ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๔. ตัวอักษรในความเงียบ

รายการวรรณกรรมทางโทรทัศน์ของแบร์นารด์ ปิโวต์ ยืนยงคงกระพันมาเกินกว่า ๑๐ ปี ผู้เขียนจำได้ว่า ครั้งกระโน้นสมัยที่ศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส รายการวรรณกรรมโดยผู้ดำเนินรายการคนเดียวกันนี้ ใช้ชื่อว่า Apostrophes หรือ "อาลปนะ" หรือ "พบคนวรรณกรรม" เมื่อ ๕ ปีที่แล้วก็ยังใช้ชื่อเดิมอยู่ มาคราวนี้เปลี่ยนชื่อรายการ เป็น Bouillon de Cuture หรือ "เพาะเชื้อวัฒนธรรม" เมื่อปิโวต์คิดเสนอเรื่องราวของโบบี้ โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมสนทนา และฉายหนังสารคดียาว ๒๖ นาทีว่าด้วยชีวิตประจำวันของโบบี้ที่โรงพยาบาลเมืองแบร์ก โดยการถ่ายทำของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์นั้น เขาไม่ได้คาดหมายว่าโบบี้จะจากไปกะทันหัน กำหนดวันออกรายการคือวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เวลา ๒๒.๓๕ น. สถานี France 2 แต่โบบี้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ ๙ ของเดือนเดียวกัน

           ผู้ร่วมสนทนาที่ปิโวต์เชิญมา คือนายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ หัวหน้าคณะแพทย์ประจำโรงพยาบาลริมทะเลเมืองแบร์ก ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ แบร์นารด์ ชาปุยส์เพื่อนสนิทที่สุดของโบบี้และโกล๊ด ม็องดิบิล ปิโวต์ขอยืมชื่อรายการในคืนนั้นจากชื่อสำรองที่เบแน็กซ์ตั้งเผื่อไว้ คือ Alphabet du silence หรือ "ตัวอักษรในความเงียบ"

           นายแพทย์ เดอ มาริกูรต์ กล่าวถึงโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลแห่งนี้สังกัดกรุงปารีส เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยระยะยาว เช่นผู้เป็นโรคชรา อัมพาต โคม่า คล้ายเป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยเพื่อการพักฟื้น อากาศริมทะเลก็เหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ สิ่งที่ประทับใจผู้เขียนอย่างยิ่ง คือคุณหมอยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า สิ่งที่โบบี้กล่าวถึงในลักษณะขำขันเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาพยาบาลทุกระดับ ทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงการที่หลงลืมไปว่า คนไข้ผู้พูดไม่ได้ ขยับเขยื้อนไม่ได้นั้น ยังเป็น "คน" อยู่ หนังสือของโบบี้ทำให้มีการปฏิบัติต่อคนไข้ในโรงพยาบาลดีขึ้น และอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

           ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ กล่าวถึงความประทับใจเมื่อได้พบโบบี้ เขาเล่าว่าเขาไปถึงโรงพยาบาลแบบอินเดียนแดง กล่าวคือเดินวนดูรอบๆ โรงพยาบาลหลายเที่ยว รู้ว่าห้องหนึ่งในกลุ่มอาคารนั้น โบบี้นอนอยู่ เมื่อตัวเขาเองพร้อม จึงเดินเข้าโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงหน้าห้อง ๑๑๙ อาคารซอเรล ปรากฏว่าโบบี้ไม่อยู่ในนั้น เบแน็กซ์รออยู่ มีผู้เข็นโบบี้เข้ามา ประโยคแรกของเบแน็กซ์ที่ทักทายโบบี้ก็ทำให้เขาเองหน้าแตก เบแน็กซ์กล่าวว่า "ผมคือ ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ เรายังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ผมก็อยากจะถ่ายทำเรื่องของคุณ" โบบี้ตอบว่า "ไม่ใช่ เราเคยพบกันมาแล้ว ผมเคยสัมภาษณ์คุณ"

           เบแน็กซ์เล่าว่า ในการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับโบบี้ เขาไม่จำเป็นต้องแต่งเรื่องขึ้นใหม่ โบบี้เขียนไว้อย่างวิเศษแล้วในต้นฉบับ เขาเพียงแต่เสนอเรื่องราวตามหัวข้อต่างๆ ในหนังสือ ประสบการณ์ในการถ่ายทำสารคดีชุดนี้ ทำให้เบแน็กซ์ซึ่งเลิกถ่ายทำภาพยนตร์ไป ๕ ปีด้วยเหตุผลหลายประการ คิดกลับมาทำภาพยนตร์อีกครั้ง

           เบแน็กซ์เล่าอีกว่า โบบี้ที่เห็นในหนังสารคดีไม่ใช่โบบี้ผู้ป่วย แต่เป็นโบบี้นักแสดง เขาเล่นด้วยดวงตาข้างเดียวของเขานี้แหละ และครั้งหนึ่งโบบี้เตือนเบแน็กซ์ว่า ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนขณะจะถ่ายทำต่อนั้นเป็นคนละชุดและคนละสีกับที่ถ่ายทำค้างไว้ในวันก่อน

           ประโยคหนึ่งของเบแน็กซ์ซึ่งประทับใจผู้เขียนคือประโยคที่ว่าเราสามารถพูดคุยกับโบบี้ได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แน่ละเบแน็กซ์ท่องจำชุดตัวอักษร ESA ได้ทั้งหมดก่อนไปพบโบบี้

           ผู้เขียนได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับเบแน็กซ์ภายหลัง ทราบว่าภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเขาเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว อีฟว์ มงต็องด์ ดารายิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสแสดงเป็นตัวเอก ปรากฏว่ามงต็องด์เสียชีวิตระหว่างการถ่ายทำ อาจเป็นเพราะเขาอายุมาก มีโรคประจำตัวมาก่อน และแช่น้ำเย็นนานเกินไประหว่างการถ่ายทำ เมื่อภาพยนตร์ออกฉาย เบแน็กซ์ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ภาพยนตร์ไม่ได้รับความสำเร็จ ประกอบกับเขาสูญเสียมารดา และตัวเองประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ ขาหัก ต้องนอนโรงพยาบาลเหมือนคนเป็นอัมพาตอยู่นานหลายเดือน เขาจึงเห็นใจโบบี้อย่างยิ่ง เมื่อได้พบโบบี้ ได้ประจักษ์ในการไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิตของโบบี้ พลังจากตัวโบบี้กระตุ้นให้เขาคืนสู่วงการภาพยนตร์ โบบี้บอกเขาว่า "คุณมีความสามารถด้านนี้"

           ในฐานะผู้ถ่ายทำ เบแน็กซ์เสียดายที่โบบี้ไม่ยอมให้เขาถ่ายภาพขณะแช่น้ำในอ่าง เบแน็กซ์อยากจะให้ผู้ชมได้เห็นความสุขของโบบี้ขณะร่างกายอยู่ในน้ำทั้งตัว ตามที่เขาเล่าไว้ในหนังสือ แต่โบบี้ย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างภาพจากตัวอักษรกับภาพจากกล้องภาพยนตร์ เขาจึงปฏิเสธ

           เบแน็กซ์ส่งสารคดีชุดที่ตัดต่อเรียบร้อยแล้วให้โบบี้ดู แม้จะได้ตัดภาพอันแสดงสิ่งผิดปกติวิสัยมนุษย์ทิ้งไปแล้วก็ตาม เขาก็ยังเกรงว่าโบบี้อาจช็อคเพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นภาพตนเอง อย่างไรก็ตามโบบี้เห็นด้วยกับภาพซึ่งเบแน็กซ์นำเสนอ เขาให้เบแน็กซ์สัญญาว่าจะไม่เผยแพร่ภาพอื่นๆ ที่ถ่ายทำไว้และมิได้ปรากฏในสารคดีชุดนี้ เบแน็กซ์รักษาสัญญานั้น แม้จะมีผู้เสนอราคาสูงแก่เขาก็ตาม

           ภาพโบบี้ที่เผยแพร่ในนิตยสาร ELLE เป็นภาพซึ่งคัดสรรแล้ว จะเห็นหน้าโบบี้ด้านข้างในลักษณะปกติ ผู้เขียนเคยประหลาดใจเมื่ออ่านบทชื่อ "จักรพรรดินี" โบบี้บรรยายว่าจมูกของเขาคดงอ โบบี้ในนิตยสาร ELLE มีจมูกโด่งปกติ เมื่อเห็นภาพในหนังสารคดีฉากที่เขามาดูรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี เบแน็กซ์ได้ถ่ายภาพหน้าตรงของโบบี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ภาพหน้าตรงสะท้อนอยู่ในเงาตู้กระจกประดิษฐานรูปสลักหินอ่อน จึงได้เห็นรางๆ ว่าจมูกของเขาคดงอ

           ผู้เขียนได้รับรู้ถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น อีกทั้งความเคารพที่เบแน็กซ์และเพื่อนร่วมงานของโบบี้มีต่อตัวเขา หลังจากได้สัมภาษณ์บุคคลทั้งสอง ปิโวต์ก็ชี้แจงว่าเขาประสงค์ จะให้ผู้ชมได้ดูสารคดีก่อน แล้วจึงจะถามโกล๊ด และแบร์นารด์ ชาปุยส์

           ขณะดูหนังสารคดียาว ๒๖ นาทีนี้ ผู้เขียนอดนึกไม่ได้ว่าถ้าโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ชมคงจะรู้สึกแตกต่างไปอย่างลิบลับ เสียงโกล๊ดท่องตัวอักษรดังบ้างเบาบ้างในช่วงที่เปลี่ยนฉากแต่ละครั้ง เมื่อได้เห็นวิธีการเขียนคำบอก ก็รู้สึกชื่นชมในความอดทนของโกล๊ด ในมานะของโบบี้ โกล๊ดท่อง---ท่อง--- และท่อง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาของโบบี้เพื่อจะได้ไม่พลาด เธอท่องอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างสบายอกสบายใจ แล้วจดตัวอักษรเมื่อโบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น ทีละตัว คำหนึ่งที่เบแน็กซ์เลือกให้โบบี้และโกล๊ดสาธิตวิธีเขียนให้ผู้ชมดูนั้น คือคำว่า "มิทธรา-กร็องด์ช็องป์" อันเป็นชื่อม้าแข่งตัวเก็ง ในบทที่ชื่อว่า "ยี่สิบต่อหนึ่ง" บทซึ่งโบบี้และโกล๊ดชื่นชอบในกลวิธีการเขียน คำว่า Mithra Grandchamp นี้ นับเป็นคำสะกดยากสำหรับการเขียนคำบอก เพราะเป็นชื่อเฉพาะและเป็นชื่อม้า เบแน็กซ์คงเลือกด้วยสาเหตุนี้

           ขอสาธิตให้ท่านผู้อ่านเข้าใจวิธีทำงานของโกล๊ดและโบบี้ ดังนี้

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T U L O M โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด M

           โกล๊ดท่อง E S A R I โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด I

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T U L O M D P C F B V H โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด H

           โกล๊ดท่อง E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           โกล๊ดท่อง E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           ถึงตรงนี้ก็ได้ชื่อม้าคำแรกคือ Mithra สำหรับเครื่องหมาย "-" ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า tiret โกล๊ดท่องต่อและโบบี้เลือกตัวอักษรสำหรับคำนี้

           E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           E S A R I โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด I

           E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           E โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด E

           E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           โกล๊ดได้เครื่องหมาย "-" แล้วท่องต่อ

           E S A R I N T U L O M D P C F B V H G โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด G

           E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           E S A R I N โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด N

           E S A R I N T U L O M D โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด D

           E S A R I N T U L O M D P C โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด C

           E S A R I N T U L O M D P C F B V H โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด H

           E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           E S A R I N T U L O M โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด M

           E S A R I N T U L O M D P โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด P

           จึงได้คำว่า Mithra-Grandchamp ครบทั้งคำ

           เพื่อให้ได้คำซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร ๑๖ ตัวและมีเครื่องหมาย "-" อยู่ระหว่างกลางนั้น โกล๊ดต้องท่องตัวอักษรรวมทั้งสิ้น ๑๗๔ ตัว!

           ช่วงที่เบแน็กซ์มาถ่ายทำภาพยนตร์นั้น เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ชายหาดเมืองแบร์กที่เห็นจึงเป็นหาดร้างผู้คน โบบี้แต่งกายอบอุ่นเต็มที่ ฟลอร็องซ์ (ตัวจริง) เข็นเก้าอี้ล้อเลื่อนให้เขาและแล้วผู้เขียนก็ได้เห็นซ็องดรีน "แม่ทูนหัว" ของโบบี้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ในกระจ่างดุจนางฟ้าใจดี แต่เมื่อได้เห็นว่าซ็องดรีนจะต้องทำอย่างไรบ้าง โบบี้จึงจะพอเปล่งเสียงออกมาได้ ผู้เขียนก็ให้รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งโบบี้ปรารถนา ดังที่เขาเขียนไว้ในบทชื่อ "แม่ทูนหัว" ว่า

---ในวันเกิดของผม ซ็องดรีนทำให้ผมออกเสียงอ่านตัวอักษรแล้วฟังเข้าใจได้สำเร็จ ไม่มีของขวัญวันเกิดใดจะวิเศษกว่านี้อีกแล้ว ผมได้ยินตัวอักษรทั้งยี่สิบหกตัวซึ่งถูกกระชากพ้นความว่างเปล่าด้วยเสียงห้าวคล้ายมนุษย์ดึกดำบรรพ์---

           ในภาพยนตร์ ซ็องดรีนสวมถุงมือ มือข้างหนึ่งอยู่ในปากของโบบี้ อีกข้างหนึ่งจับริมฝีปากอีกมุมหนึ่งให้แยกออก (ปากของโบบี้จะปิดสนิท ริมฝีปากล่างยื่นพ้นริมฝีปากบน และมีน้ำลายอยู่ระหว่างริมฝีปาก) ก่อนหน้านี้เธอได้นวดเหงือก ลิ้นและเพดานปากของเขา เธอออกเสียงนำ เพื่อให้เขาออกเสียงตาม เบแน็กซ์จับภาพใบหน้าของซ็องดรีนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเลี่ยงภาพหน้าโบบี้ขณะฝึกออกเสียง ใบหน้าของซ็องดรีนแสดงความปรารถนาดีและความมุ่งมั่นที่จะทำให้คนไข้ของเธอเปล่งเสียงฟังรู้เรื่องให้ได้ นี่คือซ็องดรีนที่ผู้เขียนอยากพบ หลังภาพยนตร์จบลง ปิโวต์ตั้งข้อสังเกตว่า แบร์นารด์ ชาปุยส์และโกล๊ดไม่ดูสารคดีเรื่องนี้ ทั้งคู่หลบตามองพื้นตลอดเวลา โกล๊ดตอบสั้นๆ ว่าเธอเคยดูแล้ว แบร์นารด์ ชาปุยส์ตอบว่า "ผมดู ทำไมจะไม่ดูเล่า"

           แต่เมื่อปิโวต์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ดู เพื่อนสนิทของโบบี้ก็ตอบตรงๆ ว่าเขาไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะต้องมาหลั่งน้ำตาต่อหน้าสาธารณะ เราควรรำลึกถึงโบบี้ในฐานะผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ถึงสิ่งที่เขาทำมากกว่าจะมาคร่ำครวญหวนไห้ ชาปุยส์พูดถึงการเป็นผู้มีอารมณ์ขัน ความชื่นชอบในดนตรี การเป็นนักอ่านตัวยง และการชอบรับประทาน ตลอดจนการเป็นผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดง่ายๆ ของเพื่อนของเขา หนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ย่อมเป็นพยานยืนยันได้ดี

           นอกจากนี้ชาปุยส์ยังกล่าวถึงการที่โบบี้จัดตั้งสมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว ชื่อ A.L.I.S. (Association du Locked-In-Syndrome) และรับเป็นประธาน ทั้งนี้โดยมีฟิลิป แวน เอ๊กอู๊ท ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสัทบำบัดประจำโรงพยาบาลปิติเย่-ซาลแปตริแยร์ที่ปารีสเป็นผู้สนับสนุน ผู้ป่วย L.I.S. ต่างมีกำลังใจเมื่อได้รับทราบว่าผู้จัดตั้งสมาคมนี้เป็น L.I.S. คนหนึ่ง โบบี้คิดจะออกวารสารเชิงวัฒนธรรมปีละ ๓ เล่ม โดยให้มีทั้งข้อเขียนของผู้ป่วยเองและบทความจากศิลปิน นักเขียน นักหนังสือพิมพ์อื่นๆ แม้โบบี้จะจากไปแล้ว แต่สมาคมที่เขาจัดตั้ง "มากับตาข้างซ้าย" ก็ยังอยู่และยังดำเนินกิจกรรมต่อไป

           ชาปุยส์เล่าว่าเดิมเพื่อนๆ ในกลุ่มโบบี้กับเขาช่วยกันทำตัวอักษรทั้ง ๒๖ ตัวขนาดใหญ่ แล้วยกขึ้นทีละตัวให้โบบี้เลือก แต่วิธีการนี้ไม่ได้ผล สื่อสารได้ช้ามาก เมื่อซ็องดรีนนำชุดตัวอักษร ESA มาให้ใช้ จึงพูดคุยกันได้สะดวกขึ้น ในภาพยนตร์สารคดี มีตอนหนึ่งสมมุติว่า เป็นเวลาเลิกงานของโกล๊ด เธอสวมเสื้อโค้ท พันผ้าพันคอ ขณะมาอำลาโบบี้ เธออ่านสายตาของเขาได้ว่า เขาต้องการพูดบางอย่างกับเธอ เธอจึงท่องชุดตัวอักษร โบบี้บอกเธอว่า "วันนี้เราทำงานได้มากทีเดียว" โกล๊ดตอบรับ จากนั้นเธอจูบหน้าผากอำลาเขา แล้วแนบแก้มของตนเองลงที่ปากของโบบี้เพื่อให้เขาอำลาเธอ แล้วเธอก็กล่าวว่า "พรุ่งนี้พบกัน"

           นอกจากนี้ยังมีอีกตอนหนึ่งซึ่งโบบี้ถามโกล๊ดว่า "คุณจะทำอะไรคืนนี้" โกล๊ดตอบว่า "ก็คงไปเดินชายหาด แล้วไปดูหนังหรือไม่ก็อ่านหนังสือ แล้วคุณล่ะ จะดูรายการทีวีช่องไหน เลือกหรือยัง" โกล๊ดเล่าว่าโบบี้เคยถามเธอจริง เขาห่วงใยเธอในฐานะเพื่อน เพราะเธออยู่ที่เมืองนี้คนเดียว เธอจึงตอบโบบี้ในฐานะเพื่อนเสมอกัน

           ปิโวต์บอกโกล๊ดว่า โบบี้เคยตอบแบบสอบถามของพรูสต์ (Questionnaire de proust) ไว้สิบข้อ เขาจะอ่านคำถาม ขอให้เธอตอบแทนโบบี้

๑. คุณชอบคำใดมากที่สุด
ความหวัง

๒. คุณเกลียดคำใดมากที่สุด
กฎเกณฑ์

๓. คุณโปรดยาเสพติดชนิดใดมากที่สุด
จินตนาการ

๔. คุณชอบฟังเสียงของสิ่งใด
ทะเล

๕. คุณเกลียดเสียงอะไร
รถเข็นในโรงพยาบาลตอนเช้า

๖. คำสบถคำโปรดของคุณคืออะไร
ก้นหอยนางรม (Fesse d’ huitre)

๗. อาชีพใดที่คุณไม่อยากเป็น
สัปเหร่อ

๘. ถ้าเลือกเกิดได้ คุณอยากเกิดเป็นอะไร
ผีเสื้อ

๙. ภาพบุคคลใดที่สมควรจะตีพิมพ์ในธนบัตรฉบับที่จะออกใหม่
มารี-โฌเซ่ เปเร็ค

๑๐. คำใดที่อยากได้ยินพระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงหลังตาย
เจ้าสู้ไม่ถอยดีมาก

           โกล๊ดขยายความสำหรับคำตอบสุดท้ายว่า โบบี้บอกเธอในวันต่อมาว่าเขาคิดได้คำตอบใหม่แล้ว ตลกดีด้วย แต่พอเธอจะถามเขา ก็พอดีมีพยาบาลเข้ามา เธอจึงออกไปจากห้อง และไม่มีโอกาสได้ถามอีก
ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมว่า มารี-โฌเซ่ เปเร็คเป็นนักวิ่งหญิงเหรียญทองโอลิมปิคชาวฝรั่งเศส สำหรับคำสบถ หอยนางรม แปลว่า คนโง่ ดังนั้น ก้นหอยนางรม ควรจะแปลได้ว่า คนงี่เง่า ปิโวต์จบรายการด้วยการอ่านบทที่เขาชอบ คือบทที่ชื่อว่า "จักรพรรดินี" ทั้งบท


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >