ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑




๓. โกล๊ด ม็องดิบิล

ในบทสุดท้ายของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ชื่อ "คืนสู่การงาน" ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ กล่าวถึงโกล๊ด ม็องดิบิลไว้ดังนี้

โกล๊ดนั่งเท้าศอกบนโต๊ะล้อเลื่อนปูฟอร์โมก้าซึ่งใช้แทนโต๊ะทำงาน เธออ่านต้นฉบับที่เราช่วยกันดึงออกมาจากความว่างเปล่าอย่างอดทนทุกๆ บ่าย นานสองเดือนต่อเนื่องมาแล้ว ผมพอใจเมื่อได้ยินบางบทบางตอน แต่ก็มีที่เราผิดหวัง ทั้งหมดนี้จะเป็นหนังสือเล่มได้ไหมนะ ขณะฟังเธออ่าน ผมก็พินิจดูปอยผมสีน้ำตาลของเธอ แก้มขาวซีดซึ่งดวงอาทิตย์และสายลมเกือบจะไม่ได้แต้มสีชมพูให้เลย มือทั้งสองมีเส้นเลือดสีน้ำเงินกระหวัดอยู่ ภาพทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นภาพในความทรงจำถึงฤดูร้อนซึ่งเราได้ทำงานกันเต็มที่ สมุดปกสีน้ำเงินเล่มโตซึ่งเธอเขียนเต็มหน้าเดียวของแต่ละแผ่นด้วยลายมือเป็นระเบียบและประณีต ซองใส่เครื่องเขียนเต็มไปด้วยดินสอสำรองกระดาษเช็ดหน้าตั้งสูงพร้อมสำหรับเสมหะที่พ่นออกมาโดยควบคุมไม่ได้ของผม และกระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม ซึ่งนานๆ ทีเธอจะหยิบเศษสตางค์ออกมาเพื่อไปซื้อกาแฟ---

           ภาพถ่ายของโกล๊ด ม็องดิบิลขณะทำงานกับโบบี้ โดยอาศัยโต๊ะล้อเลื่อนปูฟอร์ไมก้าในห้องผู้ป่วยต่างโต๊ะทำงาน ฝีมือฌ็องลูป์ เซียฟฟ์ซึ่งนิตยสาร ELLE เป็นผู้ตีพิมพ์และอนุญาตให้สิ่งตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ ใช้ได้นั้นเผยแพร่ไปทั่วโลก และเมื่อโกล๊ด ม็องดิบิลเดินเข้ามาในสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ซึ่งตั้งอยู่ที่หมายเลข ๒๔ ถนนมาร์โซ่ ผู้เขียนซึ่งไปถึงก่อนเวลานัด ๕ นาทีก็จำเธอได้ทันที

           นั่นเป็นวันอังคารที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เวลา ๑๒.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายลิขสิทธิ์ต่างประเทศของสำนักพิมพ์เป็นผู้นัดหมายให้เมื่อผู้เขียนโทรศัพท์ไปในวันก่อน อาคารสำนักงานแห่งนี้ใหญ่โตโอ่โถง นอกจากจะเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์แล้ว ยังมีสำนักพิมพ์ในเครืออีกสาม ได้แก่ ฟิโซต์, ฌุยยารด์ และเซแกรส์ เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้า จะเห็นตู้กระจกติดผนังทั้งสองด้าน แน่ละในบรรดาหนังสือออกใหม่ที่เรียงรายอยู่ ย่อมมี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ตั้งแสดงอยู่ด้วย

           โกล๊ดและผู้เขียนได้สนทนากันในห้องประชุมชั้น ๕ ของสำนักพิมพ์ มีประตูเปิดออกไปสู่สวนดอกไม้บนดาดฟ้าข้างห้องประชุมซึ่งผนังกรุกระจกสองด้าน โกล๊ดชวนให้ไปนั่งคุยกันในสวนกลางแดดยามเที่ยง แต่ผู้เขียนบอกว่าขอใช้โต๊ะในห้องทำงานจะดีกว่า โกล๊ดขออนุญาตสูบบุหรี่ ดังนั้นเราจึงเปิดประตูสู่ดาดฟ้าทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศ โกล๊ดเล่าว่าเธอเรียนมาทางด้านสารนิเทศ เป็นรีไรเตอร์ ฟรีแลนซ์ เคยทำงานกับสำนักพิมพ์หลายแห่ง แต่ในปัจจุบันเธอติดต่อกับสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์เท่านั้น เพราะชอบอัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่เธอเกี่ยวข้องด้วยในสำนักพิมพ์แห่งนี้

           ในกรณีของโบบี้ สำนักพิมพ์ติดต่อเธอ แจ้งให้ทราบถึงลักษณะงานซึ่งจะต่างออกไปจากเดิม โกล๊ดเล่าว่าเธอไม่เคยพบโบบี้มาก่อน (แน่ละ เธออ่านนิตยสาร ELLE) แต่ก็รู้สึกว่างานนี้น่าสนใจ สำนักพิมพให้เธอเดินทางไปถึงเมืองแบร์ก เพื่อพูดคุยเรื่องงานกับโบบี้ ดูว่าเธอจะพอใจรับทำหรือไม่ ตลอดจนไปรู้จักเมืองแบร์ก ซึ่งเธอจะต้องพำนักในโรงแรมเป็นเวลาต่อเนื่อง ๒ เดือน

           โกล๊ดจึงเดินทางไปเมืองแบร์ก ไปพบโบบี้ เธอมีกระดาษซึ่งเขียนตัวอักษรชุด ESA เรียงตามความถี่ในการใช้เพื่อพูดคุยกับเขา เธอรู้สึกประทับใจในตัวโบบี้มาก แม้การสื่อสารจะเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก เพราะโกล๊ดยังจำลำดับตัวอักษรชุด ESA ไม่ได้ ขณะท่อง เธอจะต้องคอยดูนัยน์ตาของเขา เพราะเมื่อเธอท่องถึงตัวอักษรที่เขาต้องการ เขาจะเลิกเปลือกตาข้างซ้ายขึ้น เธอก็จะจดตัวอักษรนั้นไว้ แล้วเริ่มท่องใหม่เพื่อให้ได้ตัวอักษรตัวถัดไป แต่เมื่อเธอยังจำลำดับไม่ได้ จำต้องก้มลงดูชุดตัวอักษร เธอก็จะไม่เห็นนัยน์ตาของเขา หรือเมื่อเธอดูทีละ ๕ ตัว แล้วเงยหน้าขึ้นท่องเพื่อดูนัยน์ตา ก็จะเสียเวลามาก

           อย่างไรก็ตาม โกล๊ดตระหนักว่าปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเธอท่องจำได้ และประสบการณ์ในการเป็นรีไรเตอร์มาก่อน ทำให้เธอสามารถคาดเดาคำจากตัวอักษรแรกๆ เพียง ๒-๓ ตัว และประโยคจากคำเพียง ๒-๓ คำได้ โดยไม่มีความผิดพลาดมากนัก

           สิ่งหนึ่งที่โกล๊ดกลัวก่อนการไปพบโบบี้ คือเธออาจไม่ชอบลีลาการเขียนของโบบี้ การเขียนตามคำบอกทีละตัวอักษรคงจะเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง การจะขอแก้ไขตกแต่งสำนวนที่เขียนด้วยความยากลำบากเช่นนี้อาจเป็นการทำร้ายจิตใจบุคคลซึ่งชะตากรรมได้โหมกระหน่ำอยู่แล้ว แต่แล้วโกล๊ดก็สบายใจอย่างยิ่ง เธอชอบสำนวนภาษาของโบบี้

           เมืองแบร์กเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล ช่วงเวลาทำงานก็เป็นช่วงฤดูร้อนพอดี ฟ้ากระจ่าง อากาศอุ่น ผู้คนคึกคัก โกล๊ดไปดูโรงแรมซึ่งอาจเป็นที่พักของเธอ เธอพอใจ เมื่อกลับมาปารีส เธอก็แจ้งแก่สำนักพิมพ์ว่าเธอพร้อมที่จะทำงานนี้ในช่วงเวลาที่กำหนด คือ กรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หลังจากนั้น สำนักพิมพ์แจ้งแก่เธอว่า โบบี้ก็ยินดีทำงานกับเธอ โกล๊ดจึงอำลาครอบครัวมาปักหลักที่เมืองแบร์กตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เธอไปพบโบบี้ที่ห้องของเขาในโรงพยาบาล เวลาบ่าย ๒ โมงและทำงานจนถึงบ่าย ๕ โมงเย็นทุกวัน

           อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกๆ โกล๊ดยังรู้สึกประหม่า เธอท่องตัวอักษรผิดลำดับ จดตัวอักษรผิด ประสมเป็นคำไม่ได้ แม้โบบี้จะวางหน้าเฉยที่สุด เธอก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ เธอบอกโบบี้อย่างผิดหวังตนเองว่า "ดิฉันโง่เง่า ดิฉันทำให้คุณเสียเวลาเปล่า" โบบี้ตอบเธอว่า "โกล๊ด อย่ากลัวสิ"

           โกล๊ดมีสมุดปกแข็งเล่มโตไว้จดข้อความ เธอตระหนักว่าเป็นงานที่ต้องการความอดทนอย่างมาก แต่โบบี้ก็ช่างฉลาดปราดเปรื่องจนบางทีเธอลืมไปว่าเขาเป็นอัมพาตทั้งตัว และคุยกับเธอด้วยการเลิกเปลือกตา โบบี้ตั้งชื่อหนังสือไว้เรียบร้อยแล้ว โกล๊ดได้รับทราบตั้งแต่วันแรกที่พบปะกัน แต่เขายังมิได้จัดลำดับแต่ละบท บทสุดท้ายนั้นเขียนในช่วงที่แก้ไขทบทวนในเดือนพฤศจิกายนอีก ๒ สัปดาห์

           เวลาที่จะเขียนตัวเลข โบบี้จะบอกว่า "ตัวเลข" โกล๊ดก็จะท่อง "หนึ่ง สอง สาม---" เมื่อจะขึ้นย่อหน้าใหม่ โบบี้ใช้ตัวอักษรย่อว่า a l l (a la ligne) ซึ่งแปลว่าขึ้นบรรทัดใหม่ หรือขึ้นย่อหน้าใหม่นั่นเอง สำหรับเครื่องหมายกำกับสระ โบบี้ไม่จำเป็นต้องบอก เพราะโกล๊ดรู้อยู่แล้ว และสำหรับเครื่องหมายจบประโยค โบบี้ก็จะหลับตาข้างซ้ายของเขา

           ต่อคำถามที่ว่ามีบ้างไหมที่บางวันทำงานไม่ได้เนื้องาน เพราะโบบี้เกิดจำไม่ได้ หรือเตรียมการแต่งล่วงหน้ามาไม่ดีพอ โกล๊ดตอบว่ามีบางครั้งโบบี้เหนื่อย เขาจะต้องคิดใหม่ขณะเขียนคำบอก ซึ่งในที่สุดก็ใช้ไม่ได้ โบบี้จะขอโทษและขอยกเลิกการทำงานในวันนั้น นอกจากนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลังจากทำงานไปสักสองชั่วโมง ดวงตาข้างซ้ายของโบบี้เกิดหมุนได้ โกล๊ดตกใจมาก หมอต้องมาดูแล แต่อาการนี้เกิดต่อหน้าโกล๊ดเพียงหนเดียวเท่านั้น

           โบบี้ทราบว่าโกล๊ดมีเวลาให้เขาเพียงแค่ ๒ เดือน เพราะเธอต้องจากครอบครัวมา ดังนั้นในเวลา ๒ เดือนนี้โบบี้จึงต้องทำงานหนัก เขาจะต้องเขียนให้จบ กำหนดเวลาดังกล่าวทำให้การเขียนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และทำให้งานเสร็จตามกำหนดเวลา "อย่างไรก็ตาม" โกล๊ดยิ้มเศร้า "ถ้ายังไม่เสร็จ ดิฉันก็ยินดีที่จะอยู่ต่อ"

           ราฟาแอล หนูน้อยวัย ๘ ขวบ ลูกสาวของโกล๊ดมาหาแม่และมาเยี่ยมโบบี้ที่โรงพยาบาล เดิมโบบี้เกรงว่าแม่หนูจะหวาดกลัวสภาพคนเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลายในโรงพยาบาลและสภาพร่างกายของเขา โบบี้คิดว่าราฟาแอลไม่ควรจะมาเยี่ยมเขา แต่โกล๊ดแน่ใจว่าลูกสาวของเธอจะไม่เป็นอะไร ราฟาแอล มา แม่หนูพูดคุยกับโบบี้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าการพูดคุยด้วยการเลิกเปลือกตานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ แม่หนูไม่ได้เห็นว่าเขาแปลกไปจากผู้อื่น

           เมื่อถามว่าโกล๊ดรู้สึกอย่างไรกับหนังสือเล่มนี้ เธอตอบว่าชอบทั้งเล่ม มีบางบทที่เธอชอบเป็นพิเศษ คือบทที่ชื่อ "ยี่สิบต่อหนึ่ง" ชอบกลวิธีการเขียนบทนี้ โบบี้เล่าเรื่องสองเรื่องพร้อมกันโดยสลับย่อหน้าเล่า ใช้การเว้นบรรทัดห่างระหว่างย่อหน้าเป็นการตัดฉาก เรื่องสองเรื่องนี้มีตัวละครเดินเรื่องตัวเดียวกัน เธอคิดว่าโบบี้เองก็ชอบบทนี้มาก

           แต่แน่ละ บทที่ทำให้โกล๊ดหลั่งน้ำตาต่อหน้าโบบี้ และต้องหยุดการทำงานชั่วขณะ นั่นก็คือบทที่ชื่อว่า "ม่าน" เมื่อโบบี้เขียนคำบอกถึงตอนที่ว่า

"---คลื่นความทุกข์เข้าครอบคลุมผม เตโอฟีล ลูกชายของผม นั่งเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าผมเพียงห้าสิบเซ็นต์ แล้วผม พ่อของเขา ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเอามือลูบผมดกหนาของเขา สัมผัสต้นคออ่อนนุ่ม กอดรัดร่างน้อยๆ อันอบอุ่นและลื่นเรียบของเขาให้แนบแน่น---"

           โกล๊ดก็ไม่อาจท่องตัวอักษรต่อไปได้ ขณะโกล๊ดร้องไห้อยู่นั้น โบบี้ตาชื้น เขาคอยจนกระทั่งเธอสงบอกสงบใจได้ จึงทำงานกันต่อ

"---จะให้พูดว่าอย่างไร มันเหี้ยมโหด อยุติธรรม สุดจะทนทาน หรือ น่าสะพรึงกลัวกันแน่ ทันใด ผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ น้ำตาท่วมท้น มีเสียงดังลั่นอันเกิดจากอาการจุกเสียดเปล่งออกมาจากลำคอของผมจนเตโอฟีลตัวสั่น อย่ากลัวไปเลย เด็กเอ๋ย พ่อรักเจ้า---"

           โกล๊ดได้กล่าวตำหนิผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษว่าไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของโบบี้ได้ครบในประโยคที่ว่า Tout d’un coup, j’en creve. / Suddenly, I can take no more./ "ทันใดผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ" สำหรับโกล๊ดคำกริยา crever หรือ creve ในรูปประโยคเป็นอาการทุรนทุรายกระเสือกกระสนเยี่ยงสัตว์ขณะจะตาย ผู้เขียนถามโกล๊ดว่าในฐานะรีไรเตอร์ซึ่งได้เคยทำงานร่วมกับบุคคลอื่นๆ มาแล้ว เธอรู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานกับโบบี้ โกล๊ดตอบสั้นๆ ว่า "เป็นประสบการณ์วิเศษสุด"

           ผู้เขียนเล่าให้โกล๊ดฟังว่า สามสัปดาห์ก่อนออกจากกรุงเทพนั้น ได้ส่งต้นฉบับแปล ๑๒ บทแรกไปยังสำนักพิมพ์ บรรณาธิการติดต่อกลับมาหลังจากนั้นว่า หลังจากที่เริ่มอ่านไปเพียง ๒-๓ บรรทัด ก็ต้องวางต้นฉบับ ไม่อาจอ่านต่อไปได้เพราะรู้สึกสะเทือนใจยิ่ง

           ผู้เขียนเข้าใจดีว่าทุกคนที่ได้รับรู้วิธีการเขียนของโบบี้ แม้จะชื่นชมในอุตสาหวิริยะของเขาแต่ก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสงสัยในใจว่าเขาจะเขียนได้ดีหรือไม่ (แม้แต่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทางภาษา ฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศสที่กรุงเทพ ก็กล่าวว่า "ไม่รู้ว่าหนังสือดีหรือเปล่า" เมื่อผู้เขียนบอกเขาว่าจะแปลหนังสือเล่มนี้ ซึ่งขณะนั้นหนังสือเพิ่งวางตลาดที่ปารีส) ดังนั้นเมื่อได้เห็นต้นฉบับได้อ่านกลวิธีและลีลาภาษาเยี่ยงนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ ย่อมเกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรณาธิการก็เป็นนักเขียนเช่นกัน

           จำได้ว่าได้ตอบบรรณาธิการไปว่า ตนเองนั้นตัดอารมณ์สะเทือนใจทิ้งไปแล้ว เพราะการแปลหนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นการส่งสารที่โบบี้ต้องการบอกแก่เพื่อนมนุษย์ถึงเพื่อนร่วมชาติชาวไทย และหวังว่าบรรณาธิการจะทำใจได้ในเวลาเร็ววัน

           โกล๊ดฟังเรื่องที่ผู้เขียนเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยสีหน้าอ่อนโยน ในขณะนั้นผู้เขียนรู้สึกคล้ายว่า เราสองคนใกล้ชิดกัน แม้จะต่างชาติต่างภาษาและเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะต่างตระหนักร่วมกันในคุณค่าของบุคคลผู้ล่วงลับ---ฌ็อง-โดมินิก โบบี้

           เวลาในการสนทนาล่วงเลยไป ผู้เขียนเชิญโกล๊ดรับประทานอาหารกลางวัน เธออุตส่าห์ข้ามกรุงปารีส สละเวลามาพบผู้เขียน และตอบคำถามอย่างเต็มใจยิ่งโดยไม่มีค่าตอบแทน ผู้เขียนขอถ่ายรูปเธอในห้องประชุมและริมสวนบนดาดฟ้า

           เราขึ้นรถเมล์สาย ๖๓ หน้าสำนักพิมพ์ ข้ามแม่น้ำแซน ผ่านรัฐสภากลับมากลางกรุงปารีส ลงที่โบราณสถานโรมันคลูนี่ แล้วเดินไปยังหัวถนนแซ็งต์-ฌาคส์ หลังวัดแซงค์-เซอแวร็ง มีร้านอาหารจีนร้านหนึ่งตั้งอยู่ที่หมายเลข ๑๗ ขึ้นชื่อในเรื่องของเป็ดย่างและเกี๊ยวกุ้ง โกล๊ดบอกว่าเธอไม่ชอบซุปเท่าใดนักแต่เมื่อเกี๊ยวน้ำมาถึง เธอก็รับประทานจนหมดถ้วยอย่างยอมแพ้ในความอร่อย สำหรับเป็ดย่างเธอก็บอกว่ารสชาตินุ่มนวล เนื้อเนียนและหนังกรอบ สรุปว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ขณะรับประทาน การสนทนาก็ดำเนินต่อไป

           โกล๊ดเล่าว่าช่วงการตรวจแก้ไขและลำดับบทนั้น เธอจะอ่านให้โบบี้ฟังช้าๆ ทีละบท บางบทก็ถือกางไว้ให้เขาอ่านเอง มีแก้ไขน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นไปตามการเขียนครั้งแรก มีคำหนึ่งที่โกล๊ดขอแก้ไขโบบี้ คือคำว่า gitane papier mais หรือบุหรี่สีน้ำตาลมวนเปลือกข้าวโพด ในฐานะนักสูบบุหรี่ โกล๊ดบอกโบบี้ว่า คำนี้เรียกว่า gitane mais เท่านั้น

           เมื่อผู้เขียนถามโกล๊ดว่า เธอรู้จักศัพท์แสลง ที่เรียก "หู" ว่า "หิ้งวางบุหรี่" และ "หอยนางรม" ตลอดจนสำนวน "หูอื้อ" ว่า "หอยนางรมอัดทราย" ใช่ไหม โกล๊ดหัวเราะ พยักหน้ารับ ผู้เขียนบอกเธอว่า สำหรับผู้เขียนต้องเปิดพจนานุกรมศัพท์แสลงโดยเฉพาะ ตัวละครในหนังสือของโบบี้มีแต่ชื่อหน้า หากมีชื่อสกุลก็จะเหลือเพียงอักษรตัวแรก ขณะอ่าน ผู้เขียนค่อนข้างแน่ใจว่าตัวละครเหล่านี้มีตัวตนจริง ชื่อที่ให้มาก็เป็นชื่อจริง ซึ่งเมื่อถามโกล๊ดก็ทราบว่าเป็นไปตามนั้น

           ในหนังสือ โบบี้กล่าวถึงผู้หญิงสามคนที่มีความสัมพันธ์กับเขา คนแรก โฌเซฟีน คู่รักเก่าสมัยยังเป็นหนุ่ม คนที่สอง ซิลวี มารดาของเตโอฟีลและเซแลสต์ และคนที่สาม ฟลอร็องซ์ คู่ชีวิตในปัจจุบัน โกล๊ดให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโบบี้กับซิลวีอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส (ซึ่งเป็นลักษณะปกติของสามีภรรยาส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสปัจจุบัน และกฎหมายรับรองสถานภาพนี้ไม่ต่างจากการจดทะเบียนเมื่ออยู่ด้วยกันเกินห้าปีขึ้นไป-ผู้เขียน) เป็นเวลา ๑๐ ปี มีลูกชายหญิงด้วยกันอย่างละคน

           จากข้อมูลในหนังสือ ในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้เพิ่งแยกตัวออกมาจากครัวเรือนเมื่อเดือนกรกฎาคม (พ.ศ. ๒๕๓๙) เพื่ออยู่กินกับ "ฟลอร็องซ์ผู้อ่อนหวาน" นับเป็นเวลาไม่ถึง ๖ เดือนที่เขาได้อยู่ร่วมกับคู่ชีวิตคนปัจจุบัน

           โกล๊ดเคยพบฟลอร็องซ์ที่โรงพยาบาล และได้เห็นซิลวีกับลูกทั้งสองในโบสถ์ระหว่างพิธีศพ

           เมื่อผู้เขียนถามถึงซ็องดรีน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัทบำบัด "แม่ทูนหัวของโบบี้" โกล๊ดก็ยิ้มหวาน เธอกับ ซ็องดรีนได้กลายเป็นเพื่อนกัน และซ็องดรีนก็เป็นคนน่ารักมากคนหนึ่งในสายตาของเธอ

           ผู้เขียนได้นำสำเนาต้นฉบับ "วิญญาณในดวงตา" ติดตัวมาด้วย และได้แปลให้โกล๊ดฟังอย่างคร่าวๆ เธอสนใจดูว่าชื่อของเธอเขียนอย่างไรในภาษาไทย และพอใจที่ได้เห็นตัวอักษรชุด ESA เธอถามว่าเคยดูรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ ซึ่งเสนอเรื่องราวของเกี่ยวกับโบบี้หรือยัง เธอบอกว่าถ้าได้ดูก็จะเข้าใจอย่างดีว่าเธอทำงานเขียนคำบอกกับโบบี้อย่างไร เมื่อทราบว่าผู้เขียนยังไม่เคยดู เธอก็ชวนผู้เขียนไปบ้านของเธอ "ดิฉันจะให้คุณยืมวีดิโอ มีหนังสือฉบับแปลต่างๆ อีกสี่-ห้าภาษา และรายงานสื่อมวลชนทั้งหมด ถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะเดินขึ้นบันไดชั้นหกนะ"

           ผู้เขียนหวนระลึกถึงครั้งที่มาปารีสเมื่อ ๕ ปีก่อน ห้องพักผู้เขียนอยู่บนชั้นสี่ บันไดทางขึ้นแคบๆ ไม้มันและสึกด้วยน้ำหนักเท้า ชั้นสี่ของฝรั่งเศสก็คือชั้นห้าของไทย ชั้นหกบ้านโกล๊ดก็คือชั้นเจ็ด ทว่าไมตรีที่หยิบยื่นให้ครั้งนี้ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก จะปฏิเสธได้อย่างไร

           เราออกจากร้านอาหาร ขึ้นรถเมล์สาย ๖๓ มาลงที่สถานีรถไฟออสแตร์ลิทซ์ แล้วต่อสาย ๖๑ เพื่อไปยังบ้านโกล๊ด ซึ่งอยู่ที่ย่านก็อมแบ๊ตต้า สุดเขตกรุงปารีสทางตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะรถแล่นผ่านสุสานแปร์-ลาแชสอันมีชื่อเสียงของปารีสและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง โกล๊ดก็เผยว่า หลุมศพตระกูลโบบี้นั้นตั้งอยู่ในทิศเดียวกับบ้านของเธอพอดี บางครั้งเธอจะมานั่งสูบบุหรี่อยู่เบื้องหน้าหลุมศพของเขา ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามว่า เธอร้องไห้หรือเปล่าเมื่อโบบี้ตาย โกล๊ดตอบว่า "ร้องสิ วัลยา"

           สุสานแปร์-ลาแชส มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตตั้งอยู่บนเนิน ณ ที่นี้ ออนอเร่ เดอ บัลซัคเคยใช้เป็นฉากจบเรื่อง พ่อกอริโยต์ อันลือชื่อ รัสตินยัค ตัวละครเอกยืนอยู่ที่สุสานนี้ มองดูกรุงปารีสเบื้องล่าง แล้วกล่าวคำท้าทาย "ถึงคราวของเราทั้งสองบ้างแล้วละ" สุสานของบัลซัคก็ประดิษฐาน ณ สุสานแห่งนี้ บัลซัคผู้เป็นอนุสาวรีย์แห่งโลกอักษรและนโปเลียนแห่งอาณาจักรวรรณกรรมได้เริ่มกำราบปารีสให้ศิโรราบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราลงจากรถเมล์ เดินเข้าสู่ถนนซอยเพื่อไปยังบ้านโกล๊ด เธอชี้ให้ดูโรงพยาบาลขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่คนละฟากถนน นั่นคือโรงพยาบาลที่โบบี้กล่าวถึงในบทชื่อ "ปารีส" ซึ่งเขาได้เดินทางมารับการตรวจรักษาจากคณะแพทย์ ๒ ครั้ง โรงพยาบาลนี้ชื่อ Tenon โกล๊ดบอกว่า บังเอิญอย่างไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันที่โรงพยาบาลอยู่ติดกับบ้านของเธอ

           เราเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ โกล๊ดกล่าวว่าเธอชอบชั้นที่หกของเธอมาก เพราะมองเห็นท้องฟ้ากระจ่างเหนือหลังคาอาคารอื่นๆ

           เธอให้ผู้เขียนดูฉบับแปลภาษาเยอรมัน สวีดีช ดัทช์ อังกฤษและอเมริกา (๒ ฉบับหลังนี้ผู้แปลคนเดียวกัน) เมื่อเราเปิดดูฉบับภาษาอังกฤษด้วยกันนั้น ได้เห็นว่า ผู้แปลมิได้แปลคำอุทิศซึ่งโบบี้เขียนให้แก่ลูกทั้งสองครบความ นั่นคือขาดข้อความที่ว่า "ด้วยความหวังว่าเจ้าทั้งสองจะได้ผีเสื้อมากหลาย" โกล๊ดคงจะรู้สึกผิดหวัง เพราะเธอตระหนักถึงความหมายและความสำคัญของคำอุทิศจากใจของโบบี้ต่อลูกทั้งสองของเขา เธอโทรศัพท์แจ้งสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ทันที

           นอกจากหนังสือฉบับแปลในภาษาต่างๆ ที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว โกล๊ดยังหอบสำเนาบทความ บทวิจารณ์ บทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับโบบี้และหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ มาให้ผู้เขียนยืม สำเนาทั้งหมดนี้มีความหนามากกว่าชุดที่สำนักพิมพ์โรแบร์ต ลัฟฟงต์ให้มาถึงสองเท่า และท้ายสุดโกล๊ดส่งวีดิโอให้ เธอกำชับว่าเธอมีอยู่เพียงม้วนเดียวและไม่มีขายในท้องตลาด วีดิโอม้วนนี้บันทึกรายการวรรณกรรมชื่อ "ตัวอักษรในความเงียบ" ของแบร์นารด์ ปิโวต์ ซึ่งรวมหนังสารคดีของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ไว้ด้วย โกล๊ดส่งให้ผู้เขียนโดยที่เธอไม่มีที่อยู่ของผู้เขียนและผู้เขียนก็ไม่มีหมายเลยโทรศัพท์

           นอกจากนี้เธอยังโทรศัพท์ทางไกลไปบันทึกข้อความทิ้งไว้ในเครื่องรับของซ็องดรีน ว่าให้ติดต่อกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนไปทำงาน เธอมีเรื่องจะพูดด้วย ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจที่โกล๊ดไม่บอกซ็องดรีนว่ามีนักแปลชาวไทยประสงค์จะขอพบที่เมืองแบร์ก แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ถาม ปริศนาเรื่องนี้ซ็องดรีนจะเป็นผู้ไขที่บ้านของเธอในเวลาต่อมา โกล๊ดนัดผู้เขียนให้โทรถึงเธอในอีก ๒ วัน เพื่อทราบว่าซ็องดรีนจะสะดวกให้พบในวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่ ๑๙ หรือ ๒๐ กรกฎาคม หรือไม่ วันหยุดสุดสัปดาห์ดังกล่าวนั้น เพื่อนของผู้เขียนสะดวกที่จะขับรถพาผู้เขียนไปเมืองแบร์ก

           ก่อนจากมา โกล๊ดให้ผู้เขียนดูสำเนาบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งนั่งเทียนเขียนเอาเองว่า เธอหลงรักโบบี้ เธอได้โทรศัพท์ไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์แห่งนั้นเพื่อเล่นงาน แต่นักข่าวตัวการไม่เคยอยู่ ผู้เขียนนึกในใจว่าช่างเหมือนกันทุกหนทุกแห่ง อันที่จริง บทความนี้ผู้เขียนเคยเห็นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ถามโกล๊ดถึงเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นคำถามไม่สุภาพและถ้าเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องส่วนตัว ดีที่โกล๊ดพูดขึ้นเอง

           นอกจากนี้ เธอยังหยิบ "กระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม" ตามที่โบบี้กล่าวถึงในบทจบของเรื่องมาให้ดู โบบี้ใช้สิ่งของที่บรรจุในกระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นการจบเรื่อง

---และกระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม ซึ่งนานๆ ครั้งเธอจะหยิบเศษสตางค์ออกมาเพื่อไปซื้อกาแฟ ซิปกระเป๋าใบน้อยเปิดอยู่ ผมมองเห็นกุญแจห้องในโรงแรม ตั๋วรถไฟใต้ดินและธนบัตรใบละร้อยฟรังค์พับสี่หนึ่งใบ คล้ายวัตถุที่ส่งมายังโลกมนุษย์ ผ่านท่ออวกาศเพื่อสำรวจลักษณะที่อยู่อาศัย การขนส่งประเภทต่างๆ และการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างมนุษย์โลกด้วยกัน ภาพที่เห็นทำให้ผมจนถ้อยคำ ได้แต่ครุ่นคิด ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายซึ่งปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม คงต้องไปแสวงหาในที่อื่น ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ

           ผู้เขียนมองดูกระเป๋าสตางค์ใบน้อยซึ่งได้กลายเป็นอมตะ อยากจะใส่กุญแจลงไปสักดอก ตั๋วรถไฟใต้ดิน และธนบัตรใบละร้อยพับสี่ แล้วถ่ายรูปเอาไว้ แต่โกล๊ดไม่ยินยอม เธอบอกว่านั่นไม่ใช่ของจริง เธอกล่าวสรุปว่า "วัลยา คุณได้เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือสมุดเล่มโตปกสีน้ำเงินซึ่งดิฉันจดตามการเขียนคำบอก สมุดเล่มนั้นเก็บอยู่ที่สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์"

           คืนนั้นผู้เขียนนอนไม่ค่อยหลับเพราะดื่มกาแฟเกินปริมาณไป ๒ ถ้วยเป็นเพื่อนโกล๊ด ในห้องประชุมและที่ร้านอาหาร การได้พบโกล๊ดในวันนี้ก็เท่ากับว่าสมความปรารถนาของผู้เขียนไปครึ่งหนึ่งแล้ว อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำบอกเล่าต่างๆ ของโกล๊ด เธอได้รับจดหมายจำนวนมากจากผู้อ่าน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เขาเหล่านั้นชื่นชมโบบี้ แต่เมื่อโบบี้ไม่อยู่ให้เขาแสดงไมตรีจิต พวกเขาจึงเขียนถึงเธอแทน ล้วนแล้วแต่เป็นจดหมายที่อ่อนหวานเปี่ยมไมตรี และแสดงความพอใจในความอดทนของเธอ

           ในบางครั้งที่โรงพยาบาลเมืองแบร์ก โกล๊ดอ่านหนังสือให้โบบี้ฟัง เขาชอบออนอเร่ เดอ บัลซัค ชอบเรื่อง ภาพลวงตาสลาย (lllusions perdues) ผู้เขียนไม่ประหลาดใจที่โบบี้ชอบเรื่องนี้ เพราะบัลซัคเสนอปัญหาจากประสบการณ์ของตนเองที่ว่า นักเขียนควรจะเขียนงานอันสูงส่ง ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นงานที่เขียนได้ยาก ใช้เวลา วิริยะอุตสาหะ แต่เป็นงานซึ่งวันหนึ่งจะทำให้เขาเป็นอมตะ และเป็นงานสร้างสรรค์สังคม หรือนักเขียนจะเลือกความสำเร็จรวดเร็วแต่ชั่วคราว ได้เงินเร็วแต่ไร้เกียรติยศ เขียนเรื่องประโลมโลกย์ คาวโลกีย์ เรื่องน้ำเน่าขายดีในตลาดล่าง

           บัลซัคเองเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเขียนรับจ้างมาก่อน และใช้เป็นการฝึกฝนภาษา ตลอดจนคิดค้นกลวิธีการประพันธ์ นวนิยายสองเรื่องแรกของเขามีข้อด้อยในเรื่องสำนวนภาษาประเภทสุกเอาเผากิน และตัวละครยังมีลักษณะน้ำเน่าอยู่บ้าง อีกทั้งอุดมการณ์สูงส่งที่เสนอไว้ก็ดูไม่สมจริงเท่าใดนัก ทว่า ภาพลวงตาสลาย นั้นเป็นงานชิ้นเอกเรื่องหนึ่งโดยแท้จริง

           หนังสือบางเล่มที่โบบี้ชอบ โกล๊ดไม่ชอบ เมื่อเธออ่าน ผู้ฟังก็จับได้เพราะขาดรสชาติในน้ำเสียง โบบี้ขอให้เธอหยุดอ่าน โกล๊ดชอบงานเขียนของ วาเลรี-ลาร์โบด์ เธอนำมาอ่านให้เขาฟัง และโบบี้ก็ชอบ โกล๊ดอธิบายแก่ผู้เขียนว่า เธอต้องการเป็นเพื่อนกับโบบี้ในฐานะเพื่อนเสมอกัน ไม่ใช่ในฐานะคนปกติกับคนเจ็บ ซึ่งคนปกติควรจะเอาใจคนเจ็บ ทั้งนี้เพราะเธอเห็นว่าโบบี้เป็นคนปกติ ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำ

           เนื่องจากผู้เขียนไม่มีโทรทัศน์และเครื่องเล่นวีดิโอ จึงจำเป็นต้องโทรศัพท์ไปตามบ้านเพื่อนฝูง แล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นการรบกวนมิตรสหายแสนดีทั้งหลายซึ่งต่างรู้สึกอึดอัดใจที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้เขียนได้ เพราะพวกเขาไม่มีโทรทัศน์หรือเครื่องเล่นวีดิโอ คนฝรั่งเศสจำนวนมากไม่มีโทรทัศน์ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีอำนาจซื้อ แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่ประเทืองปัญญาได้ดีกว่า ผู้เขียนโทรไปถึงครอบครัวที่สาม จึงได้รับคำตอบว่ามีและตกลงนัดหมายวันเวลา ไม่ได้อยู่บ้านของตนเอง ก็ต้องรบกวนเขาไปทั่วอย่างนี้แหละ


< ตอนที่ ๑ > < ตอนที่ ๒ > < ตอนที่ ๓ > < ตอนที่ ๔ > < ตอนที่ ๕ >
 
< ตอนที่ ๖ > < ตอนที่ ๗ > < ตอนที่ ๘ > < ตอนที่ ๙ >
 
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >