ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๕. ซ็องดรีน ฟิชชู

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ขึ้นต้นบทที่ชื่อ "แม่ทูนหัว" ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ดังนี้

"บนป้ายชื่อกลัดติดเสื้อคลุมสีขาวของซ็องดรีน เขียนไว้ว่า นักสัทบำบัด แต่ควรอ่านอีกอย่างหนึ่งว่า "แม่ทูนหัว" เธอคือผู้เริ่มให้ผมใช้รหัสติดต่อสื่อสาร ถ้าปราศจากรหัสนี้ผมก็จะถูกตัดขาดจากโลกโดยสิ้นเชิง อนิจจา แม้เพื่อนของผมส่วนใหญ่ได้ฝึกเรียนรู้ระบบรหัส ทว่าที่นี่ ที่โรงพยาบาล มีเพียงซ็องดรีนกับนักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้รหัสนี้เป็น บ่อยครั้งผมจึงเหลือเพียงภาษาใบ้เล็กๆ น้อยๆ ในคลังอาวุธเกือบร้างของผม เช่นว่า กะพริบตา ผงกศีรษะเพื่อขอให้ปิดประตู ดึงที่กดชักโครกให้หายค้าง หรี่เสียงทีวี หรือเลื่อนหมอนขึ้น ผมสื่อสารไม่ได้ผลทุกครั้ง (---) ผมจึงรู้สึกว่าได้รับการปลอดใจวันละสองครั้ง เมื่อซ็องดรีนเคาะประตู โผล่หน้าอ่อนเยาว์แสดงความเกรงกลัวคล้ายกระรอกยามตื่นตูมเข้ามา สีหน้าที่เกรงว่าจะรบกวนผมนั้นขับไล่ผีร้ายทั้งหลายทั้งปวงพ้นไปจากห้องของผมทันที ชุดประดาน้ำในจินตนาการซึ่งรัดตัวผมอยู่ตลอดกาลก็ดูเหมือนจะรัดรึงน้อยลง"

           นี่คือซ็องดรีนในสายตาของโบบี้ แม่ทูนหัวซึ่งนำชุดตัวอักษร ESA ซึ่งโบบี้เรียกว่า "รหัส" มาให้ใช้ เพียงเธอโผล่หน้าที่ประตูก็สามารถ "ไล่ผีร้ายทั้งหลายทั้งปวงพ้นไปจากห้อง" ของโบบี้ทันที

           โกล๊ดจัดการนัดหมายให้ ซ็องดรีนแจ้งว่าเธอสะดวกที่จะพบผู้เขียนวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้ เมื่อโกล๊ดให้เบอร์โทรศัพท์ซ็องดรีนแก่ผู้เขียนหลังจากที่ซ็องดรีนตอบรับแล้ว ผู้เขียนก็ส่งต่อให้อิซาแบลเพื่อนที่แสนดี ให้เธอนัดวันและเวลา เพราะติดต่อสะดวกกว่าในเวลากลางคืน เนื่องจากกลางวันทุกคนต่างอยู่ในที่ทำงาน และผู้เขียนเองไม่มีโทรศัพท์ในที่พัก

           เจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้เขียนออกจากที่พัก นั่งรถไฟใต้ดินลอดกรุงปารีสไปบ้านอิซาแบล เธอเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เสร็จสรรพ แล้วบอกว่าซ็องดรีนเชิญกินอาหารกลางวันด้วย ผู้เขียนถึงกับงงด้วยคาดไม่ถึงว่าซ็องดรีนจะยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าขนาดนี้ เดิมนั้นผู้เขียนตั้งใจจะเป็นเจ้าภาพอาหารกลางวันแก่ซ็องดรีนและอิซาแบลที่เมืองแบร์ก รวมอาหารเย็นอีกมื้อก็ยังได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การณ์กลับเป็นว่าอิซาแบลให้ผู้เขียนเลือกเหล้าองุ่นในห้องใต้ดินที่บ้านของเธอไปเป็นของกำนัลซ็องดรีน เพราะผู้เขียนไม่ได้เตรียมอะไรไป มีเพื่อนดีก็สบายอย่างนี้แหละ

           ผู้เขียนเลือกเหล้าองุ่นแดงจากแคว้นบูร์กอญ ซึ่งพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ ๔ โปรดปราน บรรดากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสนั้นผู้เขียนก็ชอบพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ ๔ มากที่สุดอยู่แล้ว แคว้นบูร์กอญก็เคยเป็นแหล่งศึกษาของผู้เขียนมาก่อน ๙.๐๐ น. อิซาแบลขับรถพาผู้เขียนออกจากกรุงปารีส เราใช้เส้นทางไฮเวย์หมายเลข ๑๖ ไปจนถึงเมืองอาเมียงส์ แล้วแยกเข้าสู่ถนนสายเล็กๆ ที่เมืองอั๊บบ์วิลล์ ซึ่งโบบี้บรรยายไว้ในบท "ยี่สิบต่อหนึ่ง" ว่า

แว็งซ็องต์คงกำลังผ่านเมืองอั๊บบ์วิลล์ ถ้าขับรถออกจากปารีส พอถึงช่วงนี้ก็จะเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางยาวไกล ถนนสองช่องทางสายนี้แยกจากไฮเวย์ร้างรถและเร็วจี๋ รถยนต์และรถบรรทุกต่อแถวยืดยาวไม่ขาดสาย

           เส้นทางของเราในวันนั้นเป็นไปตามที่โบบี้เขียนไว้ รถเริ่มติดบนถนนเล็กๆ ซึ่งคดเคี้ยวไปตามหมู่บ้านเกิดใหม่ รถทุกคันคลานตามกันไปอย่างเป็นระเบียบ มีรถพ่วงคาราวานหรือรถบรรทุกนำหน้า ไม่มีการออกซ้ายเพื่อแซงกลับเข้าช่องทางเดิม (ฝรั่งเศสขับรถชิดขวา) นอกจากนี้ยังมีวงเวียนหลายแห่งซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาหยุดรอให้รถทางซ้ายไปก่อน เส้นทางช่วงรถติดยาวเพียง ๑๕ กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง ๔๐ นาที ในขณะที่เส้นทางบนไฮเวย์ยาว ๑๙๓ กิโลเมตรนั้น รถแล่นเพียงชั่วโมงครึ่ง

           เมืองแบร์กในเดือนกรกฎาคมยังมีลมแรงตามปกติ อุณหภูมิเพียง ๒๐-๒๑ องศาเซลเซียสในร่ม ทว่าผู้คนสวมชุดอาบน้ำหรือกางเกงขาสั้นเดินไปมาได้ตามสบายกลางแดด ชายหาดกว้างและยาวเหยียด ทรายแน่นจนสามารถเล่นกระดานสเก็ตติดใบได้ ผู้คนว่ายน้ำเห็นอยู่ไกลลิบๆ มิต่างจากที่โบบี้บรรยายไว้ ซ็องดรีนคอยเราอยู่ในอพาร์ตเมนท์ของเธอซึ่งอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลริมทะเล พร้อมอาหารกลางวันน่ารับประทาน---ปลาแซลม่อนรมควัน

           ใครนะที่พูดว่าคนฝรั่งเศสแล้งน้ำใจ ซ็องดรีนไม่รู้จักผู้เขียนมาก่อน แต่เธอยินดีต้อนรับที่บ้านและทำอาหารเลี้ยงด้วย ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนต่างจังหวัด เธอเป็นชาวปารีสด้วยซ้ำ เกิดที่ปารีส เรียนหนังสือที่ปารีส เธอเรียนคณะวิทยาศาสตร์อยู่ ๒ ปี แล้วเลือกเรียนวิชาเอกสัทบำบัดอีก ๔ ปี เธออยากทำงานต่างจัดหวัด อยู่ริมทะเล ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จึงติดต่อมายังโรงพยาบาลริมทะเลที่เมืองแบร์กและได้งานทันที ซ็องดรีนทำงานที่นี่มา ๕ ปีแล้ว เมื่อปีก่อนเธอมีรุ่นน้องซึ่งจบสาขาเดียวกันอีก ๑ คน และหนังสือของโบบี้ทำให้เธอกำลังจะได้ผู้ช่วยอีกคนในไม่ช้า ในปลายเดือนกรกฎาคม โรงพยาบาลริมทะเลที่เมืองแบร์กก็ได้ออกรายการโทรทัศน์โดยละเอียด อิทธิพลจากหนังสือของโบบี้อีกนั่นแหละ

           จากคำบอกเล่าของซ็องดรีน โรงพยาบาลริมทะเลในปัจจุบันรับคนไข้ ๒๘๕ เตียง มีเจ้าหน้าที่ ๓๐๐ คน รวมช่างไฟฟ้า ประปา เจ้าหน้าที่ทางเทคนิค คนทำความสะอาด นอกเหนือไปจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาพยาบาล การบริหารแยกเป็นสองส่วน ฝ่ายบริหารทั่วไปมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นหัวหน้า ดูแลเรื่องระเบียบ การจัดการ การเงิน ฝ่ายรักษาพยาบาลมีนายแพทย์เป็นหัวหน้า ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยบริการ (คนป่วย)

           เมื่อโบบี้มาถึงโรงพยาบาลในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น ซ็องดรีนกำลังลาพัก แต่เมื่อเธอกลับมาในต้นเดือนมกราคม ก็ได้ดูแลโบบี้ในด้านฝึกออกเสียงทันที เธอจะพบเขาวันละ ๒ ครั้ง นวดปากของเขาทั้งด้านนอกและด้านในลึกลงไปจนถึงเส้นเสียง เพื่อให้เขาฝึกออกเสียงได้ ในการฝึกออกเสียงให้ได้ผล จะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่คนไข้ออกจากโคม่าไม่เกิน ๖ เดือน

           ซ็องดรีนประทับใจดวงตาของโบบี้มาก นัยน์ตาข้างเดียวของเขานั้น คือตัวเขา บุคลิกภาพของเขา ความมุ่งมั่นจริงจัง การไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชีวิต เธอกล่าวว่าทุกครั้งที่เข้าไปในห้องของโบบี้ เธอรู้สึกว่าจิตวิญญาณของโบบี้ครอบครองห้องนั้นอยู่ และเธอศรัทธาตัวเขา

           โบบี้คอยเอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาเสมอ เมื่อเขาถามซ็องดรีนว่า "ไม่เหนื่อยหรือ นั่งพักสักหน่อยไหม" เธอก็แทบจะระงับอารมณ์ไม่ได้ ซ็องดรีนปฏิบัติต่อโบบี้เหมือนเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนซึ่งเคลื่อนไหวไม่ได้ เธอไม่แสดงออกเลยว่าสงสารเขา การสนทนาเป็นไปในลักษณะคนปกติกับคนปกติเสมอกัน โกล๊ดก็คิดและปฏิบัติต่อโบบี้เช่นเดียวกับซ็องดรีน

           เมื่อผู้เขียนถามถึงสีหน้า "กระรอกยามตื่นตูม" ของเธอ ตามที่โบบี้เขียนไว้ ซ็องดรีนก็รู้สึกเขิน เธอบอกว่าเธอไม่รู้เหมือนกันว่ามีสีหน้าเช่นนั้นหรือไม่ สำหรับเธอห้องของผู้ป่วยย่อมมีลักษณะส่วนตัว เพราะเป็นห้องนอนด้วย ดังนั้นแต่ละครั้งที่จะไปพบโบบี้เพื่อการรักษาด้านสัทบำบัด เธอมีความรู้สึกเหมือนจะต้องบุกรุกเข้าไปในความเป็นส่วนตัวของเขา เขาอาจมีญาติพี่น้อง มีเพื่อนอยู่ด้วย แน่ละเธอมีเวลาแน่นอนที่จะเข้าไป นั่นคือหลังจากที่พยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลดูแลโบบี้เรียบร้อยแล้ว และเขาพร้อมที่จะรับการรักษาจากเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นการรบกวนอยู่ดี โดยทั่วไปคนไข้ที่รับการรักษาด้านสัทบำบัด มีน้อยรายที่เป็นอัมพาตทั้งตัวเหมือนโบบี้ พวกเขาจะเข็นรถพาตัวเองมายังห้องปฏิบัติการของเธอได้

           ในบทสุดท้ายของชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ชื่อ "คืนสู่การงาน" โบบี้เขียนไว้ว่า

"ผมสามารถส่งเสียงหงึ่มหง่ำร้องเพลงจิงโจ้สั้นๆ ซึ่งเป็นมาตรวัดพัฒนาการในการออกเสียงของผม
           จิงโจ้กระโดดข้ามกำแพง
           กำแพงสวนสัตว์
           เจ้าประคุณเอ๋ย มันกระโดดสูงยิ่ง
           เจ้าประคุณเอ๋ย มันงามสง่าเสียจริง"

           ตั้งแต่ครั้งที่ได้อ่านถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็ตั้งข้อสงสัยว่าเพลงจิงโจ้เป็นเพลงหนึ่งในหลายเพลงๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางสัทบำบัดใช้ในการให้คนไข้ฝึกออกเสียงหรืออย่างไร และเพลงนี้ในภาษาฝรั่งเศส มีสระ u และ ou (คล้ายอุและอูในภาษาไทย) อยู่หลายแห่ง เป็นเพลงสำหรับฝึกออกเสียงสระสองตัวนี้หรืออย่างไร มีเพลงอื่นๆ อีกไหมสำหรับฝึกเสียงสระหรือพยัญชนะตัวอื่น เมื่อถามซ็องดรีนถึงเพลงจิงโจ้ คำตอบที่ได้รับทำให้ผู้เขียนรู้สึกวูบด้วยความปีติ คงไม่มีนักแปลคนใดที่แปลหนังสือเล่มนี้ได้ข้อมูลนี้ นอกจากผู้เขียน

           ซ็องดรีนเริ่มด้วยการร้องเพลงจิงโจ้ให้ฟัง จากนั้นก็บอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่โบบี้และเพื่อนๆ ในกลุ่มช่วยกันแต่งขึ้น เป็นเพลงประจำกลุ่มแบร์นารด์ ชาปุยส์เพื่อนสนิทของโบบี้เป็นผู้ให้เนื้อเพลงแก่เธอและบอกทำนองร้องให้ เมื่อเธอนำเพลงนี้มาให้โบบี้ฝึกร้อง เขาดีใจมาก สำหรับซ็องดรีน ทำนองเพลงช่วยให้สะดวกในการฝึกออกเสียงมากขึ้น และคนไข้ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินในการฝึก และซ็องดรีนยังเห็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเพลงนี้สำหรับโบบี้ในปัจจุบัน เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้อย่างสง่างาม

           ผู้เขียนนำมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งหาได้ในปารีสติดตัวไปให้ซ็องดรีนดูด้วย เมื่อได้เห็นภาพโกล๊ดซึ่งได้กลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอ ในบัญชรวรรณวินิจ เรื่อง "วิญญาณในดวงตา" เธอก็ไขปริศนาการที่เธอยอมพบผู้เขียน

           "วัลยา คุณรู้ไหมว่าดิฉันไม่ยอมพบใครที่จะมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับโบบี้อีกแล้ว พวกนักข่าวมาสัมภาษณ์ ดิฉันตอบอย่าง พวกเขาไปเขียนยกเมฆเอาเองอีกอย่าง บางคนไม่เคารพในตัวโบบี้เลย และดิฉันก็โดนอย่างที่โกล๊ดโดน แต่นี่กรณีของคุณ โกล๊ดรับรองกับดิฉัน ดิฉันจึงตกลงพบคุณ"

           "ซ็องดรีน โกล๊ดก็บอกดิฉันว่า อย่ากลัวเลย ไปพบซ็องดรีนเถอะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ"

           ซ็องดรีนเล่าต่อว่าเนื่องจากเธออยู่คนเดียวในเมืองนี้ แม้หลังเลิกงานแล้วหรือวันเสาร์-อาทิตย์ เธอก็ยังมีเวลาไปเยี่ยมคนไข้ของเธอ สำหรับโบบี้เธอช่วยเขาในฐานะกึ่งเลขานุการด้วยเมื่อเขาตกลงใจตั้งสมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตและรับเป็นประธาน โบบี้เขียนเอกสารจัดตั้งสมาคม ซ็องดรีนเขียนตามคำบอก พิมพ์และส่งแฟ็กซ์ให้ และเขาก็เขียนจดหมายมากมายติดต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทว่าการมาเยี่ยมคนไข้นอกเวลาทำงานของเธอ กลับทำให้เพื่อนร่วมงานบางคนไม่พอใจ เพราะพวกเขาเกรงว่าอาจจะถูกสั่งให้ทำเหมือนเธอบ้าง เป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของพวกเขา เธอจึงถูกบุคคลเหล่านั้นต่อว่า

           "แต่เมื่อหนังสือของฌ็อง-โด้ (ซ็องดรีนเรียกโบบี้ด้วยชื่อหน้าอย่างย่อ) ออกมา ผู้คนได้เข้าใจปัญหาของผู้ป่วยมากขึ้น ไม่มีใครมาพูดจากระแนะกระแหนดิฉันอีก"

           เมื่อผู้เขียนบอกซ็องดรีนว่า ประสงค์จะถ่ายรูปภายในโรงพยาบาล รูปวัตถุและสถานที่ต่างๆ ตามที่โบบี้กล่าวถึงในหนังสือ ซ็องดรีนก็รีบโทรศัพท์ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพราะตามระเบียบจะต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน ผู้อำนวยการไม่อยู่ขณะนั้น แต่จะกลับมาภายหลัง ซ็องดรีนไม่วิตกกังวลแต่อย่างไร เธอบอกว่า "พอผู้อำนวยการเห็นหน้าคุณ เขาก็ยอมให้ถ่ายภาพหรอก" ผู้เขียนจึงเพิ่งทราบว่าตนเองนั้นมีหน้าตาเป็นพาสปอร์ตพร้อมวีซ่าผ่านได้ทุกหนทุกแห่ง

           เกี่ยวกับการจากไปอย่างกะทันหันของโบบี้ ซ็องดรีนมีความเห็นว่า สำหรับญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของโบบี้ ซึ่งเคยรู้จักเขาในขณะปกติมาก่อน และตระหนักดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะกลับคืนมาในลักษณะที่ช่วยเหลือตนเองได้เหมือนเดิม แม้พวกเขาจะอาลัยเมื่อโบบี้จากไป แต่พวกเขาก็คิดว่าเป็นสิ่งดีสำหรับโบบี้ เพราะสภาพชีวิตที่ดำรงอยู่นั้นแสนโหดร้ายและผิดมนุษย์ แม้โบบี้จะแสดงออกอย่างดำรงศักดิ์ศรีของเขาไว้ตลอดเวลาก็ตาม ทว่าสำหรับโกล๊ดและซ็องดรีนซึ่งรู้จักโบบี้เมื่อเขาเป็นอัมพาตแล้ว รู้ว่าโบบี้ยังรักชีวิตของเขา เพราะเขาทำงานได้ เขาเขียนหนังสือวิเศษออกมาหนึ่งเล่ม เขาตั้งสมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว (ซึ่งยังดำเนินการต่อไปแม้เขาจะจากไปแล้ว) และเขายังมีโครงการต่างๆ ที่จะทำอีกมากมาย การจากไปของโบบี้จึงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับทั้งสอง จึงยังไม่อาจทำใจได้เช่นญาติพี่น้องและมิตรสหายของโบบี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ็องดรีนซึ่งทำงานอยู่ที่เดิม และฝึกคนป่วยอัมพาตอื่นๆ ให้ออกเสียงเช่นเดียวกับที่เคยฝึกให้โบบี้

           ก่อนลุกจากโต๊ะอาหารเมื่อเวลาสี่โมงเย็น เพื่อพาผู้เขียนชมโรงพยาบาล ซ็องดรีนเขียนชื่อและที่อยู่ของเธอ ผู้เขียนจึงได้ทราบว่าเธอนามสกุลฟิชชู เป็นชื่อภาษาเบรอตง ครอบครัวของเธอมีเชื้อสายชาวเบรอตงในแคว้นเบรอตาญ

           ซ็องดรีนจูงสุนัขตัวน้อยของเธอชื่อกิม พาอิซาแบลและผู้เขียนสู่โรงพยาบาลริมทะเล


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >