ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๖. โรงพยาบาลริมทะเล

ในผืนดินแคว้นปาส์ เดอ กาเลส์อันเป็นที่ตั้งเมืองแบร์กนั้น ไม่มีหิน อาคารต่างๆ จึงใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้าง โรงพยาบาลริมทะเลซึ่งเป็นอาคารใหญ่โตสุดในเมืองแบร์กก็เช่นเดียวกัน โบบี้บรรยายไว้ต้นบทชื่อ "ชิเนชิตต้า" ว่า

"สำหรับฮ. เล็กเสียงกระหึ่มที่บินเหนือหาดโอปอลระยะ ๑๐๐ เมตร โรงพยาบาลริมทะเลคงเป็นภาพตรึงใจนัก รูปทรงเทอะทะแต่ตกแต่งวิจิตร ผนังสูงทำด้วยอิฐสี เกาลัด สร้างในลักษณะอาคารทางภาคเหนือ ดูคล้ายจอดนิ่งบนเนินทรายระหว่างตัวเมืองแบร์กกับน้ำทะเลสีอมเทาของช่องแคบอังกฤษ"

           โรงพยาบาลแห่งนี้สร้างในสมัยจักรวรรดิที่ ๒ จักรพรรดินีเออเฌนี เสด็จมาทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๔

           ซ็องดรีนพาอิซาแบลและผู้เขียนลัดเลาะเลียบทางเดินริมหาด เข้าสู่โรงพยาบาลตามช่องทางเล็กๆ ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า "เฉพาะผู้ป่วยของโรงพยาบาล" ช่องทางนี้ทำขึ้นใหม่หลังการจากไปของโบบี้ สะดวกสำหรับคนไข้ที่ประสงค์จะ "นั่งเก้าอี้เข็นเล่น" ไปตามทางเดินเลียบหาด ก่อนหน้านี้จะต้องเข็นเก้าอี้ผ่านที่จอดรถพื้นผิวขรุขระ ๓ แห่ง จึงจะถึงทางเดินเลียบหาด ดังที่โบบี้บรรยายไว้ในบทชื่อว่า "การเดินเล่น" ช่องทางตัดใหม่นี้นำไปสู่เนินทรายหน้าโรงพยาบาลซึ่งโบบี้เรียกว่า "บีชคลับ" ในบทชื่อ "ม่าน"

"เราไปปักหลักอยู่ที่บีชคลับ ผมเรียกเนินทรายรับแดดและลมแห่งหนึ่งเช่นนี้ ทางโรงพยาบาลได้จัดโต๊ะ เก้าอี้และร่มกันแดดขนาดใหญ่ไว้ให้ อีกทั้งยังปลูกต้นกระดุมทองซึ่งขึ้นได้ในพื้นทราย ท่ามกลางหญ้ารก บนผืนทรายริมหาดบริเวณนี้ ระหว่างโรงพยาบาลกับชีวิตที่แท้จริง เราอาจนึกฝันไปว่ามีเทพธิดาใจดีมาเนรมิตเก้าอี้เข็นกลายเป็นกระดานสเก็ตติดใบ"

           มีผู้ป่วยนั่งเก้าอี้เข็นพร้อมญาติในบริเวณ ๒-๓ คน เราทั้งสามไปนั่งที่เก้าอี้ยาวเพื่อชมวิวทะเลเมืองแบร์กซึ่งโบบี้เคยชม ระหว่างรอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลับมา ในที่สุดซ็องดรีนขอตัวไปโทรศัพท์อีกครั้ง กิมส่งเสียงงืดงาดเมื่อนายสาวของมันจากไป อิซาแบลต้องปลอบใจเป็นการใหญ่ ผู้เขียนถือโอกาสถ่ายรูปชายหาดและทะเล รวมทั้งโรงพยาบาลซึ่งมองเห็นหอสูงของอาคารที่เคยเป็นโบสถ์เก่าตัดกับท้องฟ้ากระจ่าง มีเมฆขาวลอยอยู่บางเบา ซ็องดรีนกลับมา เธอติดต่อผู้อำนวยการได้แล้วและผู้เขียนได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปในโรงพยาบาล บริเวณหน้าอาคารหลังแรกหรืออาคารซอเรลนั้น มีเด็กชายและหญิงในวัยประมาณ ๑๐ และ ๘ ขวบวิ่งเล่นอยู่ ซ็องดรีน บอกฝากให้ดูแลกิมเพราะเธอไม่อาจพาเข้าโรงพยาบาลได้ เด็กทั้งสองรับปากเป็นอย่างดี

           แล้วเราก็เริ่มเข้าสู่ทางเดินในตัวตึก ประตูห้องผู้ป่วยที่เปิดกว้างทำให้รู้ว่าชั้นล่างนี้เป็นหน่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคชรา ผู้เขียนนึกถึงที่โบบี้บรรยายไว้ว่า ผู้คนซึ่งมาเยี่ยมเขามักจะหดหู่ใจเมื่อได้เห็นสภาพช่วยตนเองไม่ได้ของคนไข้ที่นี่ บางคนมาถึงหน้าประตูห้องแล้วยังไม่อาจทำใจ ไม่อาจปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้ หันกลับย้อนคืนสู่ปารีสทันที ผู้เขียนจึงไม่ค่อยกล้ามองเต็มตานัก

           เราเดินผ่านคาเฟทีเรีย สถานที่ซึ่งโกล๊ดไปซื้อกาแฟขณะมาทำงานกับโบบี้ ที่ซึ่งกลุ่มหนุ่มสาวนัยน์ตากระด้าง (ในบทชื่อ "สาร") มาสุมหัวสูบบุหรี่ระหว่างพักฟื้นจากการท้าตีท้าต่อยหรืออุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซ็องดรีนพาเราเข้าลิฟต์ มีคนไข้บนเก้าอี้เข็นเก้ๆ กังๆ อยู่ในนั้น เขาพูดไม่ได้ มือชี้ไปที่ขา ซ็องดรีนจึงนวดให้ เมื่อเขารู้สึกดีขึ้นแล้ว เราก็กดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้นหนึ่ง ส่วนคนพิการผู้นั้นไปต่อยังชั้นสาม ผู้เขียนกระซิบถามซ็องดรีนว่าเขาดูแลตัวเองได้ใช่ไหม ซ็องดรีนพยักหน้ารับ

           ที่ชั้นหนึ่ง ซ็องดรีนพาเดินออกมายังระเบียงยาวด้านหลัง ภูมิทัศน์ที่เห็นคือ "ชิเนชิตต้า" หรือเมืองภาพยนตร์ที่ชานกรุงโรมในจินตนาการของโบบี้ ประภาคารตั้งเด่นอยู่ทางซ้ายบนแผ่นดิน เบื้องหลังประภาคารคือชานเมืองแบร์ก เบื้องหน้าทางเดินเป็นเนินทรายเตี้ยๆ มีหญ้าปกคลุม บนที่ว่างระหว่างโรงพยาบาลกับตีนเนินทรายมีอาคารไม้ชั้นเดียวทอดเป็นแนวคล้ายเมืองในหนังคาวบอยอเมริกัน ทางขวามองไปเห็นทะเล ซ็องดรีนอธิบายว่า เวลาที่โบบี้มาเยือน "ชิเนชิตต้า" เขาจะไปนั่งอยู่ที่ชั้น ๒ ซึ่งเห็นภูมิทัศน์เดียวกัน โบบี้บรรยายไว้ว่า

"เรา (ประภาคารกับโบบี้) ติดต่อถึงกันเสมอ และผมก็ไปเยี่ยมบ่อยๆ โดยขอให้คนเข็นไปที่ชิเนชิตต้า ดินแดนสำคัญในจินตภูมิทัศน์ของผมที่โรงพยาบาล ชิเนชิตต้าก็คือบริเวณระเบียงร้างผู้คนของอาคารซอเรล ระเบียงกว้างใหญ่นี้หันไปทางตะวันตก เผยภาพในแนวกว้างเปี่ยมเสน่ห์ เหมาะจะใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ ชานเมืองแบร์กดูคล้ายรูปจำลองสำหรับรถไฟไฟฟ้า บ้านเรือนแบบง่ายๆ ที่ตีนเนินทรายไม่ต่างไปจากหมู่บ้านคลุ้งฝุ่นในหนังคาวบอยตะวันตก ทะเลนั้นเล่า คลื่นก็ขาวเสียจนเหมือนทำขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ ผมสามารถอยู่ที่ชิเนชิตต้าได้ตลอดทั้งวันและทุกวัน ที่นั่นผมก็คือผู้กำกับการแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนิรันดร์---"

           ห้องปฏิบัติการของซ็องดรีนอยู่ที่ชั้นหนึ่งนี้ เธอเล่าว่าปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยในการสื่อสารสำหรับคนไข้อัมพาตทั้งตัวแต่ยังใช้สายตาได้ โบบี้เองก็เคยหวังว่าเขาอาจสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการสวมแว่นพิเศษ ใช้โฟกัสสายตาควบคุมคอมพิวเตอร์ทำงาน และเคยคิดรอเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเขียนหนังสือ ซ็องดรีนกล่าวว่าเป็นการดีที่โบบี้ไม่ได้คอย เพราะเมื่อเครื่องมาถึง ปรากฏว่าโฟกัสสายตาข้างเดียวของเขาไม่อาจควบคุมเครื่องได้ นอกจากนี้การที่เขาทำงานกับโกล๊ด โดยรู้ว่าเธอมีเวลาให้เขาเพียง ๒ เดือน ทำให้โบบี้ต้องทำงานต่อเนื่องสม่ำเสมอ งานจึงเสร็จทันตามกำหนด

           จากห้องทำงานของซ็องดรีน ระหว่างทางไปยังห้อง ๑๑๙ ซ็องดรีนแนะนำให้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อก็องสต๊องซ์ เธอมาโรงพยาบาลเพื่ออ่านหนังสือให้คนป่วยฟัง เธอกำลังฝึกอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อเตรียมบวชเป็นชีต่อไป ขณะที่เราพูดคุยกับก็องสต๊องส์ ซ็องดรีนไปเยี่ยมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวในห้องใกล้เคียง เมื่อเธอออกมาจากห้องนั้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มาถึงพอดี หญิงวัยกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผู้นี้ ทักทายผู้เขียนอย่างเป็นกันเอง แล้วขอตัวไปทำงาน ขณะเดียวกันมีหญิงวัยประมาณ ๖๕ ปีคนหนึ่งเดินออกจากห้องคนป่วยซึ่งซ็องดรีนเพิ่งเข้าไปเยี่ยม นางแนะนำตัวแก่ผู้เขียนว่าเป็นมารดาของโดมินิกซึ่งป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว นางยินดีที่ได้รู้จักผู้แปลหนังสือของโบบี้ และขอให้เข้าไปพูดคุยกับลูกชายวัน ๔๐ ปีของนาง

           ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตนเองจะวางตัวได้ถูกต่อหน้าลูกชายของนาง จึงตอบไปว่าเกรงจะเป็นการรบกวนเขา นางยืนยันว่า ไม่เลย ขอให้เข้าไปพูดคุยด้วยเถิด ขณะนั้นเด็กหญิงตัวน้อยที่ผู้เขียนเห็นวิ่งเล่นอยู่กับเด็กชายหน้าตึก ก็วิ่งเข้าไปในห้อง ผู้เขียนจึงได้รู้ว่า โดมินิกผู้นี้แทบจะไม่แตกต่างจากฌ็อง-โดมินิก โบบี้เลย ทั้งสองมีลูกชาย-หญิงวัยใกล้เคียงกัน

           ด้วยใจที่วาบหวิวผู้เขียนเดินเข้าไปในห้อง ส่งยิ้มให้โดมินิก แนะนำตัวเองว่าเป็นใคร มาจากไหนและมาทำอะไรที่นี่ โดมินิกรับรู้ด้วยสายตาทั้งสอง ใบหน้าของเขาไม่ได้รับผลจากอาการอัมพาตเท่าโบบี้ ริมฝีปากที่เผยอเล็กน้อยมีน้ำลายชุ่มอยู่ ข้างเตียงของเขามีโต๊ะตั้งคอมพิวเตอร์ และมีแว่นตาพิเศษวางไว้ ผู้เขียนจึงถามว่าเขาสื่อสารได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ใช่ไหม เขาใช้สายตาตอบรับ มารดาเขารีบบอกว่า ลูกชายของนางเก่งด้านคอมพิวเตอร์ เขาคนเดียวเท่านั้นที่ใช้เครื่องนี้ได้ โบบี้เองยังใช้ไม่ได้เลย

           ความรักของแม่ช่างสูงส่งยิ่งนัก!

           ผู้เขียนทักทายเด็กหญิง ถามว่ามาอยู่ที่ห้องนี้แล้ว ใครช่วยดูสุนัขของซ็องดรีน เด็กน้อยตอบอย่างฉลาดว่า พี่ชายดูให้ ในห้องนั้นมีสตรีสูงอายุอีกคนหนึ่ง มารดาของโดมินิกขอโทษที่ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักน้องสาวของนาง หลังจากกล่าวคำอำลาสตรีทั้งสองและทาบมือไปบนหลังมือโดมินิกแล้ว ผู้เขียนก็ออกมา

           คำเชิญของมารดาโดมินิก ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสด้วยตนเองว่า หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ของโบบี้เป็นกำลังใจใหญ่หลวงให้แก่ผู้ป่วยอัมพาตและญาติพี่น้องของเขาเพียงไหน ผู้เขียนเองแม้เป็นแค่ผู้แปล พวกเขาก็ยังอยากพบ ผู้เขียนเดินตามซ็องดรีนไปด้วยหัวใจหดหู่ แทบจะไม่ได้ใส่ใจกับ "ผนังสีชมพูแบบปลาสเตอร์ปิดแผล" ตลอดทางเดินตามที่โบบี้บรรยายไว้ ซ็องดรีนพาเลี้ยงเข้าสู่ทางเดินซึ่งนำไปยังห้อง ๑๑๙ เธอบอกผู้เขียนว่าลักษณะภายในห้องเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว เพราะคนป่วยปัจจุบันไม่ได้เป็นอัมพาต ประตูห้องเปิดอยู่ เมื่อชำเลืองมองอย่างรวดเร็วขณะเดินผ่าน ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังทำกายบริหารอยู่ ซ็องดรีนขอตัวไปเยี่ยมคนไข้อีกเช่นเคยขณะผู้เขียนหามุมถ่ายรูปช่องทางเดินแห่งนี้ "ทางเดินแคบๆ อันน่าสะพรึงกลัว" ที่โบบี้กล่าวถึง แต่สำหรับผู้เขียน โรงพยาบาลแห่งนี้สะอาด โปร่ง และมีการดูแลอย่างดี

           เมื่อเดินกลับออกมา เราได้พบผู้อำนวยการใจดีอีกครั้ง เธอคงไปสะสางงานมาแล้ว จึงมีเวลาพูดคุยกับผู้เขียน เธอถามว่าได้ดูตามที่ต้องการหรือเปล่า ผู้เขียนตอบรับและบอกว่ายังเหลือรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีอีกเพียงอย่างเดียว ผู้อำนวยการหัวเรากิ๊ก และเล่าว่าเมื่อเธอมาจากปารีสเพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่เมื่อ ๓ ปีก่อน ตามประเพณีของโรงพยาบาล จะต้องมีการเข้าแถวต้อนรับ มีงานฉลองพอเป็นพิธี และมีการนำรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีออกจากกล่องมาร่วมงานด้วย พอเสร็จพิธีก็เก็บลงกล่องแล้วนำไปไว้ในห้องเก็บของตามเดิม ผู้อำนวยการจึงกล่าวในใจแก่จักรพรรดินีว่า "โปรดอย่าทรงกลุ้มพระทัยไปเลย หม่อมฉันจะดูแลพระนางเอง" เมื่อการงานในตำแหน่งใหม่เข้าที่เข้าทางแล้ว ผู้อำนวยการก็ให้ทำตู้กระจกติดตั้งไว้ในโถงทางเดิน นำรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีมาประดิษฐานอีกทั้งจดหมายของผู้ช่วยนายสถานีรถไฟเมืองแบร์กซึ่งเล่าการมาเยือนโรงพยาบาลในช่วงเวลาสั้นๆ ของจักรพรรดินีในวันที่ ๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๔

           ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เราจะได้ยินเสียงระฆังนาฬิกาตีบอกเวลาทุก ๑๕ นาที ผู้อำนวยการเล่าว่าเมื่อเธอมาถึงนั้น นาฬิกาบนยอดหอของโบสถ์หยุดเดินไปนานแล้ว เธอคิดว่าควรให้คนป่วยของโรงพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชราและเป็นอัมพาตได้ตระหนักถึงเรื่องเวลา แทนที่จะปล่อยให้แต่ละวันผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ เนื่องจากหอนั้นสูงมากและการของบประมาณเพื่อซ่อมนาฬิกาคงจะไม่ได้รับอนุมัติ (สมัยก่อนชาวไร่ ชาวนารู้เวลาจากการฟังเสียงระฆังตีในวัด) เธอจึงหาข้ออ้างทำเรื่องเสนอไปยังปารีสว่า ไม้กางเขนบนยอดหออยู่ในสภาพชำรุดและอาจจะหล่นลงมาเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ จึงขออนุมัติค่าใช้จ่ายในการนำไม้กางเขนลงมา เธอได้รับอนุมัติ เมื่อคนงานมาถึงพร้อมด้วยนั่งร้านขนาดสูง นอกจากเธอจะให้พวกเขานำไม้กางเขนลงมาแล้ว ยังให้ซ่อมนาฬิกาจนใช้การได้และให้ตั้งระฆังนาฬิกาตีบอกโมงยามทุก ๑๕ นาที

           การดำเนินการ ๒ เรื่องนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแอบซุบซิบนินทาเธอว่า สาวปารีสผู้นี้ไม่มีอะไรจะทำ ทว่าเมื่อโบบี้เขียนถึงจักรพรรดินี ๑ บทเต็ม บรรยายความรู้สึกปลอบใจที่เขาได้รับจากพระนาง และกล่าวถึงเสียงระฆัง "หัวใจสัมฤทธิ์ของโรงพยาบาล" หลายครั้งว่าผูกพันกับความรู้สึกของเขาอย่างไร ผู้อำนวยการคงจะภูมิใจไม่น้อย เธอกล่าวว่า "แล้วไง โบบี้กล่าวถึงทั้งหมดเลย"

           นอกจากนี้ผู้อำนวยการยังได้สั่งให้ตกแต่งเนินทรายรกร้างหน้าโรงพยาบาลซึ่งอยู่ติดกับชายหาด ทำเป็นบริเวณพักผ่อนของคนไข้ จัดหาโต๊ะเก้าอี้และร่มกันแดดคันโตวางที่ลานกว้างบนเนิน ตลอดจนให้ปลูกดอกไม้ คนไข้จะได้นั่งรถเข็นออกมาชมวิวทะเลได้ นี้คือบริเวณซึ่งโบบี้ตั้งชื่อให้ว่า "บีชคลับ" ดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว ผู้อำนวยการชาวปารีสคนนี้น่ารักจริงๆ

           เธอเล่าให้ซ็องดรีนฟังว่า เพิ่งไปประสบเหตุการณ์หนึ่งในห้องผู้ป่วยมาด้วยตนเอง ผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวคนหนึ่งมีน้ำลายไหลออกมา พยาบาลได้ตวาดเสียงลั่นดั่งฟ้าผ่าว่า "กลืนลงไปเดี๋ยวนี้! กลืน!" ผู้ป่วยคนนั้นซึ่งไม่เคยกลืนน้ำลายได้ ได้กลืนลงไปทันที ซ็องดรีนให้ความเห็นว่า ควรจะบันทึกว่าเขามีปฏิกิริยาต่อเสียงดัง และควรจะได้สังเกตต่อไป

           ผู้อำนวยการบอกผู้เขียนว่า นอกจากจะรับผิดชอบเรื่องบริหารทั่วไปแล้ว เธอจะดูแลความสะดวกแก่ญาติของคนไข้ด้วย เพราะการที่ญาติมาเยี่ยมมีความหมายต่อพวกเขามาก จากนั้นผู้อำนวยการก็บอกลา เธอหลิ่วตา เมื่อพูดว่า ไปหาจักรพรรดินีเถิด ซ็องดรีนก็อมยิ้ม

           แต่ผู้เขียนยังไม่สามารถตีความการที่ผู้อำนวยการหลิ่วตาและการที่ซ็องดรีนอมยิ้มได้ ซ็องดรีนพาเรามาถึงโถงทางเดินแล้ว ปล่อยอิซาแบลกับผู้เขียนไว้ ตัวเธอออกไปดูกิมสุนัขน้อยเพราะทิ้งมันไว้กับลูกของโดมินิกกว่า ๒ ชั่วโมง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตู้กระจกในระยะที่มองเห็นวัตถุภายในแล้ว ผู้เขียนก็แทบจะหัวเราะลั่น หันมาบอกอิซาแบลว่า เดิมในตู้กระจกนี้มีเพียงรูปสลักหินอ่อนและจดหมายผู้ช่วยนายสถานี ส่วนหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ซึ่งตั้งอยู่ติดฐานรูปสลักหินอ่อนสีขาวนั้นเป็นของใหม่

           มาดามโอดีล โบโด้ ผู้อำนวยการชาวปารีสคนนี้ เธอเยี่ยมจริงๆ

           ในบทที่ชื่อ "ไปเดินเล่น" โกล๊ดกับบรีซเข็นเก้าอี้พาโบบี้ออกเลียบริมหาดไปตามทางเดินตลอดความยาวจากโรงพยาบาลจนถึงสุดทางที่ออกจากหาด โบบี้บรรยายอย่างสนุกสนาน ซ่อนปมของเรื่องไว้จนถึงบรรทัดสุดท้าย

           เราสามคนและกิมพากันเดินตามรอยโบบี้

           ระหว่างทางเดินอันยาวเหยียดนั้นมีบันไดกว้างทอดลงสู่ชายหาด ๓ แห่ง มีรถคาราวานขายมันฝรั่งทอด แซนวิชและเครื่องดื่ม ๓ แห่ง บันไดอันกลางใช่ไหมที่ทำให้โบบี้นึกถึงบันไดเมโทรที่ปารีส ในสมัยเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขากลับจากสระว่ายน้ำมอลิตอร์ซึ่งปัจจุบันปิดไปแล้ว รถคาราวานคันสุดท้ายแน่ๆ เห็นอยู่ลิบๆ โน่น ซึ่งโบบี้ให้บรีซเข็นเก้าอี้พาไปจนถึง

           อ้าว ซ็องดรีนหมดแรงเสียแล้ว เธอข้ามถนนพาเราแวะเข้าบาร์ตามคำเชิญของผู้เขียนก่อนหน้านี้ หกโมงเย็นกว่าแล้ว ผู้คนนั่งตากแดดจัดอยู่เต็มเทอเรส พอดีมีโต๊ะว่างอยู่ตัวหนึ่ง อิซาแบลสั่งแพนเค้กบางเฉียบราดเหล้ากวงโทร่ ซ็องดรีนขอน้ำส้มคั้น ผู้เขียนเลือกแพนเค้กไอศครีมโปะครีมช็องติยี่

           ผู้เขียนพูดถึงโดมินิก กรณีของเขาช่างคล้ายกับฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เหลือเกิน เขามีลูกชาย-หญิงสองคนในวัยเดียวกัน ซ็องดรีนขยายว่ามารดาของโดมินิกมาเช่าบ้านอยู่ที่แบร์กเพื่อจะได้มาดูแลเขาได้ทุกวัน ลูกๆ ของเขามาอยู่ด้วยตอนนี้เพราะตรงกับช่วงโรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน ส่วนโดมินิกนั้นก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้จัดการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่สายการบินแอร์ฟร้านซ์

           เมื่อผู้เขียนแสดงความชื่นชมในตัวมารดาของโดมินิก ซ็องดรีนก็ถอนใจ เธอเล่าว่าหญิงผู้ไม่เคยหมดแรงผู้นี้มีลูกชายคนเล็กอีกคนหนึ่ง ปัญญาอ่อนตั้งแต่เกิด นางเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำเขาจนอายุ ๒๖ เขาจึงได้จากโลกนี้ไป นางมีชีวิตสงบสุขมาอีก ๑๒ ปี โดมินิกลูกชายคนโตซึ่งไม่เคยมีปัญหาสุขภาพใดๆ มาก่อน ก็เส้นโลหิตในสมองแตก นางมิได้ท้อถอย ชีวิตนี้เพื่อลูก นางบอกซ็องดรีนว่า แต่ละครั้งที่มีความทุกข์ใหญ่ นางกลับมีกำลังใจที่จะต่อสู้ ชะตาหนอ ชะตาชีวิต

           ซ็องดรีนฝึกให้โดมินิกออกเสียงเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ผลคืบหน้าเท่าใดนัก ซ็องดรีนคิดว่า นักภาษาศาสตร์น่าจะวิจัยหาความถี่การใช้ชุดตัวอักษรติดกันทีละ ๒ หรือ ๓ ตัว ตามการสะกดคำและความถี่ในการใช้คำเหล่านั้น เพื่อการพูดคุยด้วยชุดตัวอักษรจะได้ใช้เวลาน้อยลง

           หลังจากกินของว่าง เราทั้งสามก็ออกเดินต่อเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของโบบี้

"---ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งใหญ่ของเรา ซึ่งอยู่สุดทางเดิน ที่ผมอยากมาไกลขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อค้นพบทิวทัศน์ที่ยังไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน แต่เพื่อกลืนกินกลิ่นหอมซึ่งโชยมาจากคาราวานเล็กๆ ริมทางออกจากชายหาดให้เต็มอิ่ม ผมนั่งอยู่ใต้ลม และรู้สึกได้ว่ารูจมูกของผมขยับไหวด้วยความพึงใจที่ได้สูดกลิ่นธรรมดาๆ ซึ่งยากจะจางหาย และมรรตัยทั้งหลายไม่อาจทนได้ เสียง "ยี้" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม "เหม็นกลิ่นน้ำมันไหม้จัง"
           ผมน่ะหรือ ผมไม่เคยหน่ายกลิ่นมันฝรั่งทอดเลย"

           สำหรับโบบี้ซึ่งรับสารอาหารทางท่อและไม่สามารถกลืนกินสิ่งใดได้ อีกทั้งจำต้อง "เปิดตู้เสบียงในจินตนาการอยู่บ่อยๆ" ตลอดจน "ฝึกฝนศิลปะ "เคี่ยว" ความทรงจำด้วยไฟอ่อนๆ" หรือ "ถ้าผมเป็นพ่อครัวเอง อาหารก็จะอร่อยทุกจาน" กลิ่นอาหารเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เขาใช้อารมณ์ขันรับไว้

           อิซาแบลและผู้เขียนอำลาซ็องดรีนผู้น่ารักเมื่อเวลา ๒ ทุ่ม ฟ้ายังสว่างแม้แดดจะคลายร้อนไปบ้างแล้ว คำตอบของซ็องดรีนยังก้องอยู่ในหู เมื่อผู้เขียนถามเธอว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้รักษาผู้ป่วยอย่างโบบี้ "โอกาสที่ไม่เคยมี"


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >