ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๘. เพื่อนของนักแปล

ระหว่างวันที่ ๒๙-๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ สำนักวัฒนธรรมฝรั่งเศสร่วมกับสมาคมครูสอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเรื่อง "แนวคิดในการสอนภาษาในศตวรรษที่ ๒๑’ขึ้นที่กรุงเทพฯ ในการประชุมกลุ่มย่อย หัวข้อ "การแปลและล่าม" ศาสตราจารย์ Eckhart Holzel ผู้อำนวยการสถาบันล่ามและแปล มหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ได้กล่าวถึงการทำงานแปลของนักแปลว่า

"ผู้ทำงานแปล ควรจะรู้ว่าตนเองถนัดด้านนี้หรือไม่ และมีนิสัยเหมาะแก่งานหรือไม่ คนทำงานแปลจะต้องพอใจที่จะทำงานเงียบๆ อยู่คนเดียวในมุมของตน ใช้เวลาสังสรรค์หรือออกงานน้อยมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่คนที่ปิดขังตนเองจากผู้อื่น นักแปลจะต้องมีเพื่อนฝูงต่างสาขาอาชีพ สามารถโทรศัพท์หรือโทรสารไปสอบถามข้อมูลในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ทันที ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน"

           คำกล่าวของศาสตราจารย์โอต์เซลนั้นมาจากประสบการณ์อันยาวนานของท่าน สิ่งที่ผู้เขียนได้ประสบในการทำงานแปล ยืนยันได้ว่าคำพูดดังกล่าวเป็นความจริงทุกประการ

           แม้หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ จะเล่าเรื่องชีวิตในโรงพยาบาลของผู้แต่งเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจาก ฌ็อง-โดมินิก โบบี้เป็นผู้ที่อ่านมากเขียนมากมาก่อน เขาจึงกล่าวอ้าง เปรียบเทียบและพูดถึงเรื่องในวัฒนธรรมฝรั่งเศสทั้งในสมัยปัจจุบันและย้อนขึ้นไปถึงเรื่องราวในยุคกรีกโรมันอันเป็นอู่อารยธรรมของฝรั่งเศส

           แน่ละ ข้อมูลต่างๆ ที่โบบี้กล่าวถึง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่รู้จักหรือเคยได้ยินมาก่อน อาจจะคลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้อ่านร่วมวัฒนธรรมเดียวกับเขา อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เขียนจะเคยเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส และแต่ไหนแต่ไรมาจนถึงทุกวันนี้ ประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาวรรณคดีและอารยธรรมฝรั่งเศส ก็ยังมีข้อมูลมากมายที่ตนเองไม่ทราบ

           ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือนที่ปารีส (กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐) การ "ดำหาชุดประดาน้ำและโบยบินไปกับผีเสื้อ" ก็คือช่วงเวลาที่ผู้เขียนลุกจากโต๊ะทำงานของตนไปสัมผัสสถานที่ สิ่งต่างๆ ที่โบบี้กล่าวถึง ตลอดจนกระทบไหล่บุคคลที่โบบี้ชื่นชอบ เวลาที่ผู้เขียนใช้ในการ "ดำหา" และ "โบยบิน" จะเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เป็นส่วนใหญ่

           จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผู้เขียนนั่งแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ อยู่ในห้องพัก มีพจนานุกรมสองเล่มใหญ่เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลอ้างอิง เล่มหนึ่งเป็นพจนานุกรมภาษา อีกเล่มเป็นพจนานุกรมชื่อเฉพาะ แต่เนื่องจากพจนานุกรมสองเล่มนี้ออกใหม่ (เล่มชื่อเฉพาะออกวางตลาดฝรั่งเศสเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นี้เอง) แม้จะมีชื่อบุคคลตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน แต่ข้อมูลที่ให้จะมีเฉพาะที่สำคัญเท่านั้น ข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยถูกตัดทิ้งไป ถ้าจะหาให้ได้ ก็ต้องไปค้นสารานุกรมฉบับเก่า เช่น ชุดสารานุกรมสากลศตวรรษที่ ๑๙ ของสำนักพิมพ์ลารูส มีทั้งสิ้น ๑๕ เล่ม ตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๖๖6-๑๘๗๖ และฉบับเสริมอีก ๒ เล่ม ปี ค.ศ. ๑๘๗๘-๑๘๘๘ ซึ่งหาได้ในหอสมุดมหาวิทยาลัยทุกแห่ง

           ทว่า ถ้าจะให้ออกจากหอพักไปมหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาชื่อเฉพาะเพียงหนึ่งหรือสองชื่อ ก็เสียเวลาแปลงานเป็นอย่างยิ่ง และช่วงที่ผู้เขียนอยู่ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นช่วงฤดูร้อน มหาวิทยาลัยปิด หอสมุดมหาวิทยาลัยเปิดในบางวัน บางสัปดาห์ และเปิดในเวลาจำกัด

           จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผู้เขียนจึงจดจำคำที่เป็นปัญหาลงในสมุดเล็กๆ รอวันเสาร์และวันอาทิตย์ เช้าวันเสาร์ ผู้เขียนมักมีนัดกินอาหารเช้ากับเพื่อนชาวฝรั่งเศสและไทยกลุ่มหนึ่งที่ร้านกาแฟ La Coupole บนถนนมงต์ปาร์นาส เพื่อนกลุ่มนี้มีหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่วิศวกรเหมืองแร่ ครูสอนวรรณคดีฝรั่งเศสที่อังกฤษ นักคอมพิวเตอร์ ช่างภาพ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ บรรณาธิการวารสาร และครูสอนภาษาฝรั่งเศส ข้อสงสัยหลายๆ ประการก็กระจ่างด้วยความรอบรู้ของเพื่อนกลุ่มนี้ เช่น ในบทชื่อ "สาวฮ่องกง" โบบี้เขียนไว้ว่า

พวกคุณ (สาวแอล.) เดินต้อยๆ ตามหลังหูกระต่ายของท่านประธานกรรมการบริหารซึ่งนำทุกคนสู่สนามรบด้วยท่าทางคึกคักขึงขังกึ่งสปีรู่กึ่งโบนาปาร์ต---

           ผู้เขียนมีปัญหาคำว่า "สปีรู่" ส่วน "โบนาปาร์ต" นั้น ชัดเจนว่าหมายถึงจักรพรรดินโปเลียนเมื่อครั้งยังเป็นนายพลหนุ่ม เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอธิบายให้ฟังว่า สปีรู่เป็นชื่อตัวการ์ตูนอารมณ์ดีในชุดพนักงานเฝ้าประตูโรงแรม และเป็นชื่อหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม การเปรียบเทียบประธานกรรมการบริหารนิตยสาร แอล กับสปีรู่และโบนาปาร์ต เป็นการแสดงภาพกึ่งตลกกึ่งขึงขังของเจ้านายคนนี้ของโบบี้

           นอกจากนี้ ยังมี ดูดู๊ช ซึ่งโบบี้เรียก (ในใจ) บุรุษพยาบาลคนหนึ่ง ดูดู๊ชเป็นตัวการ์ตูนวัยรุ่นผมทองสูงโย่งเปี่ยมอารมณ์ขัน บุรุษพยาบาลคนนั้นคงมีลักษณะเช่นนี้

           ออกจากร้านกาแฟวันนั้น ผู้เขียนก็มุ่งไปยังร้านหนังสือ Fnac ที่ถนน เดอ แรนน์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ได้เห็นหน้าสปีรู่และดูดู๊ช กระจ่างในภาพอันเกิดจากตัวอักษรของโบบี้ วันเสาร์ต่อมา เพื่อนคนดังกล่าวหอบหนังสือการ์ตูนสปีรู่และดูดู๊ชมาให้ดูด้วยซ้ำ หรือเมื่อโบบี้เขียนว่า

จะไปไหนต่อขอรับ ท่านนายพล จะกระโดดลงเรือไฮโดรฟอยล์ไปมาเก๊าเผาดอลล่าร์เล่นในนรก หรือจะขึ้นไปบนบาร์เฟลิกซ์ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ซึ่งตกแต่งโดยฟิลิป เอส. มัณฑนากรชาวฝรั่งเศส---

           ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ทันทีว่า ฟิลิป เอส. มีชื่อเต็มว่า Philippe Starck เป็นมัณฑนากรฝรั่งเศสร่วมสมัย เคยตกแต่งห้องทำงานประธานาธิบดีมิตแตร็องด์

           ในบทชื่อ "เสียงนอกเวที" โบบี้เขียนถึงรูปร่างหน้าตาของจักษุแพทย์ที่มาเย็บเปลือกตาข้างขวาของเขาให้ติดกัน ว่าคล้าย Max la Menace ผู้เขียนไม่รู้จักชื่อและฉายานี้ ถ้าจะแปลตามตรง ก็ต้องแปลว่า "มักซ์ผู้คุกคาม" แต่เมื่อเพื่อนๆ อธิบายให้ฟังว่า มักซ์ผู้นี้เป็นตัวละครในหนังทีวีแนวตลกอเมริกันซึ่งเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส มักซ์เป็นนักสืบ เขามักทำอะไรผิดพลาด เคลื่อนไหวเกะกะงุ่มง่าม แต่ความผิดพลาดและการเคลื่อนไหวของเขากลายเป็นสิ่งคุกคามเหล่าร้าย และเกิดผลดีต่อการสืบสวนของเขาโดยเขาไม่ตั้งใจ ผู้เขียนจึงแปลฉายาของมักซ์ว่า "มักซ์นักสืบใหญ่"

           ในบทชื่อ "วันอาทิตย์" โบบี้มองผ่านหน้าต่างห้องนอน เห็นผนังอิฐสีน้ำตาลอมส้มกลายเป็นสีชมพูขณะต้องแสงอรุณ ทำให้เขาคิดถึงหน้าปกตำราไวยากรณ์กรีกของเมอสิเยอร์ราต์ คำว่ากรีกทำให้เขานึกถึงประวัติศาสตร์กรีกเขาจึงพูดถึงสุนัขของอัลซิบิยาด

           เพื่อนในกลุ่มนี้ของผู้เขียนไม่รู้ว่าเมอสิเยอร์ราต์เป็นใคร หรืออาจเคยรู้แต่จำไม่ได้ พวกเขารู้ว่า อัลซิบิยาดเป็นนักรบและนักการเมืองชาวกรีกสมัยโบราณ (ผู้เขียนเองก็รู้เท่านี้ตามข้อมูลในพจนานุกรมชื่อเฉพาะ) เคยได้ยินเรื่องสุนัขของเขา แต่จำรายละเอียดไม่ได้

           "ไม่เป็นไร วัลยา ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กรีก แล้วจะสอบถามให้" เพื่อนคนหนึ่งรับอาสา

           แน่ละ เสาร์ต่อมา ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลครบถ้วน

           อัลซิบิยาด นักรบและนักการเมืองกรีก ช่วง ๔๕๐-๔๐๔ ปีก่อนคริสต์กาล เป็นคนรูปงาม ฉลาดแต่ชั่วร้าย เขาทำสงครามเพื่อชื่อเสียงของตนเองมากกว่าเพื่อเอเธนส์บ้านเกิดเมืองนอน แม้แต่ทรยศไปเข้าข้างพวกสปาร์ต้าก็ยังเคย สำหรับเรื่องสุนัขของอัลซิบิยาดนั้น มีเรื่องเล่าว่า เขาซื้อสุนัขสวยงามมากตัวหนึ่งด้วยราคาแพงลิบ เวลาเดินไปไหนมาไหนกับสุนัขตัวนี้ ก็มีแต่ผู้เหลียวมองอย่างชื่นชม และเพื่อให้มีผู้สนใจดูเขากับสุนัขมากขึ้น เขาจึงตัดหางของมันทิ้งเสีย

           ต่อมา ขณะแปล เออเฌนี กร็องเด้ต์ ของออนอเร่ เดอ บัลซัค ผู้เขียนได้อ่านพบการกล่าวอ้างถึงสุนัขของอัลซิบิยาดอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่เข้ามาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของชาวฝรั่งเศสโดยแท้

           เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในฝรั่งเศสมาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการแก่คณาจารย์ในภาควิชาฯ รวมทั้งตัวผู้เขียน ในหัวข้อภาษาหรือวรรณคดี อาจารย์คนหนึ่งที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน ก็คือ Jean-Pierre Goldenstein ผู้แต่ง Pour lire le roman หรือฉบับภาษาไทย คือ การอ่านนวนิยาย

           วันอาทิตย์เป็นวันที่ผู้เขียนมักจะไปบ้านครอบครัวโกลเด้นสไตน์ ฌ็อง-ปิแยร์ และ กัธเธอรีน (ภรรยาของฌ็อง-ปิแยร์ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ) เคยเรียนไวยากรณ์กรีกเมื่ออยู่ชั้นมัธยมโดยใช้ตำราของเมอสิเยอร์ราต์ ปกตำราไวยากรณ์กรีกสีชมพู หากเป็นตำราไวยากรณ์โรมันปกจะสีน้ำเงิน ฌ็อง-ปิแยร์บอกว่าเมอสิเยอร์ราต์ถึงแก่กรรมไปไม่นาน เขาไม่แน่ใจว่าจะหาปีเกิดและปีตายของเมอสิเยอร์ราต์ตามที่ผู้เขียนต้องการได้หรือไม่ เพราะครูสอนไวยากรณ์กรีกผู้นี้ไม่ใช่คนสำคัญถึงขั้นที่ชื่อของเขาจะปรากฏในสารานุกรมหรือพจนานุกรมชื่อเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เมื่อผู้เขียนไปลาครอบครัวโกลเด้นสไตน์ ฌ็อง-ปิแยร์ก็ยื่นข้อมูลที่ผู้เขียนต้องการให้...วิเศษจริง!

           และที่บ้านของฌ็อง-ปิแยร์นั้น มีสารานุกรมสากลศตวรรษที่ ๑๙ ของสำนักพิมพ์ลารูส ทั้งชุด!

           ในบทชื่อ "สาวฮ่องกง" โบบี้เขียนถึงบุคคลผู้หนึ่งชื่อ Jean Paul K.

"---ครั้งหนึ่ง ผมให้ฌ็อง-ปอล เค. ไป (ฮ่องกง) แทน ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนที่เขาถูกจองจำเป็นเวลาหลายปีในคุกแห่งหนึ่งที่เบรุต และต้องนั่งท่องลำดับแหล่งผลิตเหล้าองุ่นบอร์โดซ์เพื่อจะได้ไม่เสียสติไป---"

           ฌ็อง-ปิแยร์เล่าให้ฟังว่า ชื่อเต็มของบุคคลผู้นี้คือ Jean-Paul Kaufman เป็นผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศส เคยถูกกลุ่มเฮซบอลเลาะฮ์จับเป็นตัวประกัน โทรทัศน์ฝรั่งเศสทุกช่องร่วมใจกันกระตุ้นรัฐบาลฝรั่งเศสให้จี้รัฐบาลเลบานอนเพื่อฝ่ายหลังจะได้ดำเนินการให้กลุ่มเฮซบอลเลาะฮ์ยอมคืนอิสรภาพแก่คอฟมาน ทุกวัน เวลาข่าว ๒๐ นาฬิกา ผู้อ่านข่าวจะเริ่มรายการด้วยประโยคที่ว่า "วันนี้เป็นวันที่หนึ่งร้อยหกสิบสองแล้วที่ฌ็อง-ปอล คอฟมานยังถูกจับเป็นตัวประกัน"

           วันต่อมาก็พูดว่า "วันนี้เป็นวันที่หนึ่งร้อยหกสิบสามแล้วที่ฌ็อง-ปอล คอฟมานยังถูกจับเป็นตัวประกัน" และต่อเนื่องไปเช่นนี้ทุกวันจนกระทั่งคอฟมานได้รับอิสรภาพ

           เฮซบอลเลาะฮ์เป็นกลุ่มชาวเลบานอนนิกายชีอะต์ซึ่งฝักใฝ่อิหร่าน ต้องการสร้างสาธารณรัฐอิสลามแบบเดียวกับอะยาตอเลาะฮ์โคไมนี ปัจจุบันในโลกของชาวอาหรับ-มุสลิม มีหลายฝ่ายฝักใฝ่การปกครองแบบอิหร่าน เรียกตนเองว่า เฮซบอลเลาะฮ์

           นับแต่สัปดาห์แรกที่ถึงปารีส ผู้เขียนโทรศัพท์นัดฌ็อง-ปิแยร์ให้พาไปตลาดนัดหนังสือเก่า ขณะนั้นผู้เขียนเสาะหาหนังสือของบัลซัคซึ่งตีพิมพ์ในศตวรรษที่ ๑๙ ตลาดนัดที่ฌ็อง-ปิแยร์พาไป อยู่ที่ Porte de Vanves ซึ่งเป็นประตูออกสู่ชานเมืองปารีสทางตะวันตกเฉียงใต้ ที่นั่นมีสวนเล็กๆ และจัตุรัสชื่อ Square de Georges Brassens วันเสาร์-อาทิตย์ จตุรัสแห่งนี้จะกลายเป็นตลาดนัดหนังสือเก่า

           สามเดือนที่ปารีส ผู้เขียนไปตลาดนัดแห่งนี้รวมทั้งสิ้น ๕ ครั้ง ในแต่ละสัปดาห์ ร้านหนังสือจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป พ่อค้าหนังสือเก่านิยมเดินทางไปเปิดร้านตามเมืองต่างๆ สลับผลัดเปลี่ยนกันไป ในการไปตลาดนัดครั้งสุดท้าย ผู้เขียนได้เจอข้อมูลที่ไม่คาดว่าจะได้

           ในบทชื่อ"อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้กล่าวถึงการประชุมระหว่างอาหารกลางวันในห้องประชุมชั้นบนสุดของสำนักงานนิตยสารแอล. ที่เขาร่วมด้วยเป็นครั้งสุดท้าย และกล่าวว่า "หัวหน้าใหญ่" ของนิตยสารได้รับฉายาจากบรรดาลูกน้องถึงสามฉายา ว่า เฌอโรนิโม่ หลุยส์ที่สิบเอ็ด และอะยาตอเลาะฮ์ ทั้งสามชื่อที่กลายเป็นฉายานี้ ผู้เขียนค้นประวัติและความหมายฉายาได้จากพจนานุกรมชื่อเฉพาะและพจนานุกรมภาษา อย่างไรก็ตาม ในประวัติของเฌอโรนิโม่ยังมีข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนอยากรู้ แต่ไม่มีบันทึกไว้ Geronimo (ค.ศ. ๑๘๒๙-๑๙๐๘) เป็นอินเดียนแดงหัวหน้าเผ่าอาปาเช่ในรัฐอริโซน่า ได้ต่อสู้กับคนผิวขาวอย่างกล้าหาญ เคยถูกจับ หลบหนีไปอยู่ในแม็กซิโก แต่เมื่อค่ายที่โซนาร่าถูกปิดล้อม เขายอมแพ้โดยทางการสัญญาว่าจะส่งเขากลับไปอยู่มลรัฐอริโซน่า แต่ไม่เคยได้กลับ เขาถูกส่งไปอยู่ที่มลรัฐฟลอริด้า ได้รับอนุญาตให้ขายภาพถ่ายของตนและเล่าประวัติชีวิตแก่ทหารอเมริกันคนหนึ่ง

           ข้อมูลที่ผู้เขียนอยากรู้ก็คือ ทหารอเมริกันผู้นำประวัติชีวิตของเฌอโรนิโม่มาเขียนเผยแพร่นี้ ชื่ออะไร และแล้ว ในครั้งสุดท้ายที่ไปตลาดนัดหนังสือเก่าแห่งนี้ ขณะมองดูหนังสือบนแผงๆ หนึ่ง สายตาของผู้เขียนก็เห็นคำว่า Geronimo ในเมื่อเป็นชีวประวัติของหัวหน้าเผ่าอาปาเช่คนสุดท้ายผู้นี้ และตีพิมพ์เป็นเล่มเรียบร้อย จึงมีชื่อผู้เรียบเรียง เขาชื่อ S.M. Barett

           ไม่น่าเชื่อว่าข้อมูลที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ผู้เขียนก็ได้โดยบังเอิญเสมอ และทุกอย่างก็ดูสะดวกราบรื่นไปหมด อยากพบโกล๊ด ก็ได้พบ อยากพบซ็องดรีนก็ได้พบ ยังแถมผู้อำนวยการโรงพยาบาลอีกคน ได้รู้เบื้องหลังที่มาของรูปปั้นจักรพรรดินีและ "หัวใจสัมฤทธิ์" ของโรงพยาบาลโดยไม่ได้คาดหมาย

           อยากจะเชื่อแล้วสิว่า โบบี้ยินดีให้ผู้เขียนแปลหนังสือของเขาเป็นภาษาไทย

           ในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้เล่าว่า วันที่เส้นโลหิตในสมองของเขาแตกนั้น เขาคิดพาลูกชายไปดูมหรสพเรื่องหนึ่งซึ่งอารียาสเป็นผู้กำกับ โบบี้ให้ข้อมูลเพียงเท่านั้น แต่อิซาแบลเพื่อนของผู้เขียนเป็นนักดูละคร เธอได้ดูมหรสพเรื่องนี้ จึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า อารียาสเป็นผู้กำกับการแสดงชาวอาร์เจนติน่า ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น เขาจัดแสดงเรื่อง "เฟ้าสต์แบบอาร์เจนตินา" โดยดัดแปลงมาจาก "เฟ้าสต์" ของเกอเต้ กวีเอกเยอรมัน และแสดงที่โรงละครชื่อ La Cigale ในปารีส

           อิซาแบลเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อฟ็องชิโย่เช่นกัน เนื่องจากผู้เขียนไม่รู้จักนักแข่งรถยนต์ชาวอาร์เจนติน่าผู้เป็นแชมป์โลก Grand Prix ถึง ๕ ครั้งผู้นี้ จึงเข้าใจว่าเป็นชื่อธรรมดาชื่อหนึ่งในบทชื่อ "การเดินเล่น" โบบี้เขียนถึงผู้ป่วยคนหนึ่งของโรงพยาบาลริมทะเลว่า

"---เราสวนทางกับฟ็องชิโย่ ใครๆ ก็ตั้งสมญาให้บุคคลแปลกประหลาดของโรงพยาบาลผู้นี้เช่นนั้น ร่างของเขาเหยียดตรงและนั่งไม่ได้ ฟ็องชิโย่ถูกสาปให้ยืนหรือนอนเท่านั้น เขาเคลื่อนที่โดยนอนคว่ำไปบนรถเข็นซึ่งเขาควบคุมการเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง และไปได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ---"

           เมื่อครั้งเยือนเมืองแบร์ก ขณะเดินไปตามทางเลียบริมหาด และสวนทางกับผู้ป่วยที่ควบคุมรถเข็นด้วยตนเอง ผู้เขียนก็เอ่ยถึงฟ็องชิโย่ อิซาแบลจึงพูดถึงความยิ่งใหญ่ของแชมป์โลกผู้นี้ สำหรับเธอ โมฮัมเหม็ด อาลีเป็นเจ้าแห่งวงการมวยฉันใด ฟ้องชิโย่ก็เป็นเจ้าแห่งวงการรถฉันนั้น

           ประวัติของฟ็องชิโย่ผู้นี้ ผู้เขียนตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากพจนานุกรมชื่อเฉพาะเมื่อกลับถึงปารีส ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ผู้เขียนไม่คาดคิดว่าจะได้เฉียดใกล้หรือสัมผัสด้วยตัวเอง แต่แล้วโอกาสก็มาถึงจนได้

           วันหนึ่ง Paul Vincent เพื่อนอาวุโสในกลุ่มประจำร้านกาแฟ ลา กู ปอล ชวนไปเที่ยวแคว้นอัลซาสของฝรั่งเศส วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้ของปอลคือพาหลานชายซึ่งมาพักร้อนอยู่ด้วยที่ปารีสกลับไปส่งบ้าน และถือโอกาสเที่ยวชมบ้านเมืองระหว่างทาง

           เราเดินทางกันห้าคน ปอลกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทย อาจารย์ชาวไทยรุ่นน้องคนหนึ่ง หลานชายของปอลและผู้เขียน ผู้เขียนตัดสินใจไปแม้ตอนแรกจะลังเลอยู่บ้างเพราะจะต้องเสียเวลาแปลหนังสือไปหลายวัน และแคว้นอัลซาสนั้นก็เคยไปมาสองหนแล้ว

           หากจะกล่าวว่า ผู้เขียนอาจเสียดายอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ไป ก็คงจะพูดได้ยาก เพราะถ้าไม่ได้ไป ก็ย่อมไม่รู้ว่าจะพลาดสิ่งใดเรื่องใดบ้าง

           สิ่งที่ผู้เขียนได้จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสัมผัสบรรยากาศในอีกช่วงหนึ่งของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ แต่ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแปลเรื่อง เออเฌนี กร็องเด้ต์ ของบัลซัคด้วย (ขออนุญาตท่านผู้อ่านไม่กล่าวถึงประโยชน์ประการหลังนี้ เพราะจะเป็นการออกนอกเรื่องไป)

           เมื่อเราเดินทางไปถึงเมือง Luxeuil อันเป็นถิ่นพำนักของหลานชายตัวน้อยของปอล ญาติพี่น้องที่นั่นได้ต้อนรับขับสู้อย่างดี แน่ละ อาหารที่ขาดเหล้าองุ่นย่อมไม่ใช่อาหารฝรั่งเศส และมื้อนั้นผู้เขียนลิ้มรสเหล้าองุ่นอย่างปีติ เฝ้ากำซาบรสชาติที่ผ่านลำคอ

           จะมิให้รู้สึกปลื้มได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฉลากเหล้าเขียนไว้ชัดเจนว่า Gewurstraminer ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ชอบเหล้าองุ่นชนิดนี้เป็นพิเศษ

---ผมสั่งอาหารได้ตามอารมณ์อยาก หอยเอ็สการ์โกต์หนึ่งโหล กระหล่ำปลีดองทรงเครื่อง แล้วก็เหล้าองุ่นเกวูร์สตรามิแนร์หมักปลายฤดูเก็บผลองุ่น น้ำเหล้าออกสีทองสักขวด---

           โบบี้เขียนไว้เช่นนี้ในบทชื่อ "ไส้กรอก" ตั้งแต่ที่กรุงเทพ ผู้เขียนเปิดหนังสือ Quild ฉบับ ค.ศ. ๑๙๙๖ ซึ่งรวบรวมข้อมูลและสถิติล่าสุดไว้ หนังสือระบุว่า เกวูร์สตรามิแนร์เป็นเหล้าองุ่นขาวผลตในแคว้นอัลซาส ติดอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส ขวดที่เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารวันนั้น ก็เป็นเหล้าองุ่นหมักปลายฤดูเก็บองุ่นเช่นกัน กล่าวคือ ชาวไร่องุ่นรอจนถึงปลายฤดูเก็บองุ่น เพื่อให้องุ่นแก่จัดรสชาติจะได้หวานหอมตามธรรมชาติ การชิมเกวูร์ฯ ยังไม่สิ้นสุดเพียงที่โต๊ะอาหาร ญาติของปอลบอกแหล่งซื้อของเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางท่องเที่ยวของเรานัก

           วันรุ่งขึ้น เราจึงได้ตามหาไร่องุ่นแห่งนี้บนเส้นทางไปเมือง Colmar และผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางพื้นที่ไร่องุ่นจำนวนมหาศาลนั้น ติดป้ายคล้ายป้ายชื่อถนนทุกแยกในหมู่บ้าน แต่ตัวอักษรบนป้ายนั้นไม่ได้เขียนชื่อถนน ทว่าเขียนชื่อไร่องุ่น! ที่วิเศษยิ่งกว่านั้น ก็คือ ภรรยาเจ้าของไร่องุ่นเคยหนีความหนาวมาเที่ยวเมืองไทย เราจึงโอภาสปราศรัยกันถูกคอ ผู้เขียนเล่าเรื่องของโบบี้ให้เธอฟัง เธอให้ผู้เขียนชิมเกวูร์ฯซึ่งผลิตในปีต่างๆ เพื่อเลือกรสชาติที่ชอบ เผอิญผู้เขียนเลือกปีที่เธอก็ชอบด้วย เธอพอใจจึงลดราคาให้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ซื้อจำนวนไม่มาก แล้วยังแถมให้อีก รวมทั้งพาชมห้องใต้ดินเก็บถังเหล้าองุ่น

           การเดินทางของ "นักแปล" ครั้งนี้ ช่างคุ้มค่าเสียจริง

           ระหว่างทางขากลับปารีส ผู้เขียนได้เห็นป้ายขนาดใหญ่ริมทาง เขียนไว้ว่า "แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์"

           ใน "บทภาวนา" โบบี้กล่าวถึงการที่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องของเขาได้สวดมนต์ภาวนาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในโลก ดลบันดาลให้เขามีอาการดีขึ้น และเปรียบเทียบความปรารถนาดีเหล่านี้กับบทภาวนาของลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า

"---กระนั้นก็ตาม การคุ้มครองสูงส่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงปราการดินเหนียว กำแพงทราย แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์ เมื่อเทียบกับบทภาวนาที่เซแลสต์ ลูกสาวของผมสวดเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าของเธอให้ผมทุกค่ำคืนก่อนจะหลับ---"

           ผู้เขียนไม่รู้มาก่อนว่ามาชิโนต์คือใคร แน่ละ เรื่องนี้สารานุกรมช่วยได้ Andre Maginot (ค.ศ. ๑๘๗๗-๑๙๓๒) เป็นนักการเมืองฝรั่งเศสผู้ออกกฎหมายให้มีการสร้างแนวป้องกันชายแดนเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๐ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้หยุดชะงักระหว่างชายแดนฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยมเพราะประเทศหลังไม่เห็นด้วย นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับยุทธวิธีเดินทัพครั้งใหม่ จึงไม่ได้ผลในการป้องกันในสงครามโลกครั้งที่ ๒

           สำหรับผู้เขียน การได้ผ่านบริเวณซึ่งเคยเป็นแนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์มาก่อน ทำให้รู้สึกว่าตนเองอยู่ในบรรยากาศของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ มากขึ้นไปอีก สอง-สามชั่วโมงหลังจากนั้น รถก็แล่นผ่านป้ายอีกป้ายหนึ่ง มีข้อความระบุว่า "เชอแม็ง เดส์ ดามส์"

           โบบี้กล่าวถึงเส้นทางสายนี้ในบท "คนขี้โม้" เพื่อนคนหนึ่งของเขาในสมัยเป็นนักเรียนมีพรสวรรค์ในการแต่งและเล่าเรื่อง โบบี้ขณะเป็นอัมพาตนึกเสียดายที่เขาไม่มีความสามารถพิเศษเช่นเพื่อนผู้นั้น อย่างไรก็ตาม โบบี้สมมุติบทบาทต่างๆ ของตนในจินตนาการ

"---ผมเล่นเป็นพลทหารในหนังทีวีชุดสมรภูมิประวัติศาสตร์ออกศึกที่อเลซิย่า ปัวติเย่รส์ มารินญ็อง ออสแตร์ลิตซ์ และเชอแม็ง เดส์ ดามส์ เนื่องด้วยผมบาดเจ็บจากการรวมพลพันธมิตรในแคว้นนอร์ม็องดี ผมจึงไม่แน่ใจว่าจะไปร่วมรบที่ เดียน เบียน ฟู หรือไม่---"

           ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดที่ยกมานี้ต้องการความรู้ทางประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสของผู้แปลเป็นอย่างยิ่ง หากจะเปรียบกับบริบทไทย ก็คงจะต้องย้อนขึ้นไปถึงสมัยน่านเจ้า ในรัชสมัยของพระเจ้าพีล่อโก๊ะ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ต่อมาถึงสมัยสุโขทัย อยุธยา และเรื่อยลงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ต่อปัจจุบันทีเดียว

           Chemin des Dames เป็นชื่อสันเขา ยาว ๓๐ กิโลเมตร ทางเหนือของฝรั่งเศสในแคว้นปิการ์ดี ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ นายพลนิแวลไม่สามารถบุกฝ่าตีโต้เยอรมันได้ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๙๑๗ เมื่อได้เห็นป้าย "เชอแม็ง เดส์ ดามส์" หลังจากที่ได้เห็นป้าย "แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์" ผู้เขียนก็ได้ตระหนักว่า เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเรื่องที่คนฝรั่งเศสทั่วไปรู้จัก เหมือนเวลาคนไทยผ่านสิงห์บุรี แล้วเห็นป้อมค่ายจำลองหมู่บ้านบางระจัน หรือเมื่อถึงเกาะภูเก็ต ก็เห็นรูปปั้นท้าวเทพกษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทร จึงทำให้นึกในมุมกลับว่า หากมีนักแปลชาวฝรั่งเศสมาแปลเรื่องไทย แล้วพบคำว่า "นายจันหนวดเขี้ยว" หรือ "พระยาพิชัยดาบหัก" เขาก็คงต้องทำงานไม่น้อยเหมือนกัน สำหรับคนอ่านชาวฝรั่งเศสนั้น โบบี้ไม่ได้เขียนเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินการรับรู้ของบุคคลทั่วไป

           บุคคลอีกผู้หนึ่งซึ่งผู้เขียนขอกล่าวถึงด้วยความเคารพ คือ ศาสตราจารย์ Hubert Sales สามีของอาจารย์อำพรรณ โอตระกูล Sales อาจารย์ท่านหนึ่งของผู้เขียน คุณอูแบรต์ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ เคยเมตตาผู้เขียนในฐานะศิษย์ของภรรยาอย่างไร ก็คงความเมตตานั้นไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

           สำหรับการแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ คุณอูแบรต์ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือตั้งแต่แรก โดยอนุญาตให้ผู้เขียนไปดูวีดิโอสารคดีของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ เรื่อง "เขาถูกกำหนดให้อยู่กับที่" (ซึ่งกล่าวถึงในตอนที่ ๔ ของเรื่องนี้) ได้ที่บ้าน ยังจำได้ว่าหนุ่มน้อยชาร์ลี ลูกชายคนเดียวของอาจารย์อำพรรณ อุทานตลอดเวลาที่ดูว่า "เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!" เมื่อเห็นว่าโบบี้และโกล๊ดทำงานเขียนคำบอกกันอย่างไร หลังดูวีดิโอ ผู้เขียนถือโอกาสขออนุญาตคุณอูแบรต์ใช้เครื่องมินิเตล (Minitel) เพื่อตรวจสอบข้อมูลตามที่โบบี้เขียนไว้ในบทที่ชื่อว่า "วันมีโชค"

           มินิเตลเป็นศูนย์ข้อมูลในรูปของมินิคอมพิวเตอร์ซึ่งการโทรคมนาคมฝรั่งเศสแจกแก่ผู้ติดตั้งโทรศัพท์ในบ้านโดยไม่คิดมูลค่า ผู้ใช้มินิเตลจะเสียค่าบริการเมื่อสอบถามข้อมูล เล่นโปรแกรม จองตั๋วละคร หรือตั๋วรถไฟเป็นต้น ใน "วันมีโชค" โบบี้เขียนหัวเราะเยาะตัวเองไว้ดังนี้

"เช้าวันนี้ ยังไม่ทันจะสว่าง โชคร้ายก็กระหน่ำห้อง ๑๑๙ เสียแล้ว เครื่องมือที่กำหนดเวลาการให้อาหารแก่ผมเกิดมีเสียงดังขึ้นมาเองเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมไม่เคยรู้จักอะไรที่โง่เง่าและทำให้หงุดหงิดเท่าเสียงบิ๊ป-บิ๊ปต่อเนื่องอันสุดจะกวนประสาทนี้ เพื่อให้เรื่องเลวร้ายยิ่งขึ้นอีก เหงื่อของผมทำให้พลาสเต้อร์ปิดเปลือกตาขวาหลุด ขนตาที่ติดเป็นกระจุกระคายรูม่านตาจนเจ็บปวด ท้ายสุด เรื่องเลวร้ายเหนืออื่นใดก็คือ จุกปลายสายท่อสวนปัสสาวะของผมหลุดจากที่ ตัวผมเปียกไปหมด---"

           โบบี้ยังเสียดสีตนเองต่อไปอีกว่า

---แน่ะ พยาบาลมาแล้ว เธอเปิดทีวีโดยอัตโนมัติ มีโฆษณาของศูนย์ข้อมูลมินิเตล ให้หมุนหมายเลข ๓๖๑๗ เข้าสู่โปรแกรม "พันล้าน" ซึ่งเสนอให้ตอบคำถามว่า "คุณเกิดมาเพื่อมีโชคหรือเปล่า"

           เมื่อผู้เขียนเปิดเครื่องมินิเตล พิมพ์หมายเลข ๓๖๑๗ ก็เข้าสู่โปรแกรม "พันล้าน" ทันที หน้าจอแสดงข้อมูลตามที่โบบี้กล่าวไว้ คือ ขึ้นต้นโปรแกรมด้วยคำถามว่า "คุณเกิดมาเพื่อมีโชคหรือเปล่า" อารมณ์ขันของโบบี้ช่างร้ายเหลือ

           เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งมีส่วนช่วยในการแปลอยู่ที่กรุงเทพฯนี้เอง เขาชื่อ Dominique Jacquier โดมินิกเป็นเพื่อนร่วมงานสอนภาษาฝรั่งเศสประจำภาควิชาเดียวกัน เขาสนใจเรื่องภาพยนตร์ ถ้าจะกล่าวว่าเขารู้จักผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ทุกคนและภาพยนตร์ทุกเรื่องในโลกนี้ก็คงจะไม่ผิด

           ในบท "ชิเนชิตต้า" เมื่อโบบี้คิดฝันไปว่าเขาคือผู้กำกับการแสดงผู้ยิ่งใหญ่และถ่ายทำภาพยนตร์ ๓ เรื่องใหม่อีกครั้ง ชื่อภาพยนตร์ดังกล่าวให้มาเป็นภาษาฝรั่งเศส ผู้เขียนก็เพียงแต่ถามโดมินิกว่าใครเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ของแต่ละเรื่อง เขาบอกได้ทันที เมื่อได้ชื่อผู้กำกับการแสดง ผู้เขียนก็สามารถค้นหาข้อมูลต่อได้จากพจนานุกรมภาพยนตร์ ได้ประวัติผู้กำกับการแสดง ชื่อภาพยนตร์ในภาษาอังกฤษ และปี ค.ศ. ที่ออกฉายครั้งแรก

           ด้วยเหตุที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีเพื่อนร่วมงานที่สอนภาษาและวรรณคดีตะวันตกหลายภาษา ทั้งฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อิตาเลียนและปอร์ตุเกส นอกจากนี้ก็ยังมีอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาและวรรณคดีอื่นๆ ทั้งไทย อังกฤษ และตะวันออก (บาลี สันสกฤต เขมร จีน ญี่ปุ่น มาเลย์ เกาหลีและเวียตนาม) อีกทั้งในสาขาวิชาอื่นๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา สารนิเทศศาสตร์ เพราะมี "เพื่อนคุณภาพ" ผู้เขียนจึงไม่เคยขาดแหล่งความช่วยเหลือ กล่าวได้ว่าในขณะที่การทำงานแปลมีส่วนเสริมงานสอนอันเป็นอาชีพหลักของผู้เขียน อาชีพของผู้เขียนก็เอื้ออย่างยิ่งต่อการแปล นอกจากผู้แปลจะต้องมีเพื่อนหลากหลายอาชีพที่ยินดีให้ความช่วยเหลือแล้ว ผู้ช่วยที่ดีที่สุดของผู้แปลก็คือ บรรณาธิการต้นฉบับงานแปล นั่นเอง

           ถ้าผู้แปลโชคดี ได้บรรณาธิการที่มีความสามารถ และใส่ใจตรวจแก้ต้นฉบับเต็มความรับผิดชอบของเขา ผู้แปลก็จะมีโอกาสเรียนรู้ ปรับปรุงงานแปลของตน พัฒนาการแปลและงานแปลจนอาจเรียกตนเองได้เต็มปากเต็มคำว่า นักแปล (แน่ละบรรณาธิการเองก็ต้องมีเพื่อนหลากสาขาอาชีพเช่นกัน)

           สำหรับบรรณาธิการ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นอกเหนือจากการช่วยตรวจสอบศัพท์ทางการแพทย์แล้ว ประเด็นหนึ่งที่บรรณาธิการใช้ "วิสามัญสำนึก" ส่วนตนเข้ามาพิจารณา ก็คือการแปลเพลงสวดซึ่งผู้จาริกแสวงบุญร่วมร้องในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองลูร์ดส์ (บท "รอยนาคราช") ในบทดังกล่าว ผู้เขียนแปลเนื้อเพลงสวดตามต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส แต่เมื่อบรรณาธิการอ่านถึงตอนนี้ ก็ขีดเส้นใต้ แล้วบันทึกไว้ว่า ควรใช้ตามเนื้อเพลงสวดที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วและใช้ร้องอย่างเป็นทางการในโบสถ์คริสต์ทั่วประเทศไทย

           บรรณาธิการติดต่อเพื่อนที่นับถือศาสนาคริสต์ ขอหนังสือเพลงสวดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เผอิญว่าผู้เขียนมี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ฉบับภาษาอังกฤษอยู่แล้ว จึงใช้เทียบได้ทันที สะดวกกว่าจะเทียบจากภาษาไทยซึ่งผู้เขียนแปลจากภาษาฝรั่งเศส ผู้เขียนแปลเพลงสวดจากภาษาฝรั่งเศสไว้ว่า

ขอเกียรติยศจงมีแด่พระผู้เป็นเจ้า บนฟากฟ้าชั้นสูงสุด---ชั้นสูงสุด---สูงสุด---

           ในที่สุดก็ได้เปลี่ยนตามเพลงสวดภาษาไทยที่ใช้ในโบสถ์คริสต์ว่า

เกียรติมงคลในองค์พระผู้เป็นเจ้า ณ ดินแดน ณ ดินแดน แห่งสรวงสวรรค์---

           ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น

           สิ่งต่างๆ ซึ่งบางทีอาจเห็นว่า "เล็กๆ น้อยๆ" แต่ทว่าคือองค์ประกอบสำคัญที่ไม่อาจละเลย และไม่สามารถรู้เองได้ทั้งหมด การแปลอย่างสมบูรณ์จะใช้ "ความรู้สึก" หรือ "คาดว่าน่าจะแปลอย่างนั้น" ไม่ได้ ทุกบท ทุกตอน ทุกประโยคและทุกถ้อยคำ ผู้แปลควรต้องแน่ใจว่า "ต้องแปลอย่างนั้น"

           นักแปลจึงควรต้องมีเพื่อน หรือหาเพื่อนจากหลากหลายสาขาอาชีพ นี่เป็นประโยชน์แท้แน่นอน ดังที่ศาสตราจารย์เอ็กก้ารต์ โอต์เซล แห่งมหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศสกล่าวไว้

           ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึง "แผนภูมิการก" ของเกรมาส ผู้นำสัญวิทยามาใช้ในการตีความวรรณกรรม แผนภูมินั้นเขียนดังนี้

           ผู้กำหนด วัตถุปรารถนา ผู้รับ

           ผู้ช่วยเหลือ ประธาน ผู้ขัดขวาง

           ถ้าผู้เขียน – ผู้แปลเป็นประธาน การแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นวัตถุปรารถนา การชื่นชมความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ (โบบี้ผู้แต่ง) เป็นผู้กำหนด เด็กพิการและเด็กยากจนชาวไทยเป็นผู้รับ (เพราะผมกำไรจากการ ขายและค่าแปลเรื่องนี้จะเป็นของเด็กๆ ดังกล่าว) ในช่องผู้ช่วยเหลือ ก็จะมีรายชื่อเพื่อนๆ ของผู้เขียนยาวเหยียด ส่วนช่องผู้ขัดขวาง อาจจะต้องใส่ว่า ค่ากระดาษลอยตัวและค่าเงินบาทตกต่ำ กระมัง


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >