนักพิมพ์ไหนทำโครงการอย่างนี้ โรงเรียนก็จะมีหนังสือเฉพาะของสำนักพิมพ์นั้น

พีธีกร : ก็ยังไม่หลากหลาย

คุณมกุฏ : เราอย่าลืมนะครับว่า ถ้าเผื่อเราทำระบบผูกขาดความคิดให้แก่เด็ก มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสำนักพิมพ์นั้นมีคุณภาพก็ดีไป แต่ถ้าเผื่อสำนักพิมพ์นั้นไม่มีคุณภาพล่ะ ด้อยคุณภาพล่ะ ใช้ภาษาไม่ถูกล่ะ เขียนเรื่องล่อแหลมล่ะหรือรสนิยมในทางหนังสือไม่ดีล่ะ เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทำให้เด็กด้อยก็เกิดขึ้นอีก ด้วยเหตุอย่างนั้นจึงควรทำให้เป็นระบบโดยรัฐบาล ไม่ใช่ใครก็ได้จะเอาหนังสือไปบริจาค เรายังเป็นห่วงนะครับว่าสิ่งที่เขาเอาไปบริจาคมันคืออะไร

พีธีกร : อาจจะเป็นดาบสองคมก็ได้

คุณมกุฏ : ไม่ทราบครับ ไม่ทราบ

พีธีกร : คุณมกุฏคะ และถ้าสมมุติว่าวันนี้รัฐบาลรับทราบแล้วละ ว่าอยู่ในนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ จะติดตามให้เกิดสถาบันหนังสือแห่งชาติขึ้นจริงๆ มีทางจะทำให้ภาคประชาชนเองเคลื่อนไหวด้วยตัวเองก่อนได้ไหมคะ

คุณมกุฏ : ผมก็พยายาม คือหน่วยงานอื่นเขาก็พยายามในเรื่องของเขา กลุ่มนักเขียนเขาก็พยายามในเรื่องของเขา ทีนี้เนื่องจากผมได้ศึกษาเรื่องนี้ ผมก็พยายามในเรื่องของผม ก็จะตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือละ สอนคนที่จะออกไปทำหนังสืออย่างมีคุณภาพ และมีความรับผิดชอบ ทุกอย่าง ตั้งแต่เนื้อหา รูปแบบ ความสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อ่าน ต่อสังคม ทั้งหลายเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือส่วนหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าในส่วนอื่นเขาจะทำอะไรกันไปถึงไหน แต่การรอรัฐบาลผมคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพราะเท่าที่ดูขณะนี้ ก็ดูจะยาก

พีธีกร : อันนี้ขออนุญาตถามแทนคุณผู้ฟังนิดหนึ่งว่า โรงเรียนสอนทำหนังสือ เกิดคุณผู้ฟังเป็นคนรักหนังสือคุณสมบัติแค่นี้เพียงพอไหมที่จะเรียน หรือว่าจะต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก

คุณมกุฏ : คืออย่างนี้ครับ โรงเรียนนี้จะตั้งเป็นทางการ และขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ มีครูใหญ่ มีครูน้อย มีภารโรง มีอะไรต่างๆ ครบถ้วน เพราะเหตุใดเราจึงไม่ตั้งเป็นวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย อันที่จริงผมได้เปิดหลักสูตรวิชาบรรณาธิการศึกษาไว้แล้วที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ผมเปิด มหาวิทยาลัยเขาเปิด คือผมไปเสนอวิชา เขาก็เปิดเป็นสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยบูรพา ที่บางแสนนะครับ เปิดมาสองปีแล้ว มีเด็กสองรุ่น ทีนี้มหาวิทยาลัยเปิดได้ไม่พอ แต่ตัวโรงเรียนจะเปิดได้ง่ายหน่อยในกรุงเทพมหานคร คนทั้งหลายที่สนใจหนังสือส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ภาคกลาง เมื่อกี้ถามถึงคุณสมบัติ เราจะเปิดหลักสูตรสองระดับ ระดับหนึ่งก็คือตั้งแต่เด็ก สมมุติว่าพ่อแม่ต้องการให้ลูกเติบโตมากับกองหนังสือ รักหนังสือ มีชีวิตเติบโตไปกับหนังสือ ก็นำมาเรียนได้ เหมือนเวลาที่คุณส่งลูกไปเรียนเปียโน บัลเล่ต์ เรียนดนตรี เรียนอะไรก็ตามตั้งแต่หกขวบเลย เราก็จะสอนเขาเรื่องรสนิยมหนังสือ การเขียน การดูอะไรต่างๆ ไปเรื่อย อีกกลุ่มหนึ่งก็คือหลักสูตรสำหรับคนทำงาน สำหรับคนที่จะทำงานด้านหนังสือจริงๆ คุณจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมาแล้ว และอยากทำหนังสือในด้านใดบ้างเช่น อยากทำอะไรก็ตามตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งจนถึงขั้นสุดท้าย ยกเว้นการขายเราจะไม่สอน

พีธีกร : แบบนี้คนก็เริ่มสงสัยว่าเราจะไม่สอนให้ครบขั้นตอนหรือคะ เพราะอะไรถึงละเว้นเรื่องการขาย

คุณมกุฏ : ผมสังเกตนะครับว่า ปัจจุบันนี้หลักสูตรเรื่องการขายมีสอนและมีมากพอ พอจนกระทั่งใครก็ตามมักจะนึกถึงเรื่องการขายก่อนเสมอ เราจะสอนให้เขาไม่นึกถึงเรื่องการขาย เพราะคุณสอนคนทำหนังสือให้นึกถึงเรื่องการขายมาก่อน มันค่อนข้างจะเป็นลบ ค่อนข้างจะเป็นพิษเป็นภัยสำหรับคนอ่านพอสมควร เพราะว่าพอคุณนึกถึงผลประโยชน์สำหรับตัวเองมาก่อนมันไม่ดี คนทำหนังสือที่ดีเขาควรนึกถึงสิ่งแรกเลย คนอ่านจะได้อะไร อย่าเพิ่งนึกถึงว่าเราจะได้กำไรเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราก็เลิกนึกถึงการสอนเรื่องการขาย การขายไปหาเองข้างหน้าแล้วกัน

พีธีกร : มีผู้ฟังเสนอเข้ามาอย่างหนึ่งค่ะ ว่าเก็บภาษีอบายมุขมาอุดหนุนสร้างสถาบันได้ไหม

คุณมกุฏ : ทำได้ทั้งนั้นแหละครับ ถ้ารัฐบาลจะทำ คือผมตอบให้ก็ได้ รองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รู้ดีเพราะทำงานร่วมกับผมมาสองปี สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไปประชุมกันทุกหนทุกแห่งทุกที่พร้อมกันหมด เขารู้ดีเท่ากับผมรู้

พีธีกร : วันนี้ก็ได้เวลามาถามความคืบหน้า

คุณมกุฏ : ถ้าเผื่อเขาจะทำ เพียงแต่ร่างกฤษฎีกาแล้วก็ทำอย่างที่เคยคิดกันไว้ เคยตกลงกันไว้ คุยกันไว้เมื่อสี่ปีห้าปีมาแล้ว ทำได้ทันที เงินจะหามาจากไหนก็ได้ เพราะไม่ใช่เงินมากมายอะไร เงินน้อยที่สุด คือวิธีคิดของผม ผมพยายามคิดจะใช้เงินน้อยที่สุด แล้วเราจะไม่ตั้งห้องสมุดในห้างสรรพสินค้า แต่เราร่างกฎหมายให้ห้างสรรพสินค้าที่สร้างใหม่จะต้องมีห้องสมุด

พีธีกร : จัดเอาไว้ให้ประชาชนเลยนะคะ อันนี้ดี

คุณมกุฏ : มันอยู่ในกฎหมาย กฎหมายที่จะร่างขึ้นมาใหม่ หมายความว่า เช่น หมู่บ้านจัดสรรที่มีตั้งแต่สามสิบครัวเรือนขึ้นไปจะต้องมีห้องสมุด บ้านอะไรนะ--- บ้านจัดสรรของรัฐบาล

พีธีกร : การเคหะค่ะ

คุณมกุฏ : ก็จะต้องมีห้องสมุด โรงงานที่มีคนตั้งแต่สามสิบคนขึ้นไปต้องมีห้องสมุด อยู่ในโครงสร้างทั้งหมด ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไม---ทำไมถึงไม่ทำ

พีธีกร : ไม่เกิดขึ้นสักที มีคุณผู้ฟังเสนอความคิดเห็นผ่าน sms ผ่าน ๔๒๒๑๙๖๕ มาให้กำลังใจคุณมกุฏ นะคะ

คุณมกุฏ : ขอบคุณมากครับ ผมคงทำได้เท่าที่ผมจะทำ เพราะว่าเวลาไปทำอะไรใหญ่ๆ อย่างนี้มักไปกระทบกระเทือนคนอื่นเขาด้วยเหมือนกัน วิธีคิดไม่เหมือนกันนะครับ เราพยายามคิดสำหรับคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่ในกรุงเทพมหานคร แต่สิ่งที่เราคิดมันเกิดประโยชน์ระยะยาว คิดอย่างนี้นะครับว่า ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์บางแห่งเป็นห่วงว่าเขาจะถูกแบ่งเค้กไปหรือเปล่า เขาจะถูกแย่งไปหรือเปล่า ผมพยายามอธิบายว่าไม่ใช่หรอก เค้กนี่มันก้อนใหญ่เหลือเกิน กินเท่าไหร่ก็กินไม่หมด

พีธีกร : กินร่วมกันได้ทั้งประเทศ

คุณมกุฏ : ถ้าเผื่อทุกคนจะพยายามทำหนังสือดีๆ โรงเรียนต่างๆ เขาก็ต้องการหนังสือดี อย่าลืมนะครับว่าประถมอย่างเดียวตั้งสี่หมื่นแห่ง

พีธีกร : ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย สายอาชีพอีกใช่ไหมคะ ปวช. ปวส.

คุณมกุฏ : มัธยมอีกตั้งประมาณหมื่นกว่าแห่ง มหาวิทยาลัยอีก อบต.อีกตั้งกี่แห่ง

พีธีกร : อันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้

คุณมกุฏ : ทำได้ครับ ถ้าเผื่อพรุ่งนี้รัฐบาลบอกว่าจะทำแล้ว ก็เสนอกฤษฎีกาซึ่งผมร่างไว้เรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์ถึงผม แล้วผมจะส่งให้เลย ส่งให้ถึงมือเลย ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำสถาบันหนังสือแห่งชาติได้ อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ถ้ารัฐบาลจะทำ เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลไม่อยากทำ

พีธีกร : ฝากให้คุณผู้ฟังที่สนใจติดต่อไปได้ที่โครงการ

คุณมกุฏ : ขอเพิ่มนิดหนึ่งครับ ผมมีโครงการอยู่โครงการหนึ่ง คือผมสังเกตอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ รัฐบาลกับสื่อรู้สึกว่าทะเลาะกันทุกวัน ผมก็เลยมีโครงการที่อยากให้ประชาชนทั้งหลายช่วยกันเขียนจดหมายถึงรัฐบาล อยากแนะ อยากบอก อยากชม อยากติ อยากตำหนิหรือเสนอแนะอะไรก็ตามที่ไม่อยากผ่านสื่อ เพราะผมเชื่อว่าถ้าเสนอผ่านสื่อรัฐบาลไม่เชื่อ รัฐบาลไม่ฟัง เพราะฉะนั้นขอให้ส่งมาสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เราจะเป็นสื่อกลางให้ สื่อกลางด้วยวิธีไหน ด้วยการรวบรวมจดหมายที่ดีๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายบวกหรือลบก็ตาม และท้ายที่สุดเราจะพิมพ์เป็นเล่ม เป็นประวัติศาสตร์เลยว่า ครั้งหนึ่งประชาชนเคยเขียนจดหมายถึงรัฐบาลว่าอย่างนี้ อย่างนี้

พีธีกร : เขียนส่งได้ที่ไหนคะ

คุณมกุฏ : ส่งทางอีเมลที่ bflybook@bflybook.com ถ้าส่งทางไปรษณีย์ ถึงสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เลขที่ ๕/๔ ถนนสุขุมวิท ซอย ๒๔ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ เราจะรวบรวมประมาณเดือนธันวาคม ผมยังหวังว่ารัฐบาลจะยังอยู่ถึงเดือนธันวาคม

พีธีกร : ยินดีเป็นสื่อกลางให้นะคะ

คุณมกุฏ : คือผมเป็นห่วงว่า ประชาชนว้าเหว่ ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมรู้สึกว้าเหว่มาก ผมอ่านหนังสือพิมพ์ทะเลาะกันไปมา ดูข่าวทีวี โอ้ จ้องกันเขม็งเลย

พีธีกร : คุณผู้ฟังส่ง sms มาว่าจะส่งจดหมายไปทวงถามให้ด้วยค่ะ วันนี้ต้องขอบคุณมาก

คุณมกุฏ : ขอบคุณมากครับ ยินดีครับ สวัสดีครับ

พีธีกร : คุณมกุฏ อรฤดี นะคะ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ที่อยากจะให้ประเทศไทยมีสถาบันหนังสือแห่งชาติ และถ้าสนใจติดตามความคืบหน้าสามารถเข้าไปดูได้ตลอดเวลาที่ www.bflybook.com วันนี้ห้องรับแขกต้องขอขอบคุณทุกท่าน คุณผู้ฟังทุกคนและทุก sms อย่าลืมทวงถามสถาบันหนังสือแห่งชาติของเรา เพื่อเราทุกคนนั่นเอง



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญแนวคิดสถาบันหนังสือแห่งชาติ > กลับไปต้นบทความ

< พิมพ์บทความนี้ >