๒๓ ปี อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า

โดย : ภูมิ ชื่นบุญ



"เรื่องนี้บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อคืออาจารย์ผกาวดี อุตตโมทย์ หรือในนามปากกา 'ปริฉัตร เสมอแข' เป็นคนแปลเรื่องนี้เอง

            อาจารย์ผกาวดี อุตตโมทย์ หรือในนามปากกา 'ปริฉัตร เสมอแข' เป็นคนแปลเรื่องนี้เอง เพราะว่าได้สัญญากับลีโอไว้ว่า 'ฉันจะแปลเอง' ตอนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกัน

            "ข้าพเจ้าไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น รูปถ่ายหรือภาพยนตร์ที่แสดงถึงชีวิตอันทุกขเวทนาของเชลยศึกผู้เคราะห์ร้ายยามตกอยู่ในเงื้อมมือทหารญี่ปุ่นในสงคราม นับว่ายังดีที่เชลยฅนหนึ่ง คือ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ มีความกล้าหาญและมุ่งมั่น อดทน ทั้งสามารถ ได้ถ่ายทอดให้เห็นชีวิตอันน่าตระหนกของบรรดาเชลยศึกของเรา

            เขาเขียนเล่าเรื่องราวของเขาไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฅน ผู้ซึ่งชื่นชมความทรหดอันมหัศจรรย์ของบรรดาฅนของเรา ขณะตกเป็นเชลยในเงื้อมมือทหารญี่ปุ่น จะต้องสะเทือนใจ"

            นี่คือคำกล่าวที่ จอมพลเรือ เอิร์ลเม้านท์แบทเท่น แห่งพม่า (หรือลอร์ดหลุยส์ เม้านท์แบทเท่น) ได้เขียนคำปรารภไว้ให้กับหนังสือ อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า (AND THE DAWN CAME UP LIKE THUNDER) บันทึกอัตชีวประวัติของ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ (LEO RAWLINGS) เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรชาวอังกฤษ

            วันเวลาผ่านเลยไปนานถึง ๒๓ ปีกว่า อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อันเกิดขึ้นในสยามประเทศทั้งที่เรารู้ และไม่รู้ หนังสือที่ได้บันทึกเรื่องราวของมนุษย์ทั้งในด้านสว่างและด้านมืด จะได้เวลาเปิดเผยออกสู่สายตาของนักอ่านในฉบับภาษาไทย

            วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๘ หรือเมื่อ ๒๓ ปีก่อน คือวันที่ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ ได้ตอบจดหมายฉบับแรกถึง ผกาวดี อุตตโมทย์ หรือ ปาริฉัตร เสมอแข บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ หลังจากได้ติดต่อกับผู้เขียนมานานถึง ๒ ปี กว่าจะได้รับข้อสรุปว่าผู้เขียนอนุญาตให้แปลเป็นภาษาไทย แต่เหตุขัดข้องอุปสรรคต่างๆ สลับสับเปลี่ยนเรื่อยมา จนกระทั่งเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อปี ๒๕๓๓

            ดังนั้นทางสำนักพิมพ์ผีเสื้อจึงได้ยึดเอาวันที่ ๑๖ ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นวันเปิดตัวหนังสือที่มีระยะเวลาในการจัดทำแสนยาวนานอย่าง อาทิตย์อุทัยดังสายฟ้า ที่อนุสรณ์ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการระลึกถึง ลีโอ รอว์ลิ่งส์ และเชลยผู้ต้องสังเวยชีวิตในการสร้างทางรถไฟสายมรณะ



เส้นทาง'อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า'

            หลังจากฐานทัพสิงคโปร์อันแข็งแกร่งของฝ่ายสัมพันธมิตรแตกลง ลีโอ รอว์ลิ่งส์ นายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรชาวอังกฤษ เจ้าของฉายา นักวาดภาพสงคราม ได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตัวไว้ในฐานะเชลยศึกเป็นระยะเวลากว่า ๓ ปีครึ่ง เพื่อเป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟสายมรณะในประเทศไทย บริเวณช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเชื่อมทางรถไฟจากประเทศไทยไปสู่ประเทศพม่าให้เสร็จทันเวลา

            การสร้างทางรถไฟสายมรณะในครั้งนี้ได้ทำให้เชลยสงครามจำนวนมากต้องล้มตายลง เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน โรคระบาด และการทารุณจากกองทัพแดนอาทิตย์อุทัย

            ท่ามกลางห้วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัสที่สุดในชีวิต ลีโอก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ผลงานภาพเขียนของเขาออกมา

            ภาพเขียนทั้งหมดที่ถูกเขียนขึ้นในขณะนั้น เป็นภาพที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเชลยศึกในค่ายกักกันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยสายตาของเชลยคนหนึ่งที่เห็นภาพเหล่านั้นจนชินตา ด้วยกระดาษ หมึกจีน และสีจากธรรมชาติเท่าที่พอจะหาได้ในค่ายเชลยศึก และแอบซ่อนภาพนับร้อยของเขาเอาไว้จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม

            หลังรอดชีวิตกลับมาจากสงคราม เขาได้เริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยการเขียนบรรยายจากภาพนับร้อยที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาในค่ายกักกัน เพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในค่ายกักกันและเยียวยารักษาจิตใจของตัวเองด้วยภาษาของตัวเอง โดยไม่มีการแต่งเติมหรือเสริมให้เป็นภาษาวรรณกรรมแม้เพียงเล็กน้อย

            เมื่อหนังสือเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์เขาได้ส่งมายังประเทศไทยหนึ่งเล่ม เพื่อมอบให้กับ บุญผ่อง ศิริเวชภัณฑ์ พ่อค้าใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี ผู้เคยส่งอาหารให้กับกองทัพญี่ปุ่น และคอยแอบช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรมาโดยตลอดระยะเวลาการทำสงคราม

            และนี่คือจุดเริ่มต้นของอาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้าฉบับภาษาไทย อันแสนยาวนาน...



๒๓ ปีแห่งการรอคอย

            นับตั้งแต่วันนั้นที่ลีโอตอบจดหมายกลับมายังบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อจนถึงวันนี้เวลาก็ล่วงเลยมาถึง ๒๓ ปีแล้ว ทั้งนี้ มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ได้เล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาไทยว่า...

            "ทางเราบังเอิญได้ข่าวจากเพื่อนที่อังกฤษว่ามีนักเขียนชาวอังกฤษคนหนึ่งเขียนเรื่องนี้ เราก็พยายามติดต่อสืบหาและพอดีทาง NSK ที่ญี่ปุ่นเขาก็มาทำสารคดี ๕๐ ปี สงครามโลกครั้งที่สองที่เมืองกาญจนบุรี ผมจึงได้ไปที่บ้านคุณบุญผ่องและไปเห็นหนังสือเล่มนี้เข้าถึงกับตัวสั่น และขอยืมหนังสือเล่มนี้ไป ๒-๓ ปีจนกระทั่งคุณบุญผ่องทวงคืน ผมก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ดี จึงติดต่อขอลิขสิทธิ์ ทางเราเจอหนังสือเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว"

            ขณะนั้นเองที่ญี่ปุ่นก็ได้ทำการแปลหนังสือเล่มนี้โดย ทาเกชิ นิเกเสะ นักแปลญี่ปุ่นซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นล่ามอยู่ที่ค่ายกักกันแห่งนี้ และในวันแนะนำหนังสือเป็นครั้งแรกก็ได้เชิญผู้เขียนคือ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ ไปร่วมเปิดงานพร้อมมอบลายเซ็นแก่นักอ่านญี่ปุ่นด้วย

            ความล่าช้าและยาวนานของฉบับภาษาไทยที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมากมายหลายปัญหา มกุฎ เจ้าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อได้เปิดเผยถึงสาเหตุเหล่านั้นว่า

            "ที่ล่าช้าถึง ๒๓ ปีเป็นเพราะตอนแรกทางตัวแทนของลีโอเรียกค่าลิขสิทธิ์ค่อนข้างแพงคือประมาณ ๒,๐๐๐ ปอนด์เศษ เทียบเมื่อ ๒๓ ปีที่แล้วก็ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ราคานี้สำนักพิมพ์ใหญ่เขาก็ไม่ซื้อ ผีเสื้อสำนักพิมพ์เล็กนิดนึง ก็คิดแล้วคิดอีก เจรจากันอยู่นาน ๒ ปี จดหมายฉบับสุดท้ายลีโอได้บอกว่า 'ฉันให้คุณพิมพ์โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ แต่คุณช่วยจัดการเรื่องลิขสิทธิ์เรื่องรูปของฉันในประเทศไทย' แต่เราบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้ ก็เลยห่างเหินกันไป

            จนกระทั่งลีโอตายไป เพื่อนลีโอก็ตาย เราก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร เราพยายามเขียนจดหมายไปติดต่อหลายคน จนกระทั่ง ๒ ปีที่แล้วผมติดต่อลูกสาวเขาเจอ ก็เท่ากับว่าเราใช้เวลาทั้งหมด ๒๓ ปี"

            นอกจากปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญในการแปลต้นฉบับเป็นภาษาไทย คือ เรื่องของภาษาเพราะคำบางคำเป็นศัพท์ทางทหาร บางคำเป็นภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นนำไปใช้ ทำให้เกิดความสับสนในการแปล

            "สปีโดะ เป็นคำหลักที่ใช้กันมานานแล้วตั้งแต่ญี่ปุ่นมาที่นี่ และมาบังคับบัญชา เพราะว่าเป็นคำที่ญี่ปุ่นใช้และฝรั่งก็แปลไม่ออก แต่ที่แท้ สปีโดะ ก็คือสปีดนั่นเอง เวลาที่ญี่ปุ่นเขาพูดภาษาอังกฤษ เขาก็ต้องเติมอะไรเข้าไปด้วย อย่างเช่น แฮมเบอร์เกอร์ ก็เป็น แฮมเบอร์เกอร์รุ มันต้องมีคำต่อท้าย และสปีโดะ ก็คือ เร็วเข้าโว้ย นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีศัพท์ทางการทหาร โดยเฉพาะศัพท์ทหารเรือ" มกุฏอธิบาย



ด้วยสัญญา 'ฉันจะแปลเอง'

            หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลโดย ผกาวดี อุตตโมทย์ บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ หรือในนามปากกา ปริฉัตร เสมอแข นั่นเอง และสาเหตุที่บรรณาธิการอำนวยการของสำนักพิมพ์ผีเสื้อลงมือแปลด้วยตัวเองนั้น มกุฏ แจงให้ฟังว่า...

            "เรื่องนี้บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ผีเสื้อคืออาจารย์ผกาวดี อุตตโมทย์หรือในนามปากกา 'ปริฉัตร เสมอแข' เป็นคนแปลเรื่องนี้เอง เพราะว่าได้สัญญากับลีโอไว้ว่า 'ฉันจะแปลเอง' ตอนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกัน คือลีโอได้อ่านสำนวนของอาจารย์ผกาวดี ซึ่งเป็นนักเรียนอังกฤษ เขาจึงเข้าใจว่าคนไทยคนนี้จะถ่ายทอดภาษาอังกฤษของเขาได้ เพราะฉะนั้นตอนที่เขียนจดหมายติดต่อกัน เขาจึงบอกว่าขอให้คุณเป็นคนแปลได้ไหม จึงได้ตกลงว่าจะแปล"

            นอกจากนี้ข้อความในจดหมายของลีโอยังได้แสดงความประสงค์และความปรารถนาว่าจะเดินทางมาเมืองไทย เพื่อแนะนำหนังสือและมอบลายเซ็นแก่ผู้อ่านเช่นเดียวกับที่ได้รับเชิญไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

            เหตุผลอีกประการหนึ่งของความต้องกลับมายังประเทศไทยของเขาคือการได้กลับมายังสถานที่ที่เขาเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ เพื่อกลับมาระลึกถึงเรื่องราวมากหลาย เช่นเดียวกับเชลยศึกคนอื่นๆ และเช่นเดียวกับเชลยศึกชาวออสเตรเลีย ที่ลงทุนลงแรงทั้งกายและใจย้อนกลับมาค้นหาสถานที่ บุกเบิกป่าดงอันรกร้าง และเสนอให้รัฐบาลออสเตรเลียเจรจากับรัฐบาลไทย ก่อตั้งอนุสรณ์สถานขึ้นที่ 'ช่องเขาขาด' จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ซึ่งเชื่อว่าดวงวิญญาณของเชลยศึกพำนักอยู่นับหมื่น

            มกุฏยังได้เล่าให้ฟังอีกว่าเมื่อครั้งที่ย้ายสำนักงานครั้งหนึ่ง ต้นฉบับที่แปลเป็นฉบับแรกได้หายไปทั้งชุด เพราะสมัยก่อนเราไม่มีคอมพิวเตอร์ มันเป็นกระดาษ พอหายไปแล้วมันหายไปเลย ซึ่งตอนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉบับนี้ที่ทุกคนจะได้อ่านจึงเป็นการแปลครั้งที่สองของหนังสือเล่มนี้

            อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า เป็นหนังสือเชลยศึกที่มีความแตกต่างจากหนังสือเชลยศึกทั่วไปที่เราเคยพบเห็น สามารถกล่าวเช่นนั้นได้เพราะว่าหนังสือเชลยศึกส่วนใหญ่จะได้รับการขัดเกลาภาษาและนำมาเรียบเรียงใหม่โดยบรรณาธิการของหนังสือเล่มนั้น แต่ 'อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า' ของ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลของลีโอที่ว่าสิ่งที่เขาเขียนทุกตัวอักษรนั้นออกมาจากใจออกมาจากจิตวิญญาณนั่นเอง

            "หนังสือเล่มนี้เคยมีบรรณาธิการเสนอตัวจะดูแลต้นฉบับ แต่ลีโอปฏิเสธเพราะว่านี่คือวิญญาณ ตัวอักษรมันออกมาจากใจ ออกมาจากจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องการให้แก้ไขอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นคำที่อยู่ในใจของเขา ณ ขณะนั้น ไม่ว่าเขาจะกล่าวชมหรือกล่าวตำหนิ หรือกล่าวอะไรก็ตาม แต่นั้นก็กล่าวออกมาจากใจ ดังนั้นเราก็พยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ตามที่เขาต้องการ" มกุฏ อรฤดี กล่าว

            การที่หนังสือเล่มนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณและความจริงที่ลีโอได้เผชิญมาโดยไม่ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลง ได้ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงหนึ่งของโลกได้อย่างดีและตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย...


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒



   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญจากสื่ออื่น > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >